สุขภาพปอด มะเร็ง

สุขภาพปอด มะเร็ง จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพแบบครบอ?

ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease หรือ COPD) หมายถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบหายใจ 2 โรคคือ โรคหลอดลมอ...
15/11/2021

ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease หรือ COPD) หมายถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบหายใจ 2 โรคคือ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และ โรคถุงลมปอดโป่งพอง เป็นโรคที่คุกคามชีวิตคนบนโลกใบนี้มาต่อเนื่องเนิ่นนานหลายปี
ลักษณะอาการคล้ายๆ กับไวรัสโควิด-19 คือเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ อาการที่พบบ่อยได้แก่ เหนื่อย ไอ และ มีเสมหะ สาเหตุพบบ่อยที่สุดของ COPD คือ การสูบบุหรี่
สาเหตุอื่นๆ ที่มีบทบาทรองลงมา ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ทั้งจากฝุ่นพิษ PM10 PM2.5 ควันพิษจากไอเสียรถยนต์ สถานที่ก่อสร้าง หรือ โรงงานอุตสาหกรรม
ย้อนหลังกลับไปในปี 2012 หรือ เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกมีผู้ที่ป่วยด้วย COPD จำนวน 329 ล้านคนหรือเกือบ 5% ของจำนวนประชากรในปีนั้น
คร่าชีวิตผู้คนจำนวนกว่า 3 ล้านคนต่อปี ถือเป็นโรคอันดับสามที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ประมาณการความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
แม้มูลค่าความวิกฤตทางเศรษฐกิจจะยังเทียบไม่ได้กับความสูญเสียจากโควิดที่นักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ คาดว่าโควิด-19 อาจสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในช่วง 2 ปีข้างหน้าเป็นมูลค่าราว 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้ ‘มะเร็งปอด’ ก็คงยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตนพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกเชี่ยวช...
12/11/2021

ไม่สูบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้ ‘มะเร็งปอด’ ก็คงยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต

นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกเชี่ยวชาญด้านผ่าตัดส่องกล้องมะเร็งปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า อาการของมะเร็งปอด ส่วนมากมักไม่มีอาการ แต่อาจเริ่มต้นจากอาการไอ เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย บุคคลที่มีความเสี่ยงควรตรวจสุขภาพตัวเองบ่อยๆ คือผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่ง “บุหรี่” เป็นปัจจัยหลักของการเกิดโรคมะเร็งปอดและโรคถุงลมโป่งพอง

นพ.ศิระกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่แม้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด แต่ไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าทำไมผู้ป่วยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ ถึงสามารถเป็นมะเร็งปอดได้

จากการศึกษาจากงานวิจัยหลายๆ ฉบับ ที่เกี่ยวข้องพบว่าสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งปอดได้แก่ 1. สารเรดอน เป็นสารกัมมันตรังสีที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ไม่มีรส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาท สัมผัสใดๆ ของมนุษย์ เป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดในมนุษย์ได้เป็นอันดับที่สอง รองจากบุหรี่

2.แร่ใยหิน หรือ แอสเบสตอส เป็นสารก่อมะเร็งที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งโทษและพิษภัยของแร่ใยหิน นั้นก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด ไต และโรคมะเร็งที่มีชื่อว่า Mesothelioma ซึ่งสามารถ พบผลิตภัณฑ์ที่คนไทยใช้อยู่บ่อยๆ ก็คือ กระเบื้องมุงหลังคาแบบลูกฟูก, ท่อระบายน้ำ, กระเบื้องปูพื้น, ฝ้าเพดาน, ฝาผนัง, ฉนวนกันความร้อน, ท่อน้ำร้อน, หม้อไอน้ำ, พลาสติกขึ้นรูปต่างๆ

3.สารเคมีหนัก 4.การสูด ดมควันบุหรี่จากคนใกล้ตัว และ 5.พันธุกรรมที่ผิดปกติ

นพ.ศิระกล่าวต่อว่า มีรายงานการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดในทวีปเอเชียนั้น 30-40% เป็นผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน โดยมากกว่า 50% ของเพศหญิงนั้นไม่เคยสูบบุหรี่ ซึ่งจะแตกต่างจากประเทศในฝั่งทวีปยุโรป ซึ่งมีเพียงแค่ 10-20% เท่านั้นที่ไม่เคยสูบบหรี่ แต่กลับป่วยเป็นมะเร็งปอด

ขอบคุณที่มาจาก MOKKALANA

อาการของโรคมะเร็งปอดโดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้ไอเรื...
12/11/2021

อาการของโรคมะเร็งปอด

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้

ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
หายใจมีเสียงหวีด
เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
ไอมีเลือดปน
เสียงแหบ
ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น ปอดบวม
เหนื่อยง่ายหรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วที่สุด

5 วิธีบริหารปอดให้แข็งแรง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิตทุกวัน .แม้เราจะพอคุ้นๆ กับประโยคที่ว่าปอดเป็นอวัยวะที่มีความยืดห...
12/11/2021

5 วิธีบริหารปอดให้แข็งแรง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิตทุกวัน
.
แม้เราจะพอคุ้นๆ กับประโยคที่ว่าปอดเป็นอวัยวะที่มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายฟองน้ำ แต่ไม่ว่าร่างกายคนเราจะมหัศจรรย์แค่ไหน สุดท้ายเราในฐานะ ‘เจ้าของร่างกาย’ จำเป็นต้องใส่ใจและถนอมบริหารปอดให้มีสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าสุขภาพภายในนั้นบอบช้ำหรือยังทำงานได้ดีแค่ไหน จนกว่าจะได้ตรวจสุขภาพ หรือมีสัญญาณบางอย่างสะกิดให้รู้ว่าปอดทำงานผิดปกติไป อย่าปล่อยให้ปอดทำงานหนักอยู่ฝ่ายเดียว มาดู 5 วิธีบริหารปอดให้แข็งแรงง่ายๆ สร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ที่มีคุณภาพไปด้วยกัน ดังนี้
1. ฝึกการหายใจให้อิ่ม โดยการหายใจเข้าทางจมูก และผ่อนลมหายใจออกทางริมฝีปากอย่างช้าๆ ซึ่งสามารถทำร่วมกับการฝึกหายใจด้วยหน้าท้องได้ โดยการใช้ฝ่ามือกดไล่อากาศบริเวณหน้าท้องเบาๆ เป็นการฝึกควบคุมจังหวะการหายใจเข้าและการทำงานของกระบังลมให้ดีขึ้น
2. สร้างความอบอุ่นให้ปอด โดยเฉพาะในช่วงเวลานอนที่ไม่ได้จำกัดว่านอนห้องแอร์ถึงจะต้องห่มผ้าเท่านั้น การนอนในห้องพัดลมปกติก็ควรห่มผ้าปิดบริเวณหน้าอกเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ปอด อีกทั้งเป็นการช่วยควบคุมอุณหภูมิและรักษาสุขภาพปอดไปพร้อมกัน
3. บริหารปอดด้วยการออกกำลังกาย แม้จะเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับวิธีบริหารปอดให้แข็งแรงอาจต้องเลือกทำกิจกรรมที่ได้ฝึกควบคุมการหายใจมากกว่าการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อต่างๆ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้เรื่อยๆ และเหมาะสำหรับคนทุกวัย
4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่มีผลโดยตรงต่อการทำงานของปอด บวกกับทิศทางการฟุ้งกระจายที่สามารถขยายไปสู่อวัยวะอื่นๆ ให้เกิดการระคายเคืองได้ เช่น ช่องปาก ลำคอ หลอดลม และอวัยวะภายในที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดปอด ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่รวมถึงการรับควันบุหรี่มือสอง (Secondhand Smoke) ที่อาจเผลอสูดดมเข้าร่างกายโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นเหมือนภัยเงียบที่ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพปอดเท่านั้น แต่อาจร้ายแรงถึงขั้นมีโอกาสเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้ในอนาคต หากได้รับการสะสมเป็นระยะเวลานาน
5. รับประทานอาหารบำรุงสุขภาพ การฝึกบริหารปอดให้แข็งแรงสม่ำเสมอจำเป็นต้องใช้วิธีดูแลหลากหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการบำรุงด้วยอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าในการช่วยเสริมการทำงานให้ปอด เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกหวาน มะเขือเทศ ฟักทอง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี และแอปเปิ้ล รวมถึงข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ และข้าวฟ่าง ที่มีกรดไขมันจำเป็นที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของปอด
ที่มา : Cigna
#ปอด #บริหารปอด #สร้างภูมิ #ออกกำลังกายปอด #สารสกัดจากธรรมชาติ #พอลลิติน #พอลเลนพลัส #พอลลิตัน

หัวใจ สมอง ปอด ความเกี่ยวพันที่แยกกันไม่ได้เมื่อใดที่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนปอดการปลูกถ่ายปอด คือกระบวนการผ่าตัดปลูกถ่าย...
12/11/2021

หัวใจ สมอง ปอด ความเกี่ยวพันที่แยกกันไม่ได้
เมื่อใดที่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนปอด
การปลูกถ่ายปอด คือกระบวนการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดบางส่วนหรือทั้งหมด ให้แก่คนไข้ที่มีสภาวะโรคปอด ซึ่งจำเป็นต้องรับการปลูกถ่ายปอดทั้งสองข้าง เพื่อประโยชน์ในการยืดอายุผู้ป่วย และเพิ่มคุณภาพชีวิตแต่ผู้ป่วยโรคปอดในระยะสุดท้าย การผ่าตัดปลูกถ่ายปอดครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จ คือในปีคศ. 1981 โดย Dr. Bruce Reitz จากมหาวิทยาลัย Stanford University ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง( idiopathicpulmonary hypertension) ในประเทศไทย
โรคปอดในขั้นรุนแรงที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดได้แก่
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease)
- โรคที่เกิดผังผืดในปอดโดยไม่ทราบสาเหตุ idiopathic pulmonary fibrosis
- โรคซิสติก ไฟโบรซิส cystic fibrosis
- โรคความดันของหลอดเลือดในปอดสูง primary pulmonary hypertension
- โรคถุงลมโป่งพองจากการขาด อัลฟ่า 1 alpha 1-antitrypsin deficiency
- โรคอื่นๆ หรือทดแทนการปลูกถ่ายปอดครั้งก่อนหน้าที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ข้อมูลการผ่าตัดปอด ในปี พ.ศ. 2557 มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ-ปอด 4 ราย และเปลี่ยนปอด (Single Lung transplantation) 1 ราย โดยในเดือนกันยายน 2558 มีผู้รอผ่าตัดเปลี่ยน หัวใจและปอด 21 ราย และเปลี่ยนปอด 5 ราย โดยระหว่างที่ผู้รอรับบริจาคปอดผู้ป่วยจะรับการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่นการรับยาขยายหลอดเลือด ยากลดการอักเสบ การรักษาโดยการให้ออกซิเจน และการทำกายภาพบำบัด เป็นต้น หากผู้ป่วยมีอาการกำเริบจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ จะพิจารณารักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย
ลักษณะและหน้าที่ของปอด
ปอด มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ มีน้ำหนักเบา สามารถขยายตัวและหดตัวจนเหลือเนื้อที่แคบ มีความยืดหยุ่นเป็นเยี่ยม โดยทั่วไปแล้วปอดมีหน้าที่หายใจ แลกเปลี่ยนก๊าซ โดยหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าและหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก
การดูแลรักษาหัวใจให้แข็งแรง
- ไม่สูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละออง
- สวมเสื้อผ้าให้หนา เพื่อให้ความอบอุ่นต่อร่างกาย (ปอด)
- เวลานอนควรห่มผ้าปิดหน้าอกให้มิดชิด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
โรคที่เกี่ยวกับปอด
- หลอดลมอักเสบ
- หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
- หลอดลมโป่ง
- ถุงลมโป่งพอง
- ปอดบวม
- หืด
- วัณโรค
- เยื้อหุ้มปอดอักเสบ
- มะเร็งในปอด
.
การปลูกถ่ายปอด
เป็นการเอาปอดใหม่ที่ดีกว่ามาใส่ให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดระยะสุดท้าย หรือโรคปอดระยะสุดท้ายที่เกิดจากปัญหาหัวใจ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือมักมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 6-12 เดือน ผลของปอดที่นำมาเปลี่ยนภายใน 1 ปี จะทำงานได้ดีถึงร้อยละ 75
ปอดใหม่ได้มาจากไหน
ปอดใหม่นี้จะได้จากผู้เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตาย และได้บริจาคอวัยวะให้โดยได้รับความยินยอมจากญาติ ซึ่งนับเป็นการทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
หัวใจ สมอง ปอด ความเกี่ยวพันที่แยกกันไม่ได้
หัวใจ สมอง และปอด : 3 อวัยวะที่ทำงานสัมพันธ์กัน
โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคในระบบทางเดินหายใจหรือโรคปอดนั้น มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาโดยตลอด จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2019 พบว่าสาเหตุการเสียชีวิต 3 อันดับแรก ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ตามลำดับ โดยมีความสัมพันธ์ต่อกันดังต่อไปนี้
โรคหัวใจ กับ โรคหลอดเลือดสมอง
โรคทั้งสองอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคทั้งสองระบบมีความคล้ายคลึงกันมาก ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ โรคอ้วน การไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยปัจจัยดังกล่าวเร่งหรือเอื้อต่อการเกิดคราบไขมันที่ไปเกาะด้านในผนังหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่คอ หลอดเลือดในสมอง เมื่อคราบไขมันสะสมมากขึ้น ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจและ/หรือหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและ/หรือสมองขาดเลือดเฉียบพลันได้ หรือในส่วนของการสะสมของคราบไขมันที่หลอดเลือดส่วนต้นคอ ถ้ามีการหลุดลอกของคราบไขมันไปยังหลอดเลือดสมอง ก็ทำให้เกิดสมองขาดเลือดได้เช่นกัน อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดเปราะบางไม่แข็งแรง เกิดภาวะหลอดเลือดโป่งพองในสมองหรือในช่องท้อง ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดแตกหรือฉีกขาด นำไปสู่ภาวะเลือดออกในสมองหรือช่องท้อง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตได้อีกด้วย
ในขณะเดียวกัน การเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน/หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้เลือดหมุนวนตกค้างอยู่ในหัวใจห้องบน เกิดลิ่มเลือดในห้องหัวใจและเกิดการหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดในสมองได้ โดยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่สูงที่สุด และอาจสูงมากกว่า 5 เท่าหากผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ ยังมีรายงานพบด้วยว่าโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจขาดเลือดนั้น เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง และในรายงานของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: AHA) ระบุว่า ในปี 2018 มีรายงานว่า หากมีคนไข้เป็นโรคหัวใจ 100 คน จะพบคนที่มีความเสี่ยงเป็นสโตรกได้ถึง 17 คน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมสภาวะต่างๆ อย่างเหมาะสมให้อยู่ในระดับที่ปกติ และควรเฝ้าระวังโรคเหล่านี้แต่เนิ่น ๆ
โรคปอด กับ โรคหัวใจ
การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุของหลักของการเกิดโรคปอด ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคมะเร็งปอด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease-COPD) เช่น ถุงลมโป่งพอง (Emphysema) ซึ่งมีส่วนทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นเนื่องจากแรงต้านในปอดสูงกว่าปกติ ความดันของหลอดเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่หัวใจเพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้นได้ อีกทั้งโรคถุงลมโป่งพองยังสามารถเพิ่มความดันโลหิตของหลอดเลือดปอด ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะหัวใ

ควันร้ายทำลายปอดหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าควันจากบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งปอด แต่ไม่ใช่แค่ควันจากบุหรี่เท่านั้น ...
12/11/2021

ควันร้ายทำลายปอด
หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าควันจากบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งปอด แต่ไม่ใช่แค่ควันจากบุหรี่เท่านั้น เพราะมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่น PM2.5 และควันจากธูปก็มีผลทำร้ายทำลายปอดได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรละเลยและทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
ฝุ่นควันทำร้ายปอด
ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดที่เกิดจากฝุ่นควัน ได้แก่
- บุหรี่ ยิ่งสูบมากยิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งสูบนานก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่สูบบุหรี่มากกว่า 30 Pack-year ในช่วงอายุ 55 – 75 ปีจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (high risk) ที่จะเกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยใหม่จากทางฝั่งยุโรปที่ระบุว่า แม้คนที่สูบบุหรี่มากกว่า 20 Pack-year ก็เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดได้เช่นกัน ดังนั้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจึงควรต้องพบแพทย์และตรวจเช็กปอดอย่างสม่ำเสมอด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ ที่สำคัญงดสูบบุหรี่เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งปอดได้ดีที่สุด
- ฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองควัน (Particulate Matter หรือ PM) 2.5 คือ สสารขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หลายคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่แต่ตรวจคัดกรองแล้วพบว่าเป็นมะเร็งปอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมลพิษทางอากาศ โดยทวีปเอเชียพบปัญหานี้ค่อนข้างมาก รวมถึงไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะประชากรได้รับมลพิษ PM 2.5 สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และมีความผิดปกติทางพันธุกรรมชื่อว่า EGFR Mutation ที่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปอดได้ ซึ่งพบบ่อยในคนเอเชียมากกว่ายุโรปและอเมริกัน เมื่อฝุ่นควันขนาดเล็กเข้าไปอยู่ในปอด ร่างกายจะพยายามกำจัด แต่หากกำจัดไม่ได้จะเข้าไปฝังตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ในระยะยาวพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง นำไปสู่โรคมะเร็งปอด หัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ดังนั้นหากวันไหนที่ค่า PM 2.5 สูงมากไม่ควรออกนอกบ้าน เปิดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านควรใส่หน้ากากที่ช่วยป้องกันฝุ่น PM 2.5
- ธูป การใช้ธูปที่เพิ่มขึ้นและได้รับควันธูปเป็นระยะเวลายาวนานส่งผลกระทบกับเนื้อเยื่อปอดและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ซึ่งไปสู่การเกิดโรคมะเร็งปอดได้ เพราะธูปมีสารก่อมะเร็งอย่างเบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน อีกทั้งทำให้เกิดอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 และ 10 ไมครอน ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งปอด เช่น มีประวัติมะเร็งปอดในครอบครัว โรคถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด แนะนำให้เลี่ยงการจุดธูปและสถานที่ที่มีควันธูป
ที่มา BANGKOK HEART HOSPITAL
#หัวใจ #สมอง #ปอดอักเสบ #ปอด #บริหารปอด #สร้างภูมิ #ออกกำลังกายปอด #สารสกัดจากธรรมชาติ #พอลลิติน #พอลเลนพลัส #พอลลิตัน

ที่อยู่

Lamphun
51000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สุขภาพปอด มะเร็งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์