30/06/2025
หัตถเลขาแห่งรักจากมาลินี
ฉบับที่ ๗ : เสียงของผู้ไม่ขอโทษ
ที่จะเป็นตัวของตัวเอง
ค่ำคืนนี้เป็นราตรีกาล หลังจากผ่านคืนเดือนดับนวจันทรา (New Moon) มาพักใหญ่แล้ว
มันเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นตั้งเจตนารมณ์ใหม่ให้แก่ชีวิตของเราเอง
"I can apologetically be myself."
มันควรเป็นมันตราประจำตัวของเราได้เสียที
"ฉันสามารถเป็นตัวเองได้
โดยไม่ต้องขอโทษใครเลย"
เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า กว่าเราจะมาถึงวันนี้เรารักตัวเองขนาดไหน เคารพตัวเองมากเพียงใด และเรากราบไหว้บูชาตัวเองได้อย่างไร้เงื่อนไข
เพราะฉะนั้น ด้วยทรัพยากรที่เรามีอยู่ในวันนี้ เราจึงมั่นใจได้ว่าการเป็นตัวของตัวเองและการเป็นเนื้อแท้ของเรา (Authenticity) ไม่มีทางจะเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อนได้อย่างแน่นอน
จะมีก็เพียงแต่ เราจะเบียดเบียนตัวเองอย่างไรให้น้อยลงทุกวัน โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะเกลียดชัง ผลักไส หรือ ไม่ยอมรับเรา จากการที่เราหลอมรวมกับ Higherself หรือตัวตนที่สูงกว่าของเรา 100% เต็ม
คนเราทั่ว ๆ ไป มักจะรักกันในวันที่รู้สึกว่าคน ๆนั้นด้อยกว่าเรา หรือยังต้องการคำปรึกษา และการช่วยเหลือจากเราอยู่ แต่น้อยคนนักที่จะสามารถยินดีและชื่นชมกับความสำเร็จของคนที่เราเคยเกื้อกูลเอาไว้ได้จากหัวใจจริง ๆ
วันที่เขายืนด้วยขาของตัวเองได้ หรือบินด้วยปีกของเขาได้อย่างเสรีแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ผู้ยังไม่เป็นเนื้อแท้กับตัวเองส่วนใหญ่ มักจะไม่สามารถชื่นชมคนที่เคยรักได้
มีแต่จะระคายเคืองและหาเหตุในการกล่าวหาว่าคนที่เขามี Self Esteem สูง เลื่อมใสศรัทธาตัวเองได้แล้วว่าเป็น Narcissist หลงตัวเองแทน
ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่หลงตัวเองที่แท้จริง คือผู้สูญเสียอำนาจของการเคยเป็น 'เจ้าอาวาสศาสดา' (ที่ปรึกษา) เคยเป็นที่พึ่งในชีวิตของคนคนนึงไป และไม่สามารถยอมรับได้ว่าคนๆนั้นเติบโตอย่างเสรีขึ้นแล้วจริง ๆ นั่นต่างหากคือความจริงแท้ของการเป็น Narcissist ผู้มี Low Self Esteem ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างแท้จริง
เก่งแต่วิจารณ์และเติมแสงให้คนอื่น ทั้งที่เนื้อแท้ในใจอยากจะทำให้ตัวเองกลายเป็นแสงเสียเต็มประดา แต่กลับไม่กล้าลุกขึ้นออกมาทำ เพราะกลัวว่าจะถูกวิจารณ์เสียเอง
ลำพองใจในการเป็นที่ปรึกษา ว่าตัวเองอ่านวาระจิตคนอื่นออกได้ในฐานะ 'ครูแนะแนว' แต่กับพันธกิจทางจิตวิญญาณของตัวเองกลับละเลยไม่ยอมทำสักที มัวแต่ทำสิ่งที่ไม่ใช่ภารกิจ ก็เลยทนไม่ได้ที่คนอื่นจะมาพิพากษาตัวเองเหมือนกับที่ตัวเองเคยทำกับคนอื่นเอาไว้ และนี่คือกับดักอันนึงของมายาแห่งการตรัสรู้นั่นเอง
กลับมายอมรับให้ได้ก่อนว่าตัวเองมีความกลัว และจะไม่อุปาทานมั่ว ๆ ซัดความกลัวของตนเอง ไปป้ายสีให้กับผู้อื่นอย่างเสีย ๆ หาย ๆอีกต่อไป
ที่สำคัญคือคำว่า "นกสองหัว" ไม่เกินจริง กล่าวคือเมื่อไม่คิดจะพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองให้สูงขึ้นด้วยการ Learning by Doing เมื่อผลักพลังงานตัวเองออกจากคนที่ตัวเองเพิ่งตัดสินไป จึงไม่แปลกที่จะกลับไปรวมตัวกับคนที่เคยผสมโรงร่วมตัดสินอย่างน่าเสียดาย ดังคำกล่าวที่ว่า "ไม่มีสัจจะในหมู่โจร" นั่นเอง เพียงเพราะอยากกระสันที่จะดำรงอัตตาตัวตนของตัวเองไว้ให้ยังดำรงอยู่อย่างคงกระพันมั่นคงไม่คลอนแคลน เพราะหวงแหนตัวปลอมมากกว่าจิตเดิมแท้ตัวจริงที่ตัวเองดูดายไปจนถึงการผลักไสเงาของตัวเองด้วยเช่นกัน
นี่จึงอาจจะเป็นที่มาของโบราณอุบายที่บอกว่า "อย่าชี้นิ้วไปที่รุ้งกินน้ำ ระวังมือกุด" เพราะถ้าเราเป็นแสงสว่างที่แท้ ครบ 7 สีให้ตัวเองแล้วเมื่อไหร่ เราจะชี้รุ้งกินน้ำเพื่อชวนเพื่อน ๆ ให้ดูความงามในตัวเราเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ โดยไม่ต้องไปป้ายสีว่ารุ้งคือความน่ากลัวอีกเลย และเราจะไม่มีวันรังเกียจเงามืดในตัวเองที่เปรียบได้กับฝนพรำ นั่นเพราะเรารู้เสมอว่า "ฟ้าหลังฝนจะมีรุ้งงามอยู่เสมอ" นั่นเอง
ยายย่า
จันทร์จ๋า มาลินี
#ชวนใคร่ครวญ