ติดต่อ คลินิก

Dad Mom and Kids ครอบคลุมทุกความรู้สำหรับครอบครัวคนไทย

เป็นปัญหาเจอบ่อย พ่อแม่หลายคนบ่นให้ฟังว่า ลูกบอกอยากเรียนแพทย์ แต่สิ่งที่ลูกทำไม่เห็นจะใช่ทางที่ทำให้สอบติดเลย เอาแต่เที...
28/09/2026

เป็นปัญหาเจอบ่อย พ่อแม่หลายคนบ่นให้ฟังว่า ลูกบอกอยากเรียนแพทย์ แต่สิ่งที่ลูกทำไม่เห็นจะใช่ทางที่ทำให้สอบติดเลย เอาแต่เที่ยวเตร่ มีแฟน เล่นเกม ไม่ขยัน ทำตัวสบาย ๆ ไม่เหมือนคนเตรียมตัวสอบ

มีครั้งหนึ่งแม่พาลูกชายมาหา พร้อมกับเล่าว่าลูกอยากสอบเข้าแพทย์ หมอ 2 คนคุยกับเด็ก เห็นความไม่ปกติบางอย่าง เด็กแทบไม่ตอบคำถามเลย เล่าเรื่องไม่ได้ ทั้งที่อยู่ ม.ปลายแล้ว ซึ่งแม่บอกว่าไม่คิดว่าลูกผิดปกติอะไร เขาพูดน้อยแบบนี้อยู่แล้ว

ยิ่งเห็นผลการเรียน ยิ่งรู้ว่าเด็กไม่เหมาะกับคณะแพทย์ สอบกลางภาคได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งเกือบทุกวิชา ทำได้ดีแค่อังกฤษวิชาเดียว

นอกจากนี้ผมไปทราบมาว่า เวลาอยู่โรงเรียนเด็กเล่นเกมจัดมาก ถึงขั้นนำเพื่อนในห้องเล่นเกม เรื่องนี้แม่ก็ไม่ทราบอีก ยังเข้าใจว่าลูกเป็นเด็กดีตั้งใจเรียน

ผมเคยบอกแม่ไปตรง ๆ ว่า ไม่เห็นทางที่จะสอบติดได้เลย พื้นฐานวิชาการอ่อนแอเกินไป แม่ยังยืนยันซ้ำ ๆ ว่าลูกเป็นคนบอกเอง ว่าอยากสอบเข้าแพทย์

พอคะแนนออกมา ไม่ผิดจากที่คิดไว้ คะแนนต่ำกว่าที่จะเข้าแพทย์ได้ไปมาก แม่แค่ส่งข่าวว่าลูกเรียนอะไร แล้วไม่ได้มาคุยกับผมอีก

จากการคุยกับแม่หลายครั้ง ผมเดาว่าเป็นเพราะแม่รับราชการในโรงพยาบาลรัฐ แม่คงเห็นบรรดาหมอ ๆ มีทางเลือกเยอะ รายได้ก็ดี แม่อาจถ่ายทอดความคิดเหล่านี้ให้ลูกโดยไม่ตั้งใจ พอลูกเห็นแม่พูดบ่อย ก็เดาได้ไม่ยากว่าแม่น่าจะรู้สึกดีถ้าเขาได้เป็นแพทย์ เวลาใครถามว่าจะเข้าคณะไหน เลยตอบแบบไม่คิดอะไรว่าอยากเรียนแพทย์

คนถัดมา เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ได้มาเจอกันแบบงง ๆ อยากให้ผมช่วยโค้งสุดท้ายก่อนสอบ ทั้งแม่และเด็กต่างบอกว่าอยากสอบเข้าแพทย์ แต่สิ่งที่เห็นตอนมานั่งทำโจทย์ คือ เด็กไม่ตั้งใจทำ ไม่ตั้งใจอ่าน ทำโจทย์ไปกินขนมไป และดูเหมือนไม่ได้สนใจด้วยว่าตัวเองจะได้คะแนนเท่าไหร่ ในการทำสอบจำลองแต่ละครั้ง

ในที่สุดคะแนนก็ไม่เฉียดเข้าคณะแพทย์จริง ๆ เด็กคนนี้สติปัญญาดี แต่น่าเสียดายที่ปัญหาในตัวเยอะ ตัวแม่เองก็ไม่คิดช่วยลูกจริงจัง ส่วนตัวเด็กก็ไม่อยากให้ใครไปยุ่งด้วย

สำหรับเคสนี้ ผมประเมินว่าเป็นความอยากของแม่ซะมาก และลูกก็ไม่มีแรงจูงใจให้เรียนแพทย์มากพอ แค่พูดว่าอยากสอบไปงั้น ๆ

อีกเคส เป็นลูกพนักงานธนาคารคนหนึ่ง เด็กคนนี้อยู่โรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพ พ่ออยากให้ลูกสอบเข้าแพทย์ แต่ตัวเด็กบอกว่าอยากเข้าเภสัช เพราะไปเจอคลิปที่บอกว่าหมอทำงานหนักมาก หนักเกินไป เลยไม่อยากเรียน แต่พ่อคิดว่าแพทย์น่าจะดีกว่าเภสัช

พ่อเล่าว่าลูกไม่ค่อยขยัน ตอนนี้เรียน ม.5 แล้ว เคสนี้ผมไม่ได้คุยเยอะมาก เลยทราบข้อมูลมาเท่านี้

เล่ามาหลายตัวอย่างที่พบจริง มีสิ่งที่อยากบอกในบทนี้ คือ

1. พ่อแม่ต้องถามใจตัวเองให้ดี

ตกลงใครกันแน่ที่อยากสอบเข้าแพทย์ (ขอใช้คำรวมแทน แพทย์ ทันตะ เภสัช สัตวแพทย์)

ผมย้ำอีกครั้ง การสอบเข้าแพทย์ ควรต้องมาจากการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบ 100%

เด็กคนไหนคิดสอบเข้าแพทย์ จากการเกลี้ยกล่อมของพ่อแม่ บอกเลยว่าแค่เริ่มต้นก็แทบจะแพ้แล้ว

ขอย้อนเล่าเรื่องตัวเองสักนิด ตัวผมเองที่ตัดสินใจว่าจะสอบเข้าแพทย์รามา ไม่ได้เลือกเพราะป๊าหรือแม่อยากให้เรียน ต้องบอกว่าแม่ผมอยู่ในสังคมโรงพยาบาล เป็นแม่บ้าน ภรรยานักเทคนิคการแพทย์ แม่ฝันอยากให้ลูกเป็นหมอ แต่การตัดสินใจของผมไม่เกี่ยวกับแม่เลย

ช่วงคุยจริงจังกับป๊า ป๊าก็ไม่เคยกำหนดว่าผมควรเรียนแพทย์ ไม่เลย ป๊ายังไงก็ได้ ให้ผมตัดสินใจเอง ส่วนผมก็ไม่ได้คิดว่าเรียนแพทย์เพราะอยากให้แม่รู้สึกดี ผมแค่คิดด้วยข้อมูลเท่าที่มีตอนนั้น แล้วตัดสินใจเด็ดขาดด้วยตัวผมเอง

และอย่างที่เล่า ไม่ใช่คณะแพทย์ไหนก็ได้ แต่ผมล็อกเป้าแพทย์รามา ทั้งที่ไม่ได้รู้จักอะไรหรือมีความเกี่ยวข้องกับรามามาก่อนเลย

น้องสาวผมก็เช่นกัน เห็นผมเรียนรามาแล้วสนุกมาก เลยตัดสินใจตั้งแต่ ม.2 ว่า จะเข้ารามาเหมือนพี่ ไม่เกี่ยวอะไรกับป๊าและแม่เช่นกัน

หรืออย่างเต็มเต็ม เพื่อนสนิทจูบิที่สอบติดแพทย์รามาไปแล้ว ก็ตัดสินใจด้วยตัวเขาเองว่าอยากเป็นแพทย์ ทำให้ตอนเตรียมสอบรอบวิชาการ เห็นความตั้งใจชนิดสู้ถวายหัว เลยไม่แปลกใจที่เต็มเต็มสอบติดแพทย์รามาเข้าไปได้

พอจะเข้าใจ นึกภาพออก และเห็นลักษณะของคนที่ตัดสินใจด้วยตัวเองใช่ไหมครับ

พ่อแม่มีปมค้างคาที่อยากให้ลูกเรียนแพทย์มาก ไม่ว่าจากอะไรก็ตาม ถ้าลูกไม่คิดตัดสินใจจะเรียนแพทย์ด้วยตัวเอง เขาอาจพยายามอยู่บ้าง เพราะใจลึก ๆ ลูกทุกคนอยากทำให้พ่อแม่รู้สึกดีอยู่แล้ว

แต่เมื่อมาเจองานหนัก ของยาก ต้องทุ่มเทอย่างมาก เด็กกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดมักพ่ายแพ้ต่อความตึงเครียดและความหนักหน่วงในการเตรียมสอบ จนเห็นเป็นพฤติกรรมหลายอย่างที่พ่อแม่บางบ้านกำลังเจออยู่

ถ้าท่านอยากให้ลูกสอบเข้าแพทย์มาก ๆ แต่ลูกยังเหลาะแหละเหยาะแหยะ แปลว่าปัญหาน่าจะมาจากพ่อแม่ ขอให้ท่านกลับมาพิจารณาสิ่งนี้อย่างจริงจังด้วย

2. ตัวเด็กกลัวกังวลมาก

เด็ก ม.ปลาย เป็นวัยรุ่นเต็มตัวแล้ว เขามีความคาดหวัง มีการคิดถึงเรื่องหน้าตาทางสังคม แคร์ความคิดคนอื่นมากตามวัย ความคิดว่าจะเข้าแพทย์ ใจหนึ่งก็อยากได้ แต่อีกใจก็กลัวพลาด กลัวคนหาว่าทำไม่ได้ กลัวโดนดูถูกเหยียดหยาม

คนที่ทนความรู้สึกทำนองนี้ได้น้อย จะแสดงออกเป็นพฤติกรรมแบบ “ไม่เอาอะไรแล้ว" เช่น เล่นมาก ติดเกม ติดโทรศัพท์ ใครจะทำไม หรืออาจเป็นลักษณะ “ไม่ทุ่มสุดตัว” ทำบ้างไม่ทำบ้าง

บ้านไหนเจอปัญหานี้ ขอให้ท่านนั่งลงคุยกับลูกจริงจัง อย่าดุ อย่าว่า อย่าตัดพ้อ ถามลูกว่าแท้จริงแล้วลูกอยากทำอาชีพอะไรกันแน่เมื่อลูกโตขึ้น จะเลี้ยงดูตัวเองยังไงหากวันหนึ่งพ่อแม่ไม่สามารถให้เงินได้อีกต่อไป

คุยกันให้รู้เรื่อง แบบคนมีวุฒิภาวะหารือกัน ให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปกล่อมให้พยายามกับคณะแพทย์

3. ยุคนี้อะไรก็มีเกียรติและทำเงินได้

คนเป็นแพทย์ ใครมาตรวจก็ยกมือไหว้ แก่แค่ไหนก็ยกมือไหว้หมอ แต่กับอาชีพอื่นอาจเห็นได้น้อยกว่า สิ่งนี้ทำให้คนไทยยังยึดติดกับภาพลักษณ์ว่าแพทย์มีสถานะทางสังคมที่สูง

คนเป็นแพทย์จำนวนหนึ่งอวดรวย ทำท่าทำทางให้คนเข้าใจว่าเป็นหมอแล้วรวย มีช่องทางทำมาหากินเยอะ คนเห็นก็อยากเป็นตาม เข้าใจว่าหมอทุกคนคงเป็นแบบนั้น

อยากบอกว่าเดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว ทำอาชีพไหนก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ถ้าเขาจะทำตัวเองให้เป็นเช่นนั้น แถมหลายอาชีพทำเงินได้มากกว่าแพทย์ด้วย

อย่ายึดติด จงนั่งคุยกับลูก เปิดใจให้กว้าง ถ้าลูกได้ทำสิ่งที่สอดคล้องกับความสามารถ บอกเลยว่าชีวิตจะมีความสุขมาก โดยไม่จำเป็นต้องเรียนแพทย์เลยครับ

นพ.อิทธิฤทธิ์

ในการเตรียมสอบแข่งขัน เรื่องสำคัญมาก ๆ คือ จิตใจ พ่อแม่ต้องตอบสนองด้านจิตใจให้ลูกมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ขอเล่าเรื่องหนึ่ง...
25/09/2026

ในการเตรียมสอบแข่งขัน เรื่องสำคัญมาก ๆ คือ จิตใจ พ่อแม่ต้องตอบสนองด้านจิตใจให้ลูกมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง

หลายปีก่อนมีเด็ก ม.6 คนหนึ่งขอนัดปรึกษาออนไลน์กับหมอกระดิ่ง หนึ่งในเรื่องที่เด็กเล่า คือ เธออยากได้ห้องส่วนตัว จะเล็กแค่ไหนก็ยอม เด็กไม่อยากนอนห้องเดียวกับน้าสาวตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เพราะไม่รัก หรือทะเลาะอะไรกัน เด็กแค่ต้องการเป็นส่วนตัวที่จะเปิดจะปิดไฟตอนไหน ก็ไม่ต้องมัวแต่เกรงใจ

หมอกระดิ่งซักจนพบว่า ที่บ้านยังพอมีห้องว่างให้เด็กคนนี้อยู่ได้ แต่ยายทำเป็นห้องเก็บของไปแล้ว

เธอขอพ่อแม่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนไม่มีใครตอบสนองอะไร หลังหมอกระดิ่งคุยกับเด็กคนนี้เสร็จ หมอกระดิ่งส่งข้อความบอกแม่ เพื่อแจ้งว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เด็กตั้งใจจริงจังอยากสอบแพทย์ศิริราชให้ได้ สิ่งที่เด็กขอหมอคิดว่าไม่เกินกำลังของบ้าน คุณแม่พอจะจัดแจงสิ่งนี้ให้ลูกได้ไหม

หลังคุยไม่กี่วันเด็กได้ห้องใหม่เรียบร้อย ซึ่งก็คือห้องที่ยายเอาไปเก็บของนั่นแหละ ที่ถูกแล้ว พ่อแม่ควรตอบสนองคำขอของลูก ถ้าครอบครัวจัดการให้ไหว เพราะบางทีเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อานุภาพของมันอาจยิ่งใหญ่ได้อย่างมากเลย

ในที่สุดเด็กคนนี้สอบติดแพทย์ศิริราชอย่างที่ตั้งใจ จะได้เป็นคุณหมอในไม่กี่ปีข้างหน้านี้แล้ว

การให้ลูกมีห้องส่วนตัวเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยมาก ทั้งที่สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการเตรียมสอบแข่งขันได้จริง

ผมมีคำแนะนำ หากบ้านท่านไม่ถึงกับมีข้อจำกัดจนเกินไป นั่นคือ

1. พ่อแม่ไม่ควรนอนรวมกับลูกในห้องเดียวกัน

หลายบ้านแม่ลูกตัวติดกัน ลูกนอนกับพ่อแม่ตั้งแต่เกิดจนกลายเป็นความเคยชิน บางบ้านพ่อแม่ทำงานไม่เป็นเวลา เข้านอนไม่เป็นเวลา หรือต้องตื่นเช้ามาก กลายเป็นรบกวนการนอนของลูกโดยไม่ตั้งใจ

หลายบ้านอยากประหยัดค่าไฟ เลยใช้วิธีนอนรวมห้องเดียวกันหมด

เอาใหม่ จงแยกห้องกับลูก เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

บ้านผมแยกห้องกับลูกตั้งแต่ลูกคนโต 7 ขวบ คนเล็ก 3 ขวบ พี่น้องนอนด้วยกัน
บ้านไหนพี่น้องคนละเพศ การทำห้องแยกกันเมื่อลูกเข้าวัยรุ่น ถ้าทำได้จะดีมาก

2. ทำห้องส่วนตัวให้ลูก

ผมเข้าใจเรื่องความอยากประหยัดค่าไฟ (เปิดแอร์นอน) แต่ก็ยังอยากโน้มน้าวให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่กำลังเตรียมสอบแข่งขัน ได้มีห้องนอนเป็นของตัวเอง

เด็กวัยรุ่นที่มีพื้นที่ส่วนตัว จะรู้สึกสบายใจ รู้สึกปลอดภัย เมื่อรู้สึกแย่มาจากที่ไหน พอได้กลับเข้าห้องตัวเอง จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที

พ่อแม่มีหน้าที่ฝึกลูกให้รับผิดชอบ ฝึกวินัย ฝึกการอยู่ร่วมกันถ้าต้องอยู่ห้องเดียวกับพี่น้อง การไม่อยากฝึกของพ่อแม่ ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ลูกไม่มีห้องส่วนตัว

แต่ถ้ามีข้อจำกัดจริง ๆ เช่น ไม่มีพื้นที่เหลือเลย หรืองบประมาณของบ้านเท่าที่มี ไม่สามารถจัดสรรสิ่งนี้ให้ลูกได้จริง ๆ ขอพ่อแม่ลูกนั่งลงคุยเปิดใจ หาหนทางที่ลงตัวที่สุดสำหรับทุกคนให้ได้ก็พอ ลูกจะเข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน

นอกจากห้องส่วนตัว ขอให้มีโต๊ะเก้าอี้อ่านหนังสือที่สบายตามสมควร ทำไฟให้สว่างพอ หรือซื้อโคมไฟมาใช้ ลงทุนกับอุปกรณ์พวกนี้ครั้งเดียว ใช้ยาวเป็นสิบปีเลยครับ

นพ.อิทธิฤทธิ์

สืบเนื่องจากบทความก่อนที่มีคนถามว่า แล้วต้องขัดเกลายังไง ลูกจึงจะโตไปไม่มีนิสัยขี้โกรธ1. พ่อแม่ต้องพิจารณาตัวเองโดยด่วน ...
23/09/2026

สืบเนื่องจากบทความก่อนที่มีคนถามว่า แล้วต้องขัดเกลายังไง ลูกจึงจะโตไปไม่มีนิสัยขี้โกรธ

1. พ่อแม่ต้องพิจารณาตัวเองโดยด่วน ว่าตัวเรามีส่วนกับอารมณ์โกรธของลูกมากน้อยขนาดไหน เมื่อพบแล้ว พ่อแม่ต้องจริงใจในการจัดการที่ตัวเอง

บ้านที่มีบรรยากาศชวนให้เด็กรู้สึกโกรธ รวมไปถึงอารมณ์ด้านลบทุกชนิด ในมุมที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ มักมีลักษณะดังนี้

- พ่อแม่ขาดความรักความสามัคคีกัน ถ้าไม่ทะเลาะเบาะแว้งรายวัน ก็เป็นแบบบึ้งตึงเย็นชา จนคนในบ้านรับรู้ได้ว่าสองคนนี้ไม่ใช่คนที่รักกันเลย

จากการคุยกับครอบครัวมานาน ๆ หมอพบสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจ คือ พ่อแม่ชอบถามหมอว่า ลูกรู้ได้ยังไงว่าพ่อแม่มีปัญหากัน ทั้งที่เราสองคนไม่เคยบอกเรื่องนี้กับลูกสักครั้ง

โถ ! ลูกจะไม่รู้ได้ยังไง หมอเห็นท่าทางพ่อแม่แวบเดียว ยังนึกภาพออกเป็นฉาก ๆ ว่าสองคนนี้ต้องไม่รักกันขนาดไหน ถึงหันตัวไปคนละทิศละทางได้ขนาดนั้น

จิตแพทย์ถูกฝึกมาให้สังเกตภาษากายคนไข้ โอกาสเดาพลาดจึงน้อยมาก เพราะคนรักกัน กับคนชังกัน ไม่ได้ดูยากตรงไหนเลย

- นิสัยใจคอของพ่อแม่ สิ่งนี้ส่งผลต่ออารมณ์ของลูกอย่างมาก

พ่อแม่จำเป็นต้องขัดเกลาตัวเองทันทีที่มีลูก เพราะยิ่งพ่อแม่มีอุปนิสัยที่พัฒนาแล้วเท่าไหร่ ลูกของเขาจะยิ่งมีสุขภาพจิตที่ดีมากเท่านั้น

2. ความยุ่งเหยิงต่าง ๆ ภายในครอบครัว เช่น

- มีสมาชิกในบ้านเจ็บไข้ได้ป่วย ที่พาเอาคนอื่นได้รับผลกระทบไปด้วย

- บ้านเกิดวิกฤติ เช่น โดนไฟไหม้ น้ำท่วม ถูกฟ้องล้มละลาย สมาชิกในบ้านเสียชีวิต พ่อแม่หย่าร้าง ฯลฯ

- ย้ายที่อยู่ ย้ายโรงเรียน พ่อแม่ย้ายงาน

- มีน้องเกิดใหม่ มีสัตว์เลี้ยงใหม่ที่ต้องการการดูแลสูง
และอื่น ๆ

พ่อแม่ต้องพยายามเข้าใจให้ได้ว่าแม้แต่เด็กเล็กที่ดูเหมือนยังไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็ยังได้รับผลพวงด้านอารมณ์จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน ไม่มีใครคนใดหลีกหนีผลกระทบเหล่านี้ไปได้สักคน

ถ้าพ่อแม่เชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้กับอารมณ์โกรธของลูกสำเร็จ พ่อแม่จะพอรู้ว่าต้องช่วยลูกอย่างไร ที่เหลือก็ขึ้นกับพ่อแม่แล้ว ว่าจะจริงจังในการช่วยลดอารมณ์โกรธให้ลูกได้มากน้อยขนาดไหน

3. ปัญหาอุปสรรคของลูกเมื่ออยู่นอกบ้าน ซึ่งหลัก ๆ ของเด็กที่เข้าโรงเรียนแล้วมักวนเวียนอยู่ใน 4 เรื่องนี้

- เพื่อน

- ครู

- เนื้อหาวิชา ชิ้นงาน การบ้าน

- กิจกรรมของโรงเรียน

พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าเรื่องใดทำให้ลูกมีอารมณ์โกรธเรื่อย ขอพ่อแม่อย่าละเลย อย่าคิดว่าเดี๋ยวเด็กก็ปรับตัวได้เอง เพราะยิ่งปัญหายืดเยื้อเรื้อรัง เด็กจะยิ่งสะสมความโกรธไว้ในตัว

4. ความสัมพันธ์พี่น้อง

บ้านที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน ถ้าพ่อแม่มีความรู้ที่ถูกต้องน้อยไป ว่าต้องเลี้ยงทุกคนยังไงให้รักใคร่ปรองดองตามสมควร ไม่อิจฉาริษยา อาฆาตมาดร้ายต่อกันจนเกินงาม ลูกแต่ละคนจะมีอารมณ์โกรธสะสมได้มาก เพราะพี่น้องอาจปะทะเรื่องนั้นเรื่องนี้กันแทบทุกวัน

ถ้าความโกรธของลูกมีต้นตอมาจากพี่หรือน้อง อันเกิดจากการปฏิบัติผิดของผู้ใหญ่ในบ้าน พ่อแม่ต้องจัดการโดยด่วน อย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเสียหายเรื้อรัง เพราะความโกรธในแง่มุมนี้อาจติดตามตัวลูกบางคนไปจนวันตาย

5. ถ้าพ่อแม่บริหารจัดการ 4 ข้อข้างต้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โอกาสที่ลูกจะรู้สึกโกรธบ่อย หรือโกรธรุนแรง อาจแทบไม่มีอีกเลย อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกมีอารมณ์โกรธให้เห็น ขอพ่อแม่ช่วยลูกลดดีกรีความโกรธลงมาดังนี้

- ให้ลูกได้เล่าสิ่งที่อัดอั้นอยู่ข้างใน

- พ่อแม่อย่าขัด อย่าแย้ง อย่าสอนนั่นสอนนี่ อย่าอบรมสั่งสอน อย่าเทศนา

- ตั้งใจฟังให้มากที่สุด ไม่ดูมือถือตอนลูกเล่าเรื่อง ไม่มองนาฬิกา ไม่ทำท่าว่าลูกพูดยาวเกินไปแล้ว ไม่วอกแวก ไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย

- ถ้าลูกโกรธมาก ลูกอาจมีคำพูดไม่ดี ไม่น่าฟัง หรือกระทั่งคำหยาบคาย พ่อแม่ต้อง “ปล่อย” ให้ลูกระบายของเสียทางอารมณ์ “ผ่านคำพูด”

อย่าไปโกรธลูกเพิ่ม ที่ลูกพูดจาไม่น่ารัก เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ยอมให้ลูกทำเช่นนั้น ลูกก็ไม่เหลือทางดี ๆ ให้เอาความโกรธออกจากตัวได้อีก

- เมื่ออารมณ์ลูกบรรเทาลงมา หรือหายโกรธดีแล้ว พ่อแม่ค่อยหาจังหวะคุยกับลูกในสิ่งที่คิดว่าจำเป็นต้องสอนเพิ่ม และต้องมั่นใจว่าคำสอนของพ่อแม่จะไม่เติมเชื้อไฟให้ลูกโกรธขึ้นมาใหม่

ถ้าพ่อแม่ไม่มั่นใจว่าจะสอนลูกได้ถูกต้องหรือเปล่า การไม่พูดอะไรเลยยังจะดีเสียกว่า ไม่ต้องกลัวว่าลูกไม่ได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการผ่านความโกรธเรื่องนั้นมาได้ ก็ถือเป็นการเพิ่มประสบการณ์จัดการความโกรธให้ลูกด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

โปรดอย่าลืมว่า วัตถุประสงค์ของการฟังลูก คือการช่วยให้ลูกบรรเทาความโกรธ จงอย่าโลภมาก อยากให้ลูกไม่ขี้โกรธก็อยากได้ ให้ลูกต้องเข้าใจทุกมุมของคนอื่น ก็จะเอา เพราะยิ่งโลภมาก ท่านจะยิ่งลาภหาย

ทุกท่านคงเห็นแล้วว่า การฝึกลูกให้จัดการความโกรธ มีหลายมิติที่พ่อแม่ต้องเอาตัวลงไปดูแล สิ่งนี้มีความลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ไม่มีคำพูดสำเร็จรูปใด ๆ ที่พูดแล้วลูกจะหายโกรธ หรือรู้สึกดีได้ภายในเวลาอันสั้น

ถ้าพ่อแม่ตั้งใจทำทั้งหมดนี้ นอกจากเด็ก ๆ ในบ้านจะไม่โตไปเป็นมนุษย์ขี้โกรธแล้ว พวกเขายังจะมีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ดีอีกด้วย

พญ.สาริณี

ถ้าไม่เคยสอนพิเศษ ผมคงไม่มีประสบการณ์เรื่องนี้ ที่พบว่าเด็กวิตกกังวลมากกับการนั่งทำข้อสอบมีอยู่จริงเคสแรก เด็กผู้ชาย ม.3...
21/09/2026

ถ้าไม่เคยสอนพิเศษ ผมคงไม่มีประสบการณ์เรื่องนี้ ที่พบว่าเด็กวิตกกังวลมากกับการนั่งทำข้อสอบมีอยู่จริง

เคสแรก เด็กผู้ชาย ม.3 โรงเรียนชื่อดังในอยุธยา เด็กคนนี้อยากเข้าเตรียมอุดมมาก เรียนพิเศษอย่างหนักมาหลายที่ พอมาเจอผม ผมให้ทำโจทย์จำลองจับเวลา ครั้งแรกถือว่าคะแนนดีแบบมีลุ้นมาก

จนการสอบครั้งถัดมา ผมให้มานั่งสอบในชั้น ป.6 ที่ผมสอน เพราะอยากให้เด็ก ม.3 คนนี้เหมือนอยู่ในห้องสอบจริง ๆ ผมให้เขานั่งหน้าสุดติดกระดาน ผมสังเกตเห็นความกระสับกระส่ายระหว่าง
นั่งทำสอบ เห็นเหงื่อซึม ๆ แต่ตอนนั้นผมยังไม่คิดอะไร

จนกระทั่งมาตรวจคำตอบ ผมตกใจมาก จากคะแนนดีมีลุ้นสอบติด กลายเป็นร่วงลงเหวเหมือนคนละคน ผมเรียกเด็กมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ “เวลาผมนั่งหน้าสุด จะรู้สึกเหมือนโดนจับจ้องตลอดเวลา ทำให้ไม่มีสมาธิทำข้อสอบครับ"

นั่นเป็นความรู้ใหม่ของผมเลย คือ ความวิตกกังวลในระดับสูงมาก สามารถส่งผลกระทบต่อการสอบแข่งขันได้จริง

ในที่สุดเด็กคนนี้ทนความตึงเครียดไม่ไหว ไม่มาหาผมอีก น่าเสียดายความเก่งของเขาเหลือเกิน

ถัดมา เด็กผู้หญิง ป.6 ที่ถือว่าคะแนนดีมากทุกวิชามาโดยตลอด ทำสอบจำลองไม่มีปัญหา เก่งจัดระดับที่ผมคิดว่าลุ้นอันดับต้น ๆ ของการสอบแข่งขันได้ทุกที่

พ่อแม่เด็กคนนี้อยากให้ลูกไปสอบในกรุงเทพ หลังทราบผลสอบห้อง EP สามเสน น่าตกใจกับผลคะแนน เพราะเลขและอังกฤษได้วิชาละไม่ถึง 30 คะแนน ซึ่งผิดฟอร์มอย่างมาก

ผมพยายามถามสาเหตุ เด็กคนนี้เงียบอย่างเดียว ไม่ยอมพูดอะไรเลย ผมเลยต้องคาดเดาว่าน่าจะเป็นจากความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในวันสอบแข่งจริง อีกอย่างคือ ผมเห็นความวิตกกังวลอย่างมากของพ่อเด็กคนนี้ จึงคิดว่าผมไม่น่าคิดผิด

น่าเสียดายที่เด็กไม่สามารถสอบติดที่ไหนเลยในการสอบปกติ สุดท้ายพ่อแม่เส้นให้เข้าเรียนห้อง EP ของโรงเรียนในอยุธยา

เด็กอีกคนหนึ่ง พี่ชายแท้ ๆ ของเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นเด็กเก่ง สอบเข้าเรียนโรงเรียนดังในอยุธยาได้ แต่เหมือนกันเลย คือ วิตกกังวลมากแม้ว่าจะเรียนได้ดี พอไปเจอสนามใหญ่ขึ้นตอนสอบเข้า ม.4 เตรียมอุดม สอบไม่ติด และสอบมหาวิทยาลัยก็สอบไม่ติดสิ่งที่ต้องการ

ผมไม่รู้ข่าวคราวคนบ้านนี้ต่อเพราะย้ายมากรุงเทพ ได้แต่รู้สึกเสียดายเด็กสติปัญญาดีเหล่านี้

ทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า พ่อแม่ต้องพยายามสังเกตและหาให้ได้ว่า ลูกมีปัญหาวิตกกังวลมากเกินปกติหรือเปล่า วิธีทดสอบคือการทำสอบจำลองเองที่บ้าน ให้ลูกนั่งหันหลัง พ่อหรือแม่อยู่คุมด้านหลังตลอดไม่ไปไหน ดูว่าลูกกระสับกระส่ายมาก ทำข้อสอบแล้วผิดฟอร์มไปมากหรือเปล่า

อีกอย่างคือ พ่อและแม่ต้องประเมินตัวเองให้ออกว่า ตัวเองเป็นคนขี้กังวลหรือเปล่า ถ้าท่านเป็นคนกลัวนั่นกลัวนี่ กังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย หรือเคยต้องรักษาโรควิตกกังวลมาแล้ว เป็นไปได้ที่ความกังวลอาจถ่ายทอดไปยังลูกของท่านได้

หากสงสัยว่าลูกน่าจะมีความวิตกกังวลมากกว่าปกติ และอาจส่งผลกระทบกับการสอบแข่งขัน ขอท่านอย่าลังเลพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อรับการประเมินและรับการรักษา

บางคนกลัวเดี๋ยวมีประวัติติดตัว กลัวมหาวิทยาลัยจะไม่รับ บางคนกลัวคณะแพทย์จะไม่รับ ขอยืนยันว่าไม่ต้องกังวลเลย หากท่านไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ใครหน้าไหนก็ไม่สามารถนำข้อมูลความเจ็บป่วยของใครไปดูได้

อีกอย่างหนึ่ง มหาวิทยาลัยไม่มีกติกาห้ามรับคนวิตกกังวล ที่จริงตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ถ้ามหาวิทยาลัยทราบว่าเด็กคนไหนไม่สบาย ไม่ว่าจะโรคทางกายหรือทางจิตใจ ทางมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนให้รักษาจนหายดี เพราะรู้ว่าการเสียคนเก่งไปเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

ในความเป็นจริงพ่อแม่ไม่ต้องรอให้ลูกเป็นโรคก่อนหรอก ถ้าเห็นว่าลูกต้องการความช่วยเหลือทางจิตใจ และพ่อแม่ไม่สามารถตอบสนองได้มากพอ การพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็ก ถือเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดที่สุด

และหากจิตแพทย์เด็กมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยยา ขอพ่อแม่ร่วมมือกับหมอในการช่วยลูก ยาที่จิตแพทย์เป็นผู้สั่งเองมีความปลอดภัย ไม่มีหมอคนไหนอยากให้คนไข้ได้รับอันตรายอย่างแน่นอน

อย่าชะล่าใจกับภาวะวิตกกังวลในเด็ก เพราะเรื่องนี้อาจส่งผลรุนแรงจนลูกสอบไม่ติด ทั้งที่เป็นเด็กฉลาด หัวไว เรียนดี เห็นแล้วเสียดายแทนจริง ๆ ครับ

นพ.อิทธิฤทธิ์

ขอรวบรวมเทคนิคบางประการที่ควรฝึกใช้เวลาทำสอบ1. สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อเข้าห้องสอบเขียนชื่อนามสกุล ฝนเลขประจำตัวให้เรียบร...
18/09/2026

ขอรวบรวมเทคนิคบางประการที่ควรฝึกใช้เวลาทำสอบ

1. สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อเข้าห้องสอบ

เขียนชื่อนามสกุล ฝนเลขประจำตัวให้เรียบร้อย ตรวจสอบข้อสอบทันทีว่าครบถ้วน อ่านได้ชัดเจนทุกข้อหรือไม่เมื่อกรรมการให้เปิดข้อสอบได้ หากมีปัญหารีบยกมือบอกกรรมการทันที

2. เขียนลงข้อสอบ

ข้อสอบไม่ได้ห้ามการขีดเขียน จงเขียนทุกอย่างลงไป ถ้าวิชาไหนมีสูตร เขียนสูตรก่อนเลย ไม่อย่างนั้นทำ ๆ ไป สมองเบลอแล้วอาจลืมสูตร

ข้อไหนอ่านแล้วตัด Choice ทิ้งได้ ให้เอาดินสอลากยาวทับข้อความนั้นไปเลย สมองจะได้ไม่เผลอเสียเวลาไปอ่านมันอีก บางข้อตัดได้ 2 ตัวเลือก อีก 2-3 ข้อยังไม่แน่ใจ คิดไม่ออก ข้ามไปข้ออื่นก่อน

ถ้าเหลือเวลาก็กลับมาคิดต่อ ถ้าไม่เหลือเวลา อย่างน้อยจะเหลือข้อที่ต้องเดาน้อยลง โอกาสถูกจะมีมากขึ้น

3. Believe your first decision.

ข้อสอบบางข้อไม่ได้แน่ใจ 100% แต่สิ่งที่ตัดสินใจแวบแรกมักจะถูกต้อง อย่าเปลี่ยนตัวเลือกถ้าไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนพอ

4. เวลาทดเลข

- จำตัวเลขที่ใช้ประจำ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาทด เช่น 15 คูณ 15 , 25 คูณ 25 อะไรทำนองนี้ ถ้าได้ทำโจทย์มาเยอะพอ จะรู้ว่าตัวเลขไหนต้องจำได้

- เมื่อทดเลข ขอให้ล้อมกรอบข้อที่กำลังทดอยู่ ถ้าไม่ล้อมกรอบ เห็นตรงไหนว่างก็ทด พอละสายตาไปอาจหาตัวเลขที่ทดไว้ไม่เจอแล้ว

จงล้อมกรอบทุกข้อที่ทดไว้เสมอ ต้องฝึกครับ

- เขียนตัวเลขให้ชัดเจน เลข 1 เลข 7 อย่าให้พลาด ทศนิยมให้ตรง หารเลขให้ตรงแถว อย่ารีบเกิน
ไป คิดเลขพลาดแล้วต้องมาทดใหม่หมด เสียเวลากว่าเดิมอีก

5. ข้อสอบ Reading

ต้องอ่านคำถามก่อนเสมอ จะได้จับประเด็นได้เร็วขึ้น

6. ตรวจสอบให้ดีทุกครั้งเวลาฝนคำตอบ

ดูเลขข้อให้ตรงกับข้อในกระดาษคำตอบ ระวังฝนคำตอบแบบเลื่อนข้อ ซึ่งเจอทุกปี

ตัวผมชอบทำลงในข้อสอบให้หมดก่อน แล้วค่อยฝนทีเดียวตอนท้าย แต่แล้วแต่ความถนัดของใครของมัน ขอแค่ไม่ฝนผิดข้อก็พอ

ฝนให้ครบทุกข้อ อย่าเว้นไว้ อะไรไม่รู้เดาไปเลย

7. ต้องมีนาฬิกาเข็ม

อย่าไว้ใจว่าห้องสอบจะมีนาฬิกาให้ดู หาซื้อเป็นของใช้ส่วนตัวไว้ และฝึกทำข้อสอบพร้อมจับเวลาไปด้วยเสมอ ฝึกทำให้ทันในเวลาที่วางแผนไว้ ผ่านการดูนาฬิกาเข็ม ไม่ใช่มือถือ

8. เมื่อสอบเสร็จแต่ละวิชา

ไม่ต้องมานั่งคุยกับใคร หรือพยายามจะดูว่าข้อนี้ตอบอะไร ให้พักสมอง แล้วเตรียมสอบวิชาถัดไปทันที สลัดทุกอย่างทิ้ง ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย

ทำสอบทุกครั้งตั้งสติให้ดี แล้วผลที่ได้รับจะดีทุกครั้งครับ

นพ.อิทธิฤทธิ์

ผู้ใหญ่นิสัยขี้โกรธ มักมีที่มาที่ไปจาก1. พื้นนิสัยที่ติดสมองมา เป็นแบบไม่พอใจง่าย อารมณ์โกรธพุ่งขึ้นเร็วถ้าอยากให้เด็กแบ...
16/09/2026

ผู้ใหญ่นิสัยขี้โกรธ มักมีที่มาที่ไปจาก

1. พื้นนิสัยที่ติดสมองมา เป็นแบบไม่พอใจง่าย อารมณ์โกรธพุ่งขึ้นเร็ว

ถ้าอยากให้เด็กแบบนี้โตไปไม่โกรธง่ายเกิน ผู้เลี้ยงดูต้องอดทน ใจเย็น และมีความรู้ความเข้าใจจิตวิทยาเด็กเป็นอย่างดี ถ้าผู้เลี้ยงก็อารมณ์เสียง่าย เด็กกับผู้ใหญ่จะยิ่งปะทะกันไปมา แล้วจะแก้ไขสิ่งที่ติดตัวเด็กมาไม่ได้เลย

จริง ๆ งานเลี้ยงเด็กให้มีคุณภาพเป็นงานยากโหดหินอยู่แล้ว พ่อแม่บ้านไหนไม่ถึงกับโชคดีนัก เจอเด็กนิสัยแบบนี้มาเกิดเป็นลูก จำเป็นต้องใช้ความพยายาม เพราะไม่มีทางเลือกอื่นอีก ที่จะช่วยให้เด็กนิสัยโกรธง่าย ลดอารมณ์แบบนี้ลงมา นอกจากค่อย ๆ เลี้ยงดูอย่างถูกวิธีสถานเดียว

ที่เด็กเกิดมายังไงก็โตไปอย่างนั้น เพราะผู้ใหญ่ไม่รู้ว่านิสัยทำนองนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงผู้ใหญ่ไม่พยายามให้มากพอ คิดไปว่าเลี้ยงลูกก็เหนื่อยมากแล้ว ยังจะให้อดทนอะไรเยอะแยะอีก เด็กร้องโวยวายก็ดุ ก็ตีมันไปสิ มันจะได้หยุด !

พ่อแม่ที่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กับเด็กพื้นนิสัยโกรธง่าย เขากำลังเพิ่มจำนวนประชากรขี้โกรธขึ้นมาบนโลกโดยไม่รู้ตัว

2. โดยพื้นนิสัยไม่ถึงกับโกรธง่าย แต่เพราะโตมากับสภาพแวดล้อมที่ “ส่งเสริม” ให้อารมณ์เสียง่ายและบ่อยเกินไป เจอแบบนี้ต่อเนื่องยาวนานจนโต

เช่น

- อยู่กับผู้ใหญ่ที่ชอบแหย่เด็ก แซวเด็ก แกล้งเด็ก ผู้ใหญ่สนุกอยู่คนเดียว เด็กไม่สนุกด้วย ผู้ใหญ่ก็ยังจะเล่นอยู่นั่น

- ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นต้นแบบของการโกรธ ทะเลาะ ไม่พอใจใส่กัน จนเด็กเรียนรู้ไปว่านี่คือภาวะปกติ เขาสามารถทำแบบนี้กับใครเมื่อไหร่ก็ได้ ผู้ใหญ่หลายคนแสดงความโกรธง่ายมาก เพียงเพราะคิดว่าไม่ผิดอะไรที่จะทำ

- ถูกขัดแย้ง ขัดใจ แบบที่ผู้ใหญ่ไม่เอื้ออะไรให้เด็กเลย เด็กอยากทำอย่างหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็อยากจะให้เป็นอีกอย่างตลอดเวลา เด็กที่โดนแบบนี้ประจำจะสะสมความโกรธไว้ในตัว

- ชีวิตประจำวันทุกข์ยากลำบาก ต้องดิ้นรนกับชีวิตมาก เด็กแบบนี้จะรู้สึกโกรธโลก โกรธทุกอย่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

- ถูกสอนให้ไม่แสดงอารมณ์โกรธเลย ไม่ว่าจะโกรธอะไร ยังไง ต้องเก็บไว้กับตัวเสมอ กลายเป็นติดนิสัยค่อย ๆ ระบายออกไม่เป็น ถึงจุดทนไม่ได้เมื่อไหร่ ค่อยปล่อยออกไปแรง ๆ สักที

ส่งผลให้ถูกมองเป็นคนขี้โกรธ เพราะคนรอบข้างเห็นแต่ตอนระเบิดอารมณ์ ตอนโกรธน้อย ๆ คนไม่รู้ว่าโกรธ เพราะไม่แสดงอะไรออกมา

3. ไม่ถูกขัดเกลา ขาดการปรับแต่งอย่างถูกวิธี

อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ธรรมชาติที่สมองสัตว์ทุกชนิดผลิตขึ้นมา จุดประสงค์ไว้ป้องกันตัว หวงแหนอาณาเขต ไม่ปล่อยให้สิ่งมีชีวิตอื่นมารุกรานโดยง่าย การที่ลูกมนุษย์มีความโกรธจึงไม่ใช่สิ่งไม่ดี

เพียงแต่เด็กจำเป็นต้องได้รับการขัดเกลาอย่างเหมาะสม การแสดงความโกรธจึงจะเป็นประโยชน์กับชีวิต มากกว่าที่จะเป็นโทษ

พ่อแม่จำนวนมากแค่อารมณ์โกรธของตัวเอง ก็จัดการไม่ค่อยได้แล้ว เด็กในความดูแลจึงไม่ถูกสอนให้จัดการความโกรธอย่างถูกต้องไปด้วย

พ่อแม่บางคนแม้ไม่มีนิสัยโกรธง่าย โกรธบ่อย โกรธแรง แต่ก็ไม่มีความรู้ว่าควรต้องสอนลูกยังไง แบบนี้ลูกของเขาก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดสิ่งที่ถูกต้องไปไว้ในตัวเช่นกัน

มนุษย์ขี้โกรธ 2 แบบ

1. แสดงออกตรง ๆ เวลารู้สึกโกรธ ฟาดงวงฟาดงาให้เห็นกันไปเลย

แบบนี้มีทั้งส่วนดีและไม่ดี ที่ดี คือ คนนั้นไม่ต้องกักเก็บความโกรธไว้กับตัว อารมณ์พลุ่งพล่านในตัวได้ถูกระบายออกไป ไม่ย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจตัวเองทุกครั้งที่โกรธ

นอกจากนี้ การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ทำให้คนรอบข้างรับรู้ว่ามีคนกำลังโกรธ จะได้ไม่เข้าไปยุ่มย่ามให้คนนั้นยิ่งโกรธขึ้นไปอีก

ที่ไม่ดี คือ เสียบุคลิก ขาดความน่าเคารพ ถูกมองว่าคุมอารมณ์ไม่ได้ จนสิ่งนี้อาจกลบเรื่องอื่นดี ๆ ในตัวจนหมด

2. ไม่แสดงออกตรง ๆ ภายนอกทำเป็นไม่โกรธ แต่ข้างในร้อนเป็นไฟไปหมดแล้ว

ข้อดี คือ บรรยากาศบริเวณนั้นไม่เสียหาย ความสัมพันธ์กับผู้คนยังคงดำเนินต่อไป

ข้อแย่ คือ ความโกรธที่ไม่ได้รับการระบายออกอย่างเหมาะสม จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อีกทั้งคนรอบ ๆ จะไม่รู้ขอบเขต ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติ กำลังทำให้อีกคนรู้สึกโกรธ หลายครั้งที่คนไม่แสดงความโกรธ กลายเป็นถูกเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

คนโกรธง่าย โกรธแรง มักมีปัญหาในความสัมพันธ์ ถ้าเขามาจับคู่กับคนอดทน คู่ของเขาก็ต้องอดทนไปตลอด ไม่ยุติธรรมกับใครที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้เลย

แต่ถ้าเขาได้จับคู่กับคนซึ่งไม่อยากทน ไม่ช้าไม่นาน คนทั้งคู่คงต้องแยกย้ายทางใครทางมัน กลายเป็นเผาเวลาชีวิตทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

จะเห็นว่าแค่ความโกรธเรื่องเดียว ก็มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เยอะแยะมากมาย พ่อแม่ผู้ซึ่งรักและหวังดีกับลูกอย่างจริงใจ ควรหมั่นศึกษาว่าจะเลี้ยงลูกยังไงให้ไม่โตไปเป็นคนขี้โกรธ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างทีเดียวที่ขึ้นกับฝีมือพ่อแม่เป็นสำคัญ

พญ.สาริณี

สิ่งหนึ่งที่ไม่แนะนำ คือ การตัดบางบททิ้งแบบที่ผมเคยเขียนเล่าให้ฟัง เหตุผลคือ เดี๋ยวนี้จำนวนข้อสอบลดลงตามเวลาสอบที่น้อยลง...
14/09/2026

สิ่งหนึ่งที่ไม่แนะนำ คือ การตัดบางบททิ้งแบบที่ผมเคยเขียนเล่าให้ฟัง เหตุผลคือ เดี๋ยวนี้จำนวนข้อสอบลดลงตามเวลาสอบที่น้อยลง ทำให้ถ้าตัดบางบทแบบที่ผมทำ จะได้คะแนนรวมน้อยเกินไป

สมัยผมข้อสอบจำนวนเยอะ ทำให้คนออกสอบสามารถกระจายบทได้ง่าย เดี๋ยวนี้ข้อสอบเหลือไม่กี่ข้อ ทำให้การออกสอบให้กระจายแบบแต่ก่อนทำได้ยาก การตัดบางบททิ้งไปเลยอาจส่งผลให้เสียคะแนนเยอะมาก

พูดง่าย ๆ คือ ต้องแม่นแทบทุกบท อาจมีบางเรื่องบางบทที่ไม่แม่นยำนัก แต่อย่างน้อยต้องเข้าใจพอสมควร

ข่าวดี คือ ผมประเมินว่าความยากของข้อสอบโดยรวมลดลง เมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน ด้วยเหตุผลเดิมคือ จำนวนข้อน้อยลง เวลาน้อยลงมาก ถ้าทำข้อสอบยากเกินไป จะไม่มีใครสามารถทำได้ทัน

มาดูสิ่งที่ต้องเตรียมกัน

1. ทำโจทย์แยกบทให้คล่อง

เดี๋ยวนี้หนังสือโจทย์ดีมาก มีแยกบทให้เรียบร้อย ไม่เว้นแม้กระทั่งไทย สังคม อังกฤษ
การเตรียมตัว ต้องเริ่มตั้งแต่ขึ้น ม.4 ไม่ใช่มาเริ่มตอน ม.6

เวลาเรียนหนังสือในโรงเรียนบทไหน ให้หาโจทย์บทนั้นมานั่งลงทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น เรียนเรื่องเซ็ต หาโจทย์เรื่องเซ็ตมาทำจนปรุ

อังกฤษเองก็มีแยกกลุ่มข้อสอบ เช่น Grammar , Reading , Cloze test , Error ผมแนะนำให้ซื้อโจทย์มานั่งลงทำทีละเรื่อง ทำความเข้าใจมันไป และควรต้องมีตำราไวยากรณ์สักเล่มเอาไว้เปิดอ้างอิงถ้าอ่านเฉลยแล้วไม่เข้าใจ

เดี๋ยวนี้อาจารย์ผู้แต่งหนังสือพยายามพัฒนาวิธีการ ทำให้ถือว่าหนังสือยุคนี้มีเยอะมาก และดีมาก เข้าใจง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด

2. หนังสือโจทย์ข้อสอบเก่า

วิชาการจำนวนมาก ไม่ได้มีอะไรใหม่จัด ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

การเลือกซื้อโจทย์ข้อสอบเก่าย้อนหลังไปมาก ๆ ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยให้ดูข้อมูลบทที่ออกสอบปัจจุบันประกอบด้วย เรื่องไหนถูกตัดทิ้งไป ไม่ต้องเอามาทำให้เสียเวลา

เล่มที่อยากแนะนำมาก ๆ คือ ข้อสอบเก่าภาษาอังกฤษของครูพี่แนน ชื่อว่า AXE มีหลายเล่ม หนามาก อธิบายละเอียดจัด ผมไม่ได้รู้จักครูพี่แนนเป็นการส่วนตัว แต่เห็นเลยว่าถ้าได้ทำโจทย์อังกฤษย้อนหลังในเล่มให้คล่อง สามารถทำอังกฤษเต็มได้จริง

หาซื้อยาก อาจต้องไปติดต่อที่ Enconcept ด้วยตัวเอง

สังคม แนะนำหนังสือครูชัย ละเอียด ข้อสอบเยอะ ทำจุดเน้นให้เรียบร้อย การใช้เวลาอ่านเนื้อหาสำคัญมาก ถ้าไม่มีฐานความรู้ในสมอง จะทำข้อสอบไม่ได้

ชีวะ แนะนำหนังสือโจทย์อาจารย์สมาน แก้วไวยุทธ

ที่ผมเอ่ยชื่อ เพราะชอบหนังสือเป็นการส่วนตัว แต่ไม่ได้แปลว่าซื้อเท่านี้แล้วพอ ท่านต้องไปเดินร้านหนังสือด้วยตัวเอง มีอาจารย์อีกหลายท่านที่ทำหนังสือได้ดีมาก ท่านต้องเลือกให้เหมาะกับเวลาที่มี และเหมาะกับเงินในกระเป๋า

3. ข้อสอบจำลอง A-level

ปกจะเขียนว่า แนวข้อสอบวิชาสามัญ A-level หรือ Mock test A-level

เวลาจะซื้อ ต้องเช็คให้ดีว่าจำนวนข้อสอบตรงกับปีที่จะสอบล่าสุดหรือไม่ เพราะบางสำนักพิมพ์ยังปล่อยหนังสือที่จำนวนข้อไม่ตรงกับของจริงมาอยู่

บางสำนักพิมพ์ทำข้อสอบง่ายเกินไป ต้องตรวจสอบกับข้อสอบเก่าของจริง ว่าความยากง่ายใกล้เคียงกันหรือเปล่า ถ้าง่ายเกินอย่าไปซื้อ คะแนนที่ได้จะมากเกินจริงจนหลอกตัวเอง

ข้อสอบจำลอง ให้เริ่มทำประมาณเดือนมกราคม คือ ก่อนสอบจริงประมาณ 2 เดือน

คนที่ใช้วิชาสายศิลป์สอบ ต้องหาข้อสอบเยอะหน่อย เพราะทำไม่นานก็หมดแล้ว อาจต้องซื้อหนังสือทุกยี่ห้อเท่าที่มีมาฝึกทำ

ส่วนคนที่ต้องสอบสายวิทย์ จากประสบการณ์ช่วยเต็มเต็มเพื่อนจูบิเตรียมสอบแพทย์ พบว่า 25 วันทำได้ครบ 7 วิชารวม 9 ชุด ถ้าท่านอยากได้ผลลัพธ์ดีขึ้น ให้เริ่มทำสอบจำลองตั้งแต่ปีใหม่ ก่อนถึงวันสอบเดือนมีนาคม จะได้ทั้งหมดประมาณ 20 ชุด ซึ่งจะช่วยให้คะแนนดีขึ้นอีกมาก

ในการทำสอบแต่ละชุด ให้ฝึกคาดคะแนนด้วยทุกครั้ง เมื่อทำเสร็จจบครบเวลาให้ตรวจคะแนน จากนั้นให้นั่งลงทำความเข้าใจกับเฉลย

ข้อไหนทำไม่ได้เลย ให้ลอกเฉลยหลาย ๆ รอบจนกว่าจะทำเองได้ ข้อไหนบังเอิญตอบถูก ต้องหาเหตุผลให้เจอว่าทำไมตอบข้อนั้น ส่วนข้อไหนทำได้แล้วแน่ ๆ ข้ามได้ จะได้ไม่เสียเวลา แค่เช็คดูเร็ว ๆ ว่าเข้าใจถูกต้องทั้งหมดจริง ๆ

ในการอ่านเฉลย ขอให้พิถีพิถันเป็นพิเศษ ถ้าพบว่าเนื้อหาส่วนไหนบทไหนยังไม่คล่อง ถ้าต้องกลับไปอ่านเนื้อหาก็ต้องทำ อย่าปล่อยผ่านไป จำไว้ว่าถ้าต้องเจอโจทย์แบบนี้อีกครั้ง ต้องได้คะแนน ต้องไม่พลาดเลย

มีคำแนะนำเพิ่มเติม วิชาภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้ถือว่าข้อสอบไม่โหดมาก หากท่านหวังกับคณะคะแนนสูง อังกฤษต้องได้อย่างน้อย 72 ข้อจาก 80 ข้อขึ้นไป ถ้าเต็มได้ต้องเต็ม วิชานี้ได้คะแนนง่ายกว่าวิชาอื่น

**** ไม่แนะนำให้หาข้อสอบจากอินเทอร์เน็ตมานั่งทำ เพราะ

- ไม่มีเฉลยหรือเฉลยไม่ค่อยดี เฉลยมั่วก็เยอะ

- ไม่เหมือนการสอบจริงที่ต้องทำบนกระดาษ ไม่ใช่หน้าจอคอมพิวเตอร์

ขอย้ำว่าหาซื้อหนังสือ ไม่ใช่หาข้อสอบในอินเทอร์เน็ต

เข้าใจหมดแล้ว ลงมือทำครับ

นพ.อิทธิฤทธิ์

กสพท. ย่อมาจาก กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ร่วมมือกันจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย...
11/09/2026

กสพท. ย่อมาจาก กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ร่วมมือกันจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในสายการแพทย์ โดยครอบคลุม 4 คณะหลัก ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัช ทั้งของรัฐและเอกชน

กติกาการให้คะแนนคิดจาก 2 ส่วน คือ ข้อสอบความถนัดทางวิชาชีพ TPAT1 (คิดเป็น 30% ของคะแนนทั้งหมด) และข้อสอบวิชาสามัญ A-Level (คิดเป็น 70% ของคะแนนทั้งหมด)

ในบทนี้จะพูดถึงข้อสอบความถนัดทางวิชาชีพแพทย์ เรียกย่อว่า TPAT 1

แบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ

- ข้อสอบเชาวน์ปัญญา

- ข้อสอบจริยธรรมทางการแพทย์

- ข้อสอบความคิดเชื่อมโยง

โดยคะแนนเต็มแต่ละส่วนคือ 10 คะแนน รวมเป็น 30 คะแนน

ถ้าอยากเข้า 4 คณะดังกล่าว ผมแนะนำว่าต้องทำคะแนน TPAT 1 ให้ได้สัก 24 คะแนน จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับวิชาสามัญมากนัก และขั้นต่ำไม่ควรน้อยกว่า 20 เพราะถ้าน้อยกว่านั้นต้องมาทำคะแนน A-level ให้ดีเยี่ยม ถ้าทำไม่ได้ขนาดนั้น โอกาสสอบติดก็จะลดลงไปมาก

การเตรียม TPAT 1 สิ่งที่ต้องทำมีดังนี้

1. ซื้อหนังสือ TPAT 1 ของทุกสำนักพิมพ์

ผมเคยเดินศูนย์หนังสือจุฬา เคยนับได้ว่ามี TPAT 1 รวมทั้งหมด 11 ปก เป็นไปได้ว่าวันที่พิมพ์บทความ จำนวนปกคงมีมากกว่านี้ไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมีหนังสือข้อสอบเชื่อมโยงอีกหลายปก คำแนะนำคือ ควรซื้อมาด้วย เอาไว้ฝึกทำข้อสอบความคิดเชื่อมโยง

ถ้าสามารถซื้อทั้งหมดในคราวเดียวได้ นั่นจะดีมาก จะได้ไม่ต้องออกไปแบกหนังสือหลายรอบ แต่ถ้าไม่ได้มีเงินเหลือเฟือ แนะนำให้ซื้อทีละ 2-3 เล่ม ทำหมดแล้วค่อยไปเลือกซื้อเพิ่ม

2. เริ่มทำแต่เนิ่น ๆ

ด้วยความที่ข้อสอบ TPAT 1 ไม่ได้มีเรียนเป็นบท ๆ แบบเป็นเรื่องเป็นราวในหลักสูตร ทำให้สามารถฝึกด้วยตัวเองตั้งแต่ก่อนขึ้น ม.4 ได้เลย

ใน 3 ส่วน ผมประเมินว่าที่ยากสุดคือส่วนเชาวน์ ในส่วนจริยธรรมและเชื่อมโยงถือว่ายากพอ ๆ กัน

ข้อสอบเชื่อมโยง เป็นส่วนที่มีคนทำคะแนนเต็มทุกปี ดังนั้น ผมแนะนำว่าฝึกทำอย่างหนักจนทำเต็มให้ได้ ถ้ามีคนทำเต็มได้เยอะ แปลว่ามันไม่ยากเกินกำลังของนักเรียนวัยเดียวกัน

จงตั้งเป้ากับตัวเองให้ทำเต็มหรือเกือบเต็ม

ข้อสอบจริยธรรม ความยาก คือ คำตอบดูเหมือน ๆ กันไปหมด สามัญสำนึกเราบอกข้อนี้น่าจะถูก แต่ดันผิด เพราะคนออกข้อสอบเขาใช้หลักการอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะรู้ความคิดกรรมการได้ ต้องผ่านการทำโจทย์เยอะ ๆ สถานเดียว

เมื่อหลายปีก่อน มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งขอให้ผมช่วยตรวจทานข้อสอบ TPAT 1 ในส่วนของจริยธรรม โดยมีต้นฉบับพิมพ์ใส่กระดาษส่งมาให้ สำนักพิมพ์กำลังจะตีพิมพ์หนังสือความถนัดทางการแพทย์วางขาย

พอได้มาปุ๊บ ผมลองทำเลย มั่นอกมั่นใจกับคุณธรรมของตัวเราเอง และความมีประสบการณ์ทำงานจริงมากว่า 15 ปีแล้ว ผลคืออะไรทราบไหม ? ตรวจคำตอบตกใจแทบสิ้นสติ ผมได้ไม่ถึงครึ่ง

พอมาอ่านเฉลย ผมเข้าใจทันที อ๋อ ที่แท้คนออกอยากให้ผู้เข้าสอบมีแนวคิดแบบนี้ ไม่ใช่แค่ใช้ Sense ของตัวเองไปเรื่อย

ข้อสอบมี 5 ชุด ผมทำการ Edit ไปทีละข้อทีละบรรทัด พอเริ่มชุดใหม่ก็ลองทำข้อสอบใหม่ คะแนนดีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงชุดสุดท้าย ผมพลาดไปแค่ 2 ข้อเท่านั้น ได้ 96 เต็ม 100 ข้อที่พลาดยังตบเข่าเสียดายอยู่เลย ไม่น่าพลาดจริง ๆ

ต้องบอกว่าคนแต่งข้อสอบเก่งมาก แต่ละชุดไม่ซ้ำเลย แต่เนื้อหาหลักกลับครบถ้วนเหมือนกันแทบจะข้อต่อข้อ ซึ่งคนแต่งโจทย์เขาไม่ได้คิดเอง เขาทำการศึกษาข้อสอบเก่าอย่างละเอียด จนเอามาแต่งโจทย์ขาย เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกทำ

จากชุดแรกคะแนนไม่ถึงครึ่ง ทำไป 5 ชุดได้คะแนนเกือบเต็ม เพราะการฝึกซ้ำ ๆ

มาดูส่วนข้อสอบเชาวน์กันบ้าง

ใครเป็นสายแข่งขัน หรือเคยติวเข้มหนัก ๆ ตอนจะสอบเข้า ม.1 เห็นข้อสอบส่วนนี้จะรู้สึกว่าเคยเจอมาแล้ว ในขณะที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย จะบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว

วิธีการคือ อ่านข้อสอบปุ๊บ ถ้าคิดไม่ได้ให้เปิดเฉลยทันทีเพื่อทำความเข้าใจ เสร็จแล้วปิดเฉลย ลองทำด้วยตัวเอง

ผมไปเดินดูหนังสือ เห็นแล้วก็เปิดเฉลยเลยเหมือนกัน เพราะไม่เคยเจอ

โจทย์พวกนี้ถ้าเคยเจอจะทำได้ ไม่เคยเจอก็ทำไม่ได้

ช่วงเวลาดีที่สุดในการทำโจทย์ TPAT 1 คือ ช่วงปิดเทอม เว้นว่างจากการไปโรงเรียน เอาโจทย์พวกนี้แหละมานั่งทำ

หลักการเหมือนเดิม ในการทำช่วงแรกยังไม่ต้องจับเวลา ให้สนใจผลลัพธ์ก่อน คือ ต้องทำได้ทุกข้อ ระดับที่ถ้าเจอโจทย์พวกนี้อีกต้องไม่พลาดเลย

พอทำไปได้สัก 2-3 เล่ม คราวนี้จะเก่งขึ้น ขอให้ทดสอบตัวเองด้วยการจับเวลาเหมือนจริง ซึ่งหน้าข้อสอบจะเขียนไว้ว่าให้ทำในเวลากี่นาที ก็ทำตามนั้น

3. ถ้าทำครบหมดทุกเล่มแล้ว

หากไม่ได้ลำบากเรื่องเงินเกินไป ตอนเรียน ม.6 อาจต้องซื้อปกเดิมมาทำซ้ำ จับเวลา คาดคะแนน คาดหวังกับตัวเองที่คะแนนรวม 24 คะแนนขึ้นไป

เชื่อมโยงควรได้เต็มหรือเกือบเต็ม จริยธรรมให้ได้อย่างน้อย 7 เต็ม 10 เชาวน์ถ้าฝึกมาดี สามารถทำได้ถึง 8 เต็ม 10 ได้ เอาเป็นว่ารวมคะแนนให้ได้ 24 ขึ้นไป จึงจะถือว่าปลอดภัย

เริ่มฝึกได้เลยครับ

นพ.อิทธิฤทธิ์

คนทั่วไปเข้าใจว่าวัยรุ่นคือวัยที่ไม่อยากคุยกับพ่อแม่ ชอบอยู่แต่กับเพื่อน คุยกับเพื่อน อยากเล่นสนุกกับเพื่อนอย่างเดียว คง...
09/09/2026

คนทั่วไปเข้าใจว่าวัยรุ่นคือวัยที่ไม่อยากคุยกับพ่อแม่ ชอบอยู่แต่กับเพื่อน คุยกับเพื่อน อยากเล่นสนุกกับเพื่อนอย่างเดียว คงต้องบอกว่าความเชื่อนี้มีส่วนถูก แค่ยังไม่ทั้งหมด

หมอมีลูกชายสองคนเป็นวัยรุ่นเต็มตัวทั้งคู่ หมอพบเคล็ดไม่ลับอย่างหนึ่ง อยากนำมาถ่ายทอดต่อว่า จริง ๆ เด็กทุกเพศทุกวัย สามารถคุยกับทุกคนบนโลก ขอแค่คู่สนทนานั้นไม่ทำให้รู้สึกแย่เวลาคุยด้วยก็พอ

สังเกตไหม วัยรุ่นไม่ได้อยากคุยกับวัยรุ่นกันเองทุกคน วัยรุ่นก็เลือกเหมือนกันว่าอยากคุยและไม่อยากคุยกับใคร สิ่งนี้เป็นตัวบอกว่า “วัยไม่เกี่ยว”

ทั้งประสบการณ์ตรงของหมอเอง บวกกับการได้ดูคนไข้เด็กและวัยรุ่นมามาก ๆ สิ่งที่พบมีดังนี้

- เด็กวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย ยังชอบที่จะคุยกับพ่อแม่ อยากเล่านั่นเล่านี่ให้พ่อแม่ฟังแทบทุกเรื่องเหมือนตอนยังเด็ก (ลูกบ้านหมอคือหนึ่งในนั้น)

- วัยรุ่นบางคนไม่สามารถคุยกับคนวัยเดียวกันได้แม้แต่คนเดียว เพราะไม่รู้สึกว่ามีเพื่อนคนไหนเข้าใจเขาเลย

ในวัยรุ่นกลุ่มนี้ มีทั้งที่ยังคุยกับพ่อแม่ได้ เพราะพ่อแม่พยายามเข้าใจ ตั้งใจช่วยเหลือลูก เด็กกลุ่มนี้มักเป็นเด็กที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ยากแก่การที่คนวัยเดียวกันจะเข้าถึง (บางคนถูกวินิจฉัยเป็นเด็กพิเศษ)

และวัยรุ่นที่เพื่อนก็ไม่คบ พ่อแม่ก็ไม่ลงมาประกบ ส่งผลให้เด็กไม่เหลือใครให้คุยลงลึกด้วยได้เลย

- วัยรุ่นส่วนหนึ่งคุยแต่กับเพื่อน แทบไม่เล่าอะไรให้พ่อแม่ฟัง กลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มใหญ่สุด พ่อแม่จำนวนมากจึงเข้าใจไปแบบที่กำลังเข้าใจอยู่

ด้วยความหลากหลายดังกล่าว จึงอยากชวนพ่อแม่เข้าใจให้ถูก ว่า ที่ลูกวัยรุ่นไม่อยากเล่าอะไรให้พ่อแม่ฟัง ไม่ใช่เพราะเขาเป็นวัยรุ่น แต่เพราะมีอะไรบางอย่างในตัวพ่อแม่ที่ทำให้ลูกไม่อยากคุยด้วย

ดังนั้น ถ้าพ่อแม่อยากแก้ปัญหาวัยรุ่นไม่พูด พ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างที่ตัวพ่อแม่ ไม่ใช่เอาแต่ไม่พอใจที่ลูกไม่เปิดเผยเรื่องราว

แล้วพ่อแม่สามารถทำอะไรกับสิ่งนี้ได้บ้าง

1. แสดงออกชัดเจนว่าพ่อแม่ยินดีคุยกับลูกเสมอ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม

ทุกเวลาที่ลูกเข้าหาพ่อแม่ พ่อแม่ต้องไม่ทำท่ารำคาญ เบื่อหน่าย ไม่อยากคุย ถ้า ณ ตอนนั้น ท่านติดภารกิจสำคัญจริง ๆ แค่บอกลูกตรง ๆ ว่า พ่อแม่ขอจัดการตรงนี้ก่อน ไม่น่าเกิน 10 นาที เดี๋ยวเรามานั่งคุยกัน

ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องทำให้ได้อย่างที่พูด ไม่ใช่แค่บอกปัดไปให้พ้น ๆ เพราะเด็กทุกคนดูออก

อยากบอกว่าไม่ว่าท่านจะยุ่งขนาดไหน ท่านต้องจัดสรรเวลามาคุยกับลูก เพราะการรู้จักกันในระดับลึกซึ้ง ความรู้สึกผูกพันกัน มาจากการคุยกันทั้งนั้นเลย เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะสนิทสนมกับคนที่เราคุยด้วยน้อยมาก

อยากย้ำความรู้สำคัญข้อหนึ่งว่า การเลี้ยงลูกให้ออกมาดี ทั้งคุณภาพและปริมาณเวลา สำคัญยิ่งยวดไม่แพ้กัน

คนที่ชอบพูดเรื่องเวลาคุณภาพ ไม่ยอมใส่คำว่าปริมาณลงไปในคำแนะนำการเลี้ยงเด็ก แปลว่าเขาไม่มีลูก หรือไม่ก็ชอบทำงานมากกว่าชอบเลี้ยงลูก

ถ้าเวลาอยู่กับลูกมีน้อย เราก็คุยกับลูกได้น้อย เพราะการคุยกันต้องอาศัยความพร้อมคุยของทั้งสองฝ่าย ขนาดคนมีเวลาอยู่กับลูกมาก ยังไม่สามารถคุยกับลูกได้เยอะแยะเลย นับประสาอะไรกับคนได้อยู่กับลูกนิดเดียว การคุยให้ได้คุณภาพมาก ๆ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

2. ไม่เอาแต่มองจอ เวลาคุยกับลูก

หมอสงสารเด็กยุคนี้ ที่พ่อแม่สนใจอุปกรณ์จอในมือ มากกว่าที่จะสนใจใยดีในตัวลูก เวลาเห็นเด็กบ้านไหนได้รับการเล่น การพูดคุยจากพ่อแม่ หมอจะดีใจกับเด็กกลุ่มนี้มาก เพราะแค่พ่อแม่ทำเท่านี้ ชีวิตลูกก็ดูจะมีอนาคตกว่าบ้านที่พ่อแม่เอาแต่มองจอแล้ว

วัยรุ่นทุกคน sensitive กับสิ่งนี้ บางทีพ่อแม่ทำท่าไม่สนใจลูกแค่ครั้งสองครั้ง ลูกวัยรุ่นอาจสรุปไปแล้วว่าพ่อแม่ไม่อยากคุยกับเขา

3. ฟังให้เยอะ พูดให้น้อย

พ่อแม่บ้านไหนมีนิสัย “พูดมาก” โอกาสที่ลูกวัยรุ่นบ้านนั้นจะเข้ามาคุย จะยิ่งลดน้อยถอยลง เรื่องนี้พ่อแม่ต้องสังเกตตัวเอง ถ้ามองไม่ออกจริง ๆ ลองถามความเห็นคนใกล้ตัวดูก็ได้ ว่าพูดขนาดนี้วัยรุ่นโอเค หรือรำคาญไปนานแล้ว

หมอเห็นหลายบ้าน ลูกบอกแล้วบอกอีก ว่าพ่อแม่เอาแต่พูด เอาแต่บ่น ทำไมไม่หยุดสักที ไม่น่าเชื่อว่าลูกพูดตรงขนาดนี้ พ่อแม่ก็ยังจะทำแบบเดิมต่อไป

4. ไม่ทำพฤติกรรมที่ผลักไสให้ลูกเอาตัวออกห่าง เช่น

- หน้าบึ้ง หน้างอ หน้าเฉย หน้าตาไม่รับแขก

- มีคำพูดเชิงลบในแทบทุกประโยคที่เปล่งออกมา

- ขัดคอ ขัดแย้ง แสดงความไม่เห็นด้วย เหมือนยืนคนละฝั่งกับลูกตลอดเวลา

- บ่น วนเวียน พูดจาซ้ำซาก

- ชอบด่า ชอบว่า ช่างติ ตำหนิได้ทุกเรื่อง

- ไม่ชื่นชม ไม่แสดงความซาบซึ้ง ไม่ขอบคุณในสิ่งที่ลูกทำได้ดีอยู่แล้ว เก่งแต่จับผิด

- พูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่เป็น คุยด้วยแล้วรำคาญ ไปไม่ถึงไหนสักที

- ชอบอบรม สั่งสอน เทศนา ทำอย่างกับลูกไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว

- ทำให้ลูกรู้สึกผิด ชอบตัดพ้อ มีคำพูดที่แสดงถึงความน้อยอกน้อยใจอยู่เรื่อย

- ทำให้ลูกวิตกกังวล กลัว ไม่สบายใจ

- กระแนะกระแหน ประชดประชัน ว่าคนนั้นกระทบคนนี้ ไม่ตรงไปตรงมา

- ชอบชวนทะเลาะ กว่าจะดีกันได้ ต้องสู้กันก่อน เป็นแบบนี้บ่อยมาก จนลูกไม่อยากเข้าใกล้

- ซึมเซา ไม่มีความสุข

ฯลฯ

5. ตั้งใจสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกด้วยวิธีที่หลากหลาย นอกไปจากการคุยกับลูกอย่างเดียว ได้แก่

- อยู่ดูแล อยู่เป็นเพื่อน เป็นทีมช่วยเหลือยามที่ลูกต้องการ

- จัดหาของขวัญ มอบข้าวของในโอกาสพิเศษให้ลูก

- บอกรัก แสดงความรักลูกเป็นประจำ

- สัมผัสทางกายอย่างเหมาะสม อ่อนโยน นุ่มนวล แบบที่พ่อแม่เคยทำกับลูกตอนเด็ก วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยยังโหยหาสิ่งนี้อยู่ ขอพ่อแม่อย่าเข้าใจว่าลูกไม่ต้องการแล้ว

บ้านที่วัยรุ่นไม่อยากคุย ไม่อยากสุงสิงกับพ่อแม่มาพักหนึ่ง ให้พ่อแม่ทำตามสิ่งที่หมอแนะนำ

หมอรู้ว่ามันยาก เพราะลึก ๆ พ่อแม่อาจรู้สึกเสียศักดิ์ศรี ทั้งที่ลูกทำตัวไม่น่ารัก ทำไมหมอต้องให้พ่อแม่เปลี่ยน หมอไปบอกลูกปรับปรุงตัว จะดีกว่าไหม !

อยากยืนยันว่าหมอเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ทุกคนจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม หมอยังอยากขอพ่อแม่เป็นฝ่ายเริ่ม เพราะไม่เช่นนั้น คงไม่เหลือวิธีให้วัยรุ่นขยับเข้าหาพ่อแม่ได้เลย

และอยากขอความเห็นใจแทนวัยรุ่นทุกคนด้วยว่า วัยรุ่นคือคนเกิดหลังพ่อแม่ยี่สิบสามสิบปี การคุมตัวเองไม่ได้ของเขา การยังไม่ค่อยเข้าใจโลก การวางตัวที่ยังเหมาะสมไม่พอ การไม่รู้อะไรควรไม่ควร การมองในมุมคนอื่นไม่เก่ง เหล่านี้คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนก็เคยเป็นมาก่อนทั้งนั้น

ผู้อาวุโสกว่ามีหน้าที่ทำความเข้าใจ ยอมรับธรรมชาติของวัยรุ่น ฝึกตัวเองให้เมตตาลูกเก่ง ๆ ยิ่งถ้าพ่อแม่ทำตามคำแนะนำในบทความนี้มากเท่าไหร่ วัยรุ่นจะยิ่งอยากอยู่ในรัศมีพ่อแม่เท่านั้น เขาจะอยากเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจ เพราะวัยรุ่นทุกคนล้วนมีเรื่องอัดอั้น ที่รอโอกาสระบายให้ใครสักคนฟังตลอดเวลา

พญ.สาริณี

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Dad Mom and Kids โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ คลินิก

ส่งข้อความของคุณถึง Dad Mom and Kids:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่