26/07/2026
ิตใจต่อเหยื่อ
2-3 วันก่อน ได้มีคลิปวัยรุ่นชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ บนรถไฟฟ้า BTS ที่ส่งเสียงดังรบกวนอย่างมาก ถูกโพสต์ลง tiktok
พร้อมกับ caption ของเจ้าของคลิปว่า “เราผิดที่บอกให้เขาเงียบ หรือเขาผิดที่เสียงดัง?”
ซึ่งหากใครก็ตามที่ได้ดูคลิปทั้งหมด คงมีคำตอบเดียวกัน
เพราะนอกจากเสียงดังแล้ว กลุ่มวัยรุ่นยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอีกหลายอย่าง รวมถึงการที่ผู้ใหญ่ที่มาด้วยเสียดสีว่า “ขอโทษนะที่เอาเงินมาให้ประเทศคุณ”
ถึงตอนนี้เรื่องนี้ได้กลายเป็นข่าวในวงกว้าง และ “ #คุณซูกัส” หญิงสาวชาวไทยผู้โพสต์คลิป ก็ได้เดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งมีนักข่าวไปสัมภาษณ์ และมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
ประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงก่อนในวันนี้ ก็คือ ผลกระทบทางจิตใจของ Bystander effect ต่อคนที่เป็นเหยื่อ
คือปรากฏการณ์ที่เมื่อมีคนหลายคน คนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกลับลดลง
(ไม่แน่ใจว่ามีคำแปลภาษาไทยที่เป็นทางการไหม - บ้างว่าปรากฏการณ์พยานตาขาว บ้างว่า “ไทยเฉย”)
เช่น หากมีคน ๆ หนึ่ง หมดสติ ล้มลงไปกองกับพื้น จะได้รับความช่วยเหลือไวกว่าหากมีผู้พบเห็นเพียงคนเดียว เพราะความรับผิดชอบตกอยู่ที่คนคนนั้นเต็มๆ เป็นการยากที่จะปล่อยผ่าน
แต่
ถ้ามีหลายคนเห็นเหตุการณ์ อาจเกิดปรากฏการณ์ที่ต่างคนต่างคิดไปเองเหมือนกันว่า
“เดี๋ยวก็มีคนอื่นช่วย” หรือ “เค้าคงไม่ได้เป็นอะไรมากมั้ง”
สุดท้ายแล้วเลยไม่มีใครช่วย จนบางเคสเสียชีวิต (ลองอ่าน the ‘Genovese Syndrome’ เพิ่มเติมได้)
หรือ ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์แต่ก็ล่าช้าไป
ส่วนในกรณีนี้ คุณซูกัสที่เพียงพยายามขอให้นักท่องเที่ยวลดเสียงลง แต่กลับถูกคุกคามและล้อเลียน
คนที่ไม่ได้ช่วยคุณซูกัส อาจจะไม่ได้ไม่อยากช่วยเลย แต่กลัวหรือไม่แน่ใจว่า หากเข้าร่วมแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะโดนไปด้วยอีกคนไหม เลยนิ่งไว้ก่อน
#ผลกระทบจากจิตใจของBystander_effectต่อเหยื่อ
(เพราะจริงๆ ยังมีต่อตัว bystander เอง และต่อสังคมด้วย)
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องวัยรุ่นที่เสียงดังสร้างความรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น แต่ยังมีพฤติกรรมคุกคามและเยาะเย้ยเหยียดหยามด้วย
จึงมีคำถามหนึ่งจากนักข่าวว่า “ตอนนั้นเสียใจไหมที่ไม่มีใครช่วยเลย”
ซึ่งคุณซูกัสตอบว่า
“จริงๆ ตอนที่โพสต์คลิปก็นอยด์เหมือนกันว่า เราผิดเหรอที่เราพูด คือเป็นเหตุผลที่โพสต์คลิปเลยค่ะ หรือว่าเขาผิดที่เขาเสียงดัง เพราะว่าตรงนั้นมันไม่มีใครช่วยเลย”
Bystander effect อาจทำให้เหยื่อ
… รู้สึกไม่ปลอดภัย(loss of safety) แม้เหตุจะเกิดในที่สาธารณะ แต่สังคมก็ไม่ช่วยปกป้องเมื่อตกอยู่ในอันตราย
… รู้สึกถูกทอดทิ้ง (abandonment) ถูกปฏิเสธ (rejection) ถูกหักหลัง(betrayal)
เพราะในการเป็นตัวแทนหมู่บ้านในสถานการณ์ที่ใครๆ แถวนั้นก็เดือดร้อนรำคาญ แต่เธอกลับต้องยืดหยัดด้วยความกล้าหาญเพียงลำพัง ไร้คนหนุนหลัง
… บางรายอาจเกิดเป็นแผลใจ , โรควิตกกังวล , โรคซึมเศร้า หรือ โรค PTSD ตามมาได้
หากผู้โดยสารชาวไทยท่านอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ได้เข้ามาช่วย คุณซูกัสคงจะไม่ต้องมีความสงสัยดังใน caption
และแม้ว่าเธอเองจะไม่ได้ดูมีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วงให้เห็นชัดเจนตอนให้สัมภาษณ์
แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้ย้อนกลับไปดูคลิปนั้นซ้ำอีก เพราะไม่อยากจำช่วงเวลาที่ไม่ดี
ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนไทยที่ต้องใช้ BTS เดินทางเป็นประจำเช่นกัน (และเป็นผู้ที่ไวต่อเสียงมาก ต้องใส่หูฟังเพื่อตัดเสียงตลอด)
หมอขอชื่นชมคุณซูกัสมาก ๆ นะคะ ที่กล้าทักท้วงในสิ่งที่ควรติง
ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างของการรักษาสิทธิ์ เตือนสตินักท่องเที่ยวที่ไม่รู้หน้าที่ รวมถึงตั้งคำถามเชิงระบบถึง BTS
มีคนมากมายส่งกำลังใจให้อยู่นะคะ
#หมอมีฟ้า