ศูนย์ดูแลใส่ใจ ตับ มะเร็ง NCDs ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ

ศูนย์ดูแลใส่ใจ ตับ มะเร็ง NCDs ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ วิตามิน/อาหารเสริม สุขภาพ/ร่างกาย สารอาหารสกัดจากธรรมชาติ ฟื้นฟูระดับเซลล์

อากาศร้อนๆแบบนี้นำสาระน่ารู้มาฝากคะ     #ฮีทสโตรก (Heatstroke) โรคลมแดดโรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อนโดยเกิดขึ้นที...
24/05/2023

อากาศร้อนๆแบบนี้นำสาระน่ารู้มาฝากคะ

#ฮีทสโตรก (Heatstroke) โรคลมแดดโรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน
โดยเกิดขึ้นที่อยู่ทามกลางอากาศร้อนมากเกินไป

🍂🍂 ฟักทอง 🍂🍂          ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินเอและซี ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง รักษ...
17/12/2022

🍂🍂 ฟักทอง 🍂🍂
ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินเอและซี ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง รักษาความผิดปกติของหัวใจ และทางเดินหายใจ ฟักทอง สามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต แถมยังช่วยบำรุงสายตาได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ผู้ที่รับประทานฟักทองเป็นประจำ จะมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งปอดต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานเลย ขณะที่ใบอ่อนและดอกของฟักทองก็มีวิตามินเอสูง ไม่ต่างจากเนื้อของฟักทองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยสังกะสี เหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ช่วยป้องกันและลดการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะออกฤทธิ์ขับพยาธิตัวตืด ทั้งยังใช้เป็นยาถ่ายพยาธิได้อีกด้วย จึงถือเป็นของว่างหรือของขบเคี้ยวที่ให้โปรตีน และวิตามินรวม ช่วยบรรเทาอาการผิดปกติของต่อมลูกหมาก และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศให้อยู่ในระดับปกติ
ในอดีตการรับประทานฟักทองมักจะนิยมนำมาปรุงสุก มากกว่าการรับประทานสด โดยเฉพาะการนำมารับประทานคู่กับผักอื่นๆในสลัด หรือนำมาปรุงเป็นผัดผัก แกงเลียง แกงเผ็ด แกงไตปลา หรือนำมาทำเป็นน้ำฟักทอง ฟักทอง แกงบวด ฟักทองสังขยา เป็นต้น แต่สำหรับปัจจุบันผู้รักสุขภาพหลายท่านได้ทำการคิดค้น และวิจัยสูตรการรับประทานฟักทองสด (ฟักทองดิบ) ขึ้นมาหลายวิธีด้วยกัน อาทิ การนำมาคั้นแยกกากแยกน้ำ ทำเป็นน้ำฟักทองรับประทาน ก็จะได้คุณค่าของสารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งถ้านำเนื้อในของฟักทองประมาณ 100 กรัม มารับประทานติดต่อกัน 3 วัน ก็จะช่วยถ่ายพยาธิไส้เดือนได้ โดยไม่ต้องกินยาถ่ายพยาธิอีกด้วย
#สารต้านมะเร็ง
#โรคเบาหวาน
#โรคความดันโลหิต
#บำรุงสายตา
#มะเร็งปอด
#นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
#พยาธิตัวตืด
#ปรับฮอร์โมนเพศ

มะเร็งต่อมลูกหมาก ถูกจัดให้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในผู้ชายไทย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยลั...
11/10/2022

มะเร็งต่อมลูกหมาก ถูกจัดให้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในผู้ชายไทย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยลักษณะของโรคที่มีการเติบโตอย่างช้าๆ และไม่มีอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน หรือหากมีอาการก็จะมีลักษณะคล้ายกับอาการต่อมลูกมากโต หรือต่อมลูกหมากอักเสบ ทำให้ถูกมองว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามวัย กว่าจะตรวจพบก็เป็นมากหรือลุกลามไปสู่อวัยวะสำคัญอื่นๆ ของร่างกาย

💡สัญญาณเตือนมะเร็งต่อมลูกหมากต้องระวัง!
คุณผู้ชายลองสำรวจตัวเองดูว่า คุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่
✅ ปวดปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในตอนกลางคืน
✅ ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะไม่หมด
✅ รู้สึกปวดเวลาปัสสาวะ หรือปวดเวลาที่หลั่งเมื่อถึงจุดสุดยอด
✅ อวัยวะเพศไม่ค่อยแข็งตัว
✅ มีเลือดปนในน้ำเชื้อ หรือปัสสาวะ

📌 ดูแลด้วยผลิตภัณฑ์พอลลิติน
Pollitin สารสกัดธรรมชาติคุณภาพสูง จากอณูละอองเกสรดอกไม้ มีกระบวนการในการผลิตระดับ NUTRACEUTICAL หรือสารอาหารบำบัด Pollitin มีการจำหน่ายไปกว่า 50 ประเทศใน 6 ทวีปทั่วโลก ยาวนานกว่า 50 ปี

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โทร:087-086-415

#สารสกัดจากธรรมชาติ #ต้านอนุมูลอิสระ #เกสรดอกไม้สกัด

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะเป็น โรคอันตรายนี้มีสถิติให้เกิดการเสียชีวิตอันดับต้นๆเลย ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องร...
24/11/2021

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะเป็น โรคอันตรายนี้มีสถิติให้เกิดการเสียชีวิตอันดับต้นๆเลย ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องรู้วิธีลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เริ่มต้นจากต้องรู้ว่า “ศัตรูของมะเร็ง” คืออะไร มะเร็งเกลียดอะไร มะเร็งไม่ชอบอะไร แล้วพยายามนำสิ่งนั้นเข้าใกล้ตัวเรา หรือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันการเกิดมะเร็งที่คุณเองสามารถทำได้ และนอกจากนั้นคือเรื่องการรับประทานอาหารที่ดี มีส่วนทำให้มะเร็งขยาด เเละไม่อยากเข้าใกล้คุณ

1. ศัตรูของมะเร็งกระเพาะอาหาร คือ กระเทียม
2. ศัตรูของมะเร็งตับ คือ เห็ด
3. ศัตรูของมะเร็งตับอ่อน คือ บร็อคโคลี่
4. ศัตรูของมะเร็งปอด คือ ผักโขม
5. ศัตรูของมะเร็งลำไส้ คือ หน่อไม้น้ำ
6. ศัตรูของมะเร็งเต้านม คือ สาหร่ายทะเล
7. ศัตรูของมะเร็งผิวหนัง คือ หน่อไม้ฝรั่ง

8. ศัตรูของมะเร็งปากมดลูก คือ ถั่วเหลือง

8 อาหารนี้ เป็นสิ่งที่เราควรกินเข้าไปเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากมะเร็ง ถ้าอยากแข็งแรง เราควรหันมาบริโภคศัตรูของมะเร็ง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมกับวิธีง่ายๆในการทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม เช่น

- ดื่มน้ำที่สะอาดและเพียงพอ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

- หลีกเลี่ยงการสูดดมหรือสัมผัสก๊าซขณะเติมน้ำมันรถ

- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้งย่าง ไหม้เกรียม หรือมีเศษสีดำของการเผาติดอยู่

ได้ด้วย ควรดื่มน้ำหรือให้ปริมาณปัสสาวะมีสีเจือจางเมื่อขับถ่ายทุกครั้ง

- รับประทานผักผลไม้สีเขียว

- ออกกำลังกายเผาผลาญไขมัน

- หลีกเลี่ยงการใช้ สัมผัส หรือสูดดมสารซักแห้ง

- ลดการใช้ปริมาณสารเคมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สารฟอกขาว สารเคมีในการขัดห้องน้ำ หรือสารขจัดคราบสกปรกต่างๆ

- หลีกเลี่ยงการผ่านสารรังสี

- ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือโดยการแนบหูเป็นเวลานาน

- ทาโลชั่นกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

สิ่งต่างๆเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งได้ทั้งสิ้น แม้ว่าคุณอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ฝึกทำไว้ให้เป็นนิสัยบ้างก็จะดีกว่า เพราะมีงานวิจัยมากมายออกมาสนับสนุนแล้วว่าพฤติกรรมต่างๆที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งได้จริง ดังนั้น ป้องกันตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า

คนส่วนใหญ่ที่มักไม่ยอมรับตัวเองสูงอายุ หรือมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจนนำไปสู่โรคหัวใจ การหลบเลรายงไม่เข้ารับการรักษา ปัญหาอื...
29/06/2021

คนส่วนใหญ่ที่มักไม่ยอมรับตัวเองสูงอายุ หรือมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจนนำไปสู่โรคหัวใจ การหลบเลรายงไม่เข้ารับการรักษา ปัญหาอื่นอาจไม่เลวร้ายเท่ากับการมีปัญหาหัวใจที่ร้ายแรงซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันได้

เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นพิสูจน์ผลลัพธ์ที่ดีได้แล้ววันนี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ Pollitromb

ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็ปไซต์ : https://www.pollitin.com/

Line :
Line : :: https://bit.ly/3nK1oXg
Tel : 0870486415

#พอลลิทรอมป์ #สัญญาณโรคหัวใจ #วิตามินอี #บำรุงเลือด #เกสรดอกไม้สกัด #สารสกัดจากธรรมชาติ #อนาคตแห่งความสุขที่ยั่งยืน

💡 อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงฤดูฝนร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และหนึ่งในโรคสำคัญที่มีโอกาสติดเชื...
14/06/2021

💡 อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงฤดูฝนร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และหนึ่งในโรคสำคัญที่มีโอกาสติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการป่วยง่าย ๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้มองเผิน ๆ อาจเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝน

ดูแลสุขภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วย Pollen Plus

---------------------------------------------
💡 ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็ปไซต์ : https://www.pollitin.com/
ไลน์
▶️ :: https://bit.ly/3nK1oXg
📲087-048-6415

#พอลเลนพลัส #โควิด19 #ภูมิคุ้มกัน #วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน #เกสรดอกไม้สกัด #สารสกัดจากธรรมชาติ #อนาคตแห่งความสุขที่ยั่งยืน

อาหารที่กินคู่กัน . . .อันตราย !!!!(no)1. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม - ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้าม...
09/06/2021

อาหารที่กินคู่กัน . . .อันตราย !!!!(no)
1. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม - ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!
2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก
3. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน
4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า
5. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก
6. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด
7. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง
8. กล้วย+มะละกอ+แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน
9. มังคุดกับน้ำตาล - กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต
10. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง
11. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน
12. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ
13. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง
14. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง
15. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน
16.น้ำเต้าหู้กับนมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ
17. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ
18. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
19. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ
20. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก
21. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

*** ทุเรียนก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะสูงเลยทีเดียว

หลายคนสังสัยว่าพอลลิตินผลิตจากที่ไหน ❓วันนี้เรามีคำตอบ 🇺🇸🌿🇺🇸 บริษัท กรามิเน็กซ์ แอล แอล ซี (Graminex L.L.C.)เป็นผู้ผลิตผ...
06/06/2021

หลายคนสังสัยว่าพอลลิตินผลิตจากที่ไหน ❓
วันนี้เรามีคำตอบ 🇺🇸

🌿🇺🇸 บริษัท กรามิเน็กซ์ แอล แอล ซี (Graminex L.L.C.)
เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความพร้อมทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัย มีบุคลากรที่มีประสบการณ์และการดำเนินการปลอดสารเคมี 100% สกัดละอองเกสรโดยกระบวนการที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ และกรองโดยวิธีเทคนิคทำให้ปราศจากเชื้อ เพื่อกำจัดสารปนเปื้อน และกำจัดสารก่อให้เกิดภูมิแพ้ จึงทำให้ผู้แพ้ละลองเกสร สามารถรับประทานเซอร์นิตินได้ซึ่งขั้นตอนการผลิตทั้งหมดได้ผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9002 และโรงงานการ์มิเน็กซ์ได้รับการรับรองเป็นโรงงานผลิต ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้มาตราฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO)และนอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพอลลิติน ยังได้รับรางวัล E-Award (Excellence in Exporting Award) ประเภทผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2003 ของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 และผ่านมาตรฐาน อ.ย.

👨‍⚕️ เราพร้อมที่จะผ่านพ้นโรคร้าย มะเร็งร้าย เคียงข้างคุณ

👨‍⚕️ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี ตลอด 24 ชม. 🤍

087-048-6415


#พอลลิติน #มะเร็ง #เนื้องอก

ทราบไหม???  ในไข่ขาวมี  #สารต้านมะเร็ง ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “  #กรดเซียริก ” มันจะคอยดักจับเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อ...
05/06/2021

ทราบไหม??? ในไข่ขาวมี #สารต้านมะเร็ง ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “ #กรดเซียริก ” มันจะคอยดักจับเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อมะเร็งซึ่งกรดเซียริกนี้จะอยู่ที่ขั้วไข่ขาว คือบริเวณข้างซ้ายและขวาของไข่แดงที่จะมีเยื่อสีขาวลักษณะเหมือนเชือกคอยทำหน้าที่ยึดให้ไข่แดงอยู่ตรงกลางฟองนั่นเอง
นอกจากนี้ไข่ไก่ยังมีประโยชน์ช่วยลดอัตราการเกิด #โรคหัวใจขาดเลือด และช่วย #ชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุอีกด้วย

แนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพสำหรับ โรคเบาหวานโรคเบาหวาน คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนซึ่งไม่สามารถหลั่งอินซูลิน เพ...
21/05/2021

แนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพสำหรับ โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนซึ่งไม่สามารถหลั่งอินซูลิน เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้

โรคเบาหวานมี 2 ชนิดคือ
* โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่พึ่งพาอินซูลินส่วนมากเกิดในเด็ก
* โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ต้องพึ่งพาอินซูลิน เกิดจากกรรมพันธุ์ ความอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุงจากพฤติกรรมการกิน และสาเหตุอื่นๆ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเบาหวาน
* มีอาการกินจุ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผู้หญิงมักมีอาการคันบริเวณช่องคลอดหรือขาหนีบ
* โดยการตรวจเลือด (หลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง) สูงเกิน 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

กินอย่างไร ห่างไกลโรคเบาหวาน
กินอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลาย ตามโภชนาการ
* ปฏิบัติตามโภชนบัญญัติ 9 ประการ
* หลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีรสเค็ม
* หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ หวานๆ
* ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที

การเลือกอาหารเพื่อควบคุมเบาหวาน
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
* ขนมหวานทุกชนิด เพราะปรุงจากแป้ง น้ำตาล ไข่ เนยสด มาการีน กะทิ
* ทองหยิบ ทองหยอด ขนมที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบไอศกรีม เบเกอรี่ต่างๆ เช่น เค้ก คุกกี้
* อาหารทอด อาหารมัน เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขกทอด ถั่วลิสงทอด อาหารชุบแป้งทอด แกงกะทิ ข้าวเกรียบทอด มันฝรั่งทอด เมล็ดมะม่วงหิมพานต์อบ
* น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ผสมน้ำตาล เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มแอลกฮอล์
* นมรสหวาน เช่น นมเปรี้ยว นมปรุงแต่งรสต่างๆ ไมโลชนิด UHT โอวัลตินชนิด UHT นมข้นหวาน ยาคูลย์ นมถั่วเหลือง รสหวาน
* ผลไม้รสหวานจัด เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน น้อยหน่า ละมุด ขนุน อ้อย
* ผลไม้เชื่อม กวน ดอง แช่อิ่ม ตากแห้ง อบน้ำผึ้ง รวมทั้งผลไม้กระป๋อง
* อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง อาหารรสเค็มจัด อาหารบรรจุกระป๋องหรือถุง เช่น เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ผักดอง

อาหารที่รับประทานได้ แต่จำกัดปริมาณ
1. กลุ่มนม ควรทาน นมรสจืด นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย นมถั่วเหลือง สูตรไม่มีน้ำตาล ปริมาณที่เหมาะสม 1-2 แก้ว/วัน(ปริมาณ 250 ซี ซี)
2. กลุ่มข้าว แป้ง และธัญพืช ควรทาน ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีท ปริมาณที่ เหมาะสม 8-9 ทัพพี/วัน
3. กลุ่มเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ควรทาน เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง ไข่โดยเฉพาะไข่ขาว ปริมาณที่เหมาะสม 12 ช้อนทานข้าว/วัน (ไข่ทั้งฟอง สามารถทานได้ ในผู้มีโคเลสเตอรอลใน เลือดไม่สูง โดยทานได้ 2-3 ฟอง/วัน)
4. กลุ่มผลไม้ ควรทานผลไม้สด รสไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอ๊ปเปิ้ล ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ชมพู่ เป็นต้น ปริมาณที่เหมาะสม 3-4 ส่วน/วัน (1 ส่วนผลไม้ เท่ากับ 6-8 ชิ้นคำ)
5. กลุ่มไขมัน ควรทาน น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด หลีกเลี่ยง น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ ครีมเทียม ปริมาณที่เหมาะสม 6-7 ช้อนชา/วัน
6. กลุ่มน้ำตาล เกลือ เครื่องปรุงรส ควรทาน โดยหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล เกลือ และเครื่อง ปรุงรสมากเกินความจำเป็น สำหรับผู้ที่ติดหวานอาจใช้น้ำตาลเทียมให้ความหวานแทน น้ำตาลทรายได้

อาหารที่รับประทานได้ ไม่จำกัดปริมาณ
กลุ่มพืชผักชนิดต่างๆ เนื่องจากกลุ่มผักให้สารประเภทแป้งน้ำตาลน้อยและมีเส้นใยสูง ช่วยในการขัดขวางการดูดซึมของน้ำตาลและไขมัน ควรทานผักใบเขียวชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักตระกลูผักกาด แตงกวา กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำมะระ ผักตระกลูถั่ว มะเขือเทศ มะเขือยาว เป็นต้น ปริมาณที่เหมาะสม 4-6 ทัพพี/วัน

เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) คือ เนื้องอกชนิดหนึ่งที่ไม่เป็นอันตรายและมีโอกาสน้อยมากที่จะกลายเป็นมะเร็งมดลูก เนื้องอ...
17/05/2021

เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) คือ เนื้องอกชนิดหนึ่งที่ไม่เป็นอันตรายและมีโอกาสน้อยมากที่จะกลายเป็นมะเร็งมดลูก เนื้องอกชนิดนี้มักเกิดในผู้หญิงวัย 30-40 ปีไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงที่มีเนื้องอกบริเวณมดลูกอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรหากไม่รับการรักษา

อาการของเนื้องอกมดลูก

เมื่อเกิดเนื้องอกขึ้นที่มดลูก ผู้หญิงหลายรายอาจไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่บางรายก็อาจมีอาการเกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะอาการขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิด ขนาด หรือจำนวนของเนื้องอก โดยอาการที่มักพบได้ มีดังนี้
👉🏻ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมานานกว่า 1 สัปดาห์
👉🏻รู้สึกแน่นหรือปวดบริเวณท้องน้อย
👉🏻ท้องน้อยมีขนาดโตขึ้น
👉🏻ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะลำบาก
👉🏻รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
👉🏻ปวดหลัง หรือปวดขา
👉🏻ท้องผูก
👉🏻เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ คลอดบุตร หรือมีความเสี่ยงที่ทำให้ต้องผ่าคลอด
👉🏻มีบุตรยาก แต่มักเกิดขึ้นได้น้อย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด หากมีอาการ เช่น ปวดบริเวณท้องน้อยอย่างเรื้อรัง ประจำเดือนมามากและนานกว่าปกติ เจ็บขณะมีประจำเดือน หรือมีปัญหาในการปัสสาวะ เป็นต้น และควรรีบเข้ารับการรักษาทันทีหากมีเลือดออกทางช่องคลอดอย่างผิดปกติ หรือปวดแปลบบริเวณท้องน้อยอย่างเฉียบพลัน เพราะอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคที่เกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานได้

สาเหตุของเนื้องอกมดลูก

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดเนื้องอกมดลูกได้อย่างแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจนเตอโรน เป็นต้น
การใช้ยา เช่น การใช้สารหรือยาบางชนิดอย่างยาคุมกำเนิด เพราะอาจเพิ่มการเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูกได้
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบางประการที่ทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกมดลูกมากขึ้น ได้แก่

กรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูก อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้กับผู้หญิงคนอื่นในครอบครัวมากขึ้น
ความแตกต่างทางร่างกาย ผู้หญิงที่มีประจำเดือนก่อนวัย เป็นโรคอ้วน หรือขาดวิตามินดี จะมีความเสี่ยงเผชิญภาวะนี้สูงกว่าคนทั่วไป
พฤติกรรมการรับประทานอาหาร คนที่รับประทานเนื้อแดงมาก รับประทานผักใบเขียว ผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากนมน้อย และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะมีความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกมดลูกมากกว่าคนทั่วไปเช่นกัน
การวินิจฉัยเนื้องอกมดลูก

เนื้องอกมดลูกมักถูกตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจภายใน โดยแพทย์จะรู้สึกถึงก้อนเนื้อที่มีลักษณะผิดปกติภายในมดลูก และแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัดต่อไป เช่น

การตรวจอัลตราซาวด์ แพทย์จะใช้อุปกรณ์พิเศษส่งคลื่นเสียงสะท้อนเป็นภาพของมดลูก เพื่อให้มองเห็นเนื้องอกมดลูกได้ชัดเจนจนสามารถวัดขนาดและระบุบริเวณที่เกิดเนื้องอกได้
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีประจำเดือนมากผิดปกติ แพทย์อาจตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ตรวจนับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพื่อให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดอย่างเรื้อรังหรือไม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจด้วยภาพถ่ายวิธีอื่น ๆ ในกรณีที่ผลตรวจอัลตราซาวด์ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ เช่น การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan) การฉีดน้ำเกลือหรือสารย้อมสีเข้าไปในมดลูกเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น หรือการส่องกล้องตรวจมดลูก เป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยยืนยันผลการวินิจฉัยและนำไปใช้วางแผนการรักษาต่อไป

การรักษาเนื้องอกมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วเนื้องอกมดลูกมักไม่มีอาการใด ๆ และอาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ต้องเข้ารับการตรวจติดตามอาการอยู่เสมอ และควรดูแลตัวเองด้วยวิธี ดังต่อไปนี้

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมงขึ้นไปอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกมดลูกได้
ป้องกันภาวะโลหิตจาง ผู้หญิงที่สูญเสียเลือดไปจากเนื้องอกมดลูกและได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพออาจก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง
ในกรณีที่มีอาการ ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษา โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าวิธีการรักษาใดเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด ซึ่งจะต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เช่น อาการที่เกิดจากเนื้องอกมดลูก ขนาดและบริเวณที่เกิดเนื้องอก การวางแผนตั้งครรภ์ในอนาคต อายุของผู้ป่วย และภาวะหมดประจำเดือนที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

โดยปัจจุบัน สามารถรักษาเนื้องอกมดลูกได้ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้

การใช้ยา ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาแก้ปวดอย่างยาไอบูโพรเฟน ยาระงับปวดอื่น ๆ ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือสั่งใช้ยาคุมกำเนิดในปริมาณต่ำเพื่อควบคุมอาการของเนื้องอกมดลูก แต่หากผู้ป่วยมีประจำเดือนมามากกว่าปกติ แพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กเพื่อป้องกันหรือรักษาภาวะโลหิตจางด้วย

การรักษาด้วยฮอร์โมน แพทย์อาจใช้ยาฮอร์โมนโกนาโดโทรปินรีลิสซิ่งเพื่อช่วยทำให้เนื้องอกฝ่อลง ทั้งยังช่วยให้อาการต่าง ๆ บรรเทาลงได้ ทว่าการรักษาวิธีนี้จะทำให้การผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงด้วย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก เกิดอาการร้อนวูบวาบ และช่องคลอดแห้งได้ อีกทั้งเนื้องอกมดลูกอาจเกิดขึ้นอีกหากหยุดรักษา ดังนั้น แพทย์จึงมักใช้วิธีนี้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อลดขนาดเนื้องอกมดลูกก่อนการผ่าตัด

การผ่าตัด หากผู้ป่วยมีเนื้องอกมดลูกและมีอาการอื่น ๆ ที่ค่อนข้างรุนแรงหรือมีความจำเป็นอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดรักษาเนื้องอกมดลูก เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด เช่น

การผ่าตัดลอกเนื้องอกมดลูก (Myomectomy) เป็นการกำจัดเนื้องอกมดลูกออกโดยยังรักษาเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ไว้ เป็นวิธีที่ใช้ในผู้ป่วยที่ต้องการตั้งครรภ์หลังจากผ่าตัดเนื้องอกมดลูกแล้ว หรือไม่ต้องการตัดมดลูกออก โดยสามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องหรือผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ชนิดและขนาดของเนื้องอก รวมทั้งบริเวณที่เกิดเนื้องอก เป็นต้น
การผ่าตัดนำมดลูกออกไป (Hysterectomy) เป็นวิธีรักษาที่มั่นใจได้ว่าจะหายขาดจากเนื้องอกมดลูก โดยมักใช้ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือมีเลือดออกมาก นอกจากนี้ อาจใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน ผ่านวัยทองไปแล้ว หรือไม่ต้องการตั้งครรภ์อีก ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่อาจผ่าตัดทางหน้าท้องหรือผ่าตัดด้วยการส่องกล้องได้ และผู้ป่วยจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการพักฟื้นหลังการผ่าตัด
การจี้ทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Ablation) วิธีนี้จะช่วยลดภาวะเลือดไหลทางช่องคลอด โดยอาจจี้ด้วยเลเซอร์ ไฟฟ้า คลื่นไมโครเวฟ หรือความเย็น ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว แต่จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกหลังการรักษา
การสลายเนื้องอก เป็นการสอดเข็มและกล้องขนาดเล็กเข้าไปในมดลูก และใช้กระแสไฟฟ้าหรือความเย็นเข้าไปจี้เพื่อทำลายเนื้องอก
การอุดเส้นเลือดมดลูก (Uterine Fibroid Embolization: UFE) เป็นการสอดท่อขนาดเล็กเข้าไปในหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงเนื้องอก จากนั้นจะฉีดพลาสติกขนาดเล็กหรือเจลบางชนิดเข้าไปในหลอดเลือด เพื่ออุดหลอดเลือดไว้ไม่ให้ส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้องอกจนทำให้เนื้องอกฝ่อไปในที่สุด โดยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเลือดออกมาก มีอาการปวดหรือเกิดแรงกดที่กระเพาะปัสสาวะและทวารหนัก รวมทั้งผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดมดลูก ผลข้างเคียงของการรักษา คือ ผู้ป่วยจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก แต่การรักษานี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
ภาวะแทรกซ้อนของเนื้องอกมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วเนื้องอกมดลูกจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดมาก เป็นต้น

นอกจากนี้ การมีเนื้องอกมดลูกในขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ได้ เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ปัญหาในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ภาวะเลือดออกในการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ทารกอยู่ในท่าก้น และการคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น นอกจากนี้ เนื้องอกมดลูกบางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก การแท้งบุตร และเพิ่มความเสี่ยงในการผ่าคลอดอีกด้วย

การป้องกันเนื้องอกมดลูก

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของเนื้องอกมดลูก จึงยังไม่สามารถป้องกันภาวะนี้ได้ แต่อาจลดความเสี่ยงด้วยการดูแลสุขภาพตนเองอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนผู้ป่วยที่เคยมีเนื้องอกมดลูกก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากเนื้องอกที่แพทย์ตรวจไม่พบขณะผ่าตัดอาจโตขึ้นจนก่อให้เกิดอาการได้อีก เพื่อป้องกันการเกิดเนื้องอกมดลูกซ้ำ ผู้ป่วยอาจต้องตัดมดลูกออก ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก และอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ โดยแพทย์จะประเมินความจำเป็นและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก่อนพิจารณาตัดมดลูก เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ⬇️
☎️โทร. 087-048-6415
:: https://bit.ly/3nK1oXg

ที่อยู่

พญาไท
Bangkok
10140

เบอร์โทรศัพท์

+66870486415

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์ดูแลใส่ใจ ตับ มะเร็ง NCDs ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์ดูแลใส่ใจ ตับ มะเร็ง NCDs ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ:

ทางลัด

แชร์