22/08/2026
RSV...ไม่ใช่แค่โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ต้องรักษา แต่คือโรคที่ "ป้องกันได้" 🥰
ขอต้อนรับ ฤดูระบาดของ RSV ในประเทศไทย (ก.ค. - ต.ค. ของทุกปี) นี่คือสิ่งที่ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยระบุไว้อย่างชัดเจน
RSV ป้องกันอย่างไร อาการเป็นอย่างไร เดี๋ยวเล่าให้ฟัง 🩵
ไวรัส อาร์ เอส วี (RSV; Respiratory Syncytial Virus) ได้ยินชื่อก็ขนลุกแล้วสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก
(RSV เป็นหนึ่งในกลุ่มไวรัสที่ทําให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ มักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงกว่า
สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลายของคนที่ติดเชื้อแพร่กระจายได้ง่ายมาก กลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก 0-2 ปี ซึ่งในปี 2568 มีเด็กอายุ 0-4 ปี ประมาณ 40,000 ราย ป่วยเป็น RSV
ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ต้องนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV เป็นเด็กที่ไม่มีโรคประจําตัว คลอดครบกำหนด แข็งแรงดี
📍รู้อย่างไรว่าลูกติด RSV? สามารถสังเกตและเตรียมรับมือได้ดังนี้ครับ
• อาการ: เด็กมักมีไข้ได้ตั้งแต่ระดับต่ำถึงสูง ไอมีเสมหะ ครืดคราด อ่อนเพลีย กินไม่ได้
• สัญญาณอันตราย: หากพบว่าหายใจเหนื่อย อกบุ๋ม ชายโครงยุบ และ/หรือหายใจเร็วมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที(สังเกตหน้าอกลูกจะหอบเร็วเหมือนหายใจทุกวินาที) หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์
• ช่วงเวลาอันตราย: ในวันที่ 3-7 ของการติดเชื้อ อาการอาจเริ่มรุนแรงขึ้น
📍ความรุนแรงและน่ากลัวของ RSV อยู่ที่การลุกลามสู่ "โรคปอดอักเสบ" เพราะเชื้อ RSV สามารถลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิด "โรคหลอดลมฝอยอักเสบ" (Bronchiolitis) และ "โรคปอดอักเสบ" (Pneumonia) ซึ่งอันตรายมากในเด็กเล็ก
ลองจินตนาการตามนะครับ โดยปกติทางเดินหายใจของเด็กเล็กจะมีขนาดเล็กจิ๋ว เปรียบเทียบได้ประมาณขนาดของ"หลอดดูดนมกล่อง" (กว้างประมาณ 4 มิลลิเมตรเท่านั้น) เมื่อเกิดการติดเชื้อ RSV ที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เด็กมักมี "เสมหะ“ สะสมในหลอดลมเล็กๆ ทำให้หายใจลำบาก หอบเหนื่อย เกิดเสียงวี๊ด ซึ่งเด็กเล็กอาจยังขับเสมหะได้ไม่ดี ทำให้เกิดเสมหะสะสมในทางเดินหายใจ
นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่า การติดเชื้อ RSV รุนแรงจนลงปอดในช่วงวัยเด็กเล็ก อาจมีความเสี่ยงที่เด็กจะหายใจมีเสียงวี๊ดซ้ำและเป็นโรคหอบหืดในอนาคต
📍ที่สำคัญ "ไม่มียารักษาจำเพาะ" สำหรับโรค RSV
การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การเคาะปอด พ่นน้ำเกลือ ดูดเสมหะ ให้ออกซิเจน (จนถึงการใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อมีการหายใจล้มเหลว)
✅แต่เรามีวิธีช่วยป้องกันได้โดย
1. การป้องกันในชีวิตประจำวัน เช่น: งดหอมแก้มเด็ก ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย ไม่เอามือเข้าปาก จมูก ตา
2. การป้องกันตั้งแต่ในครรภ์ด้วย "วัคซีน RSV": ปัจจุบันคุณแม่ตั้งครรภ์ (ช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์) สามารถเลือกฉีดวัคซีน RSV เพื่อช่วยให้ร่างกายแม่ส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปให้ลูกน้อยในครรภ์ได้โดยคุณหมอจะแนะนำช่วงเวลาในการฉีดที่เหมาะสมแก่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กที่มีกำหนดคลอดในช่วงฤดูกาลระบาดของ RSV ได้รับประโยชน์จากการป้องกันในช่วงที่มีความเสี่ยง
3. การป้องกันด้วย "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV" (RSV Monoclonal Antibody) สำหรับเด็กแรกเกิด : นี่คือการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแก่ร่างกายเด็กโดยตรง ไม่ต้องรอร่างกายสร้างเอง โดยมีการศึกษาพบว่า สามารถช่วยป้องกันโรค RSV ระดับรุนแรง และช่วยลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับ RSV ได้
โดยอาการข้างเคียงจากการฉีดทั้ง 2 แบบ อาจจะมีอาการปวดบริเวณที่ฉีดได้
แม่ๆ สามารถปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือกุมารแพทย์ใกล้บ้านได้เลย หรือ ดูข้อมูลการป้องกัน RSV เพิ่มที่
https://www.mamaexpert.com/rsv
ด้วยความปรารถนาดี
#เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ #ภูมิปอดจิ๋วสู้RSV