ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส

ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส

04/10/2024
**แพ้อะไรรู้เลย ด้วยวิธี Blood Test**การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธี Blood Test หรือ การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิแพ้ เป็นการตรวจหาภูม...
11/09/2024

**แพ้อะไรรู้เลย ด้วยวิธี Blood Test**
การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธี Blood Test หรือ การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิแพ้ เป็นการตรวจหาภูมิแพ้ที่วัดระดับแอนติบอดี (antibody) ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ระบบภูมิคุ้มกันผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ เมื่อร่างกายสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้าง IgE เพื่อต่อต้าน ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น จาม น้ำมูกไหล หรือผื่นขึ้น

การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิแพ้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น RAST (Radioallergosorbent Test) หรือ ImmunoCAP โดยทั่วไปจะตรวจหา IgE ที่เฉพาะเจาะจงกับสารก่อภูมิแพ้ประเภทต่าง ๆ

ขั้นตอนการทำ Blood Test เพื่อตรวจภูมิแพ้
1.การเตรียมตัวก่อนการตรวจ
ไม่จำเป็นต้องอดอาหารก่อนการตรวจเลือด แต่ควรแจ้งแพทย์ถึงยาที่กำลังรับประทาน โดยเฉพาะยาที่อาจส่งผลต่อผลการทดสอบ เช่น ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาต้านฮิสตามีนบางชนิด
หากมีประวัติแพ้สารใด ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อพิจารณาสารที่ต้องการตรวจหา
2.การเจาะเลือด
แพทย์หรือพยาบาลจะทำการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำที่แขน โดยใช้เข็มและหลอดเก็บเลือด
ปริมาณเลือดที่เก็บมักอยู่ในปริมาณเล็กน้อย และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการเจาะเลือด
3.การตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
ตัวอย่างเลือดที่เก็บจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาปริมาณ IgE ที่เกี่ยวข้องกับสารก่อภูมิแพ้หลายชนิด เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อาหาร หรือสัตว์เลี้ยง
ในการทดสอบนี้ห้องปฏิบัติการจะใช้สารก่อภูมิแพ้ที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละชนิดในการวิเคราะห์เพื่อตรวจดูว่า IgE ที่พบในเลือดตอบสนองกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ หรือไม่
4.การอ่านผลการตรวจ
ผลการตรวจจะรายงานในรูปแบบของระดับ IgE ที่พบในเลือด ซึ่งจะแสดงว่าแพ้สารใดบ้างและระดับของการตอบสนองนั้นเป็นอย่างไร
แพทย์จะวิเคราะห์ผลการทดสอบตามมาตรฐานการวัด IgE และแบ่งระดับออกเป็นกลุ่ม เช่น ระดับต่ำ ปานกลาง หรือสูง

ข้อดีของการทดสอบ Blood Test
ความปลอดภัยสูง: เนื่องจากไม่ต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง การตรวจเลือดจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis)
ตรวจหาภูมิแพ้หลากหลายชนิด: สามารถตรวจสารก่อภูมิแพ้ได้หลากหลายชนิดในครั้งเดียว เช่น ฝุ่น อาหาร ละอองเกสร และสัตว์เลี้ยง
ไม่ต้องหยุดยา: ไม่จำเป็นต้องหยุดยาต้านฮิสตามีนหรือยากดภูมิคุ้มกันก่อนการทดสอบเหมือนการทดสอบทางผิวหนัง

ข้อเสียของการทดสอบ Blood Test
ค่าใช้จ่ายสูงกว่า: การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาภูมิแพ้มักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า Skin Prick Test
ใช้เวลาในการรอผลนานกว่า: ผลการตรวจอาจใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการ
ไม่ละเอียดเท่าการทดสอบทางผิวหนัง: การทดสอบนี้อาจไม่สามารถระบุปริมาณที่แน่นอนของการแพ้ได้เสมอไป เนื่องจากไม่แสดงอาการทางกายภาพเหมือนกับการทดสอบทางผิวหนัง
การตรวจภูมิแพ้ที่สามารถทดสอบได้
การแพ้จากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ: เช่น ฝุ่น ละอองเกสร หรือน้ำหอม
การแพ้อาหาร: เช่น นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ อาหารทะเล และถั่วลิสง
การแพ้จากสัตว์เลี้ยง: เช่น ขนสัตว์ หรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์
การแพ้จากแมลง: เช่น พิษจากผึ้งหรือแมลงอื่น ๆ

ข้อควรระวัง
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสม เพราะบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ทำทั้งการตรวจเลือดและการทดสอบทางผิวหนังควบคู่กันเพื่อความแม่นยำ
#โรคภูมิแพ้ #ไซนัสอักเสบ

แพ้อะไรรู้เลย ด้วยวิธี Atopy Patch Testการทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธี Atopy Patch Test เป็นวิธีที่ใช้ตรวจหาภูมิแพ้ที่เกี่ยวข้อง...
10/09/2024

แพ้อะไรรู้เลย ด้วยวิธี Atopy Patch Test
การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธี Atopy Patch Test เป็นวิธีที่ใช้ตรวจหาภูมิแพ้ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ล่าช้า (Delayed Hypersensitivity) ซึ่งต่างจาก Skin Prick Test ที่จะตรวจหาการแพ้ที่ตอบสนองแบบรวดเร็ว วิธีนี้มักใช้ในการวินิจฉัยอาการแพ้ผิวหนัง เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) หรืออาการแพ้จากการสัมผัสสารเคมี (Contact Dermatitis) โดยเฉพาะในผู้ที่สงสัยว่ามีปฏิกิริยาแพ้ต่ออาหารหรือสารเคมีบางชนิดที่ทำให้ผิวหนังอักเสบ

ขั้นตอนการทำ Atopy Patch Test
1.เตรียมตัวก่อนการทดสอบ
ผู้ทดสอบจะต้องหลีกเลี่ยงการทายาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังบริเวณที่จะทดสอบอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนการทดสอบ เพราะยากลุ่มนี้อาจรบกวนผลการทดสอบ
หากมีการใช้ยาต้านฮิสตามีน ควรแจ้งแพทย์ เพราะอาจต้องหยุดยาก่อนการทดสอบ
ผิวหนังบริเวณที่ใช้ทดสอบควรสะอาดและปราศจากการระคายเคือง
2.การเตรียมสารก่อภูมิแพ้
แพทย์จะเลือกสารที่สงสัยว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น สารเคมี อาหาร สารระคายเคือง หรือสารอื่น ๆ โดยนำสารเหล่านี้มาผสมเป็นสารละลายหรือวางไว้ในแผ่นปิดทดสอบ (Patch Test Panel)
3.การแปะสารก่อภูมิแพ้บนผิวหนัง
แผ่นทดสอบหรือสารที่ใช้จะถูกแปะลงบนผิวหนังของผู้ทดสอบ โดยส่วนมากจะเลือกแปะบริเวณด้านหลังหรือท้องแขน เนื่องจากบริเวณเหล่านี้มีพื้นที่เพียงพอและไม่เสียดสีกับเสื้อผ้าบ่อย
แผ่นแปะจะยึดติดแน่นและจะต้องทิ้งไว้นาน 48 ชั่วโมง
4.การรอปฏิกิริยา
ผู้ทดสอบจะต้องหลีกเลี่ยงการอาบน้ำหรือทำให้บริเวณที่แปะเปียกในช่วง 48 ชั่วโมงนี้ เพราะอาจทำให้ผลการทดสอบผิดพลาด
ควรระวังไม่ให้แผ่นแปะหลุดหรือเคลื่อนที่ โดยเฉพาะหากเกิดอาการคันหรือระคายเคือง ผู้ทดสอบจะต้องทนจนถึงเวลาที่แพทย์นัดหมาย
5.การอ่านผลการทดสอบครั้งแรก
หลังจากครบ 48 ชั่วโมง แพทย์จะนำแผ่นแปะออกและตรวจดูบริเวณที่ถูกทดสอบว่ามีปฏิกิริยาหรือไม่ เช่น อาการบวม แดง คัน หรือเกิดตุ่มผื่น
แพทย์จะบันทึกผลการตอบสนองเบื้องต้น
6.การอ่านผลทดสอบครั้งที่สอง
หลังจากนำแผ่นทดสอบออกแล้ว แพทย์จะขอตรวจซ้ำอีกครั้งในช่วงเวลาประมาณ 72-96 ชั่วโมง เพื่อดูปฏิกิริยาล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น เพราะบางครั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดนี้อาจปรากฏในเวลาหลังจากที่แผ่นแปะถูกนำออกไปแล้ว
7.การวิเคราะห์ผล
หากมีอาการบวม แดง หรือเกิดผื่นขึ้นในบริเวณที่ทดสอบ แสดงว่าผู้ทดสอบมีปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารนั้น ๆ ซึ่งแพทย์จะทำการวิเคราะห์ความรุนแรงของปฏิกิริยาโดยใช้มาตราส่วน เช่น "+" ถึง "+++" เพื่อระบุระดับของการแพ้

ข้อดีของ Atopy Patch Test
ใช้ตรวจหาภูมิแพ้ที่เกิดจากการตอบสนองแบบล่าช้า ซึ่ง Skin Prick Test ไม่สามารถตรวจพบได้
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผื่นแพ้ผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมี หรืออาการแพ้อาหารที่ส่งผลกระทบกับผิวหนัง
ข้อควรระวัง
ผู้ที่มีผิวบอบบางมากหรือมีประวัติการแพ้อย่างรุนแรง อาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการทดสอบ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองรุนแรงได้
หลังจากนำแผ่นทดสอบออกไปแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับการยืนยันว่าแพ้เพื่อป้องกันการเกิดอาการซ้ำ
#โรคภูมิแพ้ #ไซนัสอักเสบ

**แพ้อะไรรู้เลย**การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธี Skin Test หรือ Skin Prick Test เป็นการทดสอบที่ใช้เพื่อระบุว่าคุณแพ้สารใดโดยตรง ...
09/09/2024

**แพ้อะไรรู้เลย**
การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธี Skin Test หรือ Skin Prick Test เป็นการทดสอบที่ใช้เพื่อระบุว่าคุณแพ้สารใดโดยตรง โดยการตรวจสอบปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อสัมผัสกับสารที่คาดว่าอาจเป็นสารก่อภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวหนังต่อสารนั้น ๆ วิธีนี้ใช้มากในผู้ที่สงสัยว่าแพ้สารบางอย่าง เช่น ฝุ่น ละอองเกสร สัตว์เลี้ยง อาหาร หรือยาบางชนิด

ขั้นตอนการทำ Skin Test
1.เตรียมผิวหนัง
แพทย์หรือพยาบาลจะทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทดสอบ โดยส่วนมากจะเลือกบริเวณแขนด้านใน หรือบางกรณีอาจเลือกที่หลัง
ผิวหนังจะต้องสะอาดและแห้ง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจส่งผลต่อผลการทดสอบ
2.หยดสารก่อภูมิแพ้
สารก่อภูมิแพ้ที่ต้องการทดสอบจะถูกหยดเป็นจุด ๆ บนผิวหนัง สารเหล่านี้อาจรวมถึงสารต่าง ๆ ที่มักเป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร หรือสารอาหารบางชนิด
3.การทำให้สารก่อภูมิแพ้สัมผัสกับผิวหนัง
ใช้เข็มเล็ก ๆ จิ้มผิวหนังเบา ๆ บริเวณที่หยดสารก่อภูมิแพ้ เพื่อให้สารซึมลงสู่ผิวหนัง
กระบวนการนี้ไม่ได้เจ็บมาก แต่อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเหมือนถูกเข็มจิ้มเบา ๆ
4.รอเวลาให้เกิดปฏิกิริยา
หลังจากจิ้มผิวหนังแล้วจะต้องรอประมาณ 15-20 นาที เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของผิวหนัง หากมีอาการแพ้จะมีอาการบวม แดง คัน หรือมีตุ่มขึ้นบริเวณที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
5.การอ่านผลทดสอบ
แพทย์จะตรวจสอบขนาดของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง โดยวัดขนาดของตุ่มบวม ถ้าตุ่มที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่หรือมีอาการบวมชัดเจนแสดงว่าแพ้ต่อสารนั้น ๆ
หากไม่มีปฏิกิริยา หรือมีเพียงอาการเล็กน้อย จะถือว่าไม่แพ้ต่อสารนั้น
6.การดูแลหลังการทดสอบ
หลังจากการทดสอบแพทย์จะทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทดสอบเพื่อป้องกันการระคายเคืองเพิ่มเติม หากมีอาการบวมคันมากแพทย์อาจจ่ายยาต้านฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการ

ข้อควรระวัง
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านฮิสตามีน หรือยาที่มีฤทธิ์ลดอาการแพ้ก่อนการทดสอบประมาณ 3-7 วัน เนื่องจากยาเหล่านี้อาจรบกวนผลการทดสอบ
การทดสอบนี้อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือผู้ที่มีประวัติอาการแพ้อย่างรุนแรง
ข้อดีของการทดสอบ Skin Test
ใช้เวลาน้อย (ประมาณ 30 นาที)
สามารถตรวจหาสารก่อภูมิแพ้หลายชนิดพร้อมกันได้
ไม่เจ็บปวดมากและมีความเสี่ยงต่ำ
การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้เพราะมีความแม่นยำสูงและปลอดภัยในการตรวจหาสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
#โรคภูมิแพ้ #ไซนัสอักเสบ

การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้เพื่อระบุว่าคุณแพ้สิ่งใดบ้างสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี โดยแพทย์จะเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมตามประวัติ...
08/09/2024

การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้เพื่อระบุว่าคุณแพ้สิ่งใดบ้างสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี โดยแพทย์จะเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมตามประวัติและอาการของผู้ป่วย ซึ่งมีวิธีหลักๆ ดังนี้:

1. การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test)
การทดสอบสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test): เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด โดยการหยดสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิวหนัง แล้วสะกิดให้สารซึมลงไปในผิว หากแพ้สารใดจะเกิดตุ่มบวมแดงคล้ายยุงกัดภายใน 15-20 นาที
การทดสอบโดยการฉีดใต้ผิวหนัง (Intradermal Test): การฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนังเล็กน้อย วิธีนี้ใช้เมื่อผลทดสอบแบบสะกิดยังไม่ชัดเจน แต่อาจทำให้มีความเสี่ยงต่ออาการแพ้รุนแรงมากขึ้น
การทดสอบแผ่นติดผิวหนัง (Patch Test): ใช้สำหรับตรวจหาภูมิแพ้ผิวหนัง เช่น แพ้สารเคมีหรือเครื่องสำอาง โดยแพทย์จะติดแผ่นสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิวหนัง แล้วทิ้งไว้ 48 ชั่วโมงเพื่อดูปฏิกิริยา
2. การตรวจเลือด (Blood Test)
การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแอนติบอดี IgE (Immunoglobulin E) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อเกิดปฏิกิริยาแพ้ โดยการตรวจเลือดนี้จะระบุได้ว่าคุณแพ้สารใดบ้าง เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนังหรือมีความเสี่ยงต่ออาการแพ้รุนแรง
การทดสอบ RAST (Radioallergosorbent Test): วิธีการนี้ใช้เพื่อระบุแอนติบอดีต่อสารก่อภูมิแพ้โดยเฉพาะ
3. การทดสอบภูมิแพ้ด้วยการทานอาหารหรือสัมผัส (Oral/Contact Challenge Test)
เป็นการทดสอบที่ให้ผู้ป่วยรับประทานหรือสัมผัสสารที่คาดว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของแพทย์ วิธีนี้ใช้เฉพาะในกรณีที่การทดสอบอื่นไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด และอาจมีความเสี่ยงต่ออาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis)
4. การจดบันทึกอาการ (Symptom Diary)
แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยจดบันทึกอาหารหรือสิ่งที่สัมผัส รวมถึงอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อช่วยในการหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นต้นเหตุ
5. การตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังเฉพาะที่ (Atopy Patch Test)
ใช้เพื่อตรวจการแพ้เฉพาะที่ เช่น การแพ้สารสัมผัสที่ผิวหนัง โดยแพทย์จะทำการติดสารก่อภูมิแพ้ลงในพื้นที่เฉพาะเพื่อสังเกตการเกิดปฏิกิริยาของผิวหนัง

การตรวจหาอาการแพ้จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาและแนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างแม่นยำ

#ภูมิแพ้ #ไซนัสอักเสบ

07/09/2024

โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergens) ซึ่งปกติแล้วสารเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อคนทั่วไป แต่ในผู้ที่มีอาการแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะมองว่าสารเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอมและตอบสนองด้วยการผลิตสารเคมีต่างๆ เช่น ฮิสตามีน (histamine) ออกมา ทำให้เกิดอาการแพ้

อาการของโรคภูมิแพ้
อาการภูมิแพ้แตกต่างกันไปตามชนิดของสารก่อภูมิแพ้และวิธีที่สารนั้นสัมผัสร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในหลายระบบของร่างกาย เช่น

1.ภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis):
-จามบ่อย
-น้ำมูกไหล
-คัดจมูก
-คันจมูก ตา หรือลำคอ
2.ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy):
-ผื่นลมพิษ
-คลื่นไส้ อาเจียน
-ท้องเสีย
-อาจมีอาการรุนแรงอย่างช็อกจากการแพ้ (anaphylaxis)
3.ภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis):
-ผื่นแดง คัน
-ผิวแห้งลอก
4.แพ้แมลงกัดต่อย (Insect Sting Allergy):
-บวมและแดงในบริเวณที่ถูกกัดต่อย
-อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงเช่นช็อก
5.แพ้ยา (Drug Allergy):
-ผื่น
-หายใจลำบาก
-บวมของใบหน้า ริมฝีปาก หรือคอ

สาเหตุ
สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่
-ฝุ่นละออง
- เกสรดอกไม้
-ขนสัตว์
-อาหารบางชนิด เช่น ถั่ว นม ไข่ อาหารทะเล
-ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ
-แมลง

การรักษา
-หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นต้นเหตุ
-ยาต้านฮิสตามีน (antihistamines)
-ยาสเตียรอยด์ (steroids)
-ยาฉีดภูมิแพ้ (allergy shots) หรือการบำบัดด้วยสารภูมิคุ้มกัน (immunotherapy)
-ยาสมุนไพร Ucore

การรักษาจะแตกต่างกันไปตามชนิดและความรุนแรงของอาการ
#ภูมิแพ้ #ไซนัสอักเสบ

Send a message to learn more

 #ไซนัสอักเสบ  #ภูมิแพ้    #สมุนไพร
30/08/2024

#ไซนัสอักเสบ #ภูมิแพ้ #สมุนไพร

ใครบ้างมีความเสี่ยงเป็นโรคไซนัสผู้ที่มีกายภาพในจมูกเป็นอุปสรรคต่อการระบายสารคัดหลั่งจากไซนัสโรคภูมิแพ้ริดสีดวงจมูกเนื้อง...
30/08/2024

ใครบ้างมีความเสี่ยงเป็นโรคไซนัส

ผู้ที่มีกายภาพในจมูกเป็นอุปสรรคต่อการระบายสารคัดหลั่งจากไซนัส
โรคภูมิแพ้
ริดสีดวงจมูก
เนื้องอกในจมูก
โรคทางกรรมพันธ์ที่ทำให้มีความผิดปกติของเซลบนเยื่อบุผิว หรือมีการเหนียวข้นของสารคัดหลั่งมากกว่าปกติ
ภูมิคุ้มกันต่ำ
สูบบหรี่
อยู่ในที่อากาศไม่บริสุทธิ์ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี

ลดเสี่ยงไซนัส

- ป้องกันตนเองจากหวัด ด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ สร้างภูมิต้านทานโรค รักษาสุขอนามัย
- หลีกเลี่ยงฝุ่นควันและมลภาวะ เมื่อต้องออกนอกบ้านหรือเดินทางในพื้นที่เสี่ยงต่อมลภาวระ ควรใช้ผ้าปิดปาและจมูก เมื่ออยู่บ้านก็ควรทำความสะอาดกำจัดฝุ่นและขนสัตว์อยู่เสมอ
ไม่สูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้คนที่กำลังสูบบุหรี่ เพราะควันและสารพิษจากบุหรี่จะทำให้เกิดการระเคือยในเนื้อเยื่อจมูก
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ไซนัสเป็นโรคติดต่อของระบบทางเดินหายใจ สามารถติดต่อได้ผ่านอากาศ ถ้าเรารักษาสุขภาพให้แข็งแรง แค่นี้ก็ลดเลี่ยงไซนัสได้แล้ว

สุขภาพที่ดีเริ่มจากที่ตัวเรา Balance U Core ตัวช่วยดูแลสุขภาพ เน้นปรับสมดุลร่างกายเสริมภูมิคุ้มกันให้กลับมาแข็งแรงยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการหวัด น้ำมูกไหล ภูมิแพ้ต่างๆ แถมมีฤทธิ์ช่วยต้านไวรัสต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
แค่กินก่อนนอนวันละเม็ด ก็ยิ้มรับสุขภาพดีๆ ได้สบาย
สนใจสั่งซื้อ สอบถามทัก inbox มาได้เลยจ้า
#ไซนัสอักเสบ #ภูมิแพ้ #สมุนไพร

โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากไซนัสอักเสบมีผลต่อเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เกิดการอักเสบในหูชั้นกลางทำให้หูอื้อ เยื่...
29/08/2024

โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากไซนัสอักเสบ

มีผลต่อเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เกิดการอักเสบในหูชั้นกลางทำให้หูอื้อ เยื่อบุลำคออักเสบ กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง และหอบหืด
มีผลทางตา ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆ ตาอักเสบ เช่น ตาบวม เจ็บตา กลอกตาแล้วเจ็บ มองเห็นภาพซ้อนหรือ เห็นภาพไม่ชัด เป็นต้น
มีผลต่อสมอง โดยมีอาการปวดศีรษะและใบหน้าหรือมีไข้ แต่เมื่อมีการอักเสบมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีไข้สูงขึ้น อาจเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลามไปเนื้อสมองเป็นฝีในสมอง

สุขภาพที่ดีเริ่มจากที่ตัวเรา Balance U Core ตัวช่วยดูแลสุขภาพ เน้นปรับสมดุลร่างกายเสริมภูมิคุ้มกันให้กลับมาแข็งแรงยิ่งขึ้น
ช่วยลดอาการหวัด น้ำมูกไหล ภูมิแพ้ต่างๆ แถมมีฤทธิ์ช่วยต้านไวรัสต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
แค่กินก่อนนอนวันละเม็ด ก็ยิ้มรับสุขภาพดีๆ ได้สบาย
สนใจสั่งซื้อ สอบถามทัก inbox มาได้เลยจ้า
#ไซนัสอักเสบ #ภูมแพ้

ที่อยู่

Nonthaburi
11140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์