08/07/2026
รำลึก 33 ปี วันมรณภาพหลวงพ่อพุทธทาส 8 กรกฎาคม 2536 กับคติธรรม “การทำงาน คือการประพฤติธรรม”
https://www.facebook.com/share/19EM1mfUbn/?mibextid=wwXIfr
#อยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ
ศึกษาจากธรรมชาติโดยตรงอย่างสมัยพุทธกาล
เขาเป็นพระอรหันต์กันได้มากมาย
…. “ ธรรมชาติแท้จริงก็เป็นเรื่องของความสงบ หรือปราศจากกิเลสตัณหา ทีนี้ การที่คนเรามีกิเลสตัณหาเกิดขึ้นนี้เป็นของใหม่ หรือก็ว่ามันผิดจากธรรมชาติเดิมๆ อันเป็นธรรมชาติแท้ ที่ว่ามาถึงสวนโมกข์ให้ถือโอกาส“เป็นเกลอกับธรรมชาติ” คือใกล้ชิดธรรมชาติ แล้วธรรมชาติที่เราใกล้ชิดกับมันนั้นมันมีอิทธิพลที่จะแวดล้อมเราหรือความคิดนึกของเราไม่ให้เกิดกิเลส ; นี้พูดง่ายๆ ก็ว่า มานั่งอยู่ที่โคนไม้แถวนี้จะเกิดกิเลสยากกว่าไปอยู่ที่ย่านตลาดหรือที่ที่มีอารมณ์ยั่วยวน, และยิ่งกว่านั้นก็ทุกอย่างดูเอาเถิด ต้นไม้ก้อนหินอะไรก็ตาม โดยรอบ ล้วนแสดงนิมิตแห่งความหยุดนิ่ง
…. คุณลองเหลียวไปทางไหนก็จะเห็นแต่เครื่องหมายหรือนิมิตแห่งความหยุดนิ่ง แม้ที่สุดแต่ว่า ใบไม้ไหวเพราะลมพัด มันก็ยังมีความหมายแห่งความหยุดนิ่ง คือ ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ในใบไม้ที่มันแกว่งไกวอยู่ : ฉะนั้น อิทธิพลทุกกระเบียดนิ้วที่ออกมาจากธรรมชาติมันบีบบังคับจิตใจของมนุษย์นี้ ให้หยุด ให้เย็น ให้นิ่ง เราก็เลยได้ชิมรสอันใหม่ คือ รสของความนิ่ง หรือความหยุด หรือความเย็น
…. เราได้รู้จักรสชาติของภาวะที่ปราศจากปัญหา คือปราศจากความทุกข์นั้นได้ เหมือนกับเราเข้าถึง “อริยสัจจ์ที่ ๓” คือ “ทุกขนิโรธ” = ความดับแห่งทุกข์ โดยบังเอิญหรือโดยฉับพลันแล้วจริงๆ จริงอย่างที่เรียกว่ามันประจักษ์แก่ใจ ในลักษณะรู้ เป็น realize ในลักษณะรู้สึกเป็น experience เลย ทุกอย่างเลย เป็นความจริง ทั้งที่เราไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร
…. ความสงบอันนี้เรียกว่าอะไรเราก็ไม่รู้ แต่มันรู้สึกอยู่ในใจเป็นอย่างนี้ เลยได้แสงสว่างอันใหม่ตื่นโพลงขึ้นมาว่า…
…. “ อ้าว! อย่างนี้มันมีอยู่นี่, ภาวะอย่างนี้ หรือสภาพอย่างนี้ มันมีอยู่ แล้วก็แปลกเหลือเกิน ที่ทําไมหยุด ทําไมเย็น ทําไมนิ่ง ทําไมไม่มีความทุกข์เลย. ”
…. นี้เราเข้ามาให้ธรรมชาติสอนเราอย่างแท้จริง คือไม่ใช่สอนอย่างสอนหนังสือ แต่สอนให้เราซึมซาบกับตัวจริงนั้นเลย ; เหมือนกับเอาน้ำมารดเข้ามันก็เย็น. ประโยชน์ของการที่จะมาพักอยู่ในสถานที่อย่างนี้ หรือสวนโมกข์นี้ ก็ให้ใกล้ชิดธรรมชาติเดิมแท้ เดิมๆนั้น ซึ่งมันไม่มีอะไรปรุงแต่งมากมาย ก็จะไปพบสภาพที่ว่าจิตไม่มีปัญหา คือ ไม่มีความทุกข์ ได้ง่ายขึ้น แล้วก็ถือเอาเป็นเงื่อนต้นสําหรับศึกษาต่อไปอีก ก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นอีก
…. แต่ยังมีผลพิเศษบางอย่างมากกว่านั้นอีก คือ ถ้าคนมีจิตใจสงบเพราะธรรมชาติอย่างนี้แล้ว เป็นสมาธิใหม่ขึ้นมา จะเกิดปัญญาชนิดที่ทําให้“รู้แจ้งแทงตลอด” หรือ บรรลุมรรค ผล ได้ง่ายกว่าที่เรากําลังนั่งนอนอยู่ในสภาพอย่างอื่น : ก็คืออย่างที่บอกแล้วในวันนั้นว่า พระศาสดาของทุกศาสนาล้วนแต่ตรัสรู้ในป่า ไม่เคยพบว่าศาสดาของศาสนาไหนตรัสรู้บนตึก บนวิมาน บนอะไรทํานองนั้นมิได้มี อย่างน้อยก็ในสถานที่อันสงบ ไม่มีใครรบกวนนั่นแหละ ฉะนั้น ขอให้เราถือโอกาสที่จะใกล้ชิดธรรมชาติชนิดนั้น คือชนิดที่ไม่มีอะไรรบกวน ในระหว่างที่อยู่ในสวนโมกข์,
…. ผมไม่ใคร่อยากแนะนําเรื่องการอ่านหนังสือ เพราะจะอ่านที่ไหน เมื่อไรก็ได้; แต่ขอแนะนําว่า ให้พยายามใกล้ชิดธรรมชาติถึงขนาดที่เรียกว่า “เป็นเกลอกัน” ปัญหาต่างๆจึงจะไม่เกิด. เราก็จะได้ชิมรสของความไม่มีปัญหาเป็นจุดตั้งต้น เพื่อเข้าใจพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งมีอยู่เพียง ๔ เรื่อง คือ เรื่องความทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดความทุกข์, เรื่องภาวะที่ไม่มีความทุกข์เลย, เรื่องวิธีปฏิบัติให้ถึงภาวะนั้น.
…. ทั้งหมดในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๔ เรื่องเท่านั้น แล้วศึกษาได้จากธรรมชาติโดยตรงอย่างเดียวกันกับที่บุคคลในสมัยโบราณ ในสมัยพุทธกาล เมื่อยังไม่มีพระไตรปิฎกสักคําหนึ่งสําหรับเล่าเรียนหรือสอนกัน เขาก็เป็นพระอรหันต์กันได้
…. เขาเป็นพระอรหันต์กันได้มากมาย ก่อนแต่มีสิ่งที่เรียกว่าพระไตรปิฎก; เดี๋ยวนี้ยิ่งมีพระไตรปิฎกยิ่งพาให้เวียนหัว ก็เลยต้องหาทางออก หนีไปหาวิธีเดิมๆครั้งโบราณ ครั้งพุทธกาล : เข้าถึงตัวธรรมชาตินี้เป็นขั้นแรก, แล้วพระสงฆ์ก็เป็นตัวเดียวกันเสียเลยกับธรรมชาติ ซึ่งมีความว่าง มีความหยุด ความเย็น ความไม่เปลี่ยนแปลงอะไร มันง่ายกว่า
…. ที่กล่าวมาแล้วนี้ คือ คําอธิบายถึงเรื่อง #อยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ และเนื่องกับคําพูดในวันนี้ว่า เป็นการง่ายที่จะรู้จักปัญหาหรือความไม่มีปัญหาโดยธรรมชาติช่วย ซึ่งไม่มีใครจะช่วยได้มากเท่าธรรมชาติ นี่มันเป็นอย่างนี้.”
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายชุดโมกขธรรมประยุกต์ หัวข้อเรื่อง “ปัญหาของคน” บรรยายเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๘ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “โมกขธรรมประยุกต์” หน้า ๒๙-๓๑