ตัวหนังสือของวันศุกร์

ตัวหนังสือของวันศุกร์ ให้เวลาตัวเองได้ทบทวน กลับมาในโลกของตัวเราเอง เข้าใจ เรียนรู้ และพัฒนา

https://sukjai-nan.vercel.app/
25/07/2026

https://sukjai-nan.vercel.app/

แพลตฟอร์มรวบรวมแหล่งความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาทางด้านจิตใจ ค้นหาสถานพยาบาลใกล้เคียง และแบบประเมินสุขภาพ...

🏡เคยรู้สึกไหมว่า ในวันที่เหนื่อยล้ามาทั้งสัปดาห์ สิ่งเดียวที่เราโหยหาคือการได้กลับไปอยู่ใน Safe Zone ของตัวเอง ไม่ว่าจะเ...
30/01/2026

🏡เคยรู้สึกไหมว่า ในวันที่เหนื่อยล้ามาทั้งสัปดาห์ สิ่งเดียวที่เราโหยหาคือการได้กลับไปอยู่ใน Safe Zone ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนอุ่นๆ เพลย์ลิสต์เพลงโปรด หรือความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เราหลับตาเดินก็ไม่หลงทาง

⏳บ่อยครั้งที่เราเผลอตำหนิตัวเองว่า "เราขี้ขลาดหรือเปล่าที่ไม่อยากก้าวไปไหนเลย?" อยากบอกคุณตรงนี้เลยว่า ไม่จริงเลยสักนิดค่ะ ในวันที่โลกข้างนอกมันวุ่นวาย การมีพื้นที่ที่คาดเดาได้ พื้นที่ที่ทำให้ระดับความกังวลของเราต่ำลงจนเกือบเป็นศูนย์ คือกลไกการเยียวยาที่ดีที่สุดของมนุษย์ เราทุกคนจำเป็นต้องมี "จุดพักใจ" เพื่อฟื้นฟูพลังงานที่หายไป

🧐แต่สิ่งที่อยากให้ระวังไว้เพียงนิดเดียวคือ... การ "ติด" อยู่ในที่เดิมนานเกินไปจนโลกของเราค่อยๆ เล็กลง

🌿เมื่อเราอยู่ในความสบายที่คุ้นเคยนานเข้า ความมั่นใจของเราจะเริ่มเปราะบางลงโดยไม่รู้ตัว เราจะเริ่มคิดว่า "เราทำได้แค่นี้แหละ" หรือเริ่มกลัวสิ่งใหม่ๆ ไปเสียหมด จนพื้นที่ที่เคยเป็น "ที่พัก" กลายเป็น "กรงขัง" ที่กั้นเราออกจากสีสันอื่นๆ ของชีวิต

🍃แล้วเราจะเดินออกมาได้อย่างไร... โดยไม่ฝืนใจจนเกินไป?
ลองมองว่าการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การทุบกำแพงบ้านทิ้งแล้ววิ่งออกไปกลางพายุ แต่มันคือการ "ขยายขอบรั้ว" ออกไปทีละนิด ให้ใจได้พอเต้นตึกตักแบบตื่นเต้น แต่ไม่ถึงกับตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ให้ใจได้สัมผัสกับความกังวลเล็กๆ แต่น่าสนุกมาก เหมือนการได้ไปเที่ยวสวนสนุกแล้วนั่งเครื่องเล่นที่หวาดเสียว แน่นอนว่ามันน่ากลัว น่าตื่นเต้น แต่มันสนุกสุดๆ ไปเลย

🌿ลองทำอะไรที่ขยับเพดานความกล้าดูสักหน่อย

🌴ลองเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านที่แปลกตาไปจากเดิม

🐧ลองคุยกับคนที่เราไม่เคยกล้าทัก ไม่กล้าคุย

🌟หรือลองทำสิ่งที่เคยคิดว่า "ไว้ก่อน" ให้เกิดขึ้นจริงในวันนี้

☘️การก้าวออกมาในระดับที่พอดีแบบนี้ จะทำให้เราค้นพบว่าศักยภาพของเรามันกว้างกว่าที่เคยคิด และเมื่อนั้น พื้นที่ปลอดภัยของคุณจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนสิ่งที่คุณเคยกลัวในวันก่อน กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปในวันนี้

🍀เย็นวันศุกร์นี้... กลับเข้าบ้าน พักผ่อนใน Safe Zone ของคุณให้เต็มอิ่มนะ ทิ้งความหนักอึ้งของสัปดาห์นี้ไว้ข้างหลัง แล้วลองถามตัวเองดูเล่นๆ ดูนะคะว่า “พรุ่งนี้ มีเรื่องเล็กๆ เรื่องไหนบ้างนะ ที่เราอยากจะลองก้าวออกไปสำรวจดู?”

🍁เพราะการเติบโตไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกกลัว แต่หมายถึงการที่เรากล้าจูงมือความกลัวนั้น... เดินออกไปดูโลกกว้างด้วยกัน

✌️พร้อมเปิดโลกกว้างไปด้วยกัน เพราะบนโลกใบนี้มีอะไรให้น่าเรียนรู้อีกเยอะเลย
💞เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ

#ตัวหนังสือของวันศุกร์

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳ว่าด้วยเรื่อง "ความสุข"🍀นิยาม "ความสุข" ของคุณคืออะไรคะ ตามพจนานุกรมแล้ว ความสุข หมายถึงความเพลิด...
19/12/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
ว่าด้วยเรื่อง "ความสุข"

🍀นิยาม "ความสุข" ของคุณคืออะไรคะ
ตามพจนานุกรมแล้ว ความสุข หมายถึงความเพลิดเพลิน สบายกายสบายใจ ความรู้สึกพอใจ เมื่อพูดถึงความสุข ก็คงเป็นบรรยากาศของความสบาย ผ่อนคลาย ในเชิงบวก ความสุขก็คงเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหา และอยากให้เราและคนรอบตัวมีความสุข แต่ความสุขของแต่ละคนก็คงมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางคนได้กินอาหารอร่อยก็มีความสุข บางคนได้ไปเที่ยวก็มีความสุข บางคนขอแค่ได้พักอยู่เฉยๆ ก็มีความสุข หรือแค่ไม่ทุกข์ก็สุขแล้ว

🔖ความสุขในเชิงจิตวิทยา คือ สภาวะที่บุคคลรู้สึกพึงพอใจในชีวิต ซึ่งความสุขนี้มีหลายรูปแบบ เช่น ความสนุกสนาน ความพอใจ ความภูมิใจ การสมปรารถนา เป็นต้น โดยความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากภายในของตนเอง คือการมีความพึงพอใจในตนเอง รักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วสิ่งเหล่านี้ถึงจะส่งออกภายนอกทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่น
🌹 Seligman อธิบายองค์ประกอบของความสุขที่ยั่งยืน ไว้ว่าประกอบไปด้วย
Positive Emotions (อารมณ์บวก): ความรู้สึกดีๆ
Engagement (การมีส่วนร่วม): การจดจ่อกับกิจกรรมที่ชอบ
Relationships (ความสัมพันธ์): การมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
Meaning (ความหมาย): การใช้ชีวิตที่มีเป้าหมาย
Achievement (ความสำเร็จ): การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้.

🌿เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของความสุขแล้วก็เปรียบเสมือนกับว่าเราได้มีความรู้สึกดีๆ ในการได้ทำตามเป้าหมายของชีวิต แล้วได้จดจ่อในกิจกรรมที่ชอบ ได้มีการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่น และหากเป้าหมายนั่นสำเร็จลุล่วงก็จะทำให้ความสุขนั้นยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นตัวสะท้อนตัวตนของเรานั่นเอง... ถ้าอย่างนั้นคนเราจะมีความสุขได้ ก็ต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เรามีเป้าหมายในชีวิตว่าอย่างไร เราถึงจะสามารถทำกิจกรรมที่เราชอบ และทำตามเป้าหมายเพื่อบรรลุเป้าหมาย เพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ได้อย่างแท้จริง เพราะหากเราไม่รู้ว่าชอบอะไร ไม่รู้ว่ามีชีวิตไปทำไม มันก็จะไม่เกิดองค์ประกอบแห่งความสุขได้เลย

❤️ดังนั้นความสุขง่ายๆ ที่จะเกิดขึ้น ก็เพียงแต่รู้จักตัวเองให้มากขึ้น ว่าเราชอบอะไร ชอบทำอะไร เห็นคุณค่าของตัวเอง รักตัวเองในแบบที่เป็นก็จะเห็นจุดที่เราสามารถพัฒนาเรียนรู้ต่อไปได้ ชีวิตนี้ก็จะมีความหมายมากขึ้น ทั้งต่อตัวเราและโลกใบนี้ ❤️

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳ว่าด้วยเรื่อง "ดีพอ หรือ พอดี" ⛱️หลายครั้งที่เรามักจะพูดถึงคำว่า "ดี" แต่แบบไหนกันนะที่จะเรียกว่า...
21/11/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
ว่าด้วยเรื่อง "ดีพอ หรือ พอดี"

⛱️หลายครั้งที่เรามักจะพูดถึงคำว่า "ดี" แต่แบบไหนกันนะที่จะเรียกว่าดีจริงๆ แล้วความดีพอ หรือพอดี มันอยู่ตรงไหนกันนะ

🌸หลายคนสร้างมาตรฐานของความดีพอของตัวเองไว้ (ซึ่งแต่ละคนก็มีไม้บรรทัดที่ใช้วัดความดีนี้ ไม่เหมือนกัน) บางคนบอกว่าหากจะดี ต้องเป็นคนเสียสละ บางคนอาจจะบอกว่าหากจะดี ต้องช่วยเหลือคนอื่น หรือบางคนบอกว่าหากจะดีต้องประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการให้ค่า ตามความเชื่อของเรา ก็คือเชื่อว่าจะดีต้องเสียสละ จะดีต้องประสบความสำเร็จ จะดีต้องคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง และตรงข้ามก็อาจจะมองว่าการคิดถึงตัวเองก่อนคือการเห็นแก่ตัว เป็นต้น

🫰วันก่อนหมอได้มีโอกาสฟัง podcast ของโค้ชหนุ่มกับ รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์พูดถึงเรื่อง "ความพอ" ได้อย่างน่าฟังมาก ไปตามดูกันนะคะ ซึ่งอาจารย์พูดว่าเมื่อพูดถึงเรื่องความ"พอ" ก็ต้องพูดเรื่องความ "อยาก" ซึ่งเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ เช่นอยากมีอาหารกินให้อิ่ม มีบ้านที่แข็งแรงปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการพืันฐานของมนุษย์ แต่เรามักจะไปตีความคำว่าพอ คือ ความไม่อยาก ซึ่งมันขัดกับความรู้สึกพื้นฐานของเรา ทำให้ถ้าเราอยากจะพอ กลายเป็นว่าเราจะพยายามไม่อยาก ซึ่งในความเป็นจริง มันทำได้ยาก ความอยากบางครั้งก็อาจจะเป็นความพอแล้วก็ได้ เช่นการที่เราอยากมีอาหารเก็บไว้กินนานๆ เราก็มีการคิดถนอมอาหาร ความอยากนี้ เป็นความอยากที่พอดี แต่เมื่อความอยากนั้น จริงๆ แล้วอยากไม่ผิด แต่มันอยู่ที่การควบคุมจัดการความอยากให้อยู่ภาวะที่เราควบคุมได้ และไม่เกินตัว

🌷หลายครั้งที่มนุษย์เราจะเอาอะไรมาเชื่อมโยงกันผิดๆ แบบคิดไปเองว่ามันควรต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ ทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นการเหมารวม เช่น คิดว่าการคิดถึงตัวเอง คือ การเห็นแก่ตัว หรือการไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือการอกตัญญู การนอนพักคือการใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ การทำงานเยอะคือคนขยัน เพราะฉะนั้น ถ้านั่งเฉยๆ คือขี้เกียจ แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป (ถ้าคุณอ่านประโยคไหน แล้วมีความคิดไม่เห็นด้วย เบะปาก มองบน นั่นแสดงว่าคุณก็คงเห็นด้วยว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป)

🧚‍♀️เมื่อเรามีชุดความเชื่อแบบใด เราก็จะมีพฤติกรรมแสดงออกมาเหมือนแบบที่เราคิดตามความเชื่อนั้น เช่น หากเราคิดว่าการนั่งอยู่เฉยๆ คือความขี้เกียจ เราก็จะพยายามหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตนเองว่าง (ซึ่งก็อาจจะได้ประโยชน์และไม่ได้ประโยชน์ เพื่อนบางคนอาจจะบอกว่าทำไมไปทำไมนะ 55) เพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราขี้เกียจ อ่อ อีกอันหนึ่งก็คือ พอเรามีชุดความเชื่อแบบนี้ เราก็จะคิดว่าคนอื่นเค้าคิดเหมือนกัน เช่นตัวอย่างข้างต้น เราคิดว่าการนั่งอยู่เฉยๆ คือขี้เกียจ แต่คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้น นั่งเฉยๆ ก็คือนั่งเฉยๆ คือการพักผ่อน หรือเค้าอาจจะไม่ได้สนใจคุณเลยด้วยซ้ำ แฮะๆ แล้วทำไมเราจะขี้เกียจไม่ได้เลยหรือ

😘กลับไปที่คำพูดที่ว่า หากเรากำลังฝืนธรรมชาติ มันจะเป็นเรื่องยาก มนุษย์เรามีความขี้เกียจ มีความโลภ โกรธ เศร้า อิจฉา อยาก เป็นธรรมดา แต่เมื่อไหร่ที่เรากำลังฝืนธรรมชาติ พยายามไม่โกรธ ไม่เศร้า ไม่อิจฉา ไม่ขี้เกียจ ไม่อยาก เป็นเรื่องยาก และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องฝืนความรู้สึก ก็แสดงออกมาเป็นแบบไม่เก็บกด ก็แสดงออกมาแบบควบคุมไม่ได้ หรือบิดเบือนความรู้สึกไปจนไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่

💦กลับมาที่ความพอดี หรือดีพอ หากเรามีชุดความเชื่อแบบใด แล้วไม่เป็นแบบที่เราเชื่อ เราก็จะเผลอตัดสินว่า นั่นคือ ความยังไม่ดีพอ ต้องอย่าพักสิ ห้ามมีเวลาว่าง เพราะว่างคือขี้เกียจ ถ้ามีเวลานั่งเฉยๆ คือเรายังไม่ดีพอ แฮะๆ เหนื่อยจัง ......

🎄วันนี้อยากชวนทุกคนลองนั่งทบทวนตัวเองดูหน่อยนะคะ ว่า จริงๆ แล้วเรา"ดีพอ" แล้วรึยัง การที่เราตั้งใจทำงาน คือเราให้ค่ากับความตั้งใจของเราแล้วรึยัง การดีพอ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เติบโต ไม่พัฒนาแล้ว เพราะความอยากก็ยังเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์เราอยู่ดี เพียงแต่ความอยากดี อยากเด่น อยากเก่ง อยากรวย อยากสวย หากอยู่บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนตัวเอง เป็นเราในแบบเรา ความอยากดีพอ ก็อาจจะพอดี แล้วก็ได้

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳ว่าด้วยเรื่อง ”ความคาดหวัง“🎯ความคาดหวัง เป็นคำที่เชื่อว่าทุกคนคงต้องเคยเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นคาดหวังก...
24/10/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
ว่าด้วยเรื่อง ”ความคาดหวัง“

🎯ความคาดหวัง เป็นคำที่เชื่อว่าทุกคนคงต้องเคยเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นคาดหวังกับตัวเอง คาดหวังกับคนอื่น ลำพังตัวความคาดหวังเองก็คงไม่มีปัญหาอะไร หากเรายอมรับกับผลของการคาดหวังของตัวเอง แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เราต้องเผชิญมักจะเป็นการไม่ได้เตรียมใจกับผลที่ไม่เป็นดั่งหวัง
⚡️เมื่อความคาดหวังไม่เป็นดั่งหวัง เราก็จะต้องเผชิญกับความผิดหวัง นำมาซึ่งความรู้สึกเศร้า เสียใจ ท้อแท้ หมดหวัง
🌓เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคาดหวังนั้น ต้องผ่านตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้ ก็อาจต้องเตรียมใจกับความผิดหวังได้เลย
💡หลายๆครั้งที่เราเอาความคาดหวังไปฝากไว้กับคนอื่น ฉันจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ต้องอยู่สบาย ลูกต้องเรียนหนังสือเก่ง เพื่อนร่วมงานต้องเห็นคุณค่าหรือเห็นความสำคัญของเรา ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นดั่งใจหวังก็คงจะมีความสุขดี แต่หากไม่เป็นดังหวัง คงทุกข์ใจไม่เบา
🧩ความคาดหวังเป็นกระบวนการหนึ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเรา เราคาดหวังให้คนโน้นคนนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ลึกๆก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี รู้สึกสงบ รู้สึกมีคุณค่า
⚓️หากแทนที่เราจะเอาความคาดหวังนั้นไปฝากไว้กับคนอื่น หากเราสามารถตอบสนองความต้องการของเราเองได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ค้องผ่านคนอื่น จะง่ายกว่ามั้ย การที่คาดหวังอยากให้ลูกเรียนเก่ง เพียงเพราะอยากให้เรารู้สึกสบายใจว่าเราเลี้ยงลูกได้ดี อยากให้พ่อแม่สบาย เพียงเพราะอยากรู้สึกว่าเราเป็นลูกที่ดี ลูกกตัญญู แต่หากเราเลี้ยงลูกให้ดีอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของเรา ก็ภูมิใจว่าเราเลี้ยงลูกได้ดีมากๆแล้ว เค้าจะเก่งหรือไม่เก่งไม่ได้เกิดจากว่าเราเลี้ยงดีหรือไม่ดี เป็นต้น
🍿ความคาดหวังที่ผ่านตัวแปรให้น้อยที่สุด จะช่วยลดความเสี่ยงของการผิดหวังลง เพราะแค่การคาดหวังกับตัวเองยังทำได้ยากเลย คาดหวังจะอ่านหนังสือ คาดหวังจะลดน้ำหนัก คาดหวังจะตั้งใจทำงาน แค่นี้ก็ยากแล้ว หากเอาความหวังไปฝากไว้กับคนอื่น ก็คงยิ่งยากไปอีก เพราะเราควบคุมอัไรไม่ได้เลย
#เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก
#ตัวหนังสือของวันศุกร์

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳♨️หากพูดถึง "ไฟ" คุณนึกถึงอะไรคะ???📛บางคนอาจจะนึกถึงความน่ากลัวของไฟ ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า ไฟไหม้ ควา...
20/10/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
♨️หากพูดถึง "ไฟ" คุณนึกถึงอะไรคะ???
📛บางคนอาจจะนึกถึงความน่ากลัวของไฟ ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า ไฟไหม้ ความร้อนแรงของไฟ แต่บางคนอาจจะคิดถึงประโยชน์ของไฟ เช่นทำให้เกิดแสงสว่าง ทำให้เกิดความอบอุ่น เป็นแหล่งให้พลังงาน
💡นอกจากนี้คำว่าไฟยังนำมาใช้หลากหลายแทนความรู้สึก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะออกไปทางอารมณ์ที่ร้อนแรง เช่น โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ความรู้สึกไฟสุมอก และพลังของไฟ เช่น โกรธเป็นไฟลามทุ่ง มีพลังมีไฟในตัว หรือไฟในตัวมอดลงไปแล้ว เป็นต้น
⛱วันนี้จึงอยากชวนคุยเรื่องของภาวะ "หมดไฟ" หรือ Burnout ระยะหลังๆ นี้เราได้ยินคำนี้กันมากขึ้น และคนก็พูดถึงหรือเผชิญกับภาวะนี้กันมากขึ้น หมอได้ฟังสัมภาษณ์ของคุณพีชชี่จากรายการ #สามสิบยังจ๋อย คุณพีชชี่ได้อธิบายภาพของภาวะหมดไฟได้น่าฟังมากว่า ภาวะหมดไฟมันเป็นเหมือนตะเกียงที่มีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ถ้าหากไฟยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ น้ำมันก็จะหมดเร็วไปเท่านั้น และยิ่งถ้าไม่มีการเติมน้ำมันลงไปเพิ่ม ไฟก็ดับลง หมอเห็นด้วยอย่างยิ่งและเห็นภาพตามมากๆว่า การที่เราต้องการแสงสว่างมากเพียงใด เราต้องใช้พลังงานมากในการที่จะทำให้เกิดแสงนั้น เหมือนกับการทำงาน ที่ถ้าเราอยากให้งานของเราประสบความสำเร็จเราก็ต้องใช้พลังงานอย่างมากในการลงมือทำ และยิ่งหากเรามัวแต่มองหาผลสำเร็จของความสว่างหรือความอบอุ่นนั้น จนลืมมองต้นทุนที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งนั่นก็คือน้ำมัน
🏮แต่ชีวิตเราจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่ตะเกียง เราเปรียบเหมือนเป็นบ่อพลังงานขนาดใหญ่ ที่มีพลังใจได้จากหลายแหล่ง ซึ่งแต่ละคนก็ใช้พลังงานที่แตกต่างกัน บางคนพลังงานมาจากความรักของคนใกล้ชิด บางคนพลังมาจากการได้พักผ่อนได้ท่องเที่ยว บางคนได้จากความสงบ บางคนได้จากการได้ฟังเพลง อ่านหนังสือ บางคนได้จากการยอมรับ ซึ่งก็คือการที่เราได้กลับมาให้ความสำคัญกับตนเอง ไม่เพียงแต่รอแค่ผลของการใช้พลังงานนั้น ว่าจะเกิดแสง เกิดความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน หากเราคอยสังเกตว่าพลังเราเริ่มหมดรึยัง ก็แค่ค่อยๆ คอยเติมพลังนั้นให้กับตัวเอง ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ได้ให้เวลากับตัวเอง ให้ความสำคัญกับตัวเอง ก็จะช่วยได้มาก
⛺️แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการทำงานเพื่อลดการ burnout ได้ ก็คงเปรียบเหมือนว่า หากเราเป็นกองไฟที่กำลังโชติช่วง แต่ทันใดนั้น ก็มีพายุลมฝนตกกระหน่ำมา ลำพังตัวเราเองก็คงมอดลงได้อย่างรวดเร็ว แต่หากเรามีเกราะกำบัง มีตัวช่วยต้านลม บังฝนให้ ก็คงจะช่วยไฟกองนี้ให้ยังคงพวยพุ่งต่อไปได้ เปรียบเหมือนองค์กร หากองค์กรไม่ช่วยเหลือคนที่ต้องทำงาน ปล่อยปละละเลย หรือหวังแต่จะให้เค้าให้แสง โดยลืมจะช่วยหาวัตถุดิบมาผลิตไฟ หรือแม้แต่จะช่วยปกป้องหากเกิดปัญหาอะไรมา ก็คงทำให้คนทำงานหมดไฟไปได้ง่าย ๆ
🎈ดังนั้นหากเราเป็นคนทำงาน สิ่งแรกที่เราคงต้องให้ความสำคัญก็คือตัวเราเอง อย่าลืมที่จะให้พลังตนเอง ให้เวลากับตัวเอง ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ฝืนไปก็ไม่ได้ประโยชน์ เมื่อต้องพักก็คือต้องพัก อย่าลืมที่จะให้คุณค่ากับตนเอง ผ่านการมองข้อดีของตนเอง ควบคู่กับมองหาสิ่งที่เราอยากพัฒนา ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราแค่จะเป็นคนที่เราพอใจในแบบที่เราเป็น
🎯และที่สำคัญก็คงเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่คงต้องให้ความสำคัญกับคนให้มากขึ้น คนไม่ใช่เครื่องจักร คนมีจิตใจ ช่วยรับฟังอย่างตั้งใจ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหา และมองหาแหล่งช่วยเหลือ ส่งต่อ เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องปกติ #เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก
🍎ภาวะหมดไฟ หรือ Burnout เกิดได้กับทุกคน เพราะฉะนั้น เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องของทุกคน ร่วมกันใส่ใจ รับฟัง แก้ไข ขอความช่วยเหลือ #เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳ว่าด้วยเรื่อง การต้องการ“การยอมรับ”💡มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานที่คล้ายๆ กันอยู่ เช่น หลายๆคนอา...
19/10/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
ว่าด้วยเรื่อง การต้องการ“การยอมรับ”

💡มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานที่คล้ายๆ กันอยู่ เช่น หลายๆคนอาจจะต้องการการเป็นที่รัก ต้องการมีคุณค่าในตนเอง ต้องการอิสระ ต้องการความสงบสุข เป็นต้น และการต้องการการยอมรับก็เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกๆ คนต้องการ
🩸หากจะตั้งคำถามว่า แล้วเราต้องการให้ใครยอมรับล่ะ ???แน่นอนว่า คำตอบก็คงจะเป็น ถ้าไม่ใช่ตัวเราก็คงต้องเป็นคนอื่น หากเราทบทวนดูเราก็มักจะต้องการให้คนอื่นยอมรับในตัวเราเอง มากกว่าที่จะให้ตัวเรายอมรับตัวเราเองใช่มั้ยล่ะคะ
🧨กระบวนการที่เราต้องการการยอมรับ ต้องเป็นคนอื่นที่ยอมรับเรา เราถึงจะรู้สึกยอมรับตัวเอง …… คุณว่ากระบวนการนี้ถูกต้องหรือไม่คะ ???? ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก …… บางคนอาจจะตอบว่าถูก เพราะ เราจะบอกว่าตัวเองเก่ง ดี ได้อย่างไร ถ้าคนอื่นไม่ได้ชมเราแบบนั้น ถ้าเราบอกว่าเราดี เราเก่งนั่นคือเรากำลังคิดไปเอง เหลิง ต้องฟังจากคนอื่นเท่านั้น ใครคิดแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้นเร็ว🙋‍♂️ ไม่ผิดที่คุณจะคิดแบบนี้นะคะ แต่วันนี้ขอมาชวนคิดต่ออีกหน่อยว่า คุณเคยสังเกตมั้ยคะว่า คนที่เราต้องการการยอมรับ ไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ คนๆนั้นต้องเป็นคนสำคัญของคุณ ไม่ว่าจะเป็นบุพการี คนที่คุณชื่นชอบ คนที่คุณยกให้เป็น idol หรือแม้แต่คนที่คุณให้ความเคารพ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะชื่นชมคุณหรือยอมรับคุณ แล้วคุณจะเห็นด้วยและนำมาสู่การยอมรับจริงๆ ว่า เออ ฉันเก่ง ฉันดี
📡แต่ก็แปลกนะคะ มนุษย์เราก็ชอบอะไรยากๆ เราชอบเลือกหรือพยายามจะพิสูจน์การยอมรับจากคนที่เค้าดูเหมือนจะไม่ยอมรับเรา ไอ้คนที่ยอมรับเราอยู่แล้ว เราไม่สนใจคำชมเค้าหรอก แต่เราจะอยากได้จากคนนี้อ่ะ คนที่ยากๆ คนนี้อ่ะ ซึ่งเราอาจจะเลือกเพราะเราเอาไม้บรรทัดให้คนๆนั้นเป็นมาตรฐาน (มาตรฐานที่ไม่มาตรฐาน ใครกำหนดนะ 😅😅) ว่าคนนี้คือมาตฐานคนดี คนเก่ง ซึ่งถ้าเราไปถามคนอื่น คนอื่นอาจจะยี้ก็ได้นะคะ ดังนั้นอย่าลืมกลับมาดูไม้บรรทัดของเราด้วยนะคะ ว่า ไอ้คำว่าดี คำว่าเก่งที่เรายกให้เค้าหน่ะ มันจริง มันถูกต้องจริงรึเปล่า
📌ในทางกลับกันนะคะ จากที่เราต้องการการยอมรับ แต่ต้องผ่านตัวแปรจากคนอื่นก่อน เราต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นยอมรับในตัวเราก่อน เราถึงจะยอมรับตัวเองได้ ลองกลับมาถามตัวเองหน่อยได้มั้ยคะว่า “แล้วเรายอมรับตัวเองได้เองมั้ย โดยไม่ต้องผ่านคนอื่น” มันจะง่ายกว่ามั้ย หากเราจะชมตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นชม และเราก็รู้ตัวเอง ว่าเรามีจุดดี จุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อยอะไรบ้าง คือ ยอมรับตัวเอง ได้ด้วยตัวเราเอง บางครั้งเราจะเผลอมองว่าการจะเป็นคนดี คนเก่ง คือต้องไม่เลว ไม่โง่ เลย ซึ่งหากเราตั้งมาตรฐานแบบนั้น เราก็คงต้องเตรียมผิดหวังได้เลย เพราะหากถามว่า คนที่คุณยกให้เป็น idol นั้น คนๆ นั้น จะมีดี 100% เลยหรือไม่ …. ซึ่งก็คงไม่ใช่
❤️หากเรายอมรับความจริงตรงนี้ว่า ไม่มีใครดี หรือเลว เก่งหรือโง่ 100% หรอก คุณจะยอมรับตัวเองได้บ้างหรือไม่คะว่า จริงๆแล้ว เราก็เก่งและดี อยู่บ้าง เรารู้และยอมรับตัวเองได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องไปรอฟังหรือรอให้ใครมาบอกหรือยอมรับในตัวเรา เราจะเหนื่อยพิสูจน์ตัวเองเพื่อคนอื่นไปทำไม ในเมื่อเราก็รู้อยู่แล้วว่าเรามีดีและไม่ดีตรงไหน ….. แต่ที่ผ่านมาเพียงเพราะคุณไม่ยอมรับจุดด้อยของตนเองเท่านั้นเอง คุณแค่กำลังจะหนีตัวตนที่คุณไม่ยอมรับเท่านั้นเอง
📍หากคุณไม่เริ่มจากการยอมรับตัวเอง คุณก็จะยังต้องเหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเอง โดยที่ไม่มีวันรู้เลยว่าเมื่อไหร่คุณจะได้รับการยอมรับ แล้วต้องยอมรับแบบใด ยอมรับแค่ไหน เพราะตัวเราก็ยังไม่ยอมรับตัวเราเองเลย
💝รักและโอบกอดตัวเองนะคะ
#เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก
#ตัวหนังสือของวันศุกร์

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳⛱ช่วงที่ผ่านมาประชาชนชาวน่าน ได้ยินเสียงฝน เสียงฟ้าร้องแล้วจะเกิดอาการผวา กลัวว่าจะมีน้ำท่วมอีกหร...
19/10/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
⛱ช่วงที่ผ่านมาประชาชนชาวน่าน ได้ยินเสียงฝน เสียงฟ้าร้องแล้วจะเกิดอาการผวา กลัวว่าจะมีน้ำท่วมอีกหรือไม่ หลายคนอาจจะรีบเก็บของ หรือย้ายรถไปไว้ในที่ปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องผิดปกติอะไรนะคะ
🧰ก่อนอื่นอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการวิตกกังวลกันก่อน หลายคนอาจจะเข้าใจว่าความวิตกกังวลเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ใช่อาการหรืออารมณ์ปกติที่เกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ความวิตกกังวลก็เป็นอารมณ์หรืออาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เฉกเช่นเดียวกับอารมณ์โกรธ เศร้า เสียใจ ดีใจ นั่นเอง แต่ทุกอย่างหากมีมากเกินไปก็ไม่ดี แค่นั้นเองค่ะ
🎯ความวิตกกังวลเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์เราปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ ลองจินตนาการตามดูนะคะว่า หากเรากำลังจะข้ามถนน แต่เราไม่มีความกังวลอะไรเลย เดินข้ามไปเฉยๆ หรืออยู่ใกล้ไฟหรือสิ่งของอันตราย ก็ไม่รู้สึกกังวลว่าจะเกิดอันตรายอะไรหรือเปล่า เราก็จะไม่ระวังตัว แต่หากเรามีความวิตกกังวลว่าจะปลอดภัยมั้ย เราก็จะมองซ้ายมองขวาดูว่าไม่มีรถแล้ว เราจึงข้ามถนน เราเห็นไฟที่โหมแรงแล้วรู้สึกว่าจะไม่ปลอดภัย เราจึงถอยห่างออกมา ทั้งหมดนี้ เจ้า "ความวิตกกังวล" กำลังทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย
📍เมื่อเกิดความกังวลเกิดขึ้น ร่างกายของคนเราจะตอบสนองแบบอัตโนมัติ โดยการ " สู้ หรือ หนี " ไม่ว่าจะสู้หรือหนี ก็เป็นการตอบสนองที่ปกติ หลายคนจะเข้าใจว่าการหนี การความพ่ายแพ้ การไม่สู้กับปัญหา แต่การหนี บางครั้งก็เพื่อความปลอดภัยของเราเอง ยกตัวอย่างเช่น ตอนน้ำท่วม เราก็มีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย อยู่ไปจะรอดมั้ย น้ำจะขึ้นสูงมั้ย จะมีอะไรกินมั้ย คำถามก็คือ เราจะสู้หรือจะหนี จะสู้โดยการอดทนอยู่ต่อ เพื่อบ้านเราสูง มีหลายชั้น เตรียมอาหารไว้พร้อมหลายมื้อ ก็เลือกที่จะสู้ต่อ แต่หากดูแล้ว ไม่น่ารอด น้ำขึ้นสูงมากแน่ๆ และไม่มีอาหารเตรียมพร้อมไว้เลย การหนีออกมาก็เป็นทางรอดของชีวิต ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกหนทางไหน ก็ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก แต่อย่าลืมว่าทุกการตัดสินใจของเรา เราก็ต้องยอมรับกับการตัดสินใจและผลของการตัดสินใจนั้นด้วย แค่นั้น
⁉ ดังนั้นการที่เราวิตกกังวลก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดขึ้น เมื่อเรากำลังเผชิญกับความเครียด แต่แบบไหนถึงจะเรียกว่าเกินเหตุหรือเป็นมากจนควรได้รับการดูแลรักษา ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า PTSD บ่อยมากขึ้น คำนี้มาจากคำเป็นว่า Post-traumatic stress disorder ซึ่งคำนี้เป็นชื่อโรคหนึ่งทางจิตเวช เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่รุนแรงถึงชีวิต หรือกระทบจิตใจอย่างรุนแรง โดยจะมีอาการสำคัญ 4 อย่างได้แก่
1.Re-experiencing คือการที่เราเห็นภาพเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นผุดขึ้นมาซ้ำๆบ่อยๆ ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมาจนตกใจกลัว (Flash Back)
2.Avoidance คือการคอยหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสิ่งที่จะทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น เช่น สถานที่ ผู้คน ภาพข่าว เป็นต้น
3.Negative alteration of cognition and mood คือ การที่ไม่มีความสุขและไม่สนใจที่จะร่วมกิจกรรมนั้นๆ การรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น บางคนอาจมีความคิดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งความคิดดังกล่าวจะนำไปสู่การตำหนิตัวเองและคนอื่น ส่งผลให้มีอารมณ์ฝังใจในทางลบ รู้สึกโกรธ อับอาย หวาดกลัวและรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา
4.Hyperarousal symptoms คือ อาการตื่นตัวมากเกินไป เป็นอาการคอยจับจ้อง คอยระวังตัว ตื่นตัว และมักมีอาการหงุดหงิด ตกใจง่าย โกรธง่าย รวมถึงสะดุ้งและผวาง่ายขึ้นเวลาอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง ส่งผลให้ขาดสมาธิ นอนหลับไม่สนิท หลับยาก หรือชอบสะดุ้งตื่นในขณะที่นอนหลับ ซึ่งอาการนี้แหล่ะที่ทำให้ช่วงนี้เราอาจจะรู้สึกผวากับการได้ยินเสียงฝน แต่จริงๆ แล้ว อาการ PTSD ไม่ได้มีแค่อาการผวาอย่างเดียว ยังต้องมีอาการอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นอีกด้วย
💞แต่ไม่ว่าคุณจะมีหรือไม่มีอาการของ PTSD แต่คุณรู้สึกว่าคุณรู้สึกไม่มีความสุข เบื่อหน่าย อะไรที่เคยทำแล้วมีความสุขตอนนี้ไม่สุขแล้ว การกินการนอนผิดปกติ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิ หรือถึงขั้นมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรืออยากตายๆ ไปให้พ้นซะ แนะนำว่าควรมาพบจิตแพทย์นะคะ การพบจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร คุณสามารถไปสถานพยาบาลใกล้บ้านก่อนก็ได้นะคะ หรือมานัดที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลน่าน ก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ
📌ท้ายที่สุด คือการเตรียมความพร้อมกับความวิตกกังวลทั้งหลายของเรา จัดการกับสิ่งที่เราทำได้ อะไรที่มันเหนือกำลังของเราก็อาจจะต้องยอมรับ และอยู่กับความกังวลนั้นให้ได้เข้าใจตามความเป็นจริง เราไม่รู้หรอกว่าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน(แต่อนาคตก็ไม่แน่) ไม่รู้หรอกว่ารอบนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเตรียมความพร้อม ว่าจะสู้ หรือจะหนี เพื่อความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก
🎯อย่าลืมให้กำลังใจตัวเองในวันที่อ่อนล้า และอย่าลืมชื่นชมตัวเองในวันที่เราลุกขึ้นยืนได้ ไม่ว่าคุณเลือกจะสู้หรือหนี นั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุด ณ เวลานั้นแล้ว ยอมรับ และโอบกอดตัวเอง ให้ก้าวข้ามผ่านปัญหานั้นไปให้ได้ จะข้ามปัญหาแบบสู้หรือหนี อย่างน้อยเราก็จะได้ลงมือทำแล้ว

#เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก

19/10/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
ว่าด้วยเรื่อง"จิตใจ"

⛱เมื่อพูดคำว่าจิตใจ คงไม่ได้เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง แต่เรื่องของจิตใจนั้น เป็นเรื่องของทุกคน เพราะคนทุกคนมีจิตใจ แต่จะมีซักกี่คนที่สนใจจิตใจของตัวเองบ้าง
🎈จิตใจของเรามักถูกละเลย และมักจะโดนลำดับความสำคัญอยู่ในลำดับท้าย ๆ เพราะเรามักจะสนใจกับสิ่งแวดล้อมภายนอกตัว เรื่องของคนอื่น ความรู้สึกของคนอื่น หรือจะหันมาสนใจตัวเองก็ต่อเมื่อ ร่างกายป่วย ร่างกายไม่ไหว ถึงจะกลับมาสนใจดูแลตัวเอง แต่ก็มักจะลืมสนใจอาการทางใจของตัวเองไปอยู่ดี
🍎ปัจจุบันมีเทรนด์การให้ความสำคัญเรื่องของสุขภาพ มีการดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย มีวิธีดูแลตัวเองมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมุ่งเน้นไปเรื่องของทางกายอยู่ดี
📌วันนี้เราจึงอยากชวนคิด และหันกลับมาสนใจเรื่อง "จิตใจ" กันให้มากขึ้น
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ซึ่งจากคำนี้ก็เห็นชัดว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่มีอำนาจควบคุมร่างกายเราก็เป็นเรื่องของจิตใจ หากใจเราป่วย ร่างกายของเราก็ป่วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือ ทุกๆ วันจันทร์ ใจเราจะขี้เกียจ ไม่อยากไปทำงาน หลายคนเผลอตามใจก็อาจจะเริ่มมีอาการปวดหัว ท้องไส้ไม่ดี ปั่นป่วน กระวนกระวาย จนบอกว่าไปทำงานไม่ไหว ..... แฮะๆ คุณเป็นแบบนั้นอยู่รึเปล่า
📍เรื่องของจิตใจ ก็มีการเติบโตมาพร้อมๆ กับร่างกาย ซึ่งก็ต้องอาศัยการดูแล การบ่มเพาะ เพื่อให้เติบโตเป็นจิตใจที่เข้มแข็งได้ ซึ่งหากจิตใจเราเข้มแข็งพอเราก็จะสามารถต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้ไม่ยาก
🧷อยู่ดีๆ คนๆหนึ่งเกิดมาก็จะมีความเข้มแข็งทางจิตใจเลยไม่ได้ ต้องอาศัยคนเลี้ยงดูในการช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจ เพียงเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดี ที่มั่นคง ก็จะช่วยทำให้พื้นฐานของของจิตใจในเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจมั่นคงแข็งแรง
🔐หมอจะเน้นย้ำเสมอในเรื่องของการดูแลจิตใจในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่เด็ก แต่หากเราผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตใจเราจะต้องอ่อนแอไปตลอด เราสามารถเริ่มสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจได้ใหม่ ถึงแม้เราจะไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีในอดีต
🖌โดยเริ่มจากตัวเอง ให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ได้เอาความคาดหวังหรือความคิดแทนคนอื่นมาตัดสินตัวตนของเราเอง มองตัวเองทั้งในด้านดีและด้านลบ ยอมรับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ตัดสินว่านี่คือสิ่งที่ถูกหรือไม่ถูก
เข้าใจและโอบกอดตัวเองในแบบที่เราเป็น เมตตาตัวเอง สิ่งนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มของการให้การดูแลจิตใจตัวเองเบื้องต้นละค่ะ
#เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก
#ตัวหนังสือของวันศุกร์

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳ว่าด้วยเรื่อง "อิสรภาพทางด้านจิตใจ"🎈เรามักใช้ชีวิตแบบยึดติด เกิดมาเราก็จะติดพ่อติดแม่ ติดตุ๊กตาตั...
19/10/2025

⏳ตัวหนังสือของวันศุกร์⏳
ว่าด้วยเรื่อง "อิสรภาพทางด้านจิตใจ"

🎈เรามักใช้ชีวิตแบบยึดติด เกิดมาเราก็จะติดพ่อติดแม่ ติดตุ๊กตาตัวโปรด ติดหมอนข้าง ติดผ้าเน่า หรืออะไรก็ตามเพื่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ ลดความกลัวกังวล มีสิ่งเหล่านี้แล้วจะทำให้มั่นใจมากขึ้น ว่ายังมีใครหรืออะไรอยู่ข้างๆ ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย เมื่อเรามั่นใจมากขึ้น เราถึงจะกล้าออกไปเผชิญโลกกว้าง

🎈ในการใช้ชีวิตประจำวัน เราก็มักจะเอาตัวเองไปยึดกับอะไรบางอย่าง เช่น เรียน ก็ต้องเรียนให้ได้เกรดดีๆ อยู่ที่ไหนก็อยากจะเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ทำงานก็อยากให้มีคนเห็นค่า (หรือบางคนบอกว่าทำงานก็หวังจะได้เงิน ก็ตาม 555) แต่ก็ยึดกับอะไรบางอย่างอยู่นะ😅 หรือบางคนทำงานก็เพราะอยากให้พ่อแม่สบาย เราก็มักจะเอาตัวเองไปยึดติดกับอะไรบางอย่างอยู่ดี

📌อิสรภาพทางจิตใจก็คงไม่ต่างอะไรกับอิสรภาพทางการเงิน ที่เราจะเป็นอิสระจากอะไรได้ สิ่งนั้น ก็ต้องไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการต้องทำอะไรบางอย่าง เช่นหากเป็นเรื่องของการเงิน อิสรภาพทางการเงินก็คือเราสามารถมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตได้อิสระ ไม่ได้จำกัดว่าต้องทำงานแบบนี้ทุกวันเพื่อให้ได้เงินมา แต่เราอาจจะมีเงินสำรอง เงินปันผลที่พร้อมจะใช้ชีวิตได้ ถึงแม้จะไม่ต้องทำงาน
📍อิสรภาพทางจิตใจก็จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน คือ เราจะมีความสุข หรือทำอะไรก็ได้ดั่งใจที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องยึดใครหรืออะไรก็ตามว่า สิ่งนั้นจะโอเคกับสิ่งที่เราทำหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะอิสระก็ต่อเมื่อ เรา "ไม่ยึด" นั่นเอง
❤️เราได้อ่านบทความหนึ่ง ที่เค้าบอกว่าเราจะเป็นอิสรทางจิตใจได้ก็ต่อเมื่อ เรายอมรับว่า "ทุกที่มันจะมีคนที่ไม่ชอบเรา" นั่นหมายความว่ายังไงคะ หมายความว่า เราจะไม่ไปยึดติดว่า ทุกคนต้องชอบเรา ไม่ยึดว่าเราต้องเป็นที่รักของทุกคน คำนี้มันเหมือนเป็นการยอมรับความจริงไปเลยว่า ไม่มีหรอกนะ ที่ว่าทุกคนจะชอบเรา หากคิดได้แบบนี้ เราจะเป็น "อิสระ" ทันที เราจะทำอะไรแบบที่เราอยากทำได้ โดยไม่ต้องไปผ่านคนอื่นว่าเค้าจะชอบหรือไม่ พอจะเห็นภาพมั้ยคะ

⛱เอาจริงๆ นะ ไอ้ความยึดนี่ มันก็มาจากความเชื่อนะคะ เชื่อว่าลูกที่ดี ต้องดูแลพ่อแม่ยามแก่ ต้องเป็นให้ได้แบบที่พ่อแม่คาดหวัง(คาดหวังจริงรึเปล่าก็ไม่รู้) เชื่อว่า ถ้าเราตามใจเค้าหรือไม่ขัดอะไรเค้าแล้ว เค้าจะรักเรา เชื่อว่าต้องเรียนเก่งเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ ฯลฯ ไว้จะมาคุยกันเรื่องความเชื่ออีกครั้งนะคะ

🔒วันนี้ขอสรุปแต่เพียงว่า หากลดการยึดติด เราก็จะเป็นอิสระ🔓 ค่ะ

#เป็นได้ไม่ใช่เรื่องแปลก
#ตัวหนังสือของวันศุกร์

ที่อยู่

Nan
55000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตัวหนังสือของวันศุกร์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท