Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri

Contacter le cabinet

Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri A Public Fan Page of Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri

สวัสดีครับคนไทยไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในประเทศไทยเพื่อทำประโยชน์ให้คนในชาติ เรามีคนไทยในต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในทุกจุดมากมา...
06/09/2026

สวัสดีครับ

คนไทยไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในประเทศไทยเพื่อทำประโยชน์ให้คนในชาติ เรามีคนไทยในต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในทุกจุดมากมาย และคอยประสานให้ภารกิจต่าง ๆ สำเร็จลุล่วงลงได้ วันนี้ผมอยากบันทึกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งผ่านมาไว้ให้ได้อ่านกันครับ เป็นภารกิจพาคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างแดนกลับบ้านของเรา ที่แทบไม่มีขั้นตอนไหนง่ายเลย แต่สำเร็จได้เพราะหลายคนหลายฝ่ายต่างร่วมมือกันอย่างเต็มที่

เรื่องเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ผมเดินทางจากบรัสเซลส์ไปปารีส เข้าพบท่านทูตที่ทำเนียบฯ และได้รับทราบปัญหาของคนไทยท่านหนึ่งที่นอนป่วยติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาลที่ปารีสมาแล้ว 5 สัปดาห์

วันเสาร์ที่ 22 ผมไปพบและตรวจคนไข้ด้วยตัวเองที่โรงพยาบาลพร้อมท่านทูตและทีมประเทศไทย อาการหนักถึงขั้นที่ไม่สามารถนั่งในที่นั่งชั้นประหยัดหรือชั้นธุรกิจแบบผู้โดยสารทั่วไปได้ ต้องนอนราบตลอดการเดินทางบนเปลพิเศษที่เรียกว่า stretcher เท่านั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส มอบหมายภารกิจอย่างเป็นทางการในวันนั้น และผมเริ่มประสานสายการบินทันที

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสถานทูตถึงติดต่อมาที่ผม คำตอบคือการลำเลียงผู้ป่วยหนักข้ามประเทศแบบนี้ต้องการแพทย์ที่มีคุณสมบัติหลายอย่างประกอบกัน อย่างแรกคือต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสหภาพยุโรป เพราะการดูแลเริ่มต้นที่ฝรั่งเศสและแพทย์ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายของที่นั่นได้ อย่างที่สองคือต้องสื่อสารภาษาไทยกับคนไข้ได้โดยตรง เพราะในสภาพที่คนไข้เหนื่อยและกังวล การได้คุยกับแพทย์ด้วยภาษาแม่ของตัวเองตลอดการเดินทางมีผลต่อจิตใจมากกว่าที่คิด

อย่างที่สามคือความเข้าใจเรื่องเวชศาสตร์การบิน ผมเป็น Aeromedical Examiner หรือ AME ที่ได้รับการรับรองจากกรมการบินพลเรือนเบลเยียม หน้าที่หลักของ AME คือการตรวจรับรองสุขภาพผู้ทำการบนอากาศ ทั้งนักบินและลูกเรือนะครับ ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วยบนเครื่อง แต่การจะเป็น AME ได้ต้องผ่านการฝึกอบรมและสอบเรื่องสรีรวิทยาของร่างกายบนที่สูง ผลของความกดอากาศและออกซิเจนที่ลดลงต่อหัวใจ สมอง และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นความรู้เดียวกันกับที่ต้องใช้ประเมินว่าคนไข้อาการหนักจะทนการบินนานหลายชั่วโมงได้หรือไม่ และต้องเตรียมออกซิเจนอย่างไร

อย่างสุดท้ายคือประสบการณ์ตรง ผมเรียนจบแพทย์ทหารที่กรีซ และเป็นแพทย์ทหารอากาศที่เคยผ่านภารกิจลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศในช่วงวิกฤตสงครามมาก่อน งานแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมทำได้และยินดีทำเพื่อคนไทยด้วยกันครับ

พอเริ่มประสานงานก็เจออุปสรรคทันที ปลายเดือนสิงหาคมเป็นสัปดาห์สุดท้ายของปิดเทอมใหญ่ในยุโรป โรงเรียนในฝรั่งเศสเปิดเทอมวันที่ 1 กันยายน ผู้ปกครองทั่วยุโรปจึงต้องพาลูกบินกลับให้ทันในสัปดาห์นั้น ปิดเทอมของยุโรปไม่ตรงกับของไทย คนไทยหลายท่านอาจไม่ทราบว่าช่วงนี้คือช่วงที่เที่ยวบินเข้าออกยุโรปเต็มที่สุดช่วงหนึ่งของปี

เรามี 3 สายการบินที่บินตรงระหว่างปารีสกับกรุงเทพฯ คือการบินไทย (TG) แอร์ฟรานซ์ (AF) และแอร์กาแล็ง (SB, Aircalin) ของนูแวลกาเลโดนี ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส สองสายแรกไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะจัดพื้นที่ให้คนไข้ในสภาพนี้ โชคดีที่แอร์กาแล็งตอบรับ และโชคดีที่ได้คุณตุ๊กตา คนไทยที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศแอร์กาแล็งในปารีส ช่วยประสานงานอย่างไม่หยุดหย่อน ถ้าไม่ได้สายการบินนี้ คนไข้คงต้องรอไปอีกกว่า 2 สัปดาห์ในสภาพที่อาการมีแต่จะทรุดลง

มีรายละเอียดหนึ่งที่ผมอยากเล่าให้ฟัง เพราะแสดงให้เห็นว่าภารกิจนี้ต้องคิดล่วงหน้าไกลแค่ไหน และมีจังหวะหนึ่งที่ทุกอย่างอาจล้มได้ทั้งหมด คนไข้ต้องใช้ออกซิเจน 4 ลิตรต่อนาทีตลอดการเดินทาง ซึ่งมากกว่าที่เครื่องบินโดยสารทั่วไปเตรียมไว้ ออกซิเจนจำนวนนี้จึงต้องถูกโหลดขึ้นเครื่องตั้งแต่ต้นทาง คือที่ท่าอากาศยานกรุงนูเมอา (Noumea) เมืองหลวงของนูแวลกาเลโดนี เพราะเครื่องลำนั้นมีเส้นทางบินยาวไกลกว่าจะมาถึงคนไข้

ปัญหาคือตอนที่นูเมอาต้องตัดสินใจโหลดออกซิเจนขึ้นเครื่อง ผมยังหาแพทย์คนที่สองที่จะมาคู่กับผมไม่ได้เลย และถ้าไม่มีแพทย์คนที่สอง ภารกิจนี้ก็เดินหน้าไม่ได้

ถ้าสายการบินไม่โหลด แล้วผมหาแพทย์ได้ คนไข้ก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีถังออกซิเจนขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้อยู่บนเครื่อง แต่ถ้าโหลดมาแล้ว ผมกลับหาแพทย์ไม่ได้ ถังออกซิเจนก็จะบินข้ามโลกมาเปล่า ๆ พร้อมกับที่นั่งอีก 6 ที่ที่สายการบินต้องตัดผู้โดยสารออกเพื่อทำเป็นเตียง ทั้งถังทั้งเตียงจะเดินทางมาโดยไม่ได้ใช้งาน ทั้งสองฝั่งจึงต้องเดิมพันพร้อมกัน โดยไม่มีใครรับประกันผลที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

เพื่อให้เห็นภาพว่าทุกอย่างประชิดกันแค่ไหน ผมขอลำดับเวลาให้ดูครับ

อาทิตย์ 23 สิงหาคม แอร์กาแล็งส่งแบบฟอร์มการแพทย์สำหรับผู้โดยสารป่วย (MEDIF) มาให้กรอก ผมทำเอกสารทั้งชุดพร้อมรายงานการแพทย์เสร็จในคืนนั้น

จันทร์ 24 สิงหาคม ฝ่ายการแพทย์ของสายการบินอนุมัติให้เดินทางได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องนอนเปลตลอดเที่ยวบิน มีแพทย์ประกบ และให้ออกซิเจน 4 ลิตรต่อนาทีตั้งแต่ขึ้นเครื่องจนลงเครื่อง

อังคาร 25 สิงหาคม ทั้งวัน ผมยังหาแพทย์คนที่สองไม่ได้

อังคาร 25 สิงหาคม 16:30 เวลาปารีส ซึ่งคือ 01:30 เช้าวันพุธที่ 26 ตามเวลานูเมอา เครื่องของแอร์กาแล็งออกจากท่าอากาศยานกรุงนูเมอา พร้อมถังออกซิเจนสำหรับคนไข้ที่โหลดไว้แล้ว โดยที่ยังไม่มีใครรู้เลยว่าภารกิจนี้จะมีแพทย์คนที่สองหรือไม่

อังคาร 25 สิงหาคม 23:00 เวลาปารีส นายแพทย์ Pierre Carroz เพื่อนร่วมวิชาชีพชาวฝรั่งเศส ตอบรับเข้าร่วมภารกิจ ในตอนที่เครื่องบินลำนั้นออกจากนูเมอามาแล้วกว่า 6 ชั่วโมง เรานัดพบกันวันรุ่งขึ้นเวลา 17:00 ที่โรงพยาบาล เหลือเวลาเตรียมตัวแค่คืนเดียว

พุธ 26 สิงหาคม 07:55 เวลากรุงเทพฯ เครื่องถึงสุวรรณภูมิ แวะพัก และออกต่อเวลา 10:05 มุ่งหน้าปารีส

พุธ 26 สิงหาคม ช่วงบ่าย ผมเดินทางจากบรัสเซลส์ถึงปารีส

พุธ 26 สิงหาคม 17:00 ผมพบนายแพทย์ Carroz ที่โรงพยาบาล เตรียมนำคนไข้ขึ้นรถพยาบาลไปสนามบินชาร์ล เดอ โกล

พุธ 26 สิงหาคม 17:05 เวลาปารีส เครื่องลำเดียวกันถึงสนามบินชาร์ล เดอ โกล ออกซิเจนที่โหลดจากนูเมอามาถึงคนไข้แล้ว หลังจากเดินทางข้ามโลกมาราว 24 ชั่วโมง

พุธ 26 สิงหาคม ช่วงเย็น รถพยาบาลรับคนไข้จากโรงพยาบาลมุ่งหน้าสนามบิน

พุธ 26 สิงหาคม 19:20 ถึงสนามบิน ตรวจสัญญาณชีพก่อนขึ้นเครื่อง

พุธ 26 สิงหาคม 20:40 คนไข้อยู่บนเครื่องแล้ว บนเปลที่พับจากที่นั่งชั้นประหยัด 6 ที่นั่งด้านท้าย

พุธ 26 สิงหาคม 21:30 เครื่องออกจากปารีส เริ่มให้ออกซิเจนตั้งแต่ล้อพ้นพื้น ตลอดคืนเครื่องตกหลุมอากาศเป็นระยะ แพทย์ทั้งสองผลัดกันเฝ้า ประคองคนไข้ให้อยู่ในท่าที่ปลอดภัย และผลัดกันพักเป็นช่วงสั้น ๆ

พฤหัสบดี 27 สิงหาคม 14:25 เวลากรุงเทพฯ ซึ่งคือ 09:25 เช้าที่ปารีส เครื่องเข้าสู่น่านฟ้าไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ความสำคัญกับเที่ยวบินนี้เป็นลำดับแรก เครื่องได้รับอนุญาตให้ร่อนลงจอดได้ทันทีโดยไม่ต้องบินวนรอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้ และเข้าจอดที่ Gate G5 ซึ่งสงวนไว้สำหรับเที่ยวบินที่ต้องนำผู้โดยสารลงอย่างเร่งด่วน

พฤหัสบดี 27 สิงหาคม หลังลงจอดไม่นาน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอำนวยความสะดวกโดยขึ้นมาตรวจหนังสือเดินทางของคนไข้และแพทย์ทั้งสองถึงในเครื่อง เพื่อให้ลงไปขึ้นรถพยาบาลได้ทันที รถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รับคนไข้ที่ข้างลำเครื่องบิน ตำรวจจราจรขี่มอเตอร์ไซค์รวม 5 คันนำขบวนเปิดทางฝ่าการจราจรของกรุงเทพฯ 20 นาทีถึงโรงพยาบาล นำคนไข้เข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (CCU) ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อย่างปลอดภัย

นับจากวินาทีที่ออกซิเจนถูกโหลดขึ้นเครื่องที่นูเมอา จนคนไข้ถึง CCU ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ใช้เวลาประมาณ 42 ชั่วโมง โดย 29 ชั่วโมงแรกเป็นการเดินทางของเครื่องบินและออกซิเจนเพียงเพื่อมารับคนไข้ และตลอด 29 ชั่วโมงนั้น ไม่มีใครรู้จนถึงห้าทุ่มวันอังคารว่าภารกิจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าการตัดสินใจโหลดออกซิเจนล่วงหน้าของสายการบิน คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งของภารกิจนี้

ผมเดินทางมาหลายประเทศ เห็นภาพตำรวจ 5 คันนำขบวนวันนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ว่าระบบของไทยเราเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ ภารกิจที่เริ่มต้นจากการเข้าพบท่านทูตเมื่อ 6 วันก่อนหน้านั้นจึงปิดลงได้อย่างสมบูรณ์

ก่อนจะบินกลับปารีส ผมมีเวลาแวะไปเยี่ยมแม่ที่เมืองไทยได้หนึ่งวัน เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มีความหมายมากท่ามกลางสัปดาห์ที่เหนื่อยที่สุดสัปดาห์หนึ่งของปี

ผมขอขอบคุณ ฯพณฯ นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และทีมประเทศไทยที่ปารีสทุกท่าน ที่ลงมาดูคนไข้ถึงข้างเตียงด้วยตัวเอง และไว้วางใจสนับสนุนภารกิจนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ขอบคุณทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลแซ็งต์-อาน กรุงปารีส (GHU Paris Psychiatrie & Neurosciences หรือกลุ่มโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยปารีสด้านจิตเวชศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์) ในส่วน Neuro Sainte-Anne ซึ่งเป็นแผนกประสาทวิทยา ที่ดูแลคนไข้มาตลอด 5 สัปดาห์และเตรียมส่งต่ออย่างเรียบร้อย

โรงพยาบาลแซ็งต์-อานมีความหมายกับผมเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่ที่ผมเคยฝึกอบรมด้านจิตเวชศาสตร์กับศาสตราจารย์ Jean-Pierre Olié จิตแพทย์ที่ได้รับการยอมรับสูงที่สุดท่านหนึ่งของฝรั่งเศส และแซ็งต์-อานเองก็คือโรงพยาบาลที่ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของจิตเภสัชวิทยาสมัยใหม่ การได้กลับมาที่นี่ในบทบาทแพทย์ที่มารับคนไข้กลับบ้าน จึงเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกครับ

ขอบคุณสายการบินแอร์กาแล็งที่เปิดประตูให้ในวันที่สายการบินอื่นไม่มีที่ว่าง และกล้าตัดสินใจเรื่องออกซิเจนล่วงหน้าจากอีกฟากหนึ่งของโลก

ทางฝั่งกรุงเทพฯ ขอบคุณนาวาเอก ปรีชา ตันติรักส์ ที่ช่วยผมประสานงานตลอดภารกิจ ทำให้ปลายทางพร้อมรับคนไข้ทันทีที่เครื่องลง ขอบคุณศาสตราธิคุณ นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม แพทย์เจ้าของไข้ ที่รับดูแลคนไข้ต่อทันทีที่ถึงโรงพยาบาล พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่มารอรับถึงข้างลำเครื่องบิน ขอบคุณท่าอากาศยานไทย (AOT) เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจจราจร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ผมไม่ได้กล่าวถึง ทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้

ผมบันทึกเรื่องนี้ไว้ไม่ใช่เพื่ออวดผลงานครับ แต่อยากให้เห็นว่างานแบบนี้ไม่มีใครทำคนเดียวได้ มันเกิดขึ้นได้เพราะคนหลายฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในจุดที่ตัวเองยืนอยู่ ตั้งแต่ท่านทูตที่ปารีส คนไทยในออฟฟิศสายการบิน เจ้าหน้าที่ที่นูเมอาที่โหลดออกซิเจนขึ้นเครื่องโดยไม่เคยเห็นหน้าคนไข้ ไปจนถึงตำรวจจราจรที่กรุงเทพฯ นี่แหละครับคือความหมายของการเป็นคนไทยในต่างแดนที่ยังทำประโยชน์ให้ชาติได้ แม้จะไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยก็ตาม

หมายเหตุ ภาพประกอบบทความนี้ ผมปกปิดใบหน้าของคนไข้ไว้ทุกภาพ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและความลับทางการแพทย์ของผู้ป่วยตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพครับ

ศ.ดร.นพ.วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ
กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม

สวัสดีครับห่างหายกันไป 8 เดือนครับ ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้เข้ามาเขียนเลยวันนี้จะเข้ามาเล่าให้อ่านกัน เกี่ยวกับการท่องเที่...
22/07/2026

สวัสดีครับ

ห่างหายกันไป 8 เดือนครับ ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้เข้ามาเขียนเลย

วันนี้จะเข้ามาเล่าให้อ่านกัน เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอวกาศ หรือ space tourism ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในแบบพาณิชย์เมื่อปี 2001 โดย Dennis Tito นักธุรกิจชาวอเมริกันที่จ่ายเงินราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 674 ล้านบาท) เพื่อเดินทางไปกับยาน Soyuz ของรัสเซียสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station หรือ ISS) กลายเป็น "นักท่องเที่ยวอวกาศ" คนแรกของโลก

ย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน การเดินทางด้วยเครื่องบินเคยเป็นเรื่องที่คนธรรมดาแทบไม่กล้าฝัน ในยุคเริ่มต้นของสายการบินพาณิชย์ช่วงทศวรรษ 1920-1930 ตั๋วเครื่องบินหนึ่งใบซื้อรถยนต์คันใหม่ในตอนนั้นได้สบาย ๆ ผู้โดยสารที่นั่งเครื่องบินได้ในยุคนั้นล้วนเป็นชนชั้นสูง นักธุรกิจใหญ่ หรือดาราดังเท่านั้น ส่วนคนทั่วไปได้แต่มองเครื่องบินบินผ่านฟ้าไปด้วยความอัศจรรย์ใจ ไม่คิดว่าสักวันตัวเองจะได้นั่งบ้าง

แต่ผ่านมาไม่ถึงร้อยปี วันนี้การขึ้นเครื่องบินกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด ไม่ว่าใครก็จองตั๋วได้ในราคาบางทีเพียงไม่กี่ร้อยบาท บินข้ามประเทศได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่เคยเป็นความฝันสุดหรูหราของคนไม่กี่คน กลายเป็นเครื่องมือเดินทางของคนทั้งโลกไปแล้ว

ผมเชื่อว่า space tourism กำลังยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับที่การบินพาณิชย์เคยยืนอยู่เมื่อร้อยปีก่อนพอดี วงการนี้เปลี่ยนไปมากในช่วงเกือบ 25 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยเป็นเรื่องของมหาเศรษฐีเพียงหยิบมือที่ต้องฝึกฝนนานหลายเดือนกับหน่วยงานอวกาศของรัฐ วันนี้มีบริษัทเอกชนที่พัฒนายานอวกาศของตัวเองขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อพาคนทั่วไปที่มีกำลังทรัพย์มากพอ ขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์ไร้แรงโน้มถ่วงและมองเห็นโลกจากมุมสูง หนึ่งในนั้นคือ Virgin Galactic ของ Richard Branson มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ซึ่งเริ่มพาผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ขึ้นบินจริงในปี 2023

ราคาตั๋วของ Virgin Galactic ปรับขึ้นเรื่อยมาตลอดหลายปี จากช่วงแรกที่ขายในราคา 200,000-250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.7-8.4 ล้านบาท) ต่อที่นั่ง ปรับเป็น 450,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 15.2 ล้านบาท) และล่าสุดในรอบการขายปัจจุบันปรับขึ้นไปที่ 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25.3 ล้านบาท) ต่อที่นั่ง

ลองคิดดูเล่นๆ ตั๋วใบเดียวในราคานี้เทียบเท่ากับบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในทำเลกลางกรุงเทพฯ ทั้งหลัง หรือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวชานเมืองทั่วไป เงินจำนวนนี้ซื้อได้อีกหลายหลัง นี่คือระดับราคาที่ทำให้ space tourism ในวันนี้ยังเป็นเรื่องของคนจำนวนน้อยมากๆ ไม่ต่างจากตั๋วเครื่องบินในยุค 1920

วันนี้เราอาจกำลังยืนอยู่ในจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่สักวันหนึ่งลูกหลานของเราอาจมองย้อนกลับมาที่ยุคนี้ ด้วยความรู้สึกเดียวกับที่เรามองย้อนไปยุคเริ่มต้นของการบินพาณิชย์ ยุคที่การไปอวกาศยังเป็นเรื่องของคนรวยเพียงไม่กี่คน ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทุกคนในที่สุด

แล้วผมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร..?

เมื่อวานนี้ ผมได้รับการอนุมัติให้เป็น Virgin Galactic affiliated Aerospace Medicine Examiner หรือแพทย์ผู้ตรวจประเมินด้านเวชศาสตร์การบินและอวกาศในเครือ Virgin Galactic ต่อยอดจากพื้นฐาน EASA AME ที่มีอยู่แล้ว โดย Virgin Galactic พิจารณาจาก credential และประสบการณ์ที่ผมมีสั่งสมมาในฐานะแพทย์เวชศาสตร์การบินของประเทศเบลเยียม

กว่าที่ผมจะมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ การได้เป็น EASA (European Union Aviation Safety Agency) Aeromedical Examiner หรือแพทย์ผู้ตรวจประเมินด้านเวชศาสตร์การบินในสหภาพยุโรปนั้น ต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การบิน (Aviation Medicine) ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานการบินของแต่ละประเทศ (ในเบลเยียมคือ Belgian Civil Aviation Authority) สอบผ่านตามมาตรฐานของ EASA และต้องต่ออายุ/อบรมทบทวนความรู้อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสถานะการรับรองไว้

หน้าที่แพทย์ของผมในบทบาทนี้ คือการตรวจประเมินความพร้อมทางร่างกายของนักบินอวกาศที่จะเดินทางไปกับ Virgin Galactic ก่อนขึ้นบิน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของแต่ละคนพร้อมรับแรง G และสภาวะไร้น้ำหนักระหว่างเที่ยวบินและข้อกำหนดทางการแพทย์ที่สำคัญอื่น ๆ

ผมเองอาจไม่ได้เป็นนักบินอวกาศในชีวิตนี้ แต่การได้เป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ใครสักคนได้ไปสัมผัสความฝันที่เคยเป็นเรื่องนิยายวิทยาศาสตร์เมื่อไม่ว่าจะกี่สิบกี่ร้อยปีก่อน ก็เป็นความภูมิใจของผมที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในหน้านี้เหมือนกันครับ 🚀

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ จะพยายามหาเวลากลับมาเขียนบ่อยขึ้นครับ

ด้วยความระลึกถึง FC ทุกคนครับ

รศ.ดร.นพ.วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ
กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม

Adresse

Paris

Site Web

Notifications

Soyez le premier à savoir et laissez-nous vous envoyer un courriel lorsque Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri publie des nouvelles et des promotions. Votre adresse e-mail ne sera pas utilisée à d'autres fins, et vous pouvez vous désabonner à tout moment.

Contacter Le Cabinet

Envoyer un message à Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri:

Raccourcis

Partager

Catégorie