18/08/2026
Dollar Recycling EP2: สิงคโปร์ตื่นจากหลับใหล
จากตลาดที่ “หลับ” มาทศวรรษ สู่จุดสูงสุดใหม่
Performance จริง หรือคือท่อ Recycling ที่ทำงานอยู่
ฉันเห็นตลาดหุ้นสิงคโปร์ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในปี 2026
ตลาดที่เคยถูกเรียกด้วยฉายาเสียดสีว่า “Super Terrible Index” มายาวนานกว่าทศวรรษ จู่ๆ ก็กลับมาเป็นหนึ่งในตลาดที่ outperform ที่สุดในภูมิภาคเอเชียปีนี้
คำถามที่ฉันอยากชวนคิดต่อจากบทความชุด Dollar Recycling ภาคที่แล้วคือ
นี่คือ performance ที่แท้จริงของเศรษฐกิจสิงคโปร์ หรือคือหลักฐานว่าท่อ recycling ดอลลาร์ที่หยั่งรากลึกในสิงคโปร์มาเกือบครึ่งศตวรรษกำลังทำงานเต็มกำลังกันแน่?
ดัชนี Straits Times Index (STI) เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ (range-bound) มานานกว่าสิบปี
แต่ในปี 2026 ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดัชนีทะลุระดับ 5,500 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 5,561 จุดในเดือนกรกฎาคม ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดที่ราว 5,509 จุด ถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
สิ่งที่น่าสนใจคือแรงขับเคลื่อนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดียวชัดเจนมาก
ธนาคารใหญ่สามแห่งคือ DBS, OCBC และ UOB ปัจจุบันมีน้ำหนักรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของดัชนี
และเมื่อรวมกับ SGX ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เองแล้ว ทั้งสี่ตัวนี้เป็นตัวขับเคลื่อนถึง 95% ของการปรับขึ้นทั้งหมดของ STI ในปีนี้
พูดง่ายๆ คือดัชนีทั้งตลาดแทบจะเคลื่อนไหวตามชะตากรรมของธนาคารสี่แห่งเท่านั้นเอง
กำไรธนาคารดี แต่ไม่ได้มาจากดอกเบี้ยเหมือนที่คิด
จุดที่ฉันมองว่าเป็นกุญแจของเรื่องนี้คือ
ถ้าดูผลตอบแทนครึ่งปีแรกของปี 2026 จะพบว่า OCBC ให้ผลตอบแทนรวมสูงสุดถึง 28.2% ตามด้วย DBS ที่ 19.3% และ UOB ที่ 15% ขณะที่กองทุน ETF ที่ล้อดัชนี STI ทั้งตลาดให้ผลตอบแทนเพียง 13.1% เท่านั้น แปลว่าธนาคารทั้งสามแห่งวิ่งนำหน้าตลาดโดยรวมไปไกล
เมื่อเปิดดูข้างในพบว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) ของทั้งสามธนาคารกลับ “แคบลง”
OCBC มีรายได้รวมทำสถิติสูงสุดที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิกลับลดลง 5% เพราะ NIM แคบลง 0.28 จุด เหลือ 1.76%
ส่วน DBS เองก็มีรายได้รวมทำสถิติสูงสุดที่ 5.95 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แต่ NIM แคบลง 0.23 จุด ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 5% เช่นกัน
ถ้า NIM แคบลง แล้วกำไรมาจากไหน?
รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-interest income) โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) ของ DBS เพิ่มขึ้นถึง 10% เป็น 2.45 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จากค่าธรรมเนียมบริหารความมั่งคั่งที่ทำสถิติสูงสุดที่ 907 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในไตรมาสเดียว และสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของ DBS เองก็ทำสถิติสูงสุดที่ 492,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปี พร้อมตั้งเป้าให้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปี 2030
***กาดอกจัน***
นี่แหละคือจุดที่เชื่อมกับ Dollar Recycling โดยตรง
ย้อนกลับไปที่ Dollar Recycling
ในภาคแรกของซีรีส์นี้
เมื่อสองวันก่อน ฉันเขียนถึง Temasek และ GIC ในฐานะกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่รับเงินซึ่งไหลผ่านสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการเงินนอกประเทศ แล้ววนกลับไปซื้อสินทรัพย์ดอลลาร์อีกทอดหนึ่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือภาพเดียวกัน แต่เห็นชัดผ่านงบการเงินธนาคารพาณิชย์แทน
- รายได้ค่าธรรมเนียมบริหารความมั่งคั่งที่พุ่งทำสถิติใหม่ทุกไตรมาส คือ “ค่าผ่านทาง” ที่สิงคโปร์เก็บได้จากการเป็นจุดพักเงินของครอบครัวมั่งคั่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น family office ที่ย้ายฐานเข้ามาตั้ง หรือเงินส่วนบุคคลข้ามพรมแดนที่เลือกสิงคโปร์เป็นที่เก็บทรัพย์ ยิ่งโลกไม่แน่นอนมากเท่าไหร่ กระแสเงินเหล่านี้ก็ยิ่งไหลเข้าสิงคโปร์มากขึ้นเท่านั้น และมันแปลงร่างออกมาเป็นกำไรธนาคารที่ดันดัชนีทั้งตลาดขึ้นไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม Dollar recycling อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของปรากฏการณ์นี้ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดสิงคโปร์จึงสามารถดูดซับและหมุนเวียนกระแสเงินทุนโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อดูผ่านตลาดเงิน เราจะเห็นอีกท่อหนึ่ง
หลักฐานอีกชิ้นที่สนับสนุนมุมนี้คือพฤติกรรมของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในประเทศเอง อัตรา SORA (Singapore Overnight Rate Average) ซึ่งกำหนดผลตอบแทนสินเชื่อและ NIM ของธนาคาร ร่วงลงมาแล้วเกือบ 2.6 จุดเปอร์เซ็นต์ตลอดปี 2024-2025 มากกว่าการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ลดไปเพียง 1.75 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงเดียวกันเสียอีก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสภาพคล่องส่วนเกินสะสมอยู่ในระบบธนาคารสิงคโปร์มากผิดปกติ
แต่ SORA ไม่ได้สะท้อนแค่ “เงินล้นระบบ” เท่านั้น โครงสร้างตลาดเงินของสิงคโปร์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกระแสเงินทุนข้ามพรมแดนและกรอบนโยบายค่าเงินของ MAS ดังนั้น SORA ที่ลดลงจึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของภาพสภาพคล่องและเงินทุนระหว่างประเทศ มากกว่าจะตีความไปว่าเงินกำลังล้นระบบ
ตอนนี้ SORA เริ่มทรงตัวแล้ว ขณะที่สินเชื่อในระบบธนาคารเติบโต 8.7% เทียบปีก่อนในเดือนพฤษภาคม แซงหน้าการเติบโตของเงินฝากที่ 6.8% ดันอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากกลับขึ้นไปที่ 68.7% พูดง่ายๆ คือเงินที่เคยกองอยู่เฉยๆ ในระบบธนาคารสิงคโปร์ กำลังเริ่มถูกปล่อยกู้และหมุนใช้งานจริงมากขึ้น
เเละรัฐเองก็ช่วยฉีดแรงดันเพิ่ม
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) อัดฉีดเม็ดเงินราว 6.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ผ่านโครงการพัฒนาตลาดทุน (Equity Market Development Programme หรือ EQDP) เพื่อกระตุ้นและพยุงตลาดหุ้นท้องถิ่นโดยตรง
นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำธีมที่ฉันเขียนไว้ในภาคก่อนหน้าว่า “ท่อหนึ่งตัน อีกท่อหนึ่งต้องฉีดแรงขึ้น” เพราะเมื่อท่อ recycling ดั้งเดิมอย่างปิโตรดอลลาร์หรือ Yen carry trade เริ่มมีปัญหา เม็ดเงินและนโยบายรัฐก็หันมาช่วยกันดันให้ตลาดทุนในประเทศที่เป็นศูนย์กลางออฟชอร์อยู่แล้วอย่างสิงคโปร์ ทำหน้าที่รับช่วงต่อ
ถ้างั้น Performance จริง หรือคือ Recycling ที่ทำงาน
คำตอบ คือ ใช่ทั้งคู่
กำไรธนาคารที่ดีขึ้นจริง ทีมผู้บริหารที่ขยายธุรกิจ wealth management ได้จริง ผลผลิตทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง เหล่านี้คือ performance ที่แท้จริง
แต่แหล่งที่มาของ performance นั้นคือกระแสเงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสิงคโปร์ในฐานะท่าเรือปลอดภัยของโลก ซึ่งก็คือหนึ่งในกลไกของ dollar recycling ที่ฉันเขียนถึงมาในภาคก่อนหน้านี้ ธนาคารสิงคโปร์ไม่ได้สร้างเงินขึ้นมาเอง แต่เก็บค่าผ่านทางจากเงินที่วิ่งผ่านตัวมันในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่ “Performance หรือ Recycling” แต่เป็น Performance ที่ถูกขยายด้วย Recycling
เงินที่นิ่งมานานเมื่อขยับ มันมักไม่ได้ขยับเพราะเรื่องเล็กๆ แต่ขยับเพราะแรงกดดันที่สะสมมานานหาทางออกจนเจอ
และถ้าเงินก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัว
“เงินกำลังไหลไปทางไหน และใครกำลังเก็บค่าผ่านทางจากมัน?”
และถ้าท่อ Recycling Dollars ยังมีทางไหล ฉันจึงคิดว่า AI bubble อาจยังไม่แตกในช่วงนี้
ไม่ใช่เพราะ AI ไม่มีความเสี่ยง แต่เพราะตราบใดที่เงินในระบบยังมีทางไหลต่อ เงินก็ยังมีที่ให้ไป
ก่อนจะรวย ต้องรอดให้ได้ก่อน
#ลงทุน #หุ้นอเมริกา #หุ้นไทย