ตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด - อู่จ้าง

ตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด - อู่จ้าง บำรุง ฟื้นฟู อวัยวะตัน ทั้ง 5 ตับ ไต ห? ดูแล ตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด

ผู้ป่วยโรคหัวใจ ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย   หลายคนคงทราบกันดีว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพท...
19/10/2021

ผู้ป่วยโรคหัวใจ ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย

หลายคนคงทราบกันดีว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ การออกกำลังกายอาจทำให้ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดรู้สึกเป็นกังวลถึงความปลอดภัยของสุขภาพหัวใจ ในความเป็นจริงแล้ว มีงานศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้ป่วยโรคหัวใจเช่นกัน เพราะอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตและการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) รวมถึงยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้การออกกำลังกายจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ แต่การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจขั้นรุนแรง ดังนั้น ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจความพร้อมของร่างกายก่อน เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด ความดันโลหิต และอัตราการหายใจ เป็นต้น

ผู้ป่วยโรคหัวใจ ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย

ผู้ป่วยโรคหัวใจควรออกกำลังกายแบบไหน
เนื่องจากโรคหัวใจเป็นโรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ผู้ป่วยจึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักและหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหม โดยในเบื้องต้นอาจเลือกออกกำลังกายด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. โยคะหรือไทเก็ก
การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะหรือรำไทเก็ก เป็นการออกกำลังกายโดยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้า ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ช่วยให้ร่างกายทรงตัวได้ดีขึ้น และช่วยลดความเครียด รวมถึงยังมีงานศึกษาบางชิ้นพบว่า การเล่นโยคะอาจช่วยลดระดับไขมันในเลือด อย่างคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ และยังอาจช่วยควบคุมความดันโลหิตอีกด้วย

2. แอโรบิคหรือคาร์ดิโอ
วิธีการออกกำลังกายแบบแอโรบิคหรือคาร์ดิโอ อย่างการเดิน การว่ายน้ำ วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือขับจักรยาน เป็นการออกกำลังกายที่เน้นสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิต หรือช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น โดยในช่วงแรกควรเริ่มจากการออกกำลังกายอย่างเบา ๆ ไม่หักโหมจนเกินไป จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายตามความเหมาะสมของร่างกาย

3. เวทเทรนนิ่ง
เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อที่อาศัยการใช้น้ำหนักให้เกิดแรงต้าน เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยเรื่องการทรงตัว รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนักของผู้ป่วยเนื่องจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ออกกำลังกายด้วยการเวทเทรนนิ่งไม่ควรใช้น้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม โดยเริ่มจากการใช้น้ำหนักน้อย ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม และที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย (Heart Failure) ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

นอกจากนี้ ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยระยะเวลาการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจควรอยู่ที่ประมาณอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 20–30 นาที และก่อนเริ่มการออกกำลังกาย ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจขั้นรุนแรงหรือมีประวัติการผ่าตัดหัวใจมาไม่นาน ซึ่งแพทย์จะตรวจร่างกายและให้คำแนะนำในการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละคน

ข้อควรระวังก่อนออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ
ผู้ป่วยควรปฏิตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหากแพทย์แนะนำให้พกยาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) และควรหมั่นสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจเสมอ ทั้งในขณะออกกำลังกายและหลังออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรอุ่นร่างกาย (Warm Up) อย่างน้อย 5 นาทีก่อนเริ่มออกกำลังกายทุกครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกาย โดยอาจยืดกล้ามเนื้อ หรือออกกำลังกายแบบเบา ๆ และคูลดาวน์ (Cool Down) ในช่วงท้ายของการออกกำลังกายด้วยการค่อย ๆ ผ่อนระดับความหนักหรือยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ และที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งพักหลังการออกกำลังกายอย่างทันที เนื่องจากอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการเวียนศีรษะหรือใจสั่น (Patpitation) ได้

อาการแบบใดที่เป็นสัญญาณให้หยุดออกกำลังกายและไปพบแพทย์
ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ออกกำลังกายควรหมั่นสังเกตตัวอาการของตัวเองเสมอ หากพบอาการปวดเมื่อย เวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ หรือหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ควรหยุดออกกำลังกายและนั่งพักในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อให้ร่างกายได้พัก

อย่างไรก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อพักแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง รวมถึงพบอาการต่อไปนี้

เจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะกรณีที่อาการเกิดขึ้นบ่อย ๆ อาการเกิดเป็นเวลานาน อาการเกิดขึ้นแม้ไม่ได้ออกกำลังกาย อาการรุนแรงขึ้นหรืออาการไม่ดีขึ้นแม้จะรับประทานยาแล้ว
รู้สึกปวดหรือแน่นบริเวณแขน คอ ขากรรไกร หรือหัวไหล่
หายใจไม่อิ่ม
จุกเสียด ท้องผูก
แขนชา
ตัวซีดหรือเหงื่อออกมากผิดปกติ
เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม
ชีพจรสูงเกิน 120–150 ครั้งต่อนาที แม้อยู่ในช่วงพักหลังออกกำลังกายเป็นเวลานานเกิน 15 นาที
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ผู้ป่วยโรคหัวใจควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และคำนึงถึงความปลอดภัยขณะออกกำลังกายเสมอ โดยอาจบันทึกอาการที่พบขณะออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อให้แพทย์ช่วยพิจารณาและปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสม รวมถึงควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบายและไม่รัดแน่นจนเกินไปขณะออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหากสภาพอากาศร้อนเกินไป ดื่มน้ำบ่อย ๆ และค่อย ๆ ปรับความหนักของการออกกำลังกายโดยไม่หักโหมจนเกินไป

รู้จัก Probiotic ตัวช่วยเพื่อสุขภาพดีของคนรุ่นใหม่   ในแต่ละวันมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย บางคนจึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลสุขภาพ อีก...
13/03/2021

รู้จัก Probiotic ตัวช่วยเพื่อสุขภาพดีของคนรุ่นใหม่

ในแต่ละวันมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย บางคนจึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลสุขภาพ อีกทั้งมลภาวะ งานหนัก การดื่มสังสรรค์ และความเครียดที่เราต้องเจอก็อาจส่งผลให้เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วภายในร่างกายที่ชื่อ Probiotic เสียสมดุลจนอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเจ็บป่วยได้

Probiotic (โพรไบโอติก) คือจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียมีประโยชน์ที่อาศัยอยู่ทั่วร่างกายมนุษย์ และยังพบได้ในอาหารบางชนิดและอาหารเสริม โดยสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วนี้จะช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียภายในร่างกายด้วยการเพิ่มเชื้อที่ดีและลดแบคทีเรียก่อโรค จึงอาจช่วยลดปัญหาสุขภาพบางอย่างได้

คุณอาจคุ้นชื่อ Probiotic (โพรไบโอติก) บางชนิดจากโฆษณานมเปรี้ยวและโยเกิร์ต แต่จริง ๆ แล้ว โพรไบโอติกแบ่งออกได้หลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีคุณสมบัติที่ทั้งแตกต่างและคล้ายคลึงกันไป บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับแบคทีเรียชนิดนี้ให้มากขึ้น รวมถึงประโยชน์ของโพรไบโอติกและวิธีเลือกใช้อย่างปลอดภัย

Probiotic

ผลกระทบของไลฟ์สไตล์ต่อ Probiotic (โพรไบโอติก) และสุขภาพ
ผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า Probiotic (โพรไบโอติก) มีส่วนในการรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายหลายด้าน เช่น ปรับสมดุลลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหารและขับถ่าย กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่อาจลดความเสี่ยงและบรรเทาความรุนแรงของโรคติดเชื้อ และยังมีอีกหลายสรรพคุณที่มีงานวิจัยสนับสนุน แต่ประโยชน์ของ Probiotic (โพรไบโอติก) เหล่านี้ต้องการการศึกษาในแง่มุมอื่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การได้รับโพรไบโอติกในปริมาณที่มีเหมาะสมก็อาจมีส่วนช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและทำงานได้เป็นปกติ

แม้ว่าควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม แต่ประโยชน์ของ Probiotic (โพรไบโอติก) ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ดี เดิมทีร่างกายมนุษย์มีโพรไบโอติกอาศัยอยู่ในทุก ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นลำไส้ ผิวหนัง ปอด หรือแม้แต่อวัยวะเพศ เมื่อจำนวน Probiotic ในร่างกายอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็สามารถทำงานได้เป็นปกติ แต่หากเชื้อชนิดนี้อ่อนแอและมีจำนวนลดลงก็อาจทำให้ร่างกายผิดปกติได้เช่นกัน โดยสาเหตุที่ทำให้โพรไบโอติกลดลงอาจมาเป็นผลจากปัจจัยต่อไปนี้

ความเครียด
การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์
การพักผ่อนไม่เพียงพอ
การสูบบุหรี่
การดื่มแอลกอฮอล์
ผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ
ทั้งนี้ เราสามารถชดเชย Probiotic (โพรไบโอติก) ภายในร่างกายได้หลายวิธี เบื้องต้นอาจเน้นการดูแลตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มโพรไบโอติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การกินอาหารที่มีโพรไบโอติก ส่วนใหญ่มักเป็นอาหารที่ผ่านการหมัก เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ หรือชาหมัก (Kombucha) แต่สิ่งที่ควรระวังจากอาหารเหล่านี้ คือ ปริมาณน้ำตาลและโซเดียมที่ค่อนข้างสูง จึงควรกินในปริมาณที่เหมาะสม

ส่วนอาหารอีกประเภทที่ควรกินควบคู่กัน คือ ผัก ผลไม้ และธัญพืชขัดสีน้อย เพราะเป็นแหล่งของพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหารแบบไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) ที่เป็นอาหารของ Probiotic (โพรไบโอติก) โดยพรีไบโอติกอีกชนิดที่อาจพอรู้จักกัน คือ อินนูลิน (Inulin) สามารถพบได้ในข้าวสาลี กล้วย กระเทียม และรากชิโครี่ (Chicory Root) ดังนั้น การได้รับอาหารเหล่านี้ควบคู่กันจึงช่วยเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงให้กับ Probiotic ในร่างกาย เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้แบคทีเรียในร่างกายสมดุลและได้รับประโยชน์จาก Probiotic มากขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม โพรไบโอติกในอาหารนั้นไวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะความร้อน เมื่ออาหารผ่านความร้อนหรืออุณหภูมิเปลี่ยนไป เชื้อส่วนมากอาจตายและทำให้ร่างกายได้รับ Probiotic (โพรไบโอติก) ได้ไม่เต็มที่ ในปัจจุบันจึงมีโพรไบโอติกในรูปแบบอาหารเสริม ซึ่งเหมาะสำหรับคนวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาเลือกซื้ออาหารที่มีโพรไบโอติกและพรีไบโอติกมากนัก จึงอาจช่วยให้ได้รับประโยชน์จาก Probiotic (โพรไบโอติก) ได้ง่ายขึ้นอีกทาง

การเลือกใช้และผลข้างเคียงจาก Probiotic (โพรไบโอติก)
เนื่องจากร่างกายของคนเรามีเชื้อแบคทีเรียดีอยู่แล้ว การได้รับ Probiotic (โพรไบโอติก) เพิ่มจึงมักไม่เป็นอันตราย โดยเฉพาะจากอาหาร แม้ว่าบางส่วนอาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อย ๆ ในช่วงแรกของการใช้ อย่างเข้าการห้องน้ำบ่อยขึ้น ปวดท้อง ท้องอืด แต่อาการเหล่านี้มักไม่เป็นอันตรายและหายได้เองภายในไม่กี่วัน

สำหรับการเลือกใช้อาหารเสริมโพรไบโอติกที่มีจำนวนเชื้อมากกว่าที่พบในอาหาร อาจจำเป็นต้องรู้จักวิธีเลือกเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโพรไบโอติกอย่างเต็มที่และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย โดยอาจใช้เทคนิคต่อไปนี้ในการเลือกซื้อ

ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรถึงประโยชน์ วิธีการใช้ที่ถูกต้อง ข้อจำกัด การเก็บรักษา และผลข้างเคียง
เลือกซื้ออาหารเสริมโพรไบโอติกจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและผ่านการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาหรืออย. เท่านั้น ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณเกินจริง
เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุสายพันธุ์ของเชื้อและมีเชื้อหลายสายพันธุ์ เพราะเชื้อแต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติแตกต่างกัน รวมทั้งควรเลือกสายพันธุ์ที่สามารถยึดเกาะลำไส้ได้ดีเพื่อเพิ่มโอกาสให้เชื้อสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกขับออกผ่านกลไกร่างกาย
เลือกผลิตภัณฑ์ซินไบโอติก (Synbiotic) หรืออาหารเสริมที่มีทั้งโพรไบโอติกและพรีไบโอติกอยู่ด้วยกัน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของเชื้อเพื่อไปเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของเชื้อเมื่อเข้าสู่ร่างกาย
เลือกผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่เป็นเชื้อมีชีวิต เพราะโพรไบโอติกนั้นไวต่อสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและการสัมผัสกับกรดในร่างกายอาจทำให้เชื้อบางส่วนตาย จึงควรเลือกซื้อโพรไบโอติกสายพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อกินเข้าไปแล้ว เชื้อจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีโพรไบโอติกอย่างน้อย 1 พันล้านตัวหรือมากกว่าเพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของเชื้อเมื่อเจอกับกรดภายในร่างกาย
เลือกอาหารเสริมที่บรรจุภัณฑ์แข็งแรง ไม่มีรอยแตกร้าวหรือชำรุด แจ้งวันผลิตและวันหมดอายุที่ชัดเจน
สำหรับเด็ก คนสูงอายุ คนท้อง คนที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด คนที่อยู่ระหว่างการใช้ยารักษาโรค และคนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคร้ายแรง และโรคที่ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ Probiotic ในรูปแบบอาหารเสริม เพราะคนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อผลข้างเคียงมากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนทั่วไปที่ใช้อาหารเสริม Probiotic และพบผลข้างเคียงรุนแรง อย่างท้องเสียรุนแรงติดต่อกันหลายวัน อ่อนเพลีย เป็นไข้ หนาวสั่น หรือเกิดอาการอื่น ๆ ควรไปพบแพทย์

หากคุณเป็นคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับงานหนัก ความเครียด และผ่อนคลายด้วยการสังสรรค์อยู่เป็นประจำก็อาจทำให้แบคทีเรียในร่างกายเสียสมดุลและเกิดปัญหาสุขภาพจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ คุณควรปรับวิธีการใช้ชีวิต เลิกสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และใส่ใจในการดูแลตัวเองให้มากขึ้น ทั้งอาหารการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย หากไม่มีเวลาอาจหาตัวช่วยที่สะดวก อย่างอาหารเสริม Probiotic (โพรไบโอติก) เพื่อชดเชยสารอาหารบางประเภทที่ร่างกายขาดไป และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จาก Probiotic อย่างเต็มที่และปลอดภัย ควรใช้ตามที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำ

ทำความรู้จักเบต้ากลูแคน ตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับคนทุกวัย   เบต้ากลูแคน (Beta Glucan) อาจไม่ใช่ชื่อเรียกที่คุ้นหูใคร...
12/03/2021

ทำความรู้จักเบต้ากลูแคน ตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับคนทุกวัย

เบต้ากลูแคน (Beta Glucan) อาจไม่ใช่ชื่อเรียกที่คุ้นหูใครหลายคน แต่จริง ๆ แล้ว เบต้ากลูแคนเป็นสารอาหารประเภทใยอาหารชนิดละลายน้ำที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อยเลย โดยเฉพาะกับการสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต้านทานต่อโรค ชะลอความเสื่อมและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่หรือคนทำงานที่มีไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบหรือมีความเครียดสะสม

โดยทั่วไป เบต้ากลูแคนจะถูกสกัดมาจากผนังเซลล์ของยีสต์ เห็ดรา หรือพืชบางชนิดอย่างธัญพืชและรำข้าว แม้ประโยชน์ส่วนมากของเบต้ากลูแคนจะชี้ไปที่การป้องกันโรคหัวใจหรือภาวะคอเลสเตอรอลสูง แต่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่า เบต้ากลูแคนมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิต้านทานของคนเราเช่นกัน โดยเฉพาะเบต้ากลูแคนที่สกัดจากยีสต์ สารอาหารดังกล่าวจึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อดูแลสุขภาพ อีกทั้งยังมีนำเบต้ากลูแคนมาศึกษาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเสริมของโรคมะเร็งด้วย

เบต้ากลูแคน

เบต้ากลูแคน มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร ?
ก่อนอื่น เราควรทำความเข้าใจกลไกของระบบภูมิคุ้มกันสักเล็กน้อย ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายนั้นเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านของร่างกาย เมื่อใดที่สิ่งแปลกปลอมอย่างสารหรือเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จากภายใน ภูมิคุ้มกันของเราจะสร้างโปรตีนชนิดพิเศษที่เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาต่อสู้กับการติดเชื้อหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น และคงอยู่ในร่างกายเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อครั้งถัดไป ยิ่งหากเรามีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ สิ่งแปลกปลอมก็จะเข้ามาได้ง่าย อาการป่วยเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง รวมถึงร่างกายยังฟื้นตัวหรือหายดีได้ช้าลง

ใช่ว่าทุกคนจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีอยู่เป็นประจำ การเสริมภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในด้านนี้อย่างเบต้ากลูแคน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองมากนัก เนื่องจากเบต้ากลูแคนส่งผลต่อการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน จากงานวิจัยส่วนหนึ่งชี้ให้ว่า เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

อีกทั้งยังมีการทดลองโดยให้ผู้หญิงที่มีสุขภาพดีบริโภคอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของเบต้ากลูแคนจากยีสต์ในปริมาณ 250 กรัม ติดต่อกันนาน 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า อาการจากโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนอย่างไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่บรรเทาลง จึงอาจใช้เป็นแนวทางในการเสริมภูมิคุ้มกันได้

นอกจากนี้ การศึกษาในผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม หลังบริโภคเบต้ากลูแคนจากยีสต์ปริมาณ 10 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 21 วันพบว่า เบต้ากลูแคนชนิดนี้มีคุณสมบัติต้านทานมะเร็งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระตุ้นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งนำมาใช้เป็นทางเลือกเสริมหรือช่วยปรับภูมิคุ้มกันระหว่างการรักษาโรคมะเร็งทางหลักได้ แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาที่เจาะลึกระหว่างเบต้ากลูแคนกับโรคมะเร็งเพิ่มเติมในอนาคต

จากคุณสมบัติดังกล่าว เบต้ากลูแคนอาจนำไปต่อยอดด้านการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้ม อย่างการติดเชื้อหรือโรคมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคที่สนใจเบต้ากลูแคนควรรอการค้นคว้าวิจัยในคนกลุ่มใหญ่และในระยะยาวเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากยิ่งขึ้น

เบต้ากลูแคนหาได้ไม่ยาก
จริง ๆ แล้ว เบต้ากลูแคนเป็นสารอาหารที่พบได้ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในอาหารที่เรารับประทานกันในแต่ละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ข้าวโอ๊ต รำข้าว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ รวมไปถึงเห็ดรับประทานได้บางชนิด หากผู้บริโภคไม่ได้รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ ไม่มีเวลามากพอในการประกอบอาหาร หรือด้วยไลฟ์สไตล์ที่แร่งรีบ สามารถเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเบต้ากลูแคนได้ แต่ควรเลือกยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือและผ่านมาตรฐานรับรองความปลอดภัยเสมอ

ในการดูแลสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจะพึ่งพาเพียงเบต้ากลูแคนก็คงไม่ได้ แต่ควรรับประทานสารอาหารและวิตามินอื่น ๆ ที่ดีต่อภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวและกระบวนการกำจัดเชื้อโรค มีส่วนช่วยในการพัฒนาและการเจริญเติบโตของร่างกาย บำรุงผิวหนังและกระดูก และช่วยในการสมานแผล
วิตามินดี (Vitamin D) จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อ รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการขาดวิตามินดีพบว่ามีความเสี่ยงต่อโรคภูมิต้านทานตนเองและไวต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
วิตามินอี (Vitamin E) มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วย บำรุงผิวพรรณและดวงตา อีกทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกันกับวิตามินซี
น้ำมันปลา เป็นไขมันหรือน้ำมันที่สกัดมาจากปลาอย่างปลาทูน่าหรือปลาแมคเคอเรล อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ลดการอักเสบของร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันโรคมะเร็ง
สารอาหารที่กล่าวมาข้างต้นล้วนให้ผลดีต่อภูมิต้านทานและระบบการทำงานอื่น ๆ ที่สำคัญกับผู้ใหญ่วัยทำงานไม่แพ้กัน การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเบต้ากลูแคนควบคู่กับวิตามินที่มีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อย่างวิตามินซี วิตามินดี หรือวิตามินอี และน้ำมันปลา จึงน่าจะเป็นทางเลือกในการสร้างเสริมภูมิต้านทานที่ดีกว่าการรับประทานสารอาหารเพียงชนิดเดียว

ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางยี่ห้อจึงได้นำเบต้ากลูแคนและวิตามินต่าง ๆ รวมไว้ด้วยกัน เพราะบางคนอาจไม่สะดวกในการซื้ออาหารเสริมหลายกระปุกในครั้งเดียว อีกทั้งยังช่วยให้รับประทานได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง โดยปริมาณที่ทดสอบและแนะนำให้รับประทานเบต้ากลูแคนในแต่ละวัน เพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 100–500 มิลลิกรัม แตกต่างกันไปตามชนิดของเบต้ากลูแคน

ข้อควรระวังในการรับประทานเบต้ากลูแคน
การรับประทานเบต้ากลูแคนค่อนข้างปลอดภัยต่อร่างกาย แต่เพราะยังไม่มีการวิจัยที่รับรองความปลอดภัยในระยะยาว ผู้บริโภคจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงจากเบต้ากลูแคน สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะต่อไปนี้ควรระมัดระวังในการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของเบต้ากลูแคนและสารอาหารอื่น ๆ เป็นพิเศษ

เบต้ากลูแคนไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
ผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลาไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เบต้ากลูแคนสูตรผสมน้ำมันปลา
ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาคุมกำเนิด และยารักษาโรคอ้วนบางชนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์จากเบต้ากลูแคนสูตรผสมน้ำมันปลา เพราะอาจส่งผลให้ยามีประสิทธิภาพลดลง
สตรีมีครรภ์และผู้ให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนการรับประทาน เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่รับรองความปลอดภัยของการใช้เบต้ากลูแคนขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะเริ่มแสดงอาการที่รับประทานเบต้ากลูแคนจากยีสต์อาจส่งผลให้ฝ่ามือและฝ่าเท้าหนา แต่อาจหายไปได้หลังหยุดใช้เบต้ากลูแคนประมาณ 2–4 สัปดาห์
ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกันควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์จากเบต้ากลูแคน เพราะเบต้ากลูแคนจะไปกระตุ้นภูมิต้านทานร่างกาย จึงอาจทำให้ตัวยามีประสิทธิภาพลดลง เช่น ยาอะซาไธโอพรีน (Azathioprine) ยาไซโคลสปอริน (Cyclosporine) ยาเพรดนิโซน (Prednisone) เป็นต้น
สุดท้ายนี้ แม้จะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของเบต้ากลูแคนต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย แต่การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโดยเริ่มต้นที่ตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยไป ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมตัวเอง ก็ช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดีได้อย่างยั่งยืนแล้ว

ม้ามโต (Splenomegaly) เป็นภาวะที่ม้ามขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ โรคเกี่ยวกับตับ โรคเลือด หรื...
01/02/2021

ม้ามโต (Splenomegaly) เป็นภาวะที่ม้ามขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ โรคเกี่ยวกับตับ โรคเลือด หรือโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น แต่บ่อยครั้งที่ภาวะม้ามโตมักไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ ทำให้ผู้ป่วยบางรายรู้ว่าตนเองเข้าข่ายม้ามโตก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์โดยตรง

ม้ามเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบน้ำเหลือง อยู่บริเวณใต้ซี่โครงด้านซ้ายใกล้กับกระเพาะอาหาร มีหน้าที่สำคัญในการช่วยกำจัดเชื้อโรคและป้องกันการติดเชื้อภายในร่างกาย รวมทั้งยังช่วยกรองเซลล์เม็ดเลือดแดงเก่า

ม้ามโต

อาการของม้ามโต
แม้ผู้ป่วยม้ามโตบางรายอาจจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมา แต่ในบางคนอาจรู้สึกเจ็บ ปวด หรือรู้สึกอึดอัดท้องด้านซ้ายที่เป็นที่ตั้งของม้าม และอาจร้าวไปยังหัวไหล่ด้านซ้ายได้ นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ อิ่มแม้รับประทานอาหารไปเพียงเล็กน้อยเนื่องจากกระเพาะอาหารโดนม้ามที่ขยายตัวกดทับ โลหิตจาง อ่อนเพลีย ร่างกายติดเชื้อบ่อย มีเลือดออกง่าย น้ำหนักลดลง ดีซ่าน เป็นต้น

สาเหตุของม้ามโต
ม้ามโตอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นโรคติดเชื้อ โรคเลือด โรคตับหรือโรคที่ส่งผลต่อตับอย่างโรคตับแข็ง ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะม้ามโตยังเกิดขึ้นได้จากโรคชนิดอื่น ดังนี้

ภาวะโลหิตจางจากการทําลายเม็ดเลือดแดงที่เร็วกว่าปกติ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง
การติดเชื้อไวรัสอย่างโรคโมโนนิวคลิโอซิส
การติดเชื้อปรสิต เช่น โรคมาลาเลียหรือโรคท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis)
การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคซิฟิลิส หรือการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ
มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือต่อมน้ำเหลือง เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน
สาเหตุอื่น ๆ เช่น มีการกดทับหรือเกิดลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดดำบริเวณตับหรือม้าม
แม้ว่าภาวะนี้จะสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ป่วยบางกลุ่มอาจเสี่ยงต่อการเกิดม้ามโตมากกว่าปกติโดยเฉพาะเด็กหรือวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคโมโนนิวคลิโอซิส และผู้ที่อาศัยหรือไปเที่ยวในบริเวณที่มีการระบาดของโรคมาลาเรีย

การวินิจฉัยม้ามโต
ในขั้นแรก แพทย์จะทำการตรวจร่างกายโดยคลำบริเวณท้องด้านซ้ายส่วนบนของผู้ป่วย ซึ่งภาวะม้ามโตมักจะตรวจเจอในระหว่างขั้นตอนนี้ ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้การทดสอบอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อประกอบการวินิจฉัยให้แม่นยำมากขึ้น เช่น

การตรวจเลือด เพื่อตรวจวัดปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดในร่างกาย
การอัลตราซาวด์ หรือ ซีที สแกน (CT Scan) จะช่วยให้เห็นภาพฉายของม้ามและบริเวณโดยรอบ ทำให้รู้ว่าม้ามขยายใหญ่ขึ้นและเบียดอวัยอื่นหรือไม่
การตรวจเอ็มอาร์ไอ สแกน (MRI Scan) เพื่อติดตามการไหลเวียนของเลือดที่เข้าและออกจากม้าม
การรักษาม้ามโต
เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีสาเหตุที่ต่างกันไป แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะกับสาเหตุนั้น ๆ หากผู้ป่วยม้ามโตจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ สำหรับผู้ป่วยม้ามโตจากโรคโมโนนิวคลิโอซิสนั้นไม่มีวิธีการรักษาที่เฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นที่การดูแลตัวเองอย่างพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้มาก ๆ เมื่อเป็นไข้หรือเจ็บคออาจรับประทานยาแก้ปวด และเมื่อการติดเชื้อทุเลาลงจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีสุขภาพแข็งแรงได้ ส่วนในผู้ป่วยม้ามโตที่ไม่ปรากฏอาการและยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจให้หมั่นสังเกตอาการและเข้ารับการประเมินอาการอย่างสม่ำเสมอ

ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอาจจำเป็นต้องตัดม้ามออก โดยปกติแล้วผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้แม้ปราศจากม้าม แต่จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงหรืออันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จึงควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบางชนิด หรือรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์แนะนำ

ภาวะแทรกซ้อนของม้ามโต
ผู้ป่วยที่มีภาวะม้ามโตอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ เนื่องจากม้ามที่ขยายใหญ่ขึ้นจะกรองเซลล์เม็ดเลือดมากขึ้น เซลล์เม็ดเลือดและเกร็ดเลือดที่ดีในกระแสเลือดจึงลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย โลหิตจางและมีเลือดออกง่ายขึ้น นอกจากนี้ ภาวะม้ามโตยังอาจทำให้เกิดม้ามแตกได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ให้มีเลือดออกภายในช่องท้องที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การป้องกันม้ามโต
ภาวะม้ามโตเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางสาเหตุไม่สามารถเลี่ยงได้หรือป้องกันได้ยาก แต่อาจลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหรือสาเหตุที่นำไปสู่อาการม้ามโต เช่น ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรียควรดูแลและป้องกันตนเองจากการติดเชื้อนี้จากยุงกัด สำหรับผู้ป่วยโรคเลือดหรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดควรติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่รักษาด้วยการให้เลือด จะลดโอกาศเกิดม้ามโต เป็นต้น

 #ไตอักเสบ (Glomerulonephritis) คือภาวะการอักเสบของกลุ่มเลือดฝอยของ  #ไต (Glomeruli) ซึ่งปกติจะทำหน้าที่กรองของเหลวส่วนเ...
27/01/2021

#ไตอักเสบ (Glomerulonephritis) คือภาวะการอักเสบของกลุ่มเลือดฝอยของ #ไต (Glomeruli) ซึ่งปกติจะทำหน้าที่กรองของเหลวส่วนเกินหรือของเสียที่ปะปนมาในกระแสเลือดให้กลายเป็นปัสสาวะ ไตอักเสบอาจเป็นภาวะโรคที่เกิดขึ้นเอง แต่ในบางกรณีอาจเป็นผลพวงมาจากโรคชนิดอื่น อาทิ โรคพุ่มพวง #โรคเบาหวาน ซึ่งไตอักเสบแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Glomerulonephritis) และไตอักเสบเรื้อรัง (Chronic Glomerulonephritis) ไตอักเสบบางชนิดก่อให้เกิดโรคไตวายได้ในที่สุด ทั้งนี้กระบวนการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน

ไตอักเสบ

อาการของไตอักเสบ

ผู้ป่วยอาจทราบว่าเป็นโรคไตอักเสบได้ทั้งจากผลการตรวจปัสสาวะ หรืออาการที่แสดงออกทางร่างกาย โดยสัญญาณบ่งชี้อาการอักเสบของไต ได้แก่

การปนเปื้อนของเซลล์เม็ดเลือดแดงในน้ำปัสสาวะ (Hematuria) จนกลายเป็นสีชมพู หรือสีโคล่า
เกิดอาการบวมน้ำที่บริเวณใบหน้า มือ เท้า หรือท้อง
มีความดันเลือดสูง
ปัสสาวะเป็นฟองเนื่องจากมีโปรตีนส่วนเกินปนออกมาในปัสสาวะ
อาการที่ปรากฏตามร่างกาย เช่น อ่อนล้า เหนื่อย เพลีย ปวดข้อ เป็นผื่นคัน หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ
สาเหตุของไตอักเสบ

ไตอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ อาจเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ หรือบางครั้งอาจไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยบางประการที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในหน่วยไตได้ มีดังนี้

การอักเสบที่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการติดเชื้อ

ภาวะไตอักเสบเกิดขึ้นจากการอักเสบหลังจากติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Streptococcus) ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากการฟื้นตัวของอาการเจ็บคอ หรือการติดเชื้อของผิวหนัง (Impetigo) จากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ ร่างกายจะสร้างโปรตีนต่อต้านเชื้อโรคในร่างกาย (Antibody) จำนวนมาก ซึ่งสามารถเข้าไปในหน่วยไตและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การอักเสบที่เกิดขึ้นหลังจากติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสมักจะเกิดขึ้นในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่

นอกจากการติดเชื้อประเภทแรกแล้ว ภาวะไตอักเสบอาจเกิดได้ผ่านการอักเสบของเยื่อบุหัวใจ (Bacterial Endocarditis) กล่าวคือ การแพร่เชื้อของแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจ จะยิ่งอันตรายหากเป็นโรคหัวใจประเภทอื่นร่วมด้วย เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือหัวใจพิการ เป็นต้น แม้ว่าที่มาที่ไปของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองโรคนี้จะยังไม่ชัดเจน แต่ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบอาจจะเกี่ยวข้องกับโรคไตอักเสบได้

ท้ายที่สุดภาวะไตอักเสบยังเกิดได้จากการติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ (Viral Infections) ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ บี หรือไวรัสตับอักเสบ ซี

การอักเสบจากโรคทางภูมิคุ้มกัน

โรคเกี่ยวกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบได้ อาทิ โรคแพ้ภูมิตัวเองหรือโรคพุ่มพวง โดยการติดเชื้อเรื้อรังจากการแพ้ภูมิตัวเองจะส่งผลต่ออวัยวะในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น การติดเชื้อบริเวณผิวหนัง กระแสเลือด ข้อกระดูก ไต หัวใจ หรือปอด เป็นต้น นอกจากนี้ หากระบบภูมิคุ้มทำงานหนักผิดปกติอย่างโรคกู๊ดพาสเจอร์ (Goodpasture’s Syndrome) ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกในช่องปอดและก่อให้เกิดไตอักเสบได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีที่พบว่าปัสสาวะมีเลือดปะปนออกมาด้วย อาจเป็นอาการของโรคไตอักเสบชนิดไอจีเอ (IgA Nephropathy) ซึ่งเป็นผลจากการสะสมของแอนติบอดี้ชนิดไอจีเอ (IgA) ในหน่วยไต ทั้งนี้ การพัฒนาโรคของไตอักเสบชนิดไอจีเออาจใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี โดยจะไม่แสดงอาการใด ๆ

การอักเสบจากกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบ

ไตอักเสบเกิดจากโรคหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่

โรคหลอดเลือดอักเสบโพลีอาเทอร์ไรติส (Polyarteritis) ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางทั่วทั้งร่างกายอักเสบ เช่น บริเวณหัวใจ ไต และลำไส้
โรคหลอดเลือดอักเสบ (Granulomatosis with Polyangiitis) ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางในบริเวณปอด ทางเดินหายใจตอนบน รวมไปถึงไตนั้นมีการอักเสบ
การอักเสบจากปัจจัยโรคอื่น ๆ

นอกเหนือไปจากปัจจัยหลักทั้ง 3 ประการที่อาจก่อให้เกิดการอักเสบของไตแล้ว ยังมีปัจจัยเสริมอื่นที่อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของไต อาทิ โรคความดันเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อระบบการทำงานของไต ทั้งนี้ในทางกลับกันภาวะไตอักเสบยังก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำงานของไตลดลง ส่งผลต่อการควบคุมปริมาณโซเดียมภายในร่างกาย

การอักเสบของไตยังเกิดได้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งชะลออาการได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้เป็นปกติ อีกทั้งโรคไตอักเสบยังเกิดขึ้นได้จากภาวะอื่น ๆ เช่น ฟอคัล เซกเม็นทอล โกลเมอรูโลสเคลโรซิส (Focal Segmental Glomerulosclerosis) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองหรือเป็นผลมาจากโรคชนิดอื่นก็ได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าโรคไตอักเสบมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคมะเร็งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple Myeloma) มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Chronic Lymphocytic Leukemia) หรือมะเร็งปอดอีกด้วย

การวินิจฉัยไตอักเสบ

การตรวจวินิจฉัยโรคไตอักเสบมักจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากสงสัยว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับการปัสสาวะ โดยการวินิจฉัยประกอบด้วย 3 วิธีหลัก คือ

การตรวจปัสสาวะ แพทย์จะนำผลตรวจของผู้ป่วยซึ่งแสดงจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ปะปนมากับน้ำปัสสาวะมาหาความผิดปกติของหน่วยไต ในขณะเดียวกัน อาจพบเซลล์เม็ดเลือดขาวในผลตรวจได้เช่นกัน
การตรวจเลือด เป็นการตรวจระดับของเสียที่ปะปนมากับเลือด เช่น การตรวจหาค่าระดับครีเอตินิน (Creatinine) หรือการตรวจหาค่าระดับยูเรียไนโตรเจนในเลือด (Blood Urea Nitrogen: BUN) โดยผลเลือดของผู้ป่วยสามารถระบุได้ว่าเกิดการคั่งของของเสียในร่างกายหรือไม่ นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของไตอักเสบชนิดต่าง ๆเช่น ตรวจดูร่องรอยการติดเชื้อในร่างกาย หรือตรวจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
การวินิจฉัยผ่านการเจาะเก็บเนื้อเยื่อไต (Kidney Biopsy) แพทย์จะใช้เครื่องมือเข็มตัดเอาชิ้นเนื้อเยื่อไตมาส่องตรวจผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของการอักเสบที่แน่ชัด ทั้งนี้วิธีการวินิจฉัยด้วยการเจาะเนื้อเยื่อนี้ใช้ยืนยันผลการตรวจได้อย่างชัดเจนมากที่สุด
การรักษาไตอักเสบ

เนื่องจากโรคไตอักเสบเกิดจากหลากหลายเหตุปัจจัย เช่นในกรณีการติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสในลำคอที่ส่งผลให้เกิดโรคไตอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษาที่ต้นเหตุเพราะในกรณีนี้อาจหายเองได้ การรักษาผู้ป่วยโรคไตอักเสบมักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยไตอักเสบที่เป็นผลจากการติดเชื้อทางระบบภูมิคุ้มกัน หรือโรคความดันโลหิตสูง เพราะเหตุนี้วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคไตอักเสบจึงแตกต่างกันไปในแต่ละกรณีปัจจัยก่อโรค

การรักษาดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น

ผู้ป่วยอาจได้รับคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ซึ่งช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ งดอาหารรสเค็ม หรืองดเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของโพแทสเซียมจำนวนมาก

ในขณะเดียวกันผู้ที่สูบบุหรี่ควรงดหรือเลิกบุหรี่ เพราะว่าการงดสูบบุหรี่ช่วยชะลอการเติบโตของโรคที่เกิดจากการอักเสบของไตได้ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคหัวใจด้วย

การรักษาในระดับที่รุนแรง

การรักษาด้วยการใช้ยาในกลุ่มยากดภูมิต้านทาน

วิธีการใช้ยากดภูมิต้านทาน (Immunosuppressants) สำหรับการอักเสบที่เป็นผลจากโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การใช้ยากดภูมิต้านทานจะช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำงานหนักเกินไป อย่างไรก็ตามการใช้ยาชนิดนี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมา ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยควบคุมปริมาณยาและดูแลอย่างใกล้ชิด

การรักษาด้วยยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) ซึ่งจัดเป็นยาในกลุ่มยากดภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ใช้ในปริมาณน้อยเพื่อรักษาโรคไตอักเสบได้ แม้ว่ายาชนิดนี้จะนิยมใช้ในปริมาณมากเพื่อรักษาโรคมะเร็งบางชนิดด้วยก็ตาม

การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) เพื่อใช้ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยปกติแพทย์จะสั่งลดปริมาณยาลง หรือให้ผู้ป่วยเลิกใช้ยาเมื่อไตเริ่มได้รับการฟื้นฟูระยะหนึ่งแล้ว

การรักษาด้วยยากดภูมิต้านทานชนิดอื่น ๆ เช่น ไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ทาโครลิมัส (Tacrolimus) อะซาไธโอพรีน (Azathioprine) และริทูซิแมบ (Rituximab)

การรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาต้านไวรัส หรือการรักษาตามอาการส่วนตัว เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะ (Diuretic) ในการรักษาอาการบวมน้ำซึ่งเกิดขึ้นจากการสะสมของเหลวในร่างกาย

การรักษาความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงที่เกิดจากการอักเสบของไตรักษาได้ด้วยยาที่มีสรรพคุณควบคุมความดันเลือด ไปจนถึงลดปริมาณโปรตีนที่ขับออกมาพร้อมกับน้ำปัสสาวะ เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มเอซีอีอินฮิเบเตอร์ (Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitors) หรือยาลดความดันโลหิตกลุ่มเออาร์บี (Angiotensin Receptor Blockers) โดยแพทย์มักให้ผู้ป่วยใช้ยาลดความดันนี้ถึงแม้ว่าระดับความดันเลือดจะยังไม่สูงมาก เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อไตให้น้อยลง

การรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูง

ผู้ป่วยโรคไตอักเสบจะได้รับการแนะนำให้ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพราะหากมีปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ แพทย์มักนิยมให้ยาลดไขมันกลุ่มสตาติน (Statins) ในการควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล

การรักษาโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง

น้ำเหลือง (Plasma) คือของเหลวที่อยู่ในเลือด ประกอบด้วยโปรตีนหลายชนิด อย่างเช่น สารภูมิต้านทานซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบได้ ดังนั้น การเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasma Exchange) จึงเป็นวิธีการรักษาอีกวิธีหนึ่ง กระบวนการแยกน้ำเหลืองออกจากเลือดของผู้ป่วย ทำได้โดยหลังจากที่น้ำเหลืองถูกแยกออกไปโดยผ่านการใช้เครื่องมือพิเศษแล้ว จะใส่สารทดแทนน้ำเหลืองเข้าไปแทน ก่อนส่งเลือดกลับเข้าร่างกายของผู้ป่วยในภายหลัง

การรักษาโรคไตเรื้อรังและโรคไตวาย

ในกรณีที่อาการไตอักเสบรุนแรงจนถึงขนาดไตวาย ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ แพทย์อาจใช้การรักษาด้วยวิธีการฟอกเลือด (Kidney Dialysis) ซึ่งเป็นกระบวนการกำจัดของเหลวและของเสียสะสมที่อยู่ในเลือดก่อนจะส่งกลับคืนสู่ร่างกายของผู้ป่วย หรืออีกวิธีหนึ่งคือการปลูกถ่ายไตใหม่ (Kidney Transplant) เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมแทนที่ไตเดิมด้วยอวัยวะไตบริจาค

การใช้วัคซีน

เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตอักเสบมักมีภูมิต้านทานต่ำทำให้อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีกลุ่มอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะแทรกซ้อน หรือการอักเสบแบบเรื้อรัง การใช้วัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อหวัดใหญ่ หรือปอดอักเสบสำหรับผู้ป่วยโรคไตอักเสบที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ ทั้งนี้ วัคซีนอาจประกอบด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Seasonal Flu Influenza Vaccine) หรือวัคซีนปอดอักเสบ (Pneumonia Influenza Vaccine)

ภาวะแทรกซ้อนของไตอักเสบ

เนื่องจากการอักเสบของไตสร้างความเสียหายต่อการทำงานของหน่วยไต ส่งผลให้เกิดของเหลวส่วนเกิน หรือของเสียซึ่งจะเข้าไปสะสมอยู่ตามอวัยวะส่วนอื่น ๆ ภายในร่างกาย ในบางครั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ เช่น

กลายเป็นโรคไตเรื้อรัง ไตของผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถการกรองของเสียต่าง ๆ ซึ่งหากประสิทธิภาพในการกรองของเสียลดลงเหลือน้อยกว่า 10% ก่อให้เกิดโรคไตวายขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรับการรักษาได้ด้วยการฟอกเลือด หรือการปลูกถ่ายไตใหม่
ไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นจากหน่วยไตทำงานผิดปกติจนเกิดการสะสมของเสียส่วนเกินในกระแสเลือดอย่างกะทันหัน ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้โดยการฟอกเลือด
โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เกิดจากการขับโปรตีนจำนวนมากมากับปัสสาวะจนเกิดการสูญเสียโปรตีนในกระแสเลือด พบได้จากอาการบวมน้ำซึ่งมักจะปรากฏที่บริเวณเปลือกตา ท้อง หรือเท้า และมักเกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ความดันโลหิตสูง ความเสียหายในระบบไต อาจส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ
การป้องกันไตอักเสบ

โรคไตอักเสบเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ป่วยสามารถป้องกันได้ เช่น การควบคุมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อย่างการงดสูบบุหรี่ ช่วยลดความเสี่ยงในการอักเสบของไตได้ นอกจากนี้ การควบคุมน้ำตาลเพื่อป้องกันการกำเริบของโรคเบาหวานซึ่งกระตุ้นให้ใตทำงานผิดปกติก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันสำหรับผู้ป่วย การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติอยู่เสมอ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หรือไวรัสตับอักเสบ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหลายประการที่ก่อให้เกิดโรคไตอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถป้องกันได้ เช่น ไตอักเสบที่เกิดขึ้นจากกรรมพันธ์ ระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสในลำคอหรือผิวหนัง แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสไม่ให้ติดต่อไปยังบุคคลรอบข้าง แต่ยาชนิดดังกล่าวก็ไม่สามารถหยุดการพัฒนาของโรคไตอักเสบในผู้ป่วยได้

ที่อยู่

802/18 ตรอกวัดจันทร์ใน ถนนเจริญกรุง แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม
Bangkok
10120

เบอร์โทรศัพท์

+66990538118

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด - อู่จ้างผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์