28/09/2026
เป็นปัญหาเจอบ่อย พ่อแม่หลายคนบ่นให้ฟังว่า ลูกบอกอยากเรียนแพทย์ แต่สิ่งที่ลูกทำไม่เห็นจะใช่ทางที่ทำให้สอบติดเลย เอาแต่เที่ยวเตร่ มีแฟน เล่นเกม ไม่ขยัน ทำตัวสบาย ๆ ไม่เหมือนคนเตรียมตัวสอบ
มีครั้งหนึ่งแม่พาลูกชายมาหา พร้อมกับเล่าว่าลูกอยากสอบเข้าแพทย์ หมอ 2 คนคุยกับเด็ก เห็นความไม่ปกติบางอย่าง เด็กแทบไม่ตอบคำถามเลย เล่าเรื่องไม่ได้ ทั้งที่อยู่ ม.ปลายแล้ว ซึ่งแม่บอกว่าไม่คิดว่าลูกผิดปกติอะไร เขาพูดน้อยแบบนี้อยู่แล้ว
ยิ่งเห็นผลการเรียน ยิ่งรู้ว่าเด็กไม่เหมาะกับคณะแพทย์ สอบกลางภาคได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งเกือบทุกวิชา ทำได้ดีแค่อังกฤษวิชาเดียว
นอกจากนี้ผมไปทราบมาว่า เวลาอยู่โรงเรียนเด็กเล่นเกมจัดมาก ถึงขั้นนำเพื่อนในห้องเล่นเกม เรื่องนี้แม่ก็ไม่ทราบอีก ยังเข้าใจว่าลูกเป็นเด็กดีตั้งใจเรียน
ผมเคยบอกแม่ไปตรง ๆ ว่า ไม่เห็นทางที่จะสอบติดได้เลย พื้นฐานวิชาการอ่อนแอเกินไป แม่ยังยืนยันซ้ำ ๆ ว่าลูกเป็นคนบอกเอง ว่าอยากสอบเข้าแพทย์
พอคะแนนออกมา ไม่ผิดจากที่คิดไว้ คะแนนต่ำกว่าที่จะเข้าแพทย์ได้ไปมาก แม่แค่ส่งข่าวว่าลูกเรียนอะไร แล้วไม่ได้มาคุยกับผมอีก
จากการคุยกับแม่หลายครั้ง ผมเดาว่าเป็นเพราะแม่รับราชการในโรงพยาบาลรัฐ แม่คงเห็นบรรดาหมอ ๆ มีทางเลือกเยอะ รายได้ก็ดี แม่อาจถ่ายทอดความคิดเหล่านี้ให้ลูกโดยไม่ตั้งใจ พอลูกเห็นแม่พูดบ่อย ก็เดาได้ไม่ยากว่าแม่น่าจะรู้สึกดีถ้าเขาได้เป็นแพทย์ เวลาใครถามว่าจะเข้าคณะไหน เลยตอบแบบไม่คิดอะไรว่าอยากเรียนแพทย์
คนถัดมา เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ได้มาเจอกันแบบงง ๆ อยากให้ผมช่วยโค้งสุดท้ายก่อนสอบ ทั้งแม่และเด็กต่างบอกว่าอยากสอบเข้าแพทย์ แต่สิ่งที่เห็นตอนมานั่งทำโจทย์ คือ เด็กไม่ตั้งใจทำ ไม่ตั้งใจอ่าน ทำโจทย์ไปกินขนมไป และดูเหมือนไม่ได้สนใจด้วยว่าตัวเองจะได้คะแนนเท่าไหร่ ในการทำสอบจำลองแต่ละครั้ง
ในที่สุดคะแนนก็ไม่เฉียดเข้าคณะแพทย์จริง ๆ เด็กคนนี้สติปัญญาดี แต่น่าเสียดายที่ปัญหาในตัวเยอะ ตัวแม่เองก็ไม่คิดช่วยลูกจริงจัง ส่วนตัวเด็กก็ไม่อยากให้ใครไปยุ่งด้วย
สำหรับเคสนี้ ผมประเมินว่าเป็นความอยากของแม่ซะมาก และลูกก็ไม่มีแรงจูงใจให้เรียนแพทย์มากพอ แค่พูดว่าอยากสอบไปงั้น ๆ
อีกเคส เป็นลูกพนักงานธนาคารคนหนึ่ง เด็กคนนี้อยู่โรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพ พ่ออยากให้ลูกสอบเข้าแพทย์ แต่ตัวเด็กบอกว่าอยากเข้าเภสัช เพราะไปเจอคลิปที่บอกว่าหมอทำงานหนักมาก หนักเกินไป เลยไม่อยากเรียน แต่พ่อคิดว่าแพทย์น่าจะดีกว่าเภสัช
พ่อเล่าว่าลูกไม่ค่อยขยัน ตอนนี้เรียน ม.5 แล้ว เคสนี้ผมไม่ได้คุยเยอะมาก เลยทราบข้อมูลมาเท่านี้
เล่ามาหลายตัวอย่างที่พบจริง มีสิ่งที่อยากบอกในบทนี้ คือ
1. พ่อแม่ต้องถามใจตัวเองให้ดี
ตกลงใครกันแน่ที่อยากสอบเข้าแพทย์ (ขอใช้คำรวมแทน แพทย์ ทันตะ เภสัช สัตวแพทย์)
ผมย้ำอีกครั้ง การสอบเข้าแพทย์ ควรต้องมาจากการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบ 100%
เด็กคนไหนคิดสอบเข้าแพทย์ จากการเกลี้ยกล่อมของพ่อแม่ บอกเลยว่าแค่เริ่มต้นก็แทบจะแพ้แล้ว
ขอย้อนเล่าเรื่องตัวเองสักนิด ตัวผมเองที่ตัดสินใจว่าจะสอบเข้าแพทย์รามา ไม่ได้เลือกเพราะป๊าหรือแม่อยากให้เรียน ต้องบอกว่าแม่ผมอยู่ในสังคมโรงพยาบาล เป็นแม่บ้าน ภรรยานักเทคนิคการแพทย์ แม่ฝันอยากให้ลูกเป็นหมอ แต่การตัดสินใจของผมไม่เกี่ยวกับแม่เลย
ช่วงคุยจริงจังกับป๊า ป๊าก็ไม่เคยกำหนดว่าผมควรเรียนแพทย์ ไม่เลย ป๊ายังไงก็ได้ ให้ผมตัดสินใจเอง ส่วนผมก็ไม่ได้คิดว่าเรียนแพทย์เพราะอยากให้แม่รู้สึกดี ผมแค่คิดด้วยข้อมูลเท่าที่มีตอนนั้น แล้วตัดสินใจเด็ดขาดด้วยตัวผมเอง
และอย่างที่เล่า ไม่ใช่คณะแพทย์ไหนก็ได้ แต่ผมล็อกเป้าแพทย์รามา ทั้งที่ไม่ได้รู้จักอะไรหรือมีความเกี่ยวข้องกับรามามาก่อนเลย
น้องสาวผมก็เช่นกัน เห็นผมเรียนรามาแล้วสนุกมาก เลยตัดสินใจตั้งแต่ ม.2 ว่า จะเข้ารามาเหมือนพี่ ไม่เกี่ยวอะไรกับป๊าและแม่เช่นกัน
หรืออย่างเต็มเต็ม เพื่อนสนิทจูบิที่สอบติดแพทย์รามาไปแล้ว ก็ตัดสินใจด้วยตัวเขาเองว่าอยากเป็นแพทย์ ทำให้ตอนเตรียมสอบรอบวิชาการ เห็นความตั้งใจชนิดสู้ถวายหัว เลยไม่แปลกใจที่เต็มเต็มสอบติดแพทย์รามาเข้าไปได้
พอจะเข้าใจ นึกภาพออก และเห็นลักษณะของคนที่ตัดสินใจด้วยตัวเองใช่ไหมครับ
พ่อแม่มีปมค้างคาที่อยากให้ลูกเรียนแพทย์มาก ไม่ว่าจากอะไรก็ตาม ถ้าลูกไม่คิดตัดสินใจจะเรียนแพทย์ด้วยตัวเอง เขาอาจพยายามอยู่บ้าง เพราะใจลึก ๆ ลูกทุกคนอยากทำให้พ่อแม่รู้สึกดีอยู่แล้ว
แต่เมื่อมาเจองานหนัก ของยาก ต้องทุ่มเทอย่างมาก เด็กกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดมักพ่ายแพ้ต่อความตึงเครียดและความหนักหน่วงในการเตรียมสอบ จนเห็นเป็นพฤติกรรมหลายอย่างที่พ่อแม่บางบ้านกำลังเจออยู่
ถ้าท่านอยากให้ลูกสอบเข้าแพทย์มาก ๆ แต่ลูกยังเหลาะแหละเหยาะแหยะ แปลว่าปัญหาน่าจะมาจากพ่อแม่ ขอให้ท่านกลับมาพิจารณาสิ่งนี้อย่างจริงจังด้วย
2. ตัวเด็กกลัวกังวลมาก
เด็ก ม.ปลาย เป็นวัยรุ่นเต็มตัวแล้ว เขามีความคาดหวัง มีการคิดถึงเรื่องหน้าตาทางสังคม แคร์ความคิดคนอื่นมากตามวัย ความคิดว่าจะเข้าแพทย์ ใจหนึ่งก็อยากได้ แต่อีกใจก็กลัวพลาด กลัวคนหาว่าทำไม่ได้ กลัวโดนดูถูกเหยียดหยาม
คนที่ทนความรู้สึกทำนองนี้ได้น้อย จะแสดงออกเป็นพฤติกรรมแบบ “ไม่เอาอะไรแล้ว" เช่น เล่นมาก ติดเกม ติดโทรศัพท์ ใครจะทำไม หรืออาจเป็นลักษณะ “ไม่ทุ่มสุดตัว” ทำบ้างไม่ทำบ้าง
บ้านไหนเจอปัญหานี้ ขอให้ท่านนั่งลงคุยกับลูกจริงจัง อย่าดุ อย่าว่า อย่าตัดพ้อ ถามลูกว่าแท้จริงแล้วลูกอยากทำอาชีพอะไรกันแน่เมื่อลูกโตขึ้น จะเลี้ยงดูตัวเองยังไงหากวันหนึ่งพ่อแม่ไม่สามารถให้เงินได้อีกต่อไป
คุยกันให้รู้เรื่อง แบบคนมีวุฒิภาวะหารือกัน ให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปกล่อมให้พยายามกับคณะแพทย์
3. ยุคนี้อะไรก็มีเกียรติและทำเงินได้
คนเป็นแพทย์ ใครมาตรวจก็ยกมือไหว้ แก่แค่ไหนก็ยกมือไหว้หมอ แต่กับอาชีพอื่นอาจเห็นได้น้อยกว่า สิ่งนี้ทำให้คนไทยยังยึดติดกับภาพลักษณ์ว่าแพทย์มีสถานะทางสังคมที่สูง
คนเป็นแพทย์จำนวนหนึ่งอวดรวย ทำท่าทำทางให้คนเข้าใจว่าเป็นหมอแล้วรวย มีช่องทางทำมาหากินเยอะ คนเห็นก็อยากเป็นตาม เข้าใจว่าหมอทุกคนคงเป็นแบบนั้น
อยากบอกว่าเดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว ทำอาชีพไหนก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ถ้าเขาจะทำตัวเองให้เป็นเช่นนั้น แถมหลายอาชีพทำเงินได้มากกว่าแพทย์ด้วย
อย่ายึดติด จงนั่งคุยกับลูก เปิดใจให้กว้าง ถ้าลูกได้ทำสิ่งที่สอดคล้องกับความสามารถ บอกเลยว่าชีวิตจะมีความสุขมาก โดยไม่จำเป็นต้องเรียนแพทย์เลยครับ
นพ.อิทธิฤทธิ์