14/11/2025
ใครบอกว่าอุดมการณ์กินไม่ได้ ที่มีชีวิตดีมีเงินใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะอุดมการณ์นี่แหละ
เพียงแค่มันไม่ง่ายค่ะ ตลอดการเดินทาง 15 ปี ในวิชาชีพนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ แต่ไม่เคยนึกเสียดายเลยกับสิ่งที่เคยสูญเสียไป เพราะเรามีอุดมการณ์ในการทำงานและการใช้ชีวิตที่ชัดเจน
นั่นก็คือ First is do no harm.
เป็นหลักอันดับหนึ่งของความเป็นแพทย์ค่ะ แปลเป็นไทยก็คือ “อันดับแรก คือห้ามทำให้เกิดอันตรายแก่คนไข้”
แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือ ไม่ว่าจะทำหัตถการหรือการตัดสินใจใดลงไปแก่คนไข้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ห้ามก่อให้เกิดความเสียหายเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว
มันจึงไม่ง่ายที่จะยึดหลักนี้ในการเป็นหมอความงาม เพราะในโลกธุรกิจ เงินคืออันดับหนึ่ง แต่ดิฉันสามารถยึดหลักนี้แล้วประกอบอาชีพนี้ไปได้ด้วยกันอย่างสมดุลย์ แม้จะต้องผ่านความผิดหวังหรือเสียใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เคยถูกหลายคลินิกเลิกจ้าง เพียงเพราะลดจำนวนฟิลเลอร์ที่จะฉีดบนหน้าคนไข้ลง เนื่องจากเราเห็นว่ามันเยอะเกินไป แต่มันไปกระทบยอดของเซล กระทบผลประกอบการของคลินิก จึงถูกเชิญออก (ไล่ออกนั่นแหละ)
แล้วชีวิตก็เดินทางมาถึงจุดที่เลือกได้ประมาณหนึ่ง เพราะประสบการณ์เรามากขึ้น ภาษีก็ดีขึ้นตาม ปัจจุบันทำงานกับคลินิกที่ให้ความยืดหยุ่นแก่เราในระดับหนึ่ง ที่จะสามารถเลือกทำหรือเลือกไม่ทำหัตถการใดกับลูกค้าก็ได้ ตามดุลพินิจ
แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ดิฉันนี่แหละเป็นเซลตัวดีเลย ขายเก่งมาก เผลอๆเก่งกว่าเซลหลายคนซะอีก แม้ยอดขายเมื่อแรกเจอกับลูกค้าอาจจะยังไม่เยอะ แต่ลูกค้าคนนั้นจะเป็นลูกค้าประจำของเรา ที่จะซื้อซ้ำไม่รู้จบ เพราะเขาไว้ใจในอุดมการณ์และทัศนคติของหมอ นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจคลินิกที่เราทำงานด้วยยังอยู่รอดได้ แล้วเจ้าของก็ยังจ้างเราต่อไป
ผิดกับหลายคลินิกที่ใช้วิธีขายเหมือนกองโจร คือทุบหัวลูกค้าเข้าคลินิกแล้วยัดเยียดขายยังกับอีแร้งที่หิวซากศพ กลัวว่าถ้าไม่ทำแบบนี้จะไม่สามารถขายได้อีก แต่ที่ไหนได้ นั่นแหละคือครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายที่คุณจะเจอลูกค้าคนนี้… และแล้วคลินิกแบบนี้ก็เริ่มทยอยล้มหายตายจากกันไป
แต่แล้ววันนึงได้ไปทำงานกับสาขาหนึ่งที่เรียกว่าดูดพลังชีวิตไปมาก เพราะชุดความคิดของผู้จัดการคือขายให้ได้ยอดมากที่สุด แล้วหมอประจำสาขาก็ตามน้ำซะด้วย พอเราได้ไปร่วมงาน ก็ต้องจูนทัศนคติกันยกใหญ่ เวลาผ่านไปก็ดีขึ้นนะ ไปกันได้ดี แต่ด้วยสถานการณ์ที่ผ่านมายอดขายตก เค้าก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดแบบเดิมๆ คือ hard sell จนสุดท้ายเราก็พ่ายแพ้ต่อความไม่เข้ากัน เพราะเราตัวคนเดียวในสาขา จิตตกจนไม่อยากทำงานไปช่วงนึงเลย พอได้กลับมาที่ กทม คิดทบทวนแล้ว ก็ยอมรับว่าถ้าไปอีกคงทนไม่ไหวแน่ๆ จนต้องขอไม่ไปสาขานั้นอีก ซึ่งผู้บริหารก็น่ารักมาก จัดให้ตามคำขอ
หลังจากนั้นไม่นานสภาพจิตใจก็ดีขึ้น เมื่อได้ร่วมงานกับคนที่มีทัศคติไปในทางเดียวกัน คุณค่าที่ยึดถือก็ไม่ถูกสั่นคลอน ความสนุกในการทำงานก็ค่อยๆกลับมา พลังงานในการลุยงานก็ถูกชาร์จจนเต็มอีกครั้งหนึ่ง
แกเอ๊ยยย เป็นหมอฟานี่มันไม่ง่ายเลยว่ะ 😅
สุดท้ายอยากชวนคิดหน่อยค่ะ ว่าอุดมการณ์ที่คุณใช้ในชีวิตหรือการทำงาน นำพาคุณไปอยู่จุดไหนบ้าง กว่าจะผ่านอุปสรรคต่างๆที่ขัดกับอุดมการณ์ กว่าจะอดทนอยู่กับความขัดแย้งในใจมาได้ ชีวิตต้องเสียอะไรไปบ้าง แล้วในที่สุดคุณได้อะไรที่ยิ่งใหญ่มาแทน แชร์กันได้นะคะ ❤️