Renal Serve Knowledge ออกแบบและติดตั้งระบบผลิตน้ำ

ไม่ได้โพสต์ข้อมูลมาเป็นเวลานานเลยคะ เพราะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำของหน่วยไตเทียมในโพสต์ที่ผ่านมาเป็นข้อมูลที่ครบเก...
23/06/2026

ไม่ได้โพสต์ข้อมูลมาเป็นเวลานานเลยคะ เพราะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำของหน่วยไตเทียมในโพสต์ที่ผ่านมาเป็นข้อมูลที่ครบเกือบทุกด้าน และปัจจุบันยังมีความสมบูรณ์ในเนื้อหาของตัวมันเอง จึงไม่ทราบว่าจะเขียนข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีก

👀 แต่ช่วงนี้ได้ฟังปัญหาซ้ำๆ หลายครั้งเกี่ยวกับการ ื่องไตเทียม @@@ มาค่ะ มาทำความเข้าใจพร้อมๆ กัน

* Dialysate = HD solution = น้ำยาไตเทียม = น้ำ RO + Part A + Part B

* อัตราส่วน 1:34 = Part A 1 ส่วน + Part B 1.225 ส่วน + น้ำ RO 32.775 ส่วน = Dialysate

* Hemo concentrate = Part A และ/หรือ Part B = น้ำยาไตเทียมเข้มข้นก่อนผสมในเครื่องไตเทียม

รู้เพิ่มอีกซักเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานสากล

📌 ISO 13958 ควบคุมน้ำยาไตเทียมเข้มข้น ระบุว่า Endo. มีผลการตรวจจากน้ำยาไตเทียมเข้มข้นโดยตรง ต้องมีค่าน้อยกว่า 0.25 EU/ml.

📌 ISO 13959 ควบคุมระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์ (RO) ระบุว่า Endo. มีผลการตรวจน้ำ RO ที่จะมาใช้กับเครื่องไตเทียม ต้องมีค่าน้อยกว่า 0.25 EU/ml.

📌 ดังนั้นเครื่องไตเทียมไม่ว่าจะเป็นเครื่อง HD หรือ เครื่อง Online HDF จะต้องใช้ร่วมกับน้ำยาไตเทียมเข้มข้นและระบบน้ำ RO ที่มีค่า Endo. ขั้นต่ำดังที่กล่าวมา

*** ในทางปฏิบัติและความเคยชินที่ผ่านมา ถ้าเราใช้เครื่องไตเทียม ชนิด Online HDF เรามักจะเชื่อว่าระบบน้ำ RO ต้องเป็นแบบ Ultra pure ด้วยเช่นกัน คือ มี Endo. น้อยกว่า 0.03 EU/ml. แต่ค่าดังกล่าว คือ ค่าที่ได้จากการตรวจ Replacement Fluid หรือ Substitution Fluid จากเครื่องไตเทียมตามมาตรฐานที่ระบุไว้ หมายความว่า ถ้าหน่วยไตใช้เครื่องไตเทียมที่เป็น Online HDF สามารถใช้ร่วมกับระบบน้ำ RO ที่เป็นแบบ standard water คือ Endo. น้อยกว่า 0.25 EU/ml. ได้ แต่หน่วยก็อยากได้ระบบน้ำที่เป็น Ultra pure ด้วยจะได้จบทุกปัญหา

Hit to the point (ตีให้ตรงจุด) .ในDialysateมากกว่า 0.25 EU/ml. มีปัจจัยอะไรบ้าง

1. ระบบน้ำ RO ไม่ได้ค่า Endo. ตามมาตรฐาน

2. น้ำยาไตเทียมเข้มข้น ทั้ง Part A และ Part B ไม่ได้ค่า Endo. ตามมาตรฐาน

3. เครื่องไตเทียม: อบฆ่าเชื้อไม่เพียงพอ, สายน้ำด้านหลังเครื่องไม่มีการเปลี่ยนประจำปี, sampling port ไม่สะอาด

4. Procedure : เก็บไม่ถูกวิธี

5. ETF : Endotoxin Retention Filter นิยมเรียก filter ด้านหลังเครื่องไตเทียม: ไม่ได้เปลี่ยนหรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อไม่ถูกต้องตามคำแนะนำของโรงงานผู้ผลิต

#ตรวจสอบครบทั้ง 5 ปัจจัยก็จะทราบว่าจุดบกพร่องอยู่ส่วนใด

#สิ่งที่มักจะละเลยและความเชื่อที่ไม่ใช่ความจริง คือ

1. น้ำยาไตเทียมเข้มข้นมักจะไม่ได้ถูกโฟกัส หรือลืมที่จะตรวจสอบ ทั้ง Part A และ Part B ซึ่งหน่วยไตมีการสุ่มตรวจน้ำยาไตเทียมเข้มข้นที่อยู่ในหน่วยน้อยมาก และมักจะเชื่อถือผลตรวจที่มาจากโรงงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

2. ความเชื่อที่ว่า ETF ที่ติดอยู่กับเครื่องไตเทียมสามารถดักจับ Endo. ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าน้ำ RO หรือน้ำยาไตเทียมเข้มข้นจะมี Endo. มากสักเท่าใด ETF จับได้หมด #ซึ่งความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง ภายใต้การทดสอบของผู้ผลิต ETF จะใช้ปัจจัยที่ต้องควบคุมทั้งน้ำ RO และน้ำยาไตเทียมเข้มข้น ตามมาตรฐาน ISO 13958 และ 13959

📌 ETF คือ UF Filter ที่มีขนาด Pore size โดยเฉลี่ยที่ 0.025 ไมครอน (หรืออยู่ในช่วง 0.01 - 0.1 ไมครอน) สังเกตได้ว่า Pore size ของ ETF หรือ UF Filter ไม่ได้มีขนาดรูพรุนเท่ากันทั้งหมด จึงไม่สามารถดักจับ Endo. ได้ 100% ดังนั้น ถ้าเราควบคุม Endotoxin ก่อนเข้าเครื่องไตเทียมที่ติด ETF ได้น้อยเท่าไหร่ ผลน้ำหลังผ่านเครื่องไตเทียมที่ติด ETF ย่อมมีผลของ Endo.น้อยตามไปด้วย

📌 Endotoxin โดยทั่วไปมีขนาดอยู่ในช่วง 0.05 ถึง 1.0 ไมครอน (0.05 - 1 ไมโครเมตร)

#เรื่องลึกแต่ไม่ลับแต่ส่งผลกระทบต่อค่า Endotoxin เช่นกัน

คือ ห้องปฏิบัติการ (LAB.) ที่ตรวจ แสดงผลการตรวจตัวอย่าง endotoxin ไม่เท่ากัน ทีมงานผู้เขียนบทความนี้เคยส่งตัวอย่างไปตรวจตามมาตรฐานเทียบค่าของห้องปฏิบัติการโดยใช้ CSE 0.5 EU/ml เป็นตัวอย่าง (Control Standard Endotoxin: CSE) ที่ทราบค่าผลที่แน่นอน (เป็นน้ำยาที่มี Endo. ระบุไว้ ที่ 0.5 EU/ml ) พบว่ามีห้องปฏิบัติการบางแห่งแสดงผล Endo. น้อยกว่า 0.001 EU/ml. จาก CSE ที่ 0.5 EU/ml. และปัจจัยอื่นของห้องปฏิบัติการที่มีผลด้วย เช่น เครื่องตรวจและน้ำยาที่ใช้ตรวจแตกต่างยี่ห้อกัน

#เรื่องไม่ลึกและก็ไม่ลับแต่ลืมนึกถึง
คือ ตัวอย่างน้ำที่เก็บตรวจเราจะใช้ปริมาณอยู่ที่ 30 ถึง 50 ml. หมายความว่า Endotoxin ที่พบ อยู่ในปริมาณตัวอย่างน้ำที่เก็บเท่านั้น และใช้อ้างอิงถึงปริมาณ Endo. ของน้ำทั้งหมด ขอทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าปริมาณเชื้อไม่ได้กระจายในเนื้อน้ำเท่าๆ กันทุกมิลลิลิตร เชื้อมันอาจจะกระจายตัวหรือกระจุกตัวเป็นส่วนๆ ก็ได้เช่นกัน

#มาๆๆค่ะ มาถึงบทสรุปที่ไม่ได้สรุป คือ admin พยายามเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดไม่ได้สรุปว่า Endotoxin ที่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดเกิดจากปัจจัยใด
#ผู้ดูแลของแต่ละหน่วยเท่านั้นจะเป็นผู้สรุปด้วยตัวท่านเองจากข้อเท็จจริงที่แอดรวบรวมมาให้ทั้งหมดนะค่ะ

🙏ขอบคุณนะค่ะพบกันโพสต์หน้ากับ
#ข้อมูลที่เป็นกลางและ
#เป็นประโยชน์
#ทุกแง่มุมทั้งความเชื่อและความจริง

10/09/2024

Hammer ภัยร้ายที่ทำให้ข้อต่อของท่อน้ำในระบบ RO แตกร้าว และเกิดความเสียหายในวงกว้าง เกิดท่อแตกท่อรั่ว น้ำท่วมหน่วยไต หรือ น้ำฉีดพุ่งไปยังหน่วยใกล้เคียงหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น โถงลิฟต์ เป็นต้น ถ้าพบเห็นได้ช้า

Water Hammer คือ การเปลี่ยนแปลงความเร็วของน้ำในท่ออย่างกะทันหัน เช่น ปิดประตูน้ำ (Gate Valve) อย่างกระทันหัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วในลักษณะดังกล่าว โมเมนตัมของของเหลว (โมเมนตัม = ปริมาณการเคลื่อนที่ของวัตถุ) จะถูกเปลี่ยนไปกลายเป็นแรงกระแทกบนประตูน้ำ (Gate Valve) และผนังของท่อ

แรงกระแทกที่เกิดขึ้นถ้าหากมากเกินกว่าความสามารถของท่อจะรับไว้ได้ก็อาจจะทำให้ท่อระเบิด หรือทำให้ระบบท่อและอุปกรณ์เสียหายอย่างรุนแรงได้ ระดับความเสียหายจาก water hammer ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของท่อ ความเร็วของการไหล อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วการไหล ลักษณะการยึดท่อให้อยู่กับที่ และระบบป้องกัน Water hammer ที่ติดตั้งไว้

#กล่าวโดยสรุปแบบง่ายๆ แบบฉบับไตเทียม คือ แรงดันน้ำที่สูงมากจะวิ่งเข้ากระแทกเข้ากับวาล์วควบคุมน้ำในถังน้ำดิบของระบบ RO ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำในถังน้ำดิบเต็มถังแล้ว วาล์วควบคุมน้ำบนถังน้ำดิบของระบบ RO ก็จะถูกปิด น้ำดิบของอาคารที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาจะวิ่งเข้ามากระแทกกับวาล์วน้ำที่ถูกปิดแล้ว ด้วยความเร็วและความแรงจึงเกิด case ที่เรียกว่า water hammer

#ผลที่เกิดขึ้น คือ การสั่นไหวของท่อและข้อต่อต่างๆ ซึ่งจะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงดันและความเร็วน้ำของน้ำดิบต้นทาง ( #ลองชมคลิปที่แนบจากแรงดันน้ำประปาบ้านประมาณ 1 bar) ในกรณีเช่นนี้ท่ออาจจะไม่เกิดการแตกรั่วในทันที แต่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดการสั่นสะเทือนบ่อยครั้งและทำให้ข้อต่อต่างๆ เริ่มชำรุดแตกร้าว

#ข้อสงสัยที่ว่าถ้าใช้ท่อที่ทนแรงดันสูงกว่าแรงดันของน้ำดิบอาคารจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ คำตอบ คือ ท่อหรือข้อต่อไม่ได้แตกจากแรงดันน้ำที่สูงแต่การแตกรั่วส่วนใหญ่เกิดจากการสั่นเคลื่อนไหวตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ จนเกิดความชำรุดหรือเสื่อมสภาพและแตกในที่สุด

#ข้อมูลในการออกแบบโดยทั่วไป ผู้ออกแบบมักจะดีไซน์แรงดันน้ำของอาคารในแต่ละชั้นอยู่ที่ประมาณ 3-4 bar หรือสูงสุดไม่เกิน 5.5 bar ดังนั้น แรงดันน้ำดิบที่เหมาะสมของหน่วยไตเทียมนิยมออกแบบประมาณ 3-4 bar เช่นกัน (อุปกรณ์ใช้งานโดยทั่วไป โดยส่วนใหญ่ต้องการแรงดันน้ำประมาณ 1-2 bar)

#การแก้ไข water Hammer

1. ออกแบบแรงดันน้ำในแต่ละชั้นของอาคารให้มีความเหมาะสม วิธีนี้เป็นการแก้ไขปัญหาต้นเหตุ

2. ถ้ามีแรงดันที่สูงเกินไปจะต้องใช้ PRV: Pressure reducing valve เพื่อลดแรงดันให้เหมาะสมในแต่ละชั้นของอาคาร การติดตั้ง PRV เพื่อลดแรงดันเฉพาะของหน่วยไตเทียม จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะถ้าต้นทางมีแรงดันน้ำดิบที่สูงมาก ก็จะเกิดปัญหาท่อแตกร้าวหรือรั่วเหนือ PRV ที่ติดตั้งในหน่วยไตเทียมได้ หรือถ้าท่อหลังตัว PRV มีระยะท่อที่ไม่ยาวมากก็จะเกิดการสั่นเชื่อมต่อจากท่อเหนือตัว PRV ได้เช่นกัน

3. ยึด support ท่อให้มีความถี่มากขึ้น เพื่อลดอาการสั่นไหวเมื่อเกิด Water hammer

Cr. ขอบคุณท่านเจ้าของคลิปที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนค่ะ

03/03/2024

เพจนี้เป็นเพจสำรอง
เพจหลักมีลิงค์อยู่ที่คอมเมนต์คะ

 #มาทำความรู้จักคลอรีนและผลิตภ้ณฑ์ที่คุ้นเคยในบ้านกันคะ✅ คลอรีนอยู่ในหลายสถานะ คลอรีนที่มีสถานะเป็นด่าง คือ โซเดียมไฮโปร...
18/02/2024

#มาทำความรู้จักคลอรีนและผลิตภ้ณฑ์ที่คุ้นเคยในบ้านกันคะ

✅ คลอรีนอยู่ในหลายสถานะ คลอรีนที่มีสถานะเป็นด่าง คือ โซเดียมไฮโปรคลอไรด์

✅ คลอรีนจะมีประสิทธิภาพสูง ที่ pH น้ำต่ำแต่ค่า pH ของน้ำต่ำเกินไปจะทำให้คลอรีนสลายตัวเร็ว

✅ แต่ถ้า pH สูงเกินไป ฤทธิ์การฆ่าเชื้อจะเสื่อมลงมาก โดยทั่วไปแล้วคลอรีนจะออกฤทธิ์ได้เหมาะสมในช่วงค่า pH 6-7

✅ คลอรีนที่ใช้โดยทั่วไป มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

1. อยู่ในรูปก๊าซ ได้แก่ ก๊าซ คลอรีน

2. อยู่ในรูปน้ำ ได้แก่ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ ( คลอรีนน้ำ ), คลอรีนเหลว ( Liquid Chlorine ), น้ำยาฟอกขาว (Liquid Calcium Hypochlorite )

3. อยู่ในรูปของแข็ง ได้แก่ แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์, โซเดียมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ( DCCNa ), ไตรคลอโร ไอโซไซยานูริคแอซิด

❇️ มีความสับสนอยู่ว่าโซเดียมไฮโปคลอไรด์ ทำไมมาใส่ในถัง Feed คลอรีน เพราะเข้าใจกันว่ามันไม่ใช่คลอรีน สรุปว่า มันคือ คลอรีนชนิดหนึ่ง ซึ่งมันก็คือน้ำยาซักผ้าขาวที่ใช้กันในครัวเรือน เช่น ยี่ห้อ คลอร็อค, ไฮเตอร์เป็นต้น ดังนั้น เราสามารถเอาไฮเตอร์มาใส่ในถังคลอรีนหรือเอาคลอรีนในโรงพยาบาลมาใช้แทนน้ำยาซักผ้าขาวที่บ้านก็ได้แต่ให้ดูเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้น เพราะมีความแตกต่างกัน

✅ คลอรีนที่มีสภาพเป็นด่าง คือ พวกคลอรีนน้ำ จะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อด้อยกว่าคลอรีนที่มีสภาพเป็นกรดหลายเท่า คลอรีนที่มีสภาพเป็นกรด เช่น ก๊าซคลอรีน

✅ ตัวที่ออกฤทธิ์ของคลอรีนที่เป็นด่าง คือ OCL ลบ

✅ ตัวที่ออกฤทธิ์ของคลอรีนที่เป็นกรด คือ HOCL

ลงทะเบียนและติดตามเพจหลักของ Renal Serve ได้ตาม Link ด้านล่างเพจ Renal Serve Knowledge เพจนี้เป็นเพจสำรองนะคะhttps://www...
07/11/2023

ลงทะเบียนและติดตามเพจหลักของ Renal Serve ได้ตาม Link ด้านล่าง

เพจ Renal Serve Knowledge เพจนี้เป็นเพจสำรองนะคะ

https://www.facebook.com/renalserve

ชมคลิปองค์ประกอบระบบน้ำฯ ชนิด Direct Feed
29/09/2023

ชมคลิปองค์ประกอบระบบน้ำฯ ชนิด Direct Feed

***** เดือนนี้ติดตั้งเสร็จไปอีกหน่วย และมีโอกาสได้ถ่ายคลิปมีเวลาจึง Insert ชื่ออุปกรณ์ลงในคลิปเผื่อเป็นประโยชน...

20/09/2023

#ความเชื่อที่ว่าที่ว่า Peracetic Acid (PAA) มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อที่สูงกว่า Sodium Hypochlorite หรือ Chlorine ในระบบน้ำ

ความเคยชิน: เรามักคุ้นเคยและปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ PAA ในการอบฆ่าเชื้อตัวกรองเลือด (ความเข้มข้นที่ใช้ฆ่าเชื้อตัวกรองเลือด 0.12-0.17%) อยู่เป็นประจำ จึงมีความเข้าใจว่า PAA มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อที่สูง และเมื่อถึงเวลาการฆ่าเชื้อระบบน้ำหรือเมื่อเกิดการติดเชื้อในระบบน้ำขึ้นแล้ว เรามักจะได้ยินเสมอว่าให้ใช้ PAA แทนคลอรีน

ความเป็นจริง: ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นที่เท่ากันระหว่าง Peracetic Acid (PAA) กับ Sodium Hypochlorite หรือ Chlorine พบว่าฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อของคลอรีนมีความรุนแรงมากกว่า PAA ในขณะที่ PAA มีส่วนผสมหลัก คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์กับกรดอะซิติก ซึ่งเมื่อเจอแสงสว่างและความร้อน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะสลายตัวไปเองอย่างช้าๆ จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำ และแก๊สออกซิเจน มีปฏิกิริยาการสลายตัว ดังนี้ 2H2O2(aq) → 2H2(1)+O2(g)

ข้อพิสูจน์ความจริง: ในอดีตมีการทดลองใช้คลอรีนในการอบตัวกรองเลือดชนิด Low flux ให้มี Pore size ใหญ่ขึ้นจนเป็น Hi flux ได้โดยใช้ฤทธิ์ของคลอรีนที่มีการกัดกร่อนที่สูงเข้าไปทำลายโครงสร้างของตัวกรองเลือด

เกร็ดเล็กน่ารู้: น้ำยาทั้งสองชนิดจะไม่มีประสิทธิภาพ 100% ถ้าถังเก็บน้ำบริสุทธิ์ไม่ติดตั้งสเปย์บอลในระบบ Indirect Feed เพราะน้ำยาทั้งสองชนิดจะต้องสัมผัสเชื้อโดยตรงจึงจะมีผลต่อการฆ่าเชื้อ ในกรณีที่ถังเก็บน้ำบริสุทธิ์ไม่มีสเปย์บอล น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ ฟอร์มาลีน เพราะไอระเหยของฟอร์มาลีนมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อด้วย

ข้อควรระวัง: ฟอร์มาลีนมีผลข้างเคียงต่อผู้ปฏิบัติ เมื่อสะสมไปนานๆ ก่อให้เกิดมะเร็งกับผู้ปฏิบัติงานได้

 #ความรู้ที่ถูกต้องกับความเชื่อที่ว่า UV สามารถฆ่าเชื้อในน้ำได้ 100% จริงหรือไม่ #ข้อมูลวิชาการที่ควรทราบ1. รังสีที่นำมา...
09/06/2023

#ความรู้ที่ถูกต้องกับความเชื่อที่ว่า UV สามารถฆ่าเชื้อในน้ำได้ 100% จริงหรือไม่

#ข้อมูลวิชาการที่ควรทราบ

1. รังสีที่นำมาใช้สำหรับฆ่าเชื้อ คือ รังสี UV-C

2. รังสี UV-C เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความสามารถในการทำลายเชื้อโรคหรือเรียกว่า Ultraviolet Germicidal Irradiation (UVGI) ซึ่งทำลายเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย ไวรัส รา ยีสต์ เป็นต้น โดยจะทำลายโครงสร้างกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ DNA และ RNA ของเชื้อโรค ซึ่งตามมาตรฐานสากลครอบคลุมความยาวคลื่นสั้นประมาณ 200-313 nm. โดยความยาวคลื่น 260-265 nm. จะเป็นความยาวคลื่นที่ DNA ดูดซับได้ดีที่สุด

3. หลอด UV ที่ใช้ คือ หลอดไอปรอทที่มีแรงดันภายในหลอดต่ำ (Low-Pressure Hg discharge Lamp) จะเปล่งรังสี UV-C ที่ความยาวคลื่น 254 nm.

4. มาตรฐานสมาคมโรคไตฯ ระบุความยาวคลื่น 254 nm. และความเข้มของแสง (UV dose) ไม่น้อยกว่า 30 milliwatt-sec/cm2 หรือ 30,000 microwatt-sec/cm2 (หน่วยวัด 30 มิลลิ = 30,000 ไมโคร)

#ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการทำลายเชื้อของ UV

1. ระยะเวลาที่เชื้อโรคได้สัมผัสแสง UV

2. ความเข้มของแสง

3. ความยาวคลื่นที่ใช้

ดังนั้น UV dose หรือ ปริมาณรังสีที่เชื้อสัมผัส (หน่วยไมโครวัตต์หรือมิลลิวัตต์วินาทีต่อตารางเซ็นติเมตร) สามารถคำนวนได้โดยนำค่าความเข้มของรังสี UV intensity (หน่วยไมโครวัตต์หรือมิลลิวัตต์ต่อตารางเซ็นติเมตร) คูณด้วยระยะเวลาที่สัมผัสรังสี หรือ Exposure time (หน่วยวินาที)

#สรุปว่า UV ที่ใช้ฆ่าเชื้อในระบบน้ำฯ สามารถฆ่าเชื้อโรคตัวใดได้บ้างลองเทียบกับตารางรูปภาพที่แนบด้านล่าง ????

#ถ้าสมมุติว่าท่านใช้ UV ที่ 30,000 microwatt-sec/cm2 (มีค่าเท่ากับ 30 milliwatt-sec/cm2)

ดังนั้นการคำนวณ UV ที่ใช้ติดตั้งในระบบน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

#เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่ารู้

1. นอกเหนือจากคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อของ UV ท่านสามารถนำ UV มาติดตั้งไว้หลังถังกรองคาร์บอนเพื่อกำจัดคลอรีนได้อีกด้วย …

2. การฆ่าโรคด้วย UV ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เชื้อโรคสามารถซ่อมแซมและฟื้นขึ้นมาได้ โดยกลไกซ่อมแซม ซึ่งถูกเรียกว่า photoreactivation หรือ"dark repair" ดังนั้นการตรวจเชื้อแบคทีเรียหลังจากผ่านการฆ่าเชื้อด้วย UV ท่านอาจตรวจไม่พบเชื้อในตอนต้น แต่สามารถตรวจพบเชื้อได้หลัง 24 ชม. ถ้าการฆ่าเชื้อนั้นไม่สมบูรณ์ (เข้าใจง่ายๆ คือ เชื้อโรคไม่ตายแต่แค่บาดเจ็บ)

ี่ยวชาญเรื่องน้ำบริสุทธิ์ด้วยความรู้และประสบการณ์

 #เรียนรู้การปรับตั้ง%Recovery ว่ามีผลกระทบต่อค่าใด ? ในระบบน้ำ  Rate คือ อัตราส่วนเปอร์เซ็นต์ของ Permeate (น้ำ RO)  กับ...
31/05/2023

#เรียนรู้การปรับตั้ง%Recovery ว่ามีผลกระทบต่อค่าใด ? ในระบบน้ำ

Rate คือ อัตราส่วนเปอร์เซ็นต์ของ Permeate (น้ำ RO) กับ RO concentrate (น้ำทิ้ง) เช่น ระบบ RO มี Recovery Rate 70 % หมายถึง ส่ง Feed Water (น้ำดิบ) เข้าไป 100 ส่วน จะได้ Permeate (น้ำ RO) 70 ส่วน และอีก 30 ส่วนเป็น RO Concentrate (น้ำทิ้ง)

#การปรับ % Recovery สูงขึ้น - มีผลให้น้ำ RO มีค่า Conductivity เพิ่มขึ้น - และมีผลให้ Permeate (น้ำ RO) ผลิตได้ปริมาณมากขึ้นด้วย - แต่น้ำทิ้งจะมีปริมาณที่ลดลง (Concentrate)

#การปรับ % Recovery ต่ำลง - มีผลให้น้ำ RO มีค่า Conductivity ลดลง - และมีผลให้ Permeate (น้ำ RO) ผลิตได้ลดลงด้วย - แต่น้ำทิ้งกลับมีปริมาณที่สูงขึ้น (Concentrate)

#ดังนั้นการปรับตั้ง % Recovery จึงควรปรับตั้งให้เหมาะสมกับหน่วยของท่าน เช่น ถ้าปรับ % Recovery ที่ 75% และค่า RO Conductivity ยังอยู่ในเกณฑ์หรือตามมาตรฐานที่ต้องการก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับ % Recovery ให้ต่ำลง เพราะหน่วยจะสูญเสียน้ำไปทิ้งโดยไม่มีประโยชน์

#แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหน่วยมีค่า RO Conductivity สูงเกินกำหนด ท่านอาจจะปรับ % Recovery ให้ลดต่ำลงได้ เพื่อให้ค่า RO Conductivity ลดต่ำลงมา ทั้งนี้ผลกระทบที่ตามมาจะทำให้อัตราการผลิตน้ำ RO ลดลง ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่าอัตราการผลิตน้ำ RO ที่ลดลง มีผลกระทบต่อการใช้น้ำ RO ของหน่วยว่าเพียงพอหรือไม่

#เกร็ดเล็กน่ารู้กับความเชื่อที่ว่า RO membrane ที่ตั้ง % Recoveryไว้สูง จะทำให้อายุการใช้งานของเมมเบรนสั้นกว่า RO membrane ที่ตั้ง % Recoveryไว้ต่ำกว่า #ความเป็นจริง คือ ความเสื่อมสภาพใกล้เคียงกัน (การปรับตั้งค่าต้องไม่เกินกว่าคุณสมบัติทางเทคนิคของเมมเบรนที่กำหนดไว้)

  by Renal Serve***  Renal Serve ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เปิดให้บริการฟอกเลือดแบบHome hemodialysis (HHD)โดยมีพยาบาลผู้เ...
01/07/2021

by Renal Serve

*** Renal Serve ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เปิดให้บริการฟอกเลือดแบบ
Home hemodialysis (HHD)โดยมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญให้บริการดูแลตลอดระยะเวลาการฟอกเลือดพร้อมแพทย์ที่ปรึกษาที่คอยให้คำแนะนำ

*** โดยรูปแบบการรักษาสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมหรือตามความคิดเห็นของแพทย์ คือ

1. Conventional HHD ให้บริการฟอกเลือด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 4-5 ชม.
2. Short daily home hemodialysis (SDHHD) ให้บริการฟอกเลือด 5-7 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 2-3 ชม.
3. Nocturnal home hemodialysis (NHHD) ให้บริการฟอกเลือด 3-7 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 6-10 ชม.ในเวลากลางคืน

*** โดยผู้ป่วยที่เข้ารับบริการจะมีค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายรายเดือนรวมอุปกรณ์และเครื่องมือทุกอย่างสำหรับการฟอกเลือดในแต่ละครั้ง โดยเครื่องมือทุกชิ้นมีการบำรุงรักษาและตรวจสอบความพร้อมในการใช้งานอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย

1. เครื่องไตเทียมแบบมี Cartridge filter กรองน้ำยาไตเทียม
2. RO mobile
3. Bloodline single use
4. AVF
5. Dialyser ชนิด Hi-flux single use
6. Heparin
7. Dressing set sterile
8. น้ำยา Dialysate Part A,B
9. Normal saline….

ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในแบบ Private exclusive และลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของ COVID-19

#ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณ นนท์รภัส (นก)
#โทร 085 666 2886

Happiness that comes back
คืนความสุขกลับมาสู่ครอบครัวด้วย HomeHemo by Renal Serve

ที่อยู่

455/5 บิซ พัฒนาการ-อ่อนนุช ถนนพัฒนาการ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ
เขตประเวศ กรุงเทพฯ
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66614169000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Renal Serve Knowledgeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Renal Serve Knowledge:

ทางลัด

แชร์

ประเภท