Pai-TTM: Pai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat

Pai-TTM: Pai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat Thai Traditional Medicine Practitioner License
TTM.

Sicharbhak Pungkusol Dr.
พท.น ศิร์ชาภัค พึ่งกุศล
Thai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat




 #เผายาหน้าท้อง #แพทย์แผนไทย  Pai-TTM: Thai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat
10/07/2026

#เผายาหน้าท้อง
#แพทย์แผนไทย


Pai-TTM: Thai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat

" #ถ้าร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณบางอย่างอยู่______คุณแน่ใจไหมว่าคุณเข้าใจมัน?"✅️หลายๆคนยอมใช้เวลาศึกษาคู่มือรถยนต์ ✅️ศึ...
25/06/2026

" #ถ้าร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณบางอย่างอยู่______คุณแน่ใจไหมว่าคุณเข้าใจมัน?"

✅️หลายๆคนยอมใช้เวลาศึกษาคู่มือรถยนต์
✅️ศึกษาวิธีใช้โทรศัพท์ หรือ
✅️เรียนรู้การดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพงอย่างละเอียด

❌️ แต่กลับไม่เคยเรียนรู้ " #คู่มือการใช้งานร่างกาย" ของตัวเองเลย

❤️ทั้งที่ร่างกายคือสิ่งที่ต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่เราใช้งานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด

ลองคิดดูว่า

หากรถยนต์🚗🚙🚘ของคุณมีเสียงแปลก ๆ
คุณจะเริ่มสังเกตทันทีว่าเกิดจากอะไร
เครื่องยนต์มีปัญหาไหม
น้ำมันพอหรือเปล่า หรือ
ระบบเบรกเริ่มเสื่อมแล้วหรือยัง...

😟 แต่เมื่อร่างกายของเราส่งสัญญาณ เช่น
🫤ปวดคอ
🫤ปวดบ่า
🫤ปวดหลัง หรือ
🫤ปวดเข่า

เรากลับมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัย เป็นผลจากการทำงานหนัก หรือเพียงแค่หวังว่าเดี๋ยวมันก็จะหายไปเอง

👉💥💥ในความเป็นจริง
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
แต่คือ " #ภาษาของร่างกาย"
ที่กำลังพยายามสื่อสารกับเรา
ว่ามีบางอย่างกำลังไม่สมดุล หรือ
ถูกใช้งานเกินขีดจำกัด หากเราเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้ ปัญหาเล็ก ๆ อาจค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในระยะยาว

นี่คือเหตุผลที่ #กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy)

ไม่ควรเป็นความรู้เฉพาะของแพทย์ นักกายภาพบำบัด หรือหมอนวดเท่านั้น แต่ควรเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับทุกคน เพราะมันช่วยให้เรา "เข้าใจตัวเอง" ได้ลึกขึ้น และดูแลตัวเองได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น

เมื่อเราเข้าใจกล้ามเนื้อ เราจะเริ่มเห็นภาพว่าทำไมการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ จึงทำให้กล้ามเนื้อคอและไหล่ตึง ทำไมบางคนยืดเส้นแล้วดีขึ้น แต่บางคนกลับไม่หาย เพราะต้นเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่จุดที่ปวด แต่เกิดจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อส่วนอื่น เช่น กล้ามเนื้อหน้าอกที่ตึง หรือกล้ามเนื้อหลังที่อ่อนแรง

เมื่อเราเข้าใจข้อต่อ เราจะรู้ว่าร่างกายแต่ละส่วนถูกออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ข้อเข่าไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการบิดหมุนมากเหมือนสะโพก และหัวไหล่ก็ถูกออกแบบให้เคลื่อนไหวได้กว้าง แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หากเราใช้ข้อต่อผิดลักษณะซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว ก็อาจนำไปสู่การเสื่อมก่อนวัยได้

เมื่อเราเข้าใจระบบประสาท เราจะสามารถแยกแยะอาการได้ดีขึ้น เช่น อาการปวดแบบตื้อ ๆ อาจมาจากกล้ามเนื้อ แต่ถ้ามีอาการชา ร้าว หรือเหมือนไฟฟ้าช็อต อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาท ซึ่งต้องได้รับการดูแลที่แตกต่างกัน การเข้าใจจุดนี้ช่วยให้เราไม่มองข้ามสัญญาณสำคัญของร่างกาย

และเมื่อเราเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับพังผืด (Fascia) เราจะเข้าใจว่าร่างกายไม่ได้ทำงานเป็นส่วน ๆ แยกจากกัน แต่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ความตึงในบริเวณหนึ่งสามารถส่งผลไปยังอีกบริเวณหนึ่งได้ เช่น น่องตึงอาจทำให้ก้มตัวลำบาก สะโพกตึงอาจเพิ่มแรงกดที่หลังส่วนล่าง หรือฝ่าเท้าที่ตึงอาจส่งผลต่อรูปแบบการเดินและการทรงตัว

#กายวิภาคศาสตร์ยังช่วยให้เราเรียนรู้การ "สังเกตตัวเอง" มากขึ้น เช่น ไหล่ห่อ ศีรษะยื่นไปข้างหน้า หลังค่อม หรือการลงน้ำหนักสองข้างไม่เท่ากัน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูไม่สำคัญในวันนี้ แต่หากปล่อยไว้นาน อาจกลายเป็นต้นเหตุของอาการปวดเรื้อรัง หรือปัญหาการเคลื่อนไหวในอนาคต

นอกจากนี้ ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับร่างกายยังช่วยให้เราปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น เช่น การจัดท่านั่งให้เหมาะสม การลุกเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน การยืดเหยียดอย่างถูกวิธี หรือแม้แต่การหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทั้งสิ้น

❌️คุณไม่จำเป็นต้องจำชื่อกล้ามเนื้อทุกมัด หรือเส้นประสาททุกเส้น

❌️ไม่จำเป็นต้องเรียนลึกเหมือนบุคลากรทางการแพทย์

✅️ แต่เพียงแค่เข้าใจหลักการพื้นฐานของร่างกาย ก็เพียงพอที่จะช่วยให้คุณดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

เพราะสุดท้ายแล้ว...

" #คนที่เข้าใจร่างกายตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยก่อนจึงเริ่มดูแล"

การเรียนรู้กายวิภาคศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นความรู้ที่ช่วยให้ทุกคนเป็นผู้ดูแลสุขภาพของตัวเองได้อย่างแท้จริง ในทุกช่วงวัย และในทุกวันของชีวิต

#กายวิภาคศาสตร์ #ดูแลสุขภาพด้วยความรู้ #รู้จักร่างกายตัวเอง #สุขภาพดีเริ่มที่ความเข้าใจ #อโรคยาปรมาลาภา #ปวดคอบ่าไหล่ #ปวดหลัง #เรียนรู้กายวิภาค #สุขภาพองค์รวม

ด้วยรักและปรารถนาดี

TTM. Sicharbhak Pungkusol. Dr.
พท.น. ศิรฺชาภัค พึ่งกุศล

Cr. อโรคยา ปรมลาภา
@ทุกคน

🤕 ปวดเอว หรือหลังส่วนล่าง หรือปวดสะโพกส่วนต้นเกิดจากอะไร?อาการ ปวดเอว (LowerBack Pain) เป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก เพราะบริ...
24/06/2026

🤕 ปวดเอว หรือหลังส่วนล่าง หรือปวดสะโพกส่วนต้นเกิดจากอะไร?

อาการ ปวดเอว (LowerBack Pain) เป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก เพราะบริเวณเอวหรือหลังส่วนล่างเป็นจุดเรียกว่า เป็น Core หรือ แก่นกลางลำตัว ที่ต้องรับ น้ำหนักตัว ทั้งจากการเดิน การนั่ง การเคลื่อนไหว เอี้ยวตัว และแรงจากท่าทางต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน

อาการปวดเอวไม่ได้เกิดจาก “กระดูก” อย่างเดียว

แต่เกี่ยวข้องกับหลายโครงสร้าง เช่น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็น หมอนรองกระดูก และเส้นประสาท

🧠 กายวิภาคบริเวณเอวมีอะไรบ้าง?

บริเวณหลังส่วนล่างประกอบด้วย
🦴 กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar Spine)
* L1–L5
* เป็นส่วนที่รับน้ำหนักมากที่สุด

💿 หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc)
* ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูก ( จุดที่มักจะเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท)

💪 กล้ามเนื้อรอบเอว
* ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
* ควบคุมการก้ม เงย และหมุนลำตัว

💥 สาเหตุที่ทำให้ปวดเอว

1) กล้ามเนื้อเอวตึงหรือใช้งานมากเกินไป 💥 (พบบ่อยที่สุด)
เช่น
* ยกของหนักผิดท่า
* ก้ม ๆ เงย ๆ ซ้ำ ๆ
* นั่งนานๆ
* ออกแรงมากกว่าปกติ
*เอื้อมมือหยิบของไกลเกินไป

เมื่อกล้ามเนื้อทำงานหนัก:
➡️ เส้นใยกล้ามเนื้อเกิดความล้า
➡️ เกิดการเกร็งเพื่อป้องกันตัวเอง
➡️ รู้สึกปวด ตึง หรือเคลื่อนไหวลำบาก

💪 กล้ามเนื้อที่มักเกี่ยวข้องกับอาการปวดเอว

1) Quadratus Lumborum (QL) — กล้ามเนื้อสี่เหลี่ยมเอว
📍 อยู่ด้านข้างของหลังส่วนล่าง
หน้าที่:
* ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
* ช่วยเอียงลำตัว
* ช่วยรักษาสมดุลของเชิงกราน pelvic
เมื่อ QL ตึง:
😟 ปวดเอวด้านใดด้านหนึ่ง
😟 ปวดลึก ๆ เหมือนโดนดึง
🫤 ยืนหรือเดินนานแล้วปวด
🫤 ปวดมากเวลายกของ

2) Erector Spinae — กล้ามเนื้อเหยียดหลัง
📍 อยู่สองข้างของกระดูกสันหลัง
หน้าที่:
* ช่วยให้เรายืนตรง
* ควบคุมการก้มและเงย
เมื่อทำงานหนัก:
🫤 ปวดล้าหลังส่วนล่าง
🫤 เมื่อยหลังหลังนั่งนาน
🫤รู้สึกหลังแข็ง

3) Multifidus — กล้ามเนื้อพยุงกระดูกสันหลังชั้นลึก
📍 อยู่ใกล้แนวกระดูกสันหลัง
หน้าที่:
* ควบคุมความมั่นคงของข้อกระดูกสันหลัง
เมื่อทำงานผิดปกติ:
🫤 ปวดลึกบริเวณแนวกระดูกสันหลัง
🫤หลังไม่มั่นคง
🫤 ปวดซ้ำ ๆ ได้ง่าย
ทั้งที่นวดแล้ว
4) กลุ่มกล้ามเนื้อสะโพกและก้น (Gluteal muscles group)
แม้ไม่ได้อยู่บริเวณเอวโดยตรง แต่มีผลต่อหลังส่วนล่าง
เมื่อสะโพกอ่อนแรง:
🫤หลังต้องรับภาระเพิ่ม
🫤เกิดการชดเชย
🫤ปวดเอวได้ง่ายขึ้น

5. กล้ามเนื้อส่วนลึกด้านหน้าลำตัวเช่น กลุ่มกล้ามเนื้อ psoas เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณเอว มาจากการกระดูกสันหลังส่วนอก T12 พาดยาวลงมา ตามแนว กระดูกสันหลังส่วนล่า L1-L5 มีหน้าที่งอสะโพก พาดลงมา ลงเชื่อมกับกระดูกต้นขา head of femer และกล้ามเนื้อ Iliacus ที่อยู่บรืเวณ กระดูกเชิงกราน pelvic เมื่อกล้ามเนื้อท้องตึง หรือการเคลื่อนไหวของขาน้อย กล้ามเนื้อหลังจึงตึงไปด้วยตามหลักการ connective tissues...ที่ยึดโยงถึงกันเสมอ...ดังนั้น

การนวดท้องและการmobilization กระดูกต้นขา จึงมีความสำคัญมากเช่นกันในการคลายปวดหลัง

6. กลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า Adductor muscles group เป็นกล้ามเนื้อที่มักถูกมองข้าม ซึ่งกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ มีหน้าที่ช่วยหุบขา...เชื่อมมาจากกล้ามเนื้อก้น หากกล้ามเนื้อนี้ไม่แข็งแรง จะส่งผลให้ก้นไม่สามารถประคองกล้ามเนื้อส่วนถัดขึ้นไปคือ ql ได้...

จะเห็นว่า...กล้ามเนื้อทุนส่วน ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบภายใต้ระบบผังพืด Fascia ซึ่งคือ connective tissues นั่นเอง

🪑 #พฤติกรรมที่ทำให้ปวดเอวง่าย แล้วปวดบ่อยๆทั้งที่นวดแล้ว

❌ นั่งนานหลายชั่วโมง
❌ หลังงอขณะนั่ง
❌ ยกของด้วยการก้มหลังแทนใช้ขา
❌ นอนในท่าที่ไม่เหมาะสม
❌ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอ่อนแรง
❌ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
❌️เอี้ยวตัวหยิบของในรถ...แบบ สุดมือ....( เจอ บ่อยๆ )อันนี้อาจร้าวรานไปส่วนบ่าไหล่...เรียกว่า...ปวดตลอดแนวหลัง...
❌️ ออกกำลังกายโดยไม่วอร์มร่างกายหรือวอร์มไม่พอ ไม่ครบส่วน

👉⚠️ ปวดเอวแบบไหนควรระวัง?
ควรพบแพทย์หากมี:

❗ ปวดร้าวลงขา
❗ ชาหรืออ่อนแรงที่ขา
❗ ควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระผิดปกติ
❗ ปวดหลังหลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
❗ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ดีขึ้น

💆 ดูแลปวดเอวเบื้องต้น

✅ เปลี่ยนท่า ไม่อยู่ท่าเดิมนาน
✅ ยืดกล้ามเนื้อสะโพกและหลังเบา ๆ
✅ ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
✅ ประคบอุ่นเมื่อเป็นอาการตึงจากกล้ามเนื้อ
✅ ปรับท่ายกของให้ถูกต้อง
✅️แช่น้ำอุ่น...
✅️วอร์มกล้ามเนื้อให้ครบส่วนและเพียงพอก่อนออกกำลังกาย

ด้วยความรักและธรรมาภิบาล
#หมอก้อย
#ครูก้อย

Pai-TTM: Thai Traditional Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat

https://line.me/ti/p/iTY0Vw7ZbW

🌿 “เส้นประธาน 10…ความลับแห่งภูมิปัญญานวดไทยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ” 🇹🇭ในศาสตร์นวดไทยโบราณ เชื่อว่า เรามีเส้นต่างๆภายในร่าง...
24/06/2026

🌿 “เส้นประธาน 10…ความลับแห่งภูมิปัญญานวดไทยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ” 🇹🇭

ในศาสตร์นวดไทยโบราณ เชื่อว่า เรามีเส้นต่างๆภายในร่างกายเราถึง72,000 เส้น แต่จะมีเส้นหลักๆ หรือเราเรียกว่า #เส้นสิบ #เส้นประธาน10
เทียบกับศาสตร์แผนจีน คือ. ชี่ (Qi ) หรือ เส้นลมปราณ ( Meridian) หรือ อินเดียคือ Nadi

เส้นประธาน10 ของไทยเรา

มีจุดเริ่มต้นจากสะดือ การนวดตามแนวเส้นเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลายและสมดุล ส่งผลต่อร่างกาย10 อวัยวะสำคัญ เช่น

#เส้นที่เกี่ยวข้องกับระบบการสื่อสารลมหายใจและระบบการเคลื่อนไหว

1.เส้นอิทา เริ่มต้นห่างจาก สะดือซ้าย 1 นิ้ว จุดสิ้นสุด ที่จมูกซ้าย
2. เส้นปิงคลา จุดเริ่มต้นห่างจากสะดือ1 นิ้ว จุดสิ้นสุดที่ จมูกขวา

3. เส้นสุมนา จุดเริ่มต้นที่ เหนือสะดือ 2 นิ้ว จุดสิ้นสุดที่โคนลิ้น

4. เส้นกาลทารี จุดเริ่มต้นที่ 1 นิ้ว เหนือจากสะดือ เส้นนี้จะแยกออกเป็นสี่สาย โดย2 สายบนไป จุดสิ้นสุดที่ที่นิ้วมือซ้ายขวา และ อีก2 สายวิ่งแล่นไปสิ้นสุดที่นิ้วเท้าซ้ายขวา

#เส้นที่เกี่ยวข้องการระบบมองเห็นและได้ยิน

5.เส้นสหัสรังสี จุดเริ่มต้น ห่างจากสะดือทางซ้าย 3 นิ้ว จุดสิ้นสุดที่ ตาซ้าย

6. เส้นทวารี จุดเริ่มต้นห่างจากสะดือขวา3 นิ้ว จุดสิ้นสุดที่ตาขวา

7.จันทภูสัง หรือ ลาวุสัง เริ่มต้นจาก ห่างสะดือทางซ้าย4 นิ้ว จุดสิ้นสุดที่หูซ้าย
8. เส้นรุชำ จุดเริ่มต้น ห่างจากสะดือขวา4 นิ้ว จุดสิ้นสุดที่ หูขวา

#เส้นที่สัมพันธ์เกี่ยวกับระบบการขับถ่ายและระบบสืบพันธุ์
9. เส้นสุขุมัง อยู่ใต้สะดือ 1 นิ้ว เยื้องซ้าย จุดสิ้นสุดที่ทวารหนัก
10.สิกขิณี อยู่ใต้สะดือ 1 นิ้วเยื้องขวา
จุดสิ้นสุดที่ทวารเบา...

หมอนวดไทยจึงไม่ได้ใช้เพียงแรงมือ
แต่ใช้ความรู้ ความละเอียด และประสบการณ์ในการสัมผัสแต่ละจุดของร่างกาย

✨ “ทุกแรงกด ไม่ใช่เพียงการสัมผัส แต่คือศาสตร์และศิลป์ที่ซ่อนอยู่ในสองมือของหมอนวดไทย” 🙏🌸

จงภูมิใจในภูมิปัญญาไทย เพราะมรดกที่แท้จริง ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา แต่อยู่ในมือของผู้ที่รักษาและส่งต่อด้วยหัวใจ 🇹🇭✨

ด้วยความรักและธรรมาภิบาล

#หมอก้อย
#ครูก้อย
https://line.me/ti/p/iTY0Vw7ZbW






🌿

 #เตือนภัยหมอสมองยกเคสเตือนภัย สามีให้ภรรยานวดผ่อนคลาย ตื่นเช้ามาแขนขาอ่อนแรงข้างเดียว สุดท้ายสมองตาย เผยจุดอันตราย ห้าม...
23/06/2026

#เตือนภัย
หมอสมองยกเคสเตือนภัย
สามีให้ภรรยานวดผ่อนคลาย ตื่นเช้ามาแขนขาอ่อนแรงข้างเดียว สุดท้ายสมองตาย เผยจุดอันตราย ห้ามกดเด็ดขาด
หมอเตือน โปรดอย่าไว้ใจให้เมียนวด ‼ ชายวัย 54 ตื่นเช้ามา แขน-ขาอ่อนแรง และไม่พูด พบ "สมองตายในข้างซ้าย" จากการนวดที่ต้นคอ
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเชียงใหม่รามบริรักษ์ ได้โพสต์เล่าเรื่องราวเคสคนไข้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ "หมอประชาผ่าตัดสมอง" ยกตัวอย่างเคสผู้ป่วย มีอาการปวดต้นคอ ก่อนวันต่อมาจะพบว่ามีภาวะ "สมองตายในข้างซ้าย"
ระบุว่า ผู้ป่วยชายวัย 54 ปีรู้สึกปวดเมื่อยต้นคอ หลังรับประทานข้าวเย็นเสร็จ จึงได้ให้ภรรยานวดต้นคอให้ พอนวดเสร็จรู้สึกเคล็ดมากกว่าเดิม ก่อนจะเข้านอนแล้วตื่นขึ้นมาตอนเช้าพบว่า แขน-ขา ข้างขวามีอาการอ่อนแรง และพูดไม่ได้ ไม่มีโรคประจำตัว ไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ และรีเฟอร์มาในเมือง
จากผลตรวจพบว่า จุดดำๆ ที่เห็นในภาพ CT Scan คือสมองที่ตายเกิน 8 ชั่วโมง อธิบายเพิ่มเติมว่า ในคนปกติเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะมีอยู่ 4 เส้น แต่ของผู้ป่วยท่านนี้เหลือแค่ 3 เส้น จะมีส่วน "หน้าซ้าย" ที่หายไป ส่วน หน้าขวา, หลังขวา และ หลังซ้าย" ยังอยู่ปกติ ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดที่คอที่ปริ แตกเซาะ แล้วลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดของตัวเอง และเนื่องจากว่าอุดตันตอนกลางคืน จึงเลยเวลาที่เราจะทำอะไรได้ นอกจากการไปขยายกะโหลก เพื่อลดแรงดันในสมอง เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต
การป้องกันโรคนี้ คือ แนะนำให้ภรรยาไปเรียนนวด จะได้รู้กายวิพากษ์ อนาโตมี่ ป้องกันไม่ให้ไปกดโดนเส้นเลือดของสามี หรือนวดแผนไทย ก็ต้องเรียนมาว่า เส้นเลือดข้างหน้า และตรงท้ายทอยห้ามกด แนะให้หมอนวดแผนไทย ที่มีความรู้ความชำนาญนวดให้ ไม่ฉะนั้นจะทำให้เกิดความพิการ เกิดสโตรก จากการนวดได้
#เชียงใหม่นิวส์

#การนวดที่อันตราย

🚫เมื่อการนวดผิดตำแหน่ง
อาจไม่ได้จบแค่ความปวดเมื่อย

กรณีผู้ป่วยในข่าวเกิด

#ภาวะหลอดเลือดแดงคอฉีกขาด (Carotid Artery Dissection) จนนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง

ประเด็นสำคัญ

❌️ไม่ใช่ว่า "การนวดอันตราย"

แต่คือ

✅️"การกดบริเวณอันตรายโดยขาดความรู้" ต่างหากที่อันตราย

บริเวณคอด้านหน้ามีหลอดเลือด เส้นประสาท และโครงสร้างสำคัญจำนวนมาก ผู้ปฏิบัติงานด้านหัตถเวชกรรมต้องเรียนรู้กายวิภาคศาสตร์

💥💥💥💥💥💥💥💥💥💥
❌️ข้อห้าม และจุดเสี่ยงอย่างเป็นระบบก่อนปฏิบัติงานจริง

#การแยกความแตกต่างระหว่างการนวดทั่วไปกับการรักษาโดยผู้ประกอบวิชาชีพ จึง

❌️ไม่ใช่เรื่องของสถานะวิชาชีพ

เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ

✅️ #ความปลอดภัยของประชาชน

💥💥เพราะเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือผู้รับบริการ

ดังนั้น...ก่อนเข้ารับบริการนวด...เป็นหน้าที่ของผู้รับบริการต้องตรวจสอบ
ใบสำคัญแสดงต้านทาน
#ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ...จาก

#กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส)
#กระทรวงสาธารณะสุข
หรือเรียกว่า
#สพส.๑๔ ( สีชมพู)

ด้วยความรักษาพยาบาล

#หมอก้อย
#ครูก้อย

หมอไทยสายบวก
#ทันกระแส
#หัตถเวชกรรมไทย
#แพทย์แผนไทย
#ความปลอดภัยผู้ป่วย


#นวดอย่างปลอดภัย

ทำไมน้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) จึงไม่ควรรับประทาน?สำหรับคนที่ใช้น้ำมันหอมระเหยมาร่วมสามสิบปีอย่างเรา ได้พยายามให้ข้...
23/06/2026

ทำไมน้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) จึงไม่ควรรับประทาน?

สำหรับคนที่ใช้น้ำมันหอมระเหยมาร่วมสามสิบปีอย่างเรา ได้พยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้องในประโยชน์และโทษ (จากการใช้ผิดวิธี)มาตลอด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการโฆษณาว่าน้ำมันหอมระเหยบางชนิดสามารถรับประทานได้เพื่อบำบัดสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง น้ำมันหอมระเหยเป็นสารสกัดเข้มข้นสูงมาก และการรับประทานโดยไม่มีความรู้ด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยา อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายได้

📌ทำไมหรือ .. มาฟังกัน 📌
1. น้ำมันหอมระเหยมีความเข้มข้นสูง น้ำมันหอมระเหยไม่ใช่ “ชาสมุนไพร” หรือ “สารสกัดอ่อน ๆ” แต่เป็นสารระเหยเข้มข้นที่สกัดจากพืชจำนวนมาก
ดังนั้นการหยดเพียงไม่กี่หยดเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่ได้เทียบเท่ากับการดื่มชาสมุนไพรหรือรับประทานพืชชนิดนั้นตามธรรมชาติ

2. ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเกือบ 100%
เมื่อรับประทาน น้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่การใช้บนผิวหนังยังมีชั้นผิวช่วยลดการดูดซึมบางส่วน แต่การรับประทานจะทำให้สารออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงในปริมาณที่มากกว่า

3. อาจก่อให้เกิดพิษต่อตับและไต ตับเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กำจัดสารประกอบในน้ำมันหอมระเหย เมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือสะสมเป็นเวลานาน อาจเพิ่มภาระต่อ
• ตับ (Hepatotoxicity)
• ไต (Nephrotoxicity)

4. เสี่ยงต่อการระคายเคืองและไหม้เยื่อบุภายใน เนื่องจากเป็นสารที่มีความเข้มข้นสูงและมีฤทธิ์ทางเคมีต่อเนื้อเยื่อโดยตรง สามารถทำให้เกิด
• แสบร้อนในปาก
• ระคายเคืองหลอดอาหาร
• ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
• คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

5. อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท น้ำมันหอมระเหยบางชนิดสามารถส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น
• เวียนศีรษะ
• ง่วงซึม
• สับสน
• สูญเสียการทรงตัว
• ชัก

6. อาจเกิดอันตรายจากการสำลักเข้าปอด น้ำมันหอมระเหยเป็นสารที่มีความหนืดต่ำและระเหยง่าย หากสำลักเข้าสู่ปอดเพียงเล็กน้อย อาจเกิด
• Chemical Pneumonitis
• ปอดอักเสบจากสารเคมี
• หายใจลำบาก
ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ทันที

7. มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยา น้ำมันหอมระเหยหลายชนิดมีผลต่อเอนไซม์ในตับ จึงอาจเพิ่มหรือลดฤทธิ์ของยา เช่น
• ยาละลายลิ่มเลือด
• ยาต้านซึมเศร้า
• ยาแก้ปวดบางชนิด
• ยาควบคุมโรคเรื้อรังต่าง ๆ
ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเพิ่ม

Credit:
พี่pat...เป็นผู้ที่รักและหลงไหลในศาสตร์น้ำมันหอมระเหย เธอและสามีเดินทางไปศึกษาเรื่องราวของกลิ่นหอมในถิ่นต่างๆ มาเนิ่นนานจนมาเป็นธุรกิจที่นำน้ำมันหอมระเหยที่บริสุทธ์ ปลอดภัยและราคาที่สมเหตุผลเพื่อเราๆที่รักและชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน

ท่านใดสนใจติดต่อไปตามเพจพี่เค้าเลยนะคะ


Pai Therapeutic Medical MassageDelivery Service Sicharbhak Pungkusol,TTM.Dr. Thai Traditional Medical Practitioner Licen...
21/06/2026

Pai Therapeutic Medical Massage
Delivery Service

Sicharbhak Pungkusol,TTM.Dr.



Thai Traditional Medical Practitioner License

Session : 120 minutes/1400. Baht

Therapeutic Medical Massage is a results-focused bodywork technique that uses manual manipulation of muscles and soft tissues ( like fascia, tendons, ligaments) to treat specific physical ailments, relieve pain, reduce stress, and improve overall function, rather than just relaxation.

" It's a customize treatment. "

BENEFITS

*Pain Relief:

Eases muscle aches, joint pain, headaches, and conditions like fibromyagia.

*Stress & Anxiety Reduction:

Promotes mental relaxation and emotional balance.

*Improved Circulation:

Enchances blood flow, aiding healing.

TECHNIQUES & MODALITIES

***✅ Thai Trigger Points Therapy: ( Traditional Thai Medicine)

Focuses on specific knots (Trigger points) that refer pain.

✅Myofascial Release:

Works on the fascia ( connective tissues) to relieve restrictions.

✅Deep Tissue:

Targets deeper muscles layers yo break down scar tissue and tension.

✅Neuromuscular Massage:

Addresses nerve issues and muscle imbalances.

✅Swedish Massage:

May be incorporated for border relaxation and circulation.

✅ *Tapping line

therapy ( Tok Sen Therapy)

✅️Guasha may Incorporated for toxins release.

✅️Cupping may Incorporated for deep muscles relieve.

*Tapping line therapy

A traditional Lanna Healing Technique that uses rhythmic wooden tools to stimulate deep therapeutic effects.

***Thai Acupressure points or Trigger points

(Traditional Thai Medicine)

Thai Acupressure Points are specific spots on the body, linked to energy pathways called Sen Lines, that practitioners press to balance energy flow ( Qi or pulse) relieve pain, improve circulation, and promote deep relaxation, using thumbs, hands, elbows, feet or tools along these lines to address muscle tension and energy blockages. Key areas include the soles of feet,( map of the body )legs, hips, back, sh

 #ทำไมนวดแล้วไม่หายสักที ?😰 ปวดคอ บ่า ไหล่ หลังบน หลังล่าง ปวดวนไป..😓ไม่หายสักที!!นวดก็แล้ว...เดี๋ยวกลับมาปวดอีก...บางคร...
20/06/2026

#ทำไมนวดแล้วไม่หายสักที ?

😰 ปวดคอ บ่า ไหล่ หลังบน หลังล่าง ปวดวนไป..

😓ไม่หายสักที!!

นวดก็แล้ว...

เดี๋ยวกลับมาปวดอีก...

บางครั้ง...ย้ายที่ปวด...
( refer pain)

🫤อาการที่เป็น...

🤔🤔อาจไม่ใช่แค่

“เมื่อยธรรมดา”

แต่เป็น

(Myofascial Pain Syndrome)

หรือ #โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งตัวและเกิด “จุดกดเจ็บ (Trigger Point)” ส่งผลให้มีอาการปวดเรื้อรังและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ...

Q คำถาม...

เพราะอะไร เราจึงปวดลามไปทั่วร่างกาย

A.. คำตอบ...
เพราะ ร่างกายของคนเราไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน หากแต่ ทำงานไปด้วยกัน...
จริงอยู่...ร่างกายเรามีกล้ามเนื้อถึง840 มัด กระดูก 206 ชิ้น แต่ กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทั้งหมด ถูกห่อหุ้มด้วยผังพืด Fascia ที่เรียกว่า connective tissues...ทุกการเคลื่อนไหว...เจ้าผังผืดจะขยับตามไปด้วยเสมอ...หากผังพืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งเริ่มติดขัดจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อส่วนถัดไปทันที...

อาจเริ่มจาก...

😟 ปวดตึงคอ บ่า ไหล่... หลัง...
นานไป

💥😰ปวดร้าวไปบริเวณอื่น

หนักขึ้น...เช่น

👉ตึงรั้งหน้าอก หายใจไม่สุด

👉ลามไปชาแขน ชามือ หรืออ่อนแรง
ในที่สุด

💥💥🤕ปวดศีรษะเรื้อรัง นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อตึงจนส่งผลต่อบุคลิกและโครงสร้างร่างกาย

💥💥💥 หากปล่อยไว้นาน อาการอาจเรื้อรังและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้

🔻อาการแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป ...

เพราะ จุดเริ่มต้นของการปวด ต่างกัน...

แต่สุดท้าย...

ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในประจำวัน เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิด ปวดล้าง่าย หรือ

บางรายอาจส่งผลกระทบบุคคลิก ท่าทางการเดิน

หากอาการเริ่มลามมาเกี่ยวข้องกับ

กระดูกสันหลัง ( spinal column)...
👉จะส่งผลลงไปที่กระดูกเชิงกราน( pelvic bone)👉ซึ่งเชื่อมต่อกระดูกต้นขา ( femer bone) ลงไปที่กระดูก
หน้าแข้ง( tibia bone) และแน่นอนลงไปที่กระดูกส้นเท้า ( talus bone) กระดูกฝ่าเท้า (metatarsal bone )
อาจทำให้ส้นเท้าสั้นยาวไม่เท่ากัน เพราะ เส้นเอ็น หดตึง รั้ง

ยิ่งปล่อยไว้นาน...
การรักษายิ่งยากขึ้น
ใช้เวลามากขึ้น...

ใส่ใจดูแลรักษาร่างกายแต่เนิ่นๆ นะคะ

#การแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทยและดูแลแบบองค์รวม
#นวดรักษา #ปวด

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
ติดต่อ

🔎 ความสับสนเล็ก ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดทั้งวงการหลายคนเชื่อว่า..."มีประกาศนียบัตร" = "มีใบประกอบวิชาชีพ"แต่ในความเป็นจริ...
16/06/2026

🔎 ความสับสนเล็ก ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดทั้งวงการ

หลายคนเชื่อว่า...

"มีประกาศนียบัตร" = "มีใบประกอบวิชาชีพ"

แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองสิ่งนี้มีความหมายและสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

📜 ใบประกาศนียบัตร
คือเอกสารที่รับรองว่า บุคคลนั้นได้ผ่านการศึกษา การอบรม หรือการพัฒนาทักษะในหลักสูตรหนึ่ง ๆ

⚖️ ใบประกอบวิชาชีพ
คือใบอนุญาตที่ออกโดยหน่วยงานหรือสภาวิชาชีพตามกฎหมาย เพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นมีสิทธิประกอบวิชาชีพได้อย่างถูกต้อง

การมีความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ

แต่การได้รับอนุญาตให้ใช้ความรู้นั้นในฐานะ "ผู้ประกอบวิชาชีพ" เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อสังคมแยกความแตกต่างระหว่าง "ผู้ผ่านการอบรม" และ "ผู้ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพ" ได้ชัดเจนขึ้น

ประชาชนก็จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจบทบาทของแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม

เพราะบางครั้ง...

ปัญหาไม่ได้เกิดจากการไม่รู้

แต่เกิดจากการเข้าใจสิ่งที่รู้...คลาดเคลื่อนไปเพียงเล็กน้อย

และความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยนั้น อาจส่งผลต่อความเข้าใจทั้งระบบ

🔎 ความสับสนเล็ก ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดทั้งวงการ

หลายคนเชื่อว่า...

"มีประกาศนียบัตร" = "มีใบประกอบวิชาชีพ"

แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองสิ่งนี้มีความหมายและสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

📜 ใบประกาศนียบัตร
คือเอกสารที่รับรองว่า บุคคลนั้นได้ผ่านการศึกษา การอบรม หรือการพัฒนาทักษะในหลักสูตรหนึ่ง ๆ

⚖️ ใบประกอบวิชาชีพ
คือใบอนุญาตที่ออกโดยหน่วยงานหรือสภาวิชาชีพตามกฎหมาย เพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นมีสิทธิประกอบวิชาชีพได้อย่างถูกต้อง

การมีความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ

แต่การได้รับอนุญาตให้ใช้ความรู้นั้นในฐานะ "ผู้ประกอบวิชาชีพ" เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อสังคมแยกความแตกต่างระหว่าง "ผู้ผ่านการอบรม" และ "ผู้ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพ" ได้ชัดเจนขึ้น

ประชาชนก็จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจบทบาทของแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม

เพราะบางครั้ง...

ปัญหาไม่ได้เกิดจากการไม่รู้

แต่เกิดจากการเข้าใจสิ่งที่รู้...คลาดเคลื่อนไปเพียงเล็กน้อย

และความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยนั้น อาจส่งผลต่อความเข้าใจทั้งระบบ
🪪เมื่อ "ประกาศนียบัตร" ถูกเข้าใจว่าเป็น "ใบประกอบวิชาชีพ"

ผู้ที่เสียประโยชน์ที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพ

#แต่คือประชาชนผู้รับบริการ

หลายครั้งที่เราเห็นผู้ให้บริการแสดงประกาศนียบัตรจากการอบรมหรือการศึกษา จนเกิดความเข้าใจว่า บุคคลนั้นมีสถานะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแล้ว

ทั้งที่ในความเป็นจริง

"ใบประกาศนียบัตร" และ "ใบประกอบวิชาชีพ" มีความหมาย หน้าที่ และสถานะทางกฎหมายที่แตกต่างกัน

ใบประกาศนียบัตร รับรองว่า...

✅ ผ่านการศึกษา

✅ ผ่านการฝึกอบรม

✅ มีความรู้และทักษะในเรื่องนั้น

แต่ไม่ได้หมายความว่า

❌ มีสิทธิประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย

❌ มีอำนาจในการวินิจฉัยโรค

❌ มีหน้าที่รับผิดชอบผลการรักษาในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ

ในขณะที่ใบประกอบวิชาชีพ รับรองว่า

✅ ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพ

✅ ผ่านมาตรฐานวิชาชีพที่กฎหมายกำหนด

✅ อยู่ภายใต้จรรยาบรรณและการกำกับดูแลของสภาวิชาชีพ

✅ ต้องรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานและความปลอดภัยของผู้รับบริการ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครมีความรู้มากกว่ากัน

แต่คือ

"ใครมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางวิชาชีพ"

🛖เพราะในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ
ผู้ปฏิบัติงานอาจทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ ผ่อนคลาย หรือบรรเทาความเมื่อยล้า

🏥แต่ในสถานพยาบาล
ผู้ประกอบวิชาชีพต้องทำหน้าที่ประเมินอาการ วินิจฉัย วางแผนการรักษา ติดตามผล และรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

นี่คือเหตุผลที่สังคมต้องแยกคำว่า

💆‍♀️"ผู้ผ่านการอบรม"

ออกจาก

👩‍⚕️"ผู้ประกอบวิชาชีพ"

ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกคุณค่าของบุคคล

แต่เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า

ใครมีหน้าที่อะไร

ใครมีขอบเขตการปฏิบัติงานเพียงใด

และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการรักษาตามกฎหมาย

🧏‍♀️️เพราะเมื่อสุขภาพและชีวิตของผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้อง

สิ่งที่สังคมต้องการ ไม่ใช่เพียง "ความรู้" แต่คือ มาตรฐาน
จรรยาบรรณ และ ความรับผิดชอบต่อผู้รับบริการ

หมอไทยสายบวก 💙

👩‍⚕️"ความรู้ทำให้คนทำงานได้ แต่ความรับผิดชอบทำให้เกิดวิชาชีพ"

#หมอไทยสายบวก #แพทย์แผนไทย #ใบประกอบวิชาชีพ #ใบประกาศนียบัตร #วิชาชีพสุขภาพ #มาตรฐานวิชาชีพ #สุขภาพ #ความรู้สุขภาพ #เข้าใจให้ถูกก่อนเลือกใช้บริการ

หมอไทยสายบวก 💙
ความรู้ที่ถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ถูกต้อง

Credit: หมอไทยสายบวก

นวดอะไรดีนะ...เลือกไม่ถูก?  &   &    #นวดน้ำมัน &  #นวดอโรมาเธอราปี &  #นวดสวีดิช หลายคนคิดว่าเหมือนกันทั้งหมด… แต่จริงๆ...
14/06/2026

นวดอะไรดีนะ...เลือกไม่ถูก?

& &

#นวดน้ำมัน & #นวดอโรมาเธอราปี & #นวดสวีดิช

หลายคนคิดว่าเหมือนกันทั้งหมด…
แต่จริงๆ แล้ว ทั้งสามแบบ

💢💢💢“คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน”💢💢💢

และ

😀ให้ผลลัพธ์กับร่างกายต่างกันพอสมควรค่ะ

หลายครั้งที่เราเข้าร้านนวดแล้วเลือก “Oil Massage” "

่สิ่งที่ได้รับ อาจไม่ใช่ Swedish Massage แบบแท้ๆ

เพราะคำว่า “นวดน้ำมัน” เป็นเพียงรูปแบบการนวดที่ใช้น้ำมันเท่านั้น ในขณะที่ “Swedish Massage” คือศาสตร์การนวดมาตรฐานจากตะวันตกที่มีเทคนิคเฉพาะชัดเจน

✅️สิ่งที่เหมือนกัน คือ

✅️ทั้งสามแบบใช้น้ำมันในการนวด ช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้การนวดลื่นไหล ผ่อนคลาย และสบายตัวมากขึ้น

Credit:
🎯แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ “แนวคิดและเทคนิค”

1. #นวดน้ำมันทั่วไป #
ตามร้านนวดเพื่อสุขภาพ จะเป็นการใช้น้ำมันนวดเพื่อให้ลื่น มักเน้นความสบาย ผ่อนคลาย ลดความเครียด รูปแบบการนวดจะแตกต่างกันไปตามสไตล์ของร้านหรือประสบการณ์ของหมอนวด บางร้านอาจนวดเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย บางร้านอาจผสมการกดเส้น คลึงกล้ามเนื้อ หรือ deep tissue เข้าไปด้วย หรือ อาจจะใช้น้ำมันสมุนไพรเพื่อให้เส้นคลายตัวมากยิ่งขึ้น

การนวด
2. #อโรมาเธอราปี
เป็นการนวดใช้น้ำมันหอมระเหยตามความต้องการ หรือ สภาวะอารมณ์ของลูกค้า. เพราะคุณสมบัตินึงของน้ำมันหอมระเหย คือ บำบัดรักษาด้านอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นด้านความเครียด, สมองอ่อนล้า, นอนไม่หลับ, มีภาวะบกพร่องของทางเดินหายใจ หรือต้องการความกระปรี้กระเปร่า... กลิ่นที่ใช้ เช่น ลาเวนเดอร์, เปปเปอร์มิ้นท์, ส้ม, ยูคาลิปตัส, คาโมมายล์ เทคนิคการนวด อาจจะใช้...เทคนิคของ สวีดิช เช่น Effleurage และ Petrissage ร่วมด้วยแต่จะเน้นความไหลลื่น อบอุ่น อ่อนโยน

Therapistที่ฝึกมาดี แทบจะไม่ละมือจากตัวลูกค้าเลยตลอดเวลา

ในขณะที่
3. จะมี
✅️หลักการนวดที่ชัดเจนและเป็นระบบมากกว่า
✅️โดยเน้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
✅️ระบบไหลเวียนเลือด และ
✅️ระบบประสาทร่วมกัน

มีเทคนิคหลัก 5 อย่าง ได้แก่

→ การลูบยาวเพื่อวอร์มกล้ามเนื้อและช่วยผ่อนคลาย
→ การบีบ คลึง ช่วยคลายตัวและเพิ่มเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ
→ การกดถูเฉพาะจุด เพื่อลดจุดตึงและพังผืด
Tapotement ประสาท
→ การสั่นสะเทือน ช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ

จึงทำให้ ดู “เป็นวิชาการ” มากกว่า และมักถูกใช้เป็นพื้นฐานของ massage therapy ในหลายประเทศ

🤔หากถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน จริงๆ ไม่มีคำตอบตายตัวค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน

ถ้าต้องการ:

👉ผ่อนคลายสบายตัว ลดความตึงของกล้ามเนื้อ หรือปวดเมื่อยเรื้อรัง ควรเลือก Oil Massage

👉ุถ้าท่านที่ชื่นชอบกลิ่นหอมระหว่างการนวด ต้องการผ่อนคลายด้านอารมณ์ ผ่อนคลายความตึงเครียดด้านสมอง หลับสบาย ควรเลือกนวด Aromatherapy massage จะตอบโจทย์ได้ดี

แต่ถ้าต้องการ:

👉ดูแลระบบกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียน คลายความตึงแบบมีหลักการ ฟื้นฟูร่างกายอย่างเป็นระบบ
Swedish Massage จะตอบโจทย์มากกว่า

🎯🎯🎯สรุปง่ายๆ คือ

💢“นวดน้ำมัน” คือรูปแบบการนวดที่ใช้น้ำมันทั่วไป

💢"นวดอโรมาเธอราปี " คือ รูปแบบที่ใช้การนวดเชิงบำบัดอารมณ์ ความรู้สึก ใช้น้ำมันที่มีส่วนผสม Essential oil แต่ราคาจะสูง

💢 “Swedish Massage” คือศาสตร์การนวดที่มีเทคนิคมาตรฐานชัดเจน อาจใช้ Massage oil หรือ essential oil ก็ได้

ดังนั้น Swedish Massage จึงเป็น Oil Massage แบบหนึ่ง

แต่ Oil Massage ไม่จำเป็นต้องเป็น Swedish Massage เสมอไปค่ะ

#นวดน้ำมัน #นวดสวีดิช #ความแตกต่างการนวด
#นวดผ่อนคลาย #ศาสตร์การนวด
#นวดเพื่อสุขภาพ #นวดแบบไหนดี #นวดลดความเครียด #นวดกล้ามเนื้อ #ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

DSD Academy.
Credit: อโรคยา ปรมลาภา

More...about Essential oil

ทำไม "แค่ดมกลิ่น" ถึงทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้?
🌿เคยสังเกตไหม…
😊บางกลิ่นทำให้เราใจเย็นลงทันที
😉บางกลิ่นพาเราย้อนกลับไปหาความทรงจำได้ในเสี้ยววินาที
❌️นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ
🤍✅️เพราะ "กลิ่น" เป็นประสาทสัมผัสเดียว
ที่เดินทางตรงเข้าสู่สมอง #ส่วนอารมณ์ ( )
โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองเหมือนสัมผัสอื่นกลิ่น → ตัวรับกลิ่น → สมองส่วนอารมณ์
จึงเชื่อมโยงกับ "ความรู้สึก" และ "ความทรงจำ" ของเราโดยตรง
— เทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้เลยวันนี้ —
🌱 หยดน้ำมันหอมระเหย 1–2 หยดลงฝ่ามือ
🌱 ถูฝ่ามือเบา ๆ
🌱 ประกบมือใกล้จมูก แล้วหายใจเข้าลึก ๆ 2–3 ครั้งเท่านี้ก็เป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย
กลิ่นที่เริ่มต้นง่ายสำหรับวันที่อยากสงบลง:
🪻 Lavender · · 🏵Ylang Ylang
🌼Camomile.
🍂Frankincense

ที่อยู่

846/5 Moo. 8 Wiang Tai, Mae Hong Son
Pai
58130

เบอร์โทรศัพท์

+66934289326

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pai-TTM: Pai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreatผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Pai-TTM: Pai Therapeutic Medical Massage & Thai Holistic Wellness Retreat:

ทางลัด

แชร์