06/09/2026
สวัสดีครับ
คนไทยไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในประเทศไทยเพื่อทำประโยชน์ให้คนในชาติ เรามีคนไทยในต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในทุกจุดมากมาย และคอยประสานให้ภารกิจต่าง ๆ สำเร็จลุล่วงลงได้ วันนี้ผมอยากบันทึกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งผ่านมาไว้ให้ได้อ่านกันครับ เป็นภารกิจพาคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างแดนกลับบ้านของเรา ที่แทบไม่มีขั้นตอนไหนง่ายเลย แต่สำเร็จได้เพราะหลายคนหลายฝ่ายต่างร่วมมือกันอย่างเต็มที่
เรื่องเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ผมเดินทางจากบรัสเซลส์ไปปารีส เข้าพบท่านทูตที่ทำเนียบฯ และได้รับทราบปัญหาของคนไทยท่านหนึ่งที่นอนป่วยติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาลที่ปารีสมาแล้ว 5 สัปดาห์
วันเสาร์ที่ 22 ผมไปพบและตรวจคนไข้ด้วยตัวเองที่โรงพยาบาลพร้อมท่านทูตและทีมประเทศไทย อาการหนักถึงขั้นที่ไม่สามารถนั่งในที่นั่งชั้นประหยัดหรือชั้นธุรกิจแบบผู้โดยสารทั่วไปได้ ต้องนอนราบตลอดการเดินทางบนเปลพิเศษที่เรียกว่า stretcher เท่านั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส มอบหมายภารกิจอย่างเป็นทางการในวันนั้น และผมเริ่มประสานสายการบินทันที
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสถานทูตถึงติดต่อมาที่ผม คำตอบคือการลำเลียงผู้ป่วยหนักข้ามประเทศแบบนี้ต้องการแพทย์ที่มีคุณสมบัติหลายอย่างประกอบกัน อย่างแรกคือต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสหภาพยุโรป เพราะการดูแลเริ่มต้นที่ฝรั่งเศสและแพทย์ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายของที่นั่นได้ อย่างที่สองคือต้องสื่อสารภาษาไทยกับคนไข้ได้โดยตรง เพราะในสภาพที่คนไข้เหนื่อยและกังวล การได้คุยกับแพทย์ด้วยภาษาแม่ของตัวเองตลอดการเดินทางมีผลต่อจิตใจมากกว่าที่คิด
อย่างที่สามคือความเข้าใจเรื่องเวชศาสตร์การบิน ผมเป็น Aeromedical Examiner หรือ AME ที่ได้รับการรับรองจากกรมการบินพลเรือนเบลเยียม หน้าที่หลักของ AME คือการตรวจรับรองสุขภาพผู้ทำการบนอากาศ ทั้งนักบินและลูกเรือนะครับ ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วยบนเครื่อง แต่การจะเป็น AME ได้ต้องผ่านการฝึกอบรมและสอบเรื่องสรีรวิทยาของร่างกายบนที่สูง ผลของความกดอากาศและออกซิเจนที่ลดลงต่อหัวใจ สมอง และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นความรู้เดียวกันกับที่ต้องใช้ประเมินว่าคนไข้อาการหนักจะทนการบินนานหลายชั่วโมงได้หรือไม่ และต้องเตรียมออกซิเจนอย่างไร
อย่างสุดท้ายคือประสบการณ์ตรง ผมเรียนจบแพทย์ทหารที่กรีซ และเป็นแพทย์ทหารอากาศที่เคยผ่านภารกิจลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศในช่วงวิกฤตสงครามมาก่อน งานแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมทำได้และยินดีทำเพื่อคนไทยด้วยกันครับ
พอเริ่มประสานงานก็เจออุปสรรคทันที ปลายเดือนสิงหาคมเป็นสัปดาห์สุดท้ายของปิดเทอมใหญ่ในยุโรป โรงเรียนในฝรั่งเศสเปิดเทอมวันที่ 1 กันยายน ผู้ปกครองทั่วยุโรปจึงต้องพาลูกบินกลับให้ทันในสัปดาห์นั้น ปิดเทอมของยุโรปไม่ตรงกับของไทย คนไทยหลายท่านอาจไม่ทราบว่าช่วงนี้คือช่วงที่เที่ยวบินเข้าออกยุโรปเต็มที่สุดช่วงหนึ่งของปี
เรามี 3 สายการบินที่บินตรงระหว่างปารีสกับกรุงเทพฯ คือการบินไทย (TG) แอร์ฟรานซ์ (AF) และแอร์กาแล็ง (SB, Aircalin) ของนูแวลกาเลโดนี ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส สองสายแรกไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะจัดพื้นที่ให้คนไข้ในสภาพนี้ โชคดีที่แอร์กาแล็งตอบรับ และโชคดีที่ได้คุณตุ๊กตา คนไทยที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศแอร์กาแล็งในปารีส ช่วยประสานงานอย่างไม่หยุดหย่อน ถ้าไม่ได้สายการบินนี้ คนไข้คงต้องรอไปอีกกว่า 2 สัปดาห์ในสภาพที่อาการมีแต่จะทรุดลง
มีรายละเอียดหนึ่งที่ผมอยากเล่าให้ฟัง เพราะแสดงให้เห็นว่าภารกิจนี้ต้องคิดล่วงหน้าไกลแค่ไหน และมีจังหวะหนึ่งที่ทุกอย่างอาจล้มได้ทั้งหมด คนไข้ต้องใช้ออกซิเจน 4 ลิตรต่อนาทีตลอดการเดินทาง ซึ่งมากกว่าที่เครื่องบินโดยสารทั่วไปเตรียมไว้ ออกซิเจนจำนวนนี้จึงต้องถูกโหลดขึ้นเครื่องตั้งแต่ต้นทาง คือที่ท่าอากาศยานกรุงนูเมอา (Noumea) เมืองหลวงของนูแวลกาเลโดนี เพราะเครื่องลำนั้นมีเส้นทางบินยาวไกลกว่าจะมาถึงคนไข้
ปัญหาคือตอนที่นูเมอาต้องตัดสินใจโหลดออกซิเจนขึ้นเครื่อง ผมยังหาแพทย์คนที่สองที่จะมาคู่กับผมไม่ได้เลย และถ้าไม่มีแพทย์คนที่สอง ภารกิจนี้ก็เดินหน้าไม่ได้
ถ้าสายการบินไม่โหลด แล้วผมหาแพทย์ได้ คนไข้ก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีถังออกซิเจนขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้อยู่บนเครื่อง แต่ถ้าโหลดมาแล้ว ผมกลับหาแพทย์ไม่ได้ ถังออกซิเจนก็จะบินข้ามโลกมาเปล่า ๆ พร้อมกับที่นั่งอีก 6 ที่ที่สายการบินต้องตัดผู้โดยสารออกเพื่อทำเป็นเตียง ทั้งถังทั้งเตียงจะเดินทางมาโดยไม่ได้ใช้งาน ทั้งสองฝั่งจึงต้องเดิมพันพร้อมกัน โดยไม่มีใครรับประกันผลที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
เพื่อให้เห็นภาพว่าทุกอย่างประชิดกันแค่ไหน ผมขอลำดับเวลาให้ดูครับ
อาทิตย์ 23 สิงหาคม แอร์กาแล็งส่งแบบฟอร์มการแพทย์สำหรับผู้โดยสารป่วย (MEDIF) มาให้กรอก ผมทำเอกสารทั้งชุดพร้อมรายงานการแพทย์เสร็จในคืนนั้น
จันทร์ 24 สิงหาคม ฝ่ายการแพทย์ของสายการบินอนุมัติให้เดินทางได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องนอนเปลตลอดเที่ยวบิน มีแพทย์ประกบ และให้ออกซิเจน 4 ลิตรต่อนาทีตั้งแต่ขึ้นเครื่องจนลงเครื่อง
อังคาร 25 สิงหาคม ทั้งวัน ผมยังหาแพทย์คนที่สองไม่ได้
อังคาร 25 สิงหาคม 16:30 เวลาปารีส ซึ่งคือ 01:30 เช้าวันพุธที่ 26 ตามเวลานูเมอา เครื่องของแอร์กาแล็งออกจากท่าอากาศยานกรุงนูเมอา พร้อมถังออกซิเจนสำหรับคนไข้ที่โหลดไว้แล้ว โดยที่ยังไม่มีใครรู้เลยว่าภารกิจนี้จะมีแพทย์คนที่สองหรือไม่
อังคาร 25 สิงหาคม 23:00 เวลาปารีส นายแพทย์ Pierre Carroz เพื่อนร่วมวิชาชีพชาวฝรั่งเศส ตอบรับเข้าร่วมภารกิจ ในตอนที่เครื่องบินลำนั้นออกจากนูเมอามาแล้วกว่า 6 ชั่วโมง เรานัดพบกันวันรุ่งขึ้นเวลา 17:00 ที่โรงพยาบาล เหลือเวลาเตรียมตัวแค่คืนเดียว
พุธ 26 สิงหาคม 07:55 เวลากรุงเทพฯ เครื่องถึงสุวรรณภูมิ แวะพัก และออกต่อเวลา 10:05 มุ่งหน้าปารีส
พุธ 26 สิงหาคม ช่วงบ่าย ผมเดินทางจากบรัสเซลส์ถึงปารีส
พุธ 26 สิงหาคม 17:00 ผมพบนายแพทย์ Carroz ที่โรงพยาบาล เตรียมนำคนไข้ขึ้นรถพยาบาลไปสนามบินชาร์ล เดอ โกล
พุธ 26 สิงหาคม 17:05 เวลาปารีส เครื่องลำเดียวกันถึงสนามบินชาร์ล เดอ โกล ออกซิเจนที่โหลดจากนูเมอามาถึงคนไข้แล้ว หลังจากเดินทางข้ามโลกมาราว 24 ชั่วโมง
พุธ 26 สิงหาคม ช่วงเย็น รถพยาบาลรับคนไข้จากโรงพยาบาลมุ่งหน้าสนามบิน
พุธ 26 สิงหาคม 19:20 ถึงสนามบิน ตรวจสัญญาณชีพก่อนขึ้นเครื่อง
พุธ 26 สิงหาคม 20:40 คนไข้อยู่บนเครื่องแล้ว บนเปลที่พับจากที่นั่งชั้นประหยัด 6 ที่นั่งด้านท้าย
พุธ 26 สิงหาคม 21:30 เครื่องออกจากปารีส เริ่มให้ออกซิเจนตั้งแต่ล้อพ้นพื้น ตลอดคืนเครื่องตกหลุมอากาศเป็นระยะ แพทย์ทั้งสองผลัดกันเฝ้า ประคองคนไข้ให้อยู่ในท่าที่ปลอดภัย และผลัดกันพักเป็นช่วงสั้น ๆ
พฤหัสบดี 27 สิงหาคม 14:25 เวลากรุงเทพฯ ซึ่งคือ 09:25 เช้าที่ปารีส เครื่องเข้าสู่น่านฟ้าไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ความสำคัญกับเที่ยวบินนี้เป็นลำดับแรก เครื่องได้รับอนุญาตให้ร่อนลงจอดได้ทันทีโดยไม่ต้องบินวนรอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้ และเข้าจอดที่ Gate G5 ซึ่งสงวนไว้สำหรับเที่ยวบินที่ต้องนำผู้โดยสารลงอย่างเร่งด่วน
พฤหัสบดี 27 สิงหาคม หลังลงจอดไม่นาน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอำนวยความสะดวกโดยขึ้นมาตรวจหนังสือเดินทางของคนไข้และแพทย์ทั้งสองถึงในเครื่อง เพื่อให้ลงไปขึ้นรถพยาบาลได้ทันที รถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์รับคนไข้ที่ข้างลำเครื่องบิน ตำรวจจราจรขี่มอเตอร์ไซค์รวม 5 คันนำขบวนเปิดทางฝ่าการจราจรของกรุงเทพฯ 20 นาทีถึงโรงพยาบาล นำคนไข้เข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (CCU) ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อย่างปลอดภัย
นับจากวินาทีที่ออกซิเจนถูกโหลดขึ้นเครื่องที่นูเมอา จนคนไข้ถึง CCU ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ใช้เวลาประมาณ 42 ชั่วโมง โดย 29 ชั่วโมงแรกเป็นการเดินทางของเครื่องบินและออกซิเจนเพียงเพื่อมารับคนไข้ และตลอด 29 ชั่วโมงนั้น ไม่มีใครรู้จนถึงห้าทุ่มวันอังคารว่าภารกิจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าการตัดสินใจโหลดออกซิเจนล่วงหน้าของสายการบิน คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งของภารกิจนี้
ผมเดินทางมาหลายประเทศ เห็นภาพตำรวจ 5 คันนำขบวนวันนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ว่าระบบของไทยเราเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ ภารกิจที่เริ่มต้นจากการเข้าพบท่านทูตเมื่อ 6 วันก่อนหน้านั้นจึงปิดลงได้อย่างสมบูรณ์
ก่อนจะบินกลับปารีส ผมมีเวลาแวะไปเยี่ยมแม่ที่เมืองไทยได้หนึ่งวัน เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มีความหมายมากท่ามกลางสัปดาห์ที่เหนื่อยที่สุดสัปดาห์หนึ่งของปี
ผมขอขอบคุณ ฯพณฯ นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และทีมประเทศไทยที่ปารีสทุกท่าน ที่ลงมาดูคนไข้ถึงข้างเตียงด้วยตัวเอง และไว้วางใจสนับสนุนภารกิจนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ขอบคุณทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลแซ็งต์-อาน กรุงปารีส (GHU Paris Psychiatrie & Neurosciences หรือกลุ่มโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยปารีสด้านจิตเวชศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์) ในส่วน Neuro Sainte-Anne ซึ่งเป็นแผนกประสาทวิทยา ที่ดูแลคนไข้มาตลอด 5 สัปดาห์และเตรียมส่งต่ออย่างเรียบร้อย
โรงพยาบาลแซ็งต์-อานมีความหมายกับผมเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่ที่ผมเคยฝึกอบรมด้านจิตเวชศาสตร์กับศาสตราจารย์ Jean-Pierre Olié จิตแพทย์ที่ได้รับการยอมรับสูงที่สุดท่านหนึ่งของฝรั่งเศส และแซ็งต์-อานเองก็คือโรงพยาบาลที่ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของจิตเภสัชวิทยาสมัยใหม่ การได้กลับมาที่นี่ในบทบาทแพทย์ที่มารับคนไข้กลับบ้าน จึงเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกครับ
ขอบคุณสายการบินแอร์กาแล็งที่เปิดประตูให้ในวันที่สายการบินอื่นไม่มีที่ว่าง และกล้าตัดสินใจเรื่องออกซิเจนล่วงหน้าจากอีกฟากหนึ่งของโลก
ทางฝั่งกรุงเทพฯ ขอบคุณนาวาเอก ปรีชา ตันติรักส์ ที่ช่วยผมประสานงานตลอดภารกิจ ทำให้ปลายทางพร้อมรับคนไข้ทันทีที่เครื่องลง ขอบคุณศาสตราธิคุณ นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม แพทย์เจ้าของไข้ ที่รับดูแลคนไข้ต่อทันทีที่ถึงโรงพยาบาล พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่มารอรับถึงข้างลำเครื่องบิน ขอบคุณท่าอากาศยานไทย (AOT) เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจจราจร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ผมไม่ได้กล่าวถึง ทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้
ผมบันทึกเรื่องนี้ไว้ไม่ใช่เพื่ออวดผลงานครับ แต่อยากให้เห็นว่างานแบบนี้ไม่มีใครทำคนเดียวได้ มันเกิดขึ้นได้เพราะคนหลายฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในจุดที่ตัวเองยืนอยู่ ตั้งแต่ท่านทูตที่ปารีส คนไทยในออฟฟิศสายการบิน เจ้าหน้าที่ที่นูเมอาที่โหลดออกซิเจนขึ้นเครื่องโดยไม่เคยเห็นหน้าคนไข้ ไปจนถึงตำรวจจราจรที่กรุงเทพฯ นี่แหละครับคือความหมายของการเป็นคนไทยในต่างแดนที่ยังทำประโยชน์ให้ชาติได้ แม้จะไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยก็ตาม
หมายเหตุ ภาพประกอบบทความนี้ ผมปกปิดใบหน้าของคนไข้ไว้ทุกภาพ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและความลับทางการแพทย์ของผู้ป่วยตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพครับ
ศ.ดร.นพ.วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ
กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม