10/09/2026
“แว่นใส่ไม่ได้ต้องจ่ายเงินไหม” ?
⠀
พอดีเพื่อนเขาได้เห็นดราม่าเกี่ยวกับการฟ้อง สคบ. เรื่องทำเลนส์โปรเกรสซีฟมาแล้วใส่ไม่ได้ และต้องการคืนเงิน มาเล่าให้ฟัง ซึ่งผมเลยไปค้นๆ ดู ก็ไปเจอโพสต์หนึ่ง ซึ่งโพสต์ปรึกษากฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ https://legardy.com/free-qna/46879
⠀
ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย ก็เลยขอเปิดห้องลับบนโต๊ะแดงเพื่อ #ถลก กันเรื่องนี้เพื่อให้หายข้อข้องใจว่า ตกลงจะต้องจ่ายหรือไม่จ่าย ให้กับแว่นที่ใช้งานไม่ได้
⠀
ที่มาของเรื่องนี้ก็มาจากที่เพื่อนๆ เขาเล่าให้ฟัง ส่วนผมก็อยากรู้ต้นตอ ก็เลยไปสืบค้น ซึ่งก็เจอในเว็บไซต์ร้องทุกข์กับทนายออนไลน์ ตามลิ้งด้านบน ซึ่งเรื่องราวเขาปรึกษาทนายมีดังนี้
⠀
ร้านแว่นแห่งหนึ่งได้ขายแว่นตาโปรเกรสซีฟให้กับลูกค้าท่านหนึ่ง โดยก่อนขายมีการอธิบายว่าเลนส์ประเภทนี้ต้องมีการปรับตัว และทางร้านยินดีดูแลปรับค่าสายตาให้หากใส่ไม่สบายตา รวมถึงมีการรับประกันค่าสายตาตามเงื่อนไขของร้าน
⠀
หลังจากลูกค้าได้รับแว่นไปใช้งาน ปรากฏว่าลูกค้าแจ้งว่าใส่แล้วไม่สบายตา ทางร้านจึงดำเนินการเคลมและปรับค่าสายตาให้หลายครั้ง โดยมีการเปลี่ยนเลนส์และปรับแก้ให้ต่อเนื่องเกือบเดือนละครั้ง รวมระยะเวลาประมาณ 11 เดือน และมีการเคลมรวมประมาณ 11 ครั้ง
⠀
ต่อมาลูกค้าแจ้งว่าต้องการคืนสินค้าและขอรับเงินคืนเต็มจำนวน เนื่องจากยังไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
⠀
ทางร้านชี้แจงว่าไม่สามารถคืนเงินเต็มจำนวนได้ เนื่องจากทางร้านได้แบกรับต้นทุนการเคลมและเปลี่ยนเลนส์หลายครั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อีกทั้งลูกค้าได้ใช้งานกรอบแว่นมาเป็นเวลาประมาณ 11 เดือนแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางร้านได้เสนอแนวทางชดเชยโดยเปลี่ยนเป็นเลนส์ชั้นเดียวให้แทน แต่ลูกค้าไม่ยินยอมและยังยืนยันขอคืนเงินเต็มจำนวน
⠀
จึงอยากสอบถามข้อกฎหมายดังนี้...
⠀
1.ในกรณีนี้ หากทางร้านไม่คืนเงินเต็มจำนวน จะถือว่าทางร้านมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่
หากทางร้านยินยอมคืนเฉพาะค่าเลนส์ แต่ไม่คืนค่ากรอบแว่น เนื่องจากลูกค้าใช้งานกรอบมาแล้วประมาณ 11 เดือน สามารถทำได้หรือไม่
⠀
2.หากทางร้านมีเงื่อนไขรับประกันค่าสายตาเพียง 90 วัน กรณีที่ลูกค้ากลับมาเคลมต่อเนื่องหลังจากนั้น สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของทั้งฝั่งลูกค้าและร้านค้าจะเป็นอย่างไร
⠀
3.โดยปกติ ทางร้านจะมีการให้ลูกค้าทดลองค่าสายตาก่อนสั่งตัดจริง เพื่อให้ลูกค้าเป็นผู้ยืนยันความสบายตาด้วยตนเอง และมีนโยบายปรับค่าสายตา/เคลมให้ฟรีภายใน 90 วัน จำนวน 1 ครั้ง ในมุมกฎหมายถือว่าเป็นการดูแลและชดเชยที่เพียงพอแล้วหรือไม่ หรือหากลูกค้าใส่ไม่ได้จริง ร้านค้ามีหน้าที่ต้องคืนเงินเต็มจำนวนเสมอ
⠀
ส่วนทนายเขาให้ข้อมูลว่าอย่างไร ท่านที่อยากรู้ก็ลองแวะไปดูตามลิงก์ที่ผมแปะมาด้านบน
⠀
แต่จะไปถึงเรื่องว่าผมมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกมหัศจรรย์ในใจ ว่าทำไมถึงได้สู้ถึง 11 ครั้ง ในเวลาเกือบ 1 ปี ซึ่งจริงๆการหาสาเหตุและจบเคสนั้นไม่ควรเกิน 3 ครั้ง แต่ถ้าแก้กันถึง 11 ครั้ง มันไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบ แต่มันสะท้อนถึงการเคลมไปเรื่อยๆแบบไม่รู้สาเหตุของปัญหามากกว่า เพราะถ้ารู้ถึงปัญหาและรู้ว่าเกินหน้าที่หรือความสามารถต้องรีบตัดจบและส่งต่อให้ผู้ที่มีหน้าที่เฉพาะทางกับเคสนั้นๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่าย
⠀
แต่ความรู้ที่ยากที่สุดคือ “รู้ว่าตัวเองรู้อะไรและไม่รู้อะไร” เพราะถ้าไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรอันนี้เรื่องใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ที่อะไร
⠀
กลับมาที่เรื่อง “คืนหรือไม่คืน” ผมมีหลักคิดง่ายๆ ว่า
⠀
ถ้ามองในเชิงสินค้าอุปโภคบริโภค “อะไรที่ใช้ไม่ได้ก็ไม่สมควรที่จะเสียเงิน” ไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ทีวี ตู้เย็น รถยนต์ สากกะเบือ หรือเรือรบ ยกเว้นเรือดำน้ำ (ที่ยังใช้ไม่ได้เพราะยังไม่มีเครื่องยนต์)
⠀
ถ้ามองในเชิงค่าบริการทางการรักษา “โรคบางอย่างรักษาหาย โรคบางอย่างรักษาไม่หาย” ถ้าหมอรักษาคนไข้ไม่หาย คนไข้ต้องจ่ายค่ารักษาหรือไม่ เช่น คนไข้เป็นโรคสโตรก (Stroke) หมอใช้ทักษะความรู้เต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตคนไข้ไว้ได้ ญาติคนไข้ต้องจ่ายเงินค่ารักษาที่ไม่หายนั้นหรือไม่ ? เมื่อเราปวดเมื่อยแล้วไปนวด จะหายหรือไม่หายก็ต้องจ่ายเงินหรือไม่ ? หรือไปตัดผมจะตัดออกมาแล้วหล่อไม่หล่อก็ต้องจ่ายเงินหรือไม่ ?
⠀
ใน 2 มุมมองนี้ เราก็จะเห็นว่า เงื่อนไขแรกเราไม่ควรจะต้องเสียเงินและสามารถเรียกร้อง สคบ. ได้ เพราะเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่แบบที่สอง ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใจตรงกันว่า หายหรือไม่หาย ยังไงก็ต้องเสียตังค์ เพราะไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคแต่เป็นเรื่องการบริการ
⠀
กลับมาที่เรื่องแว่นตา เวลาเราไปซื้อแว่น “เราซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือไปซื้อบริการทางการรักษา” ?
⠀
ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้วอย่างในอเมริกา “การทำแว่น” คือการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยค่าตรวจโดยทัศนมาตร (ซึ่งค่าตรวจพื้นฐานหรือ Basic Eye Exam / Refraction จะอยู่ที่ประมาณ $100-$200 และมีอายุเพียง 1-2 ปีแล้วแต่รัฐ) จากนั้นคนไข้ก็จะนำใบสั่งเลนส์ (Prescription) ไปทำแว่นกับช่างประกอบแว่น (Optician) คนไข้จะเดินดุ่มๆ ไปซื้อแว่นเลยไม่ได้ หรือจะเอาใบสั่งทำแว่นที่อายุเกิน 1-2 ปีแล้ว ไปทำแว่นไม่ได้
⠀
ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยแลนด์ ถ้าไปคิดค่าตรวจ 5,000-8,000 บาท คนไข้คงงงว่าแค่ตรวจสายตาต้องเสียเงินด้วยหรือ เพราะปกติประเทศนี้เขาตรวจวัดสายตาฟรี กรอบพร้อมเลนส์เริ่มต้นที่ 399 บาท โดยหมอสายตา รอรับได้ใน 45 นาที ก็มีให้เห็นทั่วไป
⠀
ทีนี้ คงต้องมาดูว่า “แว่นตา” ในบ้านเราจัดอยู่ในสินค้าประเภทอะไร
⠀
แว่นตาประกอบไปด้วย “เลนส์” และ “กรอบแว่น” ซึ่งจากข้อบังคับทางกฎหมายแล้ว
⠀
“เลนส์ ไม่ว่าจะเป็นเลนส์แว่นตาหรือเลนส์สัมผัส ถือเป็นเครื่องมือแพทย์ และต้องมี อย. ที่ต้องจ่ายโดยผู้ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็คือผู้ประกอบโรคศิลปะ” แต่ขณะเดียวกันเราก็เห็นเลนส์แว่นตาราคาถูกราคาหลักสิบที่ไม่ต้องมี อย. ขายอยู่เต็มตลาด และกฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าจะจ่ายโดยใคร หนักไปกว่านั้น “สั่งออนไลน์ได้ด้วย”และ ออนไลน์บางเจ้าก็ทำโดยหมอสายตาอีกตะหาก
⠀
ส่วน "กรอบแว่น" ถือว่าเป็นแอคเซสเซอรีส์ (Accessories) ซึ่งเป็นสิ่งของที่ใช้ประดับตกแต่งร่างกาย หรือใช้งานร่วมกับอุปกรณ์หลัก เพื่อเพิ่มความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย
⠀
หรือถ้าจะมองว่า “แว่นตา” คืออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาการมองเห็นที่มีความสวยงามและสามารถใส่เพื่อประดับได้ ก็ย่อมได้เช่นเดียวกันกับคอนแทคเลนส์สี ที่ใส่เพื่อความชัดและสวยงามได้ในตัวเอง ถ้าใช้หลักนี้แสดงว่า “แว่นตาเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการรักษาแน่ๆ”
⠀
แต่ทว่า... มันก็ยังไม่ได้มีกฎหมายออกมารองรับเรื่องนี้ ก็เลยทำให้สถานะของแว่นตานั้นกึ่งๆ งงๆ อยู่ในดงทานตะวัน ว่าตกลงมันจะตีเข้าเป็นการรักษาหรือเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค แล้วจะฟ้อง สคบ. เรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือจะฟ้องผู้ที่จ่ายเลนส์โดยที่ไม่มีความรู้มากพอเพราะไม่ได้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ
⠀
แต่ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับว่าการตรวจวัดสายตาจะต้องทำโดยใคร เพราะแม้แต่อมนุษย์อย่างคอมพิวเตอร์วัดสายตา ก็สามารถวัดสายตาได้เช่นกัน โดยไม่ผิดกฎหมาย และบางคนก็ยังอาศัยเครื่องพวกนี้เลี้ยงชีพกันอยู่
⠀
แล้วใครจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ ?
⠀
ทีนี้ถ้าเรามาพิจารณาถึงแว่นตา มันจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ผลิตเลนส์ กลุ่มผู้ทำกรอบแว่น และกลุ่มผู้จ่ายแว่น
⠀
1.กลุ่มผู้ผลิตเลนส์
⠀
ผู้ผลิตเลนส์ก็เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ผลิตยา มีหน้าที่ค้นคว้า พัฒนา วิจัย และผลิตยาให้มีผลสัมฤทธิ์ในการรักษาโรคสูงสุด และส่งผลข้างเคียงต่ำสุด เลนส์ก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องพัฒนาเลนส์ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือ Aberration ต่ำสุด รองรับตัวแปรที่จะเหนี่ยวนำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและจัดการหรือลดให้ต่ำสุด เพื่อลดผลข้างเคียงในการปรับตัว
ดังนั้น ในตลาดเลนส์จริงๆ มีเลนส์ที่ได้มาตรฐานที่ใช้กันในระดับโลกอยู่ไม่กี่แบรนด์ ที่เหลือก็ไปหาซื้อซอฟต์แวร์หรือจ้าง OEM รับจ้างปั๊มเลนส์เอามาใส่ซองขายถูกๆ และไม่ต้องพัฒนาอะไร มีหน้าที่หลักคือปั่นตลาดอย่างเดียว
⠀
แต่ตลกร้ายก็คือ เลนส์มาตรฐานแบบแรกต้องมี อย. ขณะที่เลนส์ปั๊มเป็นเข่งๆ ที่เอามาขายกันถูกๆ หลักสิบบาทนั้นไม่ต้องมี อย. ดูๆ ไปก็เหมือนกับว่ารังแกคนทำดี พอจะทำดีเรื่องมันก็ยุ่ง ต้องยื่น อย. นู่นนี่นั่น แต่ถ้าเกิดไม่สนมาตรฐาน ก็ไม่ต้องมี อย. และที่สำคัญ “มันขายได้ในเมืองไทย” และเชื่อว่าหลายคนไม่รู้ว่าเลนส์ต้องมี อย. ซึ่งเรื่องนี้ผู้บริโภคไม่รู้ก็ไม่ว่า แต่คนจ่ายเลนส์ไม่รู้ไม่ได้ และคำถามคือทำไมถึงยังกล้าจ่ายเลนส์ที่ไม่ผ่าน อย. ให้กับคนไข้ เหมือนเราเป็นเชฟแล้วเอาของไม่สะอาดหรือไม่ปลอดภัยมาทำครัวให้คนกิน มันจะดีหรือ... อันนี้คือคำถาม ?
⠀
ดังนั้น ในส่วนของเลนส์ที่มีปัญหา บริษัทก็คงทำได้เต็มที่คือคืนเงินให้ตัวแทนจำหน่ายแล้วรับสินค้ากลับ คงไม่ต้องไปรับผิดชอบในส่วนของผู้บริโภค ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้จ่ายหรือคนขายเลนส์เป็นคนเสนอให้ผู้บริโภค ไม่ใช่บริษัทเป็นคนเสนอ
⠀
แต่ปัญหาก็คือวงการนี้ การตลาดของฝั่งเลนส์มักจะทำโดยฝ่ายการตลาด (Marketing) ที่เชี่ยวชาญเรื่องงานศิลป์ (Artwork) แต่ไม่รู้เรื่องเทคนิค (Technical) ทำให้ติดโม้เยอะไปหน่อย ทำให้ความคาดหวังสูงเกินไป
⠀
มันคล้ายกับว่า เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปตีฟองว่ามันคือต้มยำกุ้งระดับมิชลินสตาร์ คนก็หลงจ่ายหม้อละ 4,000 บาท สุดท้ายมันคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ในหม้อไฟ ทุน 50 บาท แต่มันก็ขายได้นะ หลอกคนได้เรื่อยๆ และคนก็หลงเชื่อได้ง่าย ตัวอย่างชัดๆ คือเลนส์ตัดแสงสีน้ำเงิน ที่สร้างสินค้าจากความกลัวของมนุษย์ หรือ วิ่งแลกแว่นกับโปรปลอมๆ ก็หลอกคนได้เยอะ แล้วก็ได้ผล ซึ่งมองในเชิงการตลาดบางคนอาจคิดว่า Genious! แต่ถ้ามองเชิงศีลธรรม นี่มัน “หลวงตาโชติ ชัดๆ !”
⠀
กลับมาที่กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบกับแว่นที่ใช้งานไม่ได้
กลุ่มผู้ทำกรอบแว่น
⠀
อันนี้น่าจะรับผิดชอบในส่วนของสินค้าอุปโภคบริโภค ถ้าไม่ได้มาตรฐานก็คืนสินค้า แว่นหัก สีลอก ก็เคลมตามปกติ และคงเป็นความรับผิดชอบของผู้จ่ายแว่นในการทำความเข้าใจกับสินค้า ว่าจะต้องดัด ปรับ แต่งอย่างไร หรือแว่นบางอย่างที่มันดัดไม่ได้และพารามิเตอร์ไม่ได้ ก็ไม่ควรจ่ายให้คนไข้ หรือการเลือกกรอบแว่นมาใช้ในร้านก็จำเป็นเช่นกัน
⠀
กลุ่มผู้จ่ายแว่น
⠀
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายแว่น ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ผู้ตรวจสายตา ซึ่งกฎหมายบ้านเรายังไม่ได้บังคับว่าใครมีหน้าที่สำหรับเรื่องนี้ แม้จะมีทัศมาตรศาสตร์แล้วก็ตาม
⠀
ดังนั้น สถานะในปัจจุบันก็คือ ใครใคร่ตรวจก็ตรวจไป ใครใคร่ขายก็ขายไป หรือจะทำทั้งวัดทั้งตรวจก็ทำไป ก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะกฎหมายยังไม่บังคับ และ อย่าไปถามถึงมาตรฐานหรือจริยธรรม เพราะถ้าไม่มีกฎหมาย “มาตรฐานกับจริยธรรม”ก็แค่ธรรมเทศนาบทหนึ่ง หลังเทศน์เสร็จจะไปฉันอะไรต่อนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
⠀
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ถ้าทั้ง 3 กลุ่มนี้คิดว่าของตัวเองทำดีแล้ว ไม่ได้ประมาท ไม่ได้พลาดพลั้ง ด้วยบริบทปัจจุบันตามกฎหมายที่ดูไปแล้วแว่นตายังมีสถานะเป็นอุปกรณ์อุปโภคบริโภคอยู่ ไม่ใช่บริการทางการแพท์ ดังนั้น การคืนเงินคือทางออกที่เรียบร้อยที่สุด
⠀
Loft Optometry Warranty
⠀
ในส่วนของ Loft Optometry ผมใช้หลัก “Just don’t like” ในการทำงานมาตั้งแต่ต้น คือ แค่รู้สึกว่าไม่ชอบหรือไม่ต้องการ ผมขอซื้อคืนเต็มจำนวน และไม่คิดค่าแรงหรือค่าเสียเวลาของตัวเองด้วย
⠀
ตลอด 12 ปีของการทำงาน ใน Loft Optometry มีเคสที่ผมขอซื้อสินค้าคืนอยู่ 4 เคส มาเล่าให้ฟัง
⠀
เคสแรกเมื่อ 11 ปีก่อน
⠀
เคสนี้ให้ชื่อสมมติว่า “ป้าแอ๋ว” แล้วกัน ตอนนั้นแกน่าจะอายุประมาณ 64 ปี อยากได้แว่นเริ่ดๆ ด้วยความที่แกมีสตางค์เยอะ แกก็ไม่สนอะไร สงสัยอยากจะอวดเพื่อนด้วย เห็นคุยว่าเพิ่งไปจัดเครื่องเพชรมา 30 ล้านซะด้วย ก็เลยจัดเต็มสุดสเกลในเวลานั้น (Impression FreeSign 2 CMIQ + Lindberg)
⠀
หายไป 6 เดือน ป้าให้เพื่อนโทรมาว่าแว่นมีปัญหา แต่แกก็ไม่เคยโทรมาหรือแวะมาหาหรือมาให้ช่วยแก้เลย ผมก็เลยโทรไปถามว่าแว่นมีปัญหาอะไรหรือครับพี่แอ๋ว แวะมาให้ผมดูหน่อย แกก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาให้ผมแก้ผมก็เลยถามว่า “ถามจริงๆ ครับพี่ ใช้แว่นแล้วมันเป็นยังไง ถ้ามันใช้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะขอซื้อพี่คืนได้ไหม”
⠀
แกก็ถามผมกลับว่า “ซื้อคืนได้ด้วยหรือ คุณยศจะเอาไปทำอะไร”
⠀
ผมก็ตอบไปว่า “ก็ของมันใช้ไม่ได้ พี่จะเอาไว้ทำอะไร ขายผมคืนดีกว่า”
⠀
ทีนี้แกก็เลยเล่าให้ฟังว่า “ไปตรวจสุขภาพประจำปีมา โน่นนั่นนี่ หมอก็เลยทักว่า คุณป้าแว่นสวยจัง ทำมาแพงไหม ป้าก็บอกว่าทำมาแสนสอง หมอบอก “โอ้ยยยยยย... แว่นอะไรแพงขนาดนั้น ไม่มีหรอก โดนหลอกแล้ว.. ป้าก็เลยไม่สบายใจ”
⠀
ผมก็อ่อ โอเคครับ ผมเข้าใจ ขอเลขบัญชีหน่อยครับ แล้วก็โอนเงินคืนเต็มจำนวน น่าจะแสนสองกว่าๆ จำไม่ได้ ป้ารีบส่งเลขมา แล้วก็ฝากเด็กเอาขนมมาให้ 3 กล่อง ขอบคุณครับป้า ขนมหวานอร่อยมากๆ !!
⠀
เรื่องนี้สอนเราว่า ระวังคนไข้ที่ซื้อด้วยอารมณ์ อยากจะเริ่ด อยากจะฟู อยากจะเบ่งพลัง ดังนั้นเราเริ่มจากการเลือกอันที่เหมาะสมเหตุสมผลกับปัญหาสายตาที่เป็นอยู่ ถ้าคนไข้อยากจะเขย่งให้รุ่นท็อป ก็ให้คนไข้เลือกและรับผิดชอบในการเลือกของตัวเอง
⠀
เคสสอง
⠀
เป็นเคสเมื่อสิบปีก่อนเช่นกัน ให้นามสมมติว่าคุณปอย แกทำเลนส์ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะ Impression Sport ย้อมสีแล้วฉาบปรอท (Silver Mirror) แว่นที่ใช้คือ IC! Berlin กรอบโค้งสปอร์ตซึ่งนำมาเอง
⠀
จริงๆ แล้วเขาใส่ได้ดีตั้งแต่วันแรก หายไปสี่ห้าวัน โทรกลับมาว่าสีปรอทมันไม่เข้มเหมือนปรอทกระจกส่องหน้า อยากได้ปรอทแบบกระจกส่องหน้าเลย (ถ้าท่านนึกไม่ออก ให้นึกถึงแว่นปรอทที่ขายตามตลาดนัดหน้าวัดไทรใหญ่ ไทรน้อยนั่นแหละ) บอกผมให้ช่วยให้บริษัทช่วยทำเข้มๆ ให้หน่อยผมบอกว่า มันเป็นมาตรฐานของเขา ผมไปแทรกแซงไม่ได้ เคลมไปก็ได้มาเหมือนเดิม คืนเงินดีกว่าไหมครับ
⠀
เคสนี้ผมเลือกจบดีกว่าเพราะรู้ว่าปัญหานี้เกินเรื่องที่ผมจะแก้ไขได้ ก็ให้แกส่งแว่นมา แล้วผมแกะเลนส์คืนบริษัท แล้วก็โอนเงินคืนให้ประมาณครึ่งแสน เป็นอันจบ
⠀
เรื่องนี้สอนเราว่า ถ้ามีเลนส์ตัวอย่างให้คนไข้ดูตั้งแต่ทีแรก ปัญหาก็ไม่น่าเกิด เมื่อก่อน Rodenstock เขายังไม่มี Sample ให้ดู แต่ตอนนี้มีหมดแล้ว ปัญหาแนวๆ นี้เลยไม่เกิด
⠀
เคสสาม
⠀
เคสนี้น่าจะเมื่อ 5 ปีก่อ เรียกชื่อสมมติว่าลุงพันโทก็แล้วกัน ลุงพันโทแกก็เกษียณมาแล้วหล่ะ แกโทรมาถามว่าจะทำแว่นอ่านหนังสือ ยังไม่ทันได้มาตรวจ แกโทรมาต่อรองราคาผ่านมือถือ
⠀
แกถามว่า "แว่นอ่านหนังสือกี่บาท ผมบอกว่าถูกสุด Netline 1.6 ก็ 2,600 บาท แต่กรอบแว่นต้องนำมาเองครับ
⠀
แกถามต่อว่า “ราคานี้ได้เลนส์ตัดแสงสีน้ำเงินหรือยัง”
⠀
ผมก็ถามว่า “มันไม่มีประโยชน์ ลุงจะเอาไปทำอะไร”
⠀
ลุงบอก แต่ลุงอยากได้ “ขอราคานี้รวมเลนส์ตัดแสงน้ำเงินได้ไหม”
⠀
ผมก็ “อะๆ อยากได้ก็จะให้”
⠀
ตอนมา แกเอาแว่นมาขนาดเบ้อเร่อ และสายตามองไกลแกจำไม่ผิดก็น่าจะ +3 เอียงอีก 2.75 ประมาณนี้ พอรวมกับค่าสายตาอ่านหนังสือ Add +2.25 กลายเป็นค่าสายตาอ่านหนังสือต้องเป็น +5.25-2.75x90
⠀
ผมเห็นสายตาแล้ว Netline เอาไม่อยู่แน่ๆ อย่างน้อยมันก็ต้องเป็น Aspheric และวงต้องขนาดเล็กๆ ด้วย ก็บอกลุงไปว่าทำไปก็ใส่ไม่ได้ครับลุง หรือถ้าลุงจะใช้งบเท่านี้ต้องปรับตัวหน่อยนะ แล้วก็ไปหากรอบแว่นมาใหม่ ผมก็บอกให้ไปหาซื้อแว่นวงเล็กๆ มาจะได้ทำเลนส์ย่อบางให้ (Center Thickness Optimization,CTO)
⠀
แกให้ลูกชายเลือกดูให้ใน Shopee ได้แว่นไซส์เล็กมาในราคา 125 บาท ผมก็ทำ CTO ให้ เลนส์ก็ออกมาบางพอสมควร
⠀
วันมารับแว่น แกก็ว่าชัดแต่มันแปลกๆ ผมบอกให้ใส่และปรับตัว เพราะได้บอกไปตั้งแต่ต้นแล้ว แต่เอาไปใช้ยังไม่ทันข้ามวัน โทรมาบอกว่ามันแปลกๆ ให้ช่วยทำให้ใหม่ให้หน่อย ผมก็บอกว่าทำใหม่ก็ได้แบบเดิม เพราะบนแว่นลองมันดี แต่แว่นจริงไม่ดี เพราะเลนส์มันทำดีในราคานี้ไม่ได้
⠀
แกก็ไม่ยอมเข้าใจ จะให้สั่งให้ใหม่อยู่นั่นแหล่ะ
⠀
ผมเลยนัดมาวันรุ่งขึ้น
⠀
วันรุ่งขึ้นแกก็มากันทั้งครอบครัว ผมได้แต่ยิ้มและขอเลขบัญชี และ ไม่ตรวจตาซ้ำด้วย เพราะมั่นใจว่าตรวจมาดีแล้ว แกก็ไม่อยากได้ตังค์คืน แต่อยากให้ผมช่วยแก้ให้หน่อย ผมก็ยืนยันจะขอคืนเงินและบอกแกตรงๆ ว่ามันเกินความสามารถของผม (ราคานี้ทำเลนส์ดีในสายตานี้ไม่ได้) และขอ QR ลูกชายเพื่อโอนเงินคืน ซึ่งค่าเลนส์ 2,600 บาท (แถม Blue ให้ด้วย ยังไม่คิดค่าประกอบ) ผมเติม +300 ให้เป็น 2,900 เป็นค่ารถ แล้วตัดจบ
⠀
ที่น่าสนใจคือแกขอบคุณส่วนที่ผมโอนเกินให้โดยไม่ปฏิเสธ (โลกเรามีอะไรที่ไม่น่าจะมีก็มี)
⠀
เคสนี้ทำให้ผมรู้ว่า ถ้ารู้ว่าค่าสายตาไหนเลนส์เอาไม่อยู่ จะต้องคุยกันให้จบตั้งแต่ทีแรก ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับ Condition ต่างๆ ให้ยิ้มแล้วปล่อยผ่าน เหมือนเรารู้ว่าโรคนี้กินยานี้ไม่หาย แล้วเราจะจ่ายยาตัวนั้นไปทำไม ถ้าฝืนจ่าย ต้องยอมรับผิดชอบทุกอย่าง และ แต่ละคนนั้นมีบริบทของการเติบโตมาไม่เหมือนกัน พ่อแม่สั่งสอนมาไม่เหมือนกัน ดังนั้น empathy ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ทำใจและเรียนรู้ว่า “โลกใบนี้ มันก็เป็นแบบนี้แหล่ะ” ถ้าไม่อยากพบอยากเจอก็บรรลุอรหันต์จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก
⠀
เคส4
เคสนี้ อุ่นๆ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และไม่ต้องใช้ชื่อสมมติแล้วกัน และไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเท่าไหร่ แต่ก็พูดให้มันครบ 4 คน เพราะตลอด 12 ปีที่ผ่านมาก็มีอยู่เท่านี้แหล่ะ
⠀
คนไข้ทำแว่นหาย ผมถามว่าหาดูดีแล้วหรือยัง เขาบอกว่าหาดีแล้วไม่เจอ หามา 2 สัปดาห์แล้ว เลยจะทำใหม่ อยากได้เหมือนเดิม พอสั่งของเสร็จ ผ่านไป 2-3 วันบอกว่าหาเจอแล้ว ขอคืนเงิน ปัญหาคือกระบวนการผลิตมันเดินไปแล้ว
⠀
แต่เคสนี้ก็ต้องคืนเงิน เรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะสอนผมเรื่องอะไร ความจี๊ดคือเป็นจังหว่ะที่สภาพคล่องผมมีปัญหาเพราะอยู่ในช่วงย้ายร้าน ใช้เงินทำร้านและลงเครื่องมือใหม่เยอะ ทำให้จ่ายคืนช้าไปประมาณ 20 วัน เขาก็โวยวายขู่ว่าจะแจ้งความ ผมเลยยืมเพื่อนมาจ่าย ให้จบๆไป เขาตอบ “ขอบคุณ ไว้จะมาใช้บริการใหม่(ตามมารยาท) ส่วนผมก็บล๊อคเบอร์ตามมารยาทเช่นกัน (**หากท่านเจ้าของเคสมาอ่านเจอ ไม่ต้องกลับมาใช้บริการนะครับ ผมทำใจดูแลไม่ได้จริงๆ)”
⠀
แต่เมื่อไม่กี่วันนี้ มีเคสแว่นหายอีกเหมือนกัน เลยอยากจะทำใหม่ เอา Lindberg เหมือนเดิม ผมก็เน้นว่าหาดูดีๆ เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว ถ้าหาเจอแล้วอันใหม่คืนไม่ได้นะ เพราะว่าสั่งทำสลักชื่อ คนไข้ก็โอเค เจอก็ดีได้มีสำรองอีกอัน พอสั่งเสร็จเรียบร้อย หาเจอจริงๆ ด้วย แต่เคสนี้ไม่ได้มาบี้ขอเงินคืน แต่เป็นทำเลนส์เพิ่มอีกคู่ จะได้ใช้สลับกันได้ เรื่องเดียวกัน แต่ผลต่างกัน อันนี้น่าจะแล้วแต่คนกระมัง
⠀
สรุปคือ
⠀
ในฐานะของผู้บริโภค
⠀
ถ้าของที่ใช้ไม่ได้หรือไม่พอใจในสินค้าและบริการ ก็ไม่ควรจะต้องเสียเงิน ของบางอย่างที่ทำขึ้นมาเฉพาะ เช่น กรอบแว่นตา Lindberg ที่มีสลักชื่อข้างขา หรือ แว่นยี่ห้ออื่นๆที่เลือกแล้ว และ ใส่แล้ว ไม่สมควรไปขอคืนเงินได้ อันนี้วิญญูชนต้องเข้าใจได้
⠀
แต่เลนส์นั้นต้องสามารถคืนได้แบบไม่มีเงื่อนไข และอยากจะฝากถึงฝั่งผู้ผลิตเลนส์ว่า อย่าลีลาให้มาก โดยเฉพาะเลนส์ที่วางตัวเองไว้ระดับไฮเอนด์ ก็ควรจะบริการแบบไฮเอนด์ ว่างๆ ไปศึกษาศูนย์บริการ BMW ดูเอาว่าถ้าลูกค้ารถเสียเขาทำยังไง เขาให้รถสำรองใช้ระหว่างซ่อมครับ ป้ายแดงด้วย แต่เลนส์น่ะหรือ ต้องคืนซากก่อนถึงจะส่งเลนส์เคลมให้ ลำบากคนไม่มีแว่นสำรอง ต้องตาบอดระหว่างรอส่งคืนซากเลนส์ ทั้งๆ ที่เอาไปก็ไม่เช็ค แต่ตะแบงจะเอาเลนส์เคลมก่อน และเอาเข้าจริงๆ เลนส์ถูกเลนส์แพง ถ้าตัดเรื่อง Software ออกแล้วมองแค่เรื่องต้นทุน Material Cost แล้วทุนเท่ากัน ดังนั้น เลนส์รุ่นสูงๆ ที่ราคาแพงๆ คุณกำไรมหาศาล ดังนั้น อย่าลีลาเยอะ ขอร้อง รำคาญ!
⠀
ผู้จ่ายเลนส์
⠀
ต้องรับผิดชอบในการจ่ายเลนส์ เพราะตัวเองเป็นคนศึกษาเลนส์ในแต่ละแบรนด์ และตัดสินใจจ่ายให้คนไข้เอง ดังนั้น ต้องรับผิดชอบในการจ่ายเลนส์เสมอ ปัญหาส่วนใหญ่มักไม่ได้มาจากเลนส์ แต่มักมาจาก Human Error เช่น ตรวจสายตาผิด ประกอบผิด มุมองศาผิด เหล่านี้เป็นเหตุที่ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่รับผิดชอบ
⠀
ดังนั้น วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้คือ ศึกษา ค้นคว้า และฝึกฝน ไม่มีวิธีอื่นใดที่คุณจะรู้ด้วยตัวคุณเองว่าสายตาที่คุณตรวจอยู่นั้นมันขาดหรือเกิน นอกจากใช้กล้อง Retinoscope เพราะคุณจะเห็นแสงสะท้อนมาจากเรตินาว่ามันโฟกัสดีแล้วหรือไม่ ค่าสายตามันจึงไม่ใช่เรื่องที่ลองให้คนไข้เลือกเอาเอง แล้วโยนความรับผิดชอบว่า “ค่าสายตานี้คนไข้เลือกเอง” ถ้าเป็นแบบนั้น เขาจะมาหาคุณทำไม ทางที่ถูกต้องคือคุณต้องชี้ออกไปเลยว่า อะไรถูก อะไรผิด และจะแก้ยังไง ตามทัศนมาตรศาสตร์ ไม่ใช่ลองผิดลองถูกไปเรื่อย แบบนี้เจอกันที่ สคบ.
⠀
บริษัทเลนส์
⠀
หน้าที่คุณคือคืนสินค้าเต็มจำนวน ไม่ว่าในกรณีใด แม้ว่าการที่ร้านค้าตัวแทนวัดสายตาผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าเลนส์คุณไม่ผิด เพราะคุณเป็นคนที่เลือก Dealer นั้นมาด้วยตัวเอง คุณต้องประเมินศักยภาพของ Dealer ของคุณด้วยว่ามีความเชี่ยวชาญพอในการจะใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณโดยไม่เกิดปัญหาตามมาหรือไม่ ถ้าคิดว่ายัง คุณมีมาตรการยังไง ส่งเทรนเนอร์ไปอบรมหรือสอน หรืออะไรก็ตามแต่ แต่คุณไม่สามารถปัดความรับผิดชอบจากกรณีวัดสายตาผิด หรือประกอบผิดได้
⠀
ทั้งหมดนี้ก็แค่อยากจะแชร์ความคิดเห็น ก็เท่านั้นเองนะครับผม และขอบคุณมากสำหรับท่านที่อ่านจนจบ เพราะเรื่องมันยาวมาก
⠀
ขอบคุณสำหรับการรับอ่านรับชม
⠀
ดร.ลอฟท์ O.D
⠀
ทำนัด
Loft Optometry
111/56 Motown Brio Village , Ban-Mai , Park-Kret , Nonthaburi 11120
mobile : 0905536554
lineID : loftoptometry (no @)
www.loftoptometry.com