18/07/2026
📣📣 ปลานิลป่วย #ติดเชื้อแบคทีเรีย
📍 อาการ
1. ทยอยตาย
2. ตัวที่มีอาการจะว่ายน้ำช้าๆ ลอยๆ ที่ผิวน้ำ
3. ตาขุ่น ตาโปน
4. เหงือกสกปรก มีคราบตะกรัน เกาะในเหงือก
5. โคนครีบอกช้ำแดง
6. ตับฝ่อซีด ถุงน้ำดีสีคล้ำบวมโต ม้ามโต
7. กระเพาะไม่มีอาหาร
8. ลำไส้อักเสบมีเส้นเลือดฝอยกระจายตกเลือดที่ผนังลำไส้ ไม่มีอาหารในลำไส้ มีแต่น้ำสะสมในท่อลำไส้ปริมาณมากจนส่งผลให้ปลามีอาการท้องบวม
📍วิธีจัดการแก้ไข
1. งดอาหาร 2 วัน เพื่อพักระบบย่อย และกระตุ้นให้ปลาต้องการอาหาร
2. แช่เกลือ (กระสอบ 35 กก. ที่ใช้ใส่มะพร้าว)แช่บริเวณมุมบ่อ 4 กระสอบ ต่อไร่
3. ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น หาก pH เช้า คุมให้ช่วงบ่ายและเช้า ต่างกันไม่เกิน 1.0 ควรปรับด้วยปูนคาร์บอเนต น้ำสีเขียวค่อนข้างเข้มใช้ปูนมาร์ล หากน้ำไม่เขียว มีอมสีน้ำตาล หรือขาวขุ่นใช้โดโลไมด์ ละลายน้ำสาด ช่วงหัวค่ำ 1 กระสอบ (25 กิโลกรัม) ต่อไร่
4. เตรียมจัดหายาปฏิชีวนะเช่น ออกซี่เตตร้าไซคลิน หรือ ยาเอนโรฟรอคกซาซิน และ แป้งมัน หรือแป้งข้าวโพด ไว้สำหรับผสมยากับอาหารให้ปลากิน 5-7 วัน
5. เมื่ออดอาหารครบ 2 วัน จึงเริ่มผสมอาหารกับยาและวิตามินซี ให้ปลากินทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวัน 5-7 วัน แต่ปริมาณอาหารที่ให้ ลดลงจากเดิมช่วงที่ไม่ป่วย ครึ่งหนึ่ง เนื่องจาก ตับปลาซีดเหลือง ปลาจึงย่อยอาหารได้ไม่เต็ม 100% เราต้องให้อาหารลดลง ระวังตับทำงานหนักไปด้วย
6. อาหารที่ผสมยา หากต้องใช้อาหารปริมาณมาก ให้ผสมมื้อต่อมื้อ หรือวันต่อวัน เพราะยาจะเสื่อมสภาพได้ง่ายที่อุณหภูมิปกติ
7. หลังกินยา แล้วหากการรักษาได้ผล 3-4 วันปลาจะเริ่มตายลดลง โคนครีบอก จะสีจางลงจากสีแดงเป็นสีขาว ท้องบวมลดลง แต่เราต้องให้ปลากินยาจนครบ 5-7 วันตามอาการที่เป็นมาก หรือน้อย
กรณี อาการข้างต้น เนื่องจากปลา มีอาการตาโปน จึงควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ออกฤทธิ์ กับแบคทีเรียกลุ่มแกรมบวกได้ดี คือยาเอนโรฟรอคซาซิน
📍 หมายเหตุ หากปลาไม่มีอาการตาโปน เราสามารถใช้ยา อ้อกซี่เตตร้าไซคลิน ซึ่งออกฤทธิ์กับแบคทีเรียแกรมลบได้ดี ได้เลยค่ะ
💊💊💊 การใช้ยาผสมอาหาร เพื่อการรักษาโรคปลาอย่างมีประสิทธิภาพ
การเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าหลายท่านคงมีประสบการณ์ในการใช้ยารักษาโรคปลา ซึ่งบางครั้งผลการรักษาไม่ได้ผล ทำให้เสียค่าใช้จ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์
วันนี้ ศพจ.นครศรีธรรมราช กรมประมง ขอแชร์ประสบการณ์ในการใช้ยาปฎิชีวนะ/วิตามิน ดังนี้ค่ะ
1. ใช้ยาให้ถูกโรค เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด ใช้ยาเมื่อพบปลาป่วยในช่วงระยะต้นๆ พบจำนวนปลาป่วย มีอาการผิดปกติ 3-5 % ของปลาทั้งหมด ยังมีโอกาสรักษาให้หายได้
2. ใช้ยาเพื่อการรักษา มิใช่เพื่อการป้องกัน
เพราะจะทำให้เชื้อโรคดื้อยา การรักษาครั้งต่อไปจะรักษาไม่ได้ผล
3. ใช้ยาให้ครบตามปริมาณ / วิธีที่เหมาะสม
การรักษาโรคติดเชื้อปลาที่เลี้ยงในกระชังหรือบ่อดิน หากจะรักษาด้วยวิธีการแช่ยาปฏิชีวนะ นั้นต้องใช้ยาในปริมาณมหาศาล ต้นทุนก็สูงตามไปด้วยเช่นกัน เพราะบ่อมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใช้วิธีนี้ได้
ดังนั้นการผสมยาในอาหารจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ปลาได้รับยาเข้าสู่ร่างกายปลาโดยตรง
การใช้ยา/วิตามินในสัตว์น้ำนั้น ถ้านำยาและอาหารมาผสมกันโดยตรง แล้วนำอาหารนั้นไปให้ปลากิน โอกาสที่ยาจะละลายน้ำสูญเสียตัวยาไป มีถึง 100 % เหมือนกับเราซื้อยาราคาแพงๆ ไปละลายทิ้งลงในน้ำ จึงเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต และการรักษาก็ไม่ได้ผลอีกด้วย
4. ดังนั้น เราจึง ต้องมีตัวช่วยประสานยาและอาหารให้ยึดติดกัน
ขอแนะนำวัสดุที่หาได้ง่ายๆ นั่นคือ ใช้แป้งมัน หรือแป้งข้าวโพด
เป็นตัวช่วยในการจับตัวยาให้เกาะกับเม็ดอาหารปลาเสียก่อน โดยใช้แป้ง 1 ช้อนโต๊ะ ต่ออาหาร 1 กก. นำแป้งมาผสมกับยาก่อนในถุงพลาสติกเขย่าจนเป็นเนื้อเดียวกันก่อน เมื่อเราทำแบบนี้การสูญเสียยาในน้ำจะน้อยลงประมาณ 20-30 % ปลาจะได้รับยา 70-80% ซึ่งดีกว่าการใช้ยาคลุกอาหารโดยตรง ข้อนี้ ***ขอย้ำด้วยดอกจันทร์ ***
5. ขณะเดียวกันเราจะต้องคำนึงถึงความชื้นของเม็ดอาหารปลา
อาหารปลาที่เราเปิดกระสอบใหม่ๆ เม็ดอาหารจะแห้งเกินไปที่ยาจะ
ยึดเกาะได้ จึงต้องคลุกเคล้าอาหารกับน้ำสะอาดให้เม็ดอาหารชุ่มชื้นหมาดๆ โดยทั่วๆ กันเสียก่อนที่จะนำยามาคลุกกับอาหารปลา
6. เมื่อเม็ดอาหารหมาดทั่วกันดีแล้ว จึงคลุกยากับอาหารปลาจนเข้ากันดี จนเราไม่เห็นคราบแป้งสีขาวบนเม็ดอาหาร
7. คลุกเสร็จแล้วตั้งผึ่งลม ไว้ประมาณ 20 นาที ก่อนนำไปให้ปลากินโดยทยอยๆ ให้ ปลากินจนทั่วทั้งบ่อ ไม่ควรให้เยอะเกินไปจนอาหารเหลือ เพราะระบบย่อยของปลาป่วยยังไม่แข็งแรงดี
8. อาหารที่เหลือใส่ถุงมัดปากถุง เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา***
***ขอย้ำด้วยดอกจันทร์ เช่นกัน***
ขั้นตอนนี้สำคัญมากๆ*** เพราะหากเก็บข้างนอก ยาเมื่อพบกับความชื้นในเม็ดอาหาร และอุณหภูมิอากาศที่สูง ยาจะเสื่อมฤทธิ์ลงได้มากถึง 50% ภายใน 2-3 วัน การรักษาก็ไม่ได้ผลเต็มที่อีก
จึงขอย้ำว่า หากผสมยาใหม่ๆ ทุกวันจะดีที่สุด แต่ถ้าให้ปลากินแล้วยังมีอาหารเหลือ ควรนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา เก็บได้ไม่เกิน 3-5 วัน
9. การจัดการเอาปลาตายออกจากบ่อ ควรตักออกไปกำจัดทุกวัน ไม่ควรทิ้งตามปากบ่อ เพราะหากมีสัตว์อื่น นก สุนัข แมว มาคาบปลาตายไปกิน ที่อื่นๆ เชื้อโรคมีโอกาสที่จะลุกลามไปติดปลาบ่ออื่นๆ ได้ ดังนั้นเพื่อให้การรักษาได้ผล ปลาที่ตายควรหมั่นตักปลาตายออกให้หมด แล้วนำไปฝังกลบ โรยปูนขาวก่อนกลบดิน เพื่อป้องกันสัตว์ต่างๆ มาคุ้ยเขี่ย หรือกำจัดด้วยการนำไปเผา เพื่อให้ความร้อนทำลายเชื้อโรคให้ตาย ก็ได้เช่นกัน
หากเราเข้าใจการใช้ยา ควบคู่กับการจัดการบ่อที่ดี เราจะประสบความสำเร็จในการรักษาโรคสัตว์น้ำนั้นได้ จึงเป็นการช่วยลดความสูญเสียผลผลิตในช่วงที่พบโรคลงได้
📍📍📍 ทั้งนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค เมื่อใช้ยาใดๆ กับสัตว์น้ำ ควรหยุดการใช้ยาก่อนจับสัตว์น้ำขาย
****ไม่น้อยกว่า 21 วัน****
ขอบคุณข้อมูลจาก
ศพจ.นครศรีธรรมราช กรมประมง