05/07/2026
💊ภัยเงียบจากการกินเกินขนาดที่คุณอาจทำอยู่ทุกวัน ⚠
🚩 เคยไหม? ปวดหัวตุบๆ จนทำงานไม่ไหว เลยหยิบยาพาราเซตามอลมากิน 2 เม็ด ผ่านไปไม่นานยังไม่ดีขึ้น เลยกินซ้ำอีก 2 เม็ด หรือในวันที่เป็นหวัด คุณหยิบทั้งยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอมากินพร้อมกัน โดยไม่ได้ดูว่า มีตัวยาซ้ำกันหรือไม่!? ... พฤติกรรมเหล่านี้คือ การได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ (Unintentional Overdose) ที่น่ากลัวกว่าการจงใจกินยาเพื่อทำร้ายตัวเองเสียอีก เพราะคุณกำลังค่อยๆ สะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย โดยที่คุณไม่รู้ตัว
💊 ตัวอย่าง 5 กลุ่มยาและอาหารเสริมใกล้ตัว ที่คุณเสี่ยงได้รับเกินขนาด
1. 📌พาราเซตามอล (Paracetamol)
ยาสามัญประจำบ้านที่ใช้กันบ่อยที่สุด และปลอดภัยมากหากใช้ถูกต้อง แต่ก็เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของภาวะตับวายเฉียบพลันจากการใช้ยาเกินขนาด
✅ ปริมาณที่ปลอดภัย (โดยทั่วไป): ผู้ใหญ่ควรกินครั้งละไม่เกิน 1,000 mg เว้นระยะอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 4,000 mg/วัน (ประมาณ 8 เม็ดขนาด 500 mg)
❌ พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยงได้รับในปริมาณที่เกิน: การกินซ้ำภายในเวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง การกินต่อเนื่องหลายครั้งจนเกิน 3,000–4,000 mg/วัน หรือการกินร่วมกับยาแก้หวัดสูตรผสมที่มีพาราเซตามอลอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ร่วม
🔴 อันตรายต่อร่างกาย: เมื่อได้รับเกินขนาด ตับจะเปลี่ยนยาไปเป็นสารพิษชื่อ NAPQI ในปริมาณมากเกินไป ซึ่งจะทำลายเซลล์ตับโดยตรง นำไปสู่ภาวะตับอักเสบและตับวายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะหากได้รับมากกว่า 7,500 mg ในครั้งเดียว
🔴 สัญญาณเตือน: ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน หรือมีเพียงคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ก่อนจะเริ่มมีอาการปวดบริเวณชายโครงขวา และอาจพัฒนาเป็นตัวเหลือง ตาเหลืองในระยะต่อมา
🔴 ข้อควรระวัง: ควรตรวจสอบชื่อสามัญของยา (acetaminophen คือพาราเซตามอล) ทุกครั้งก่อนกิน และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ รวมถึงควรลดขนาดยาลงในผู้ที่มีโรคตับหรือผู้สูงอายุ
2. 📌กลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแก้ปวดฟัน ปวดข้อต่างๆ
ยาในกลุ่มนี้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับอาการปวด ไม่ว่าจะเป็นปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ยากลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์แค่จุดที่ปวด แต่มีผลต่อกระเพาะอาหารและไตโดยตรง หากใช้ไม่ถูกวิธี
✅ ปริมาณที่ปลอดภัย (โดยทั่วไป): แล้วแต่ชนิดของยา ในกรณีไอบูโพรเฟน ควรกินครั้งละ 200–400 mg เว้นระยะ 6–8 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 1,200 mg/วัน สำหรับการใช้เอง (หากอยู่ภายใต้แพทย์อาจเพิ่มได้ แต่ต้องมีการควบคุม)
❌ พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยงได้รับในปริมาณที่เกิน: การกินถี่เกินทุก 6 ชั่วโมง การกินตอนท้องว่าง การใช้ต่อเนื่องเกิน 3–5 วันโดยไม่จำเป็น หรือการใช้ยากลุ่ม NSAIDs มากกว่า 1 ชนิดพร้อมกัน
🔴 อันตรายต่อร่างกาย: ยาจะยับยั้งสาร prostaglandin ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องเยื่อบุกระเพาะและช่วยควบคุมการไหลเวียนเลือดไปยังไต ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะ เลือดออกในทางเดินอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะในคนที่ดื่มน้ำน้อยหรือมีโรคประจำตัว
🔴 สัญญาณเตือน: ปวดท้องแสบรุนแรง ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ
🔴 ข้อควรระวัง: ควรกินยาหลังอาหารทันที หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ และไม่ควรใช้ในผู้ที่มีโรคกระเพาะหรือโรคไตโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
3. 📌วิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K)
วิตามินกลุ่มนี้มักถูกเข้าใจผิดว่า “กินเท่าไหร่ก็ได้” เพราะเป็นอาหารเสริม แต่ความจริงแล้ว วิตามินที่ละลายในไขมันมีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถสะสมในร่างกายได้ โดยเฉพาะวิตามิน D ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน
✅ ปริมาณที่ปลอดภัย (โดยทั่วไป): วิตามิน D ควรได้รับประมาณ 600–2,000 IU ต่อวัน และไม่ควรเกิน 4,000 IU ต่อวันโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
❌ พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยงได้รับในปริมาณที่เกิน: การกินวิตามินขนาดสูงต่อเนื่อง เช่น 4,000 IU ขึ้นไปเป็นเวลานาน หรือมากกว่า 10,000 IU ต่อวันหลายเดือน โดยไม่ได้ตรวจระดับในเลือด รวมถึงการกินหลายผลิตภัณฑ์ซ้อนกัน
🔴 อันตรายต่อร่างกาย: ทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ส่งผลให้แคลเซียมไปสะสมในไต หลอดเลือด และหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงนิ่ว ไตเสื่อม และหลอดเลือดแข็ง
🔴สัญญาณเตือน: ท้องผูกบ่อยๆ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร กระหายน้ำผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย และกล้ามเนื้ออ่อนแรง
🔴ข้อควรระวัง: การกินวิตามินอาหารเสริมแม้จะมีประโยชน์ แต่หากร่างกายไม่ได้ขาด การได้รับเพิ่มคือการสะสมภาระให้ตับและไต แนะนำเข้ารับการตรวจวัดระดับวิตามินและสารอาหารในร่างกาย เพื่อให้ทราบปริมาณแท้จริงที่ร่างกายต้องการ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจกินเสริม
4. 📌ยาแก้แพ้กลุ่มง่วงนอน (Antihistamines) เช่น คลอร์เฟนิรามีน (CPM)
ยาแก้แพ้กลุ่มนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย และผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ “ง่วง” ซึ่งทำให้หลายคนนำไปใช้เป็นตัวช่วยนอนหลับโดยไม่รู้ตัว
✅ ปริมาณที่ปลอดภัย (โดยทั่วไป): ควรกินครั้งละ 4 mg ทุก 4–6 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 24 mg/วัน
❌ พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยงได้รับในปริมาณที่เกิน: การกินถี่เกิน 4 ชั่วโมง การเพิ่มขนาดยาเพื่อให้หลับง่ายขึ้น หรือการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยานอนหลับ
🔴 อันตรายต่อร่างกาย: ยามีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง และมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเกิดอาการทางสมองได้ในขนาดสูง
🔴 สัญญาณเตือน: ปากแห้ง ตาพร่ามัว ใจสั่น ปัสสาวะลำบาก สับสน หรือเพ้อ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
🔴 ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้เป็นยานอนหลับ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดเพราะจะเสริมฤทธิ์กันจนหยุดหายใจได้
5. 📌ยาระบาย (Laxatives)
ยาระบายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนักหรือทำดีท็อกซ์ ทั้งที่จริงแล้ว ยากลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยเผาผลาญไขมัน แต่ทำงานเพียงกระตุ้นการขับถ่ายเท่านั้น
✅ ปริมาณที่ปลอดภัย (โดยทั่วไป): ควรใช้เป็นครั้งคราวตามอาการท้องผูก และไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 5–7 วัน
❌ พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยงได้รับในปริมาณที่เกิน: การใช้ทุกวัน การเพิ่มขนาดยาเรื่อย ๆ หรือการใช้ต่อเนื่องระยะยาวจนร่างกายพึ่งพายา
🔴 อันตรายต่อร่างกาย: ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะโพแทสเซียม ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ และอาจทำให้ลำไส้สูญเสียความสามารถในการบีบตัวเอง
🔴 สัญญาณเตือน: ปวดบิดท้อง ตะคริว ใจสั่น อ่อนแรง หน้ามืด หรือเป็นลม
🔴 ข้อควรระวัง: ยาระบายไม่ใช่ทางลัดในการลดน้ำหนัก และไม่ควรใช้เป็นประจำโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หากมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ควรเริ่มแก้ที่พฤติกรรมพื้นฐาน เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพิ่มใยอาหารในมื้ออาหาร และขยับร่างกายสม่ำเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้คือกลไกธรรมชาติของลำไส้ หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือจำเป็นต้องพึ่งยาระบายต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แทนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
🆘 อยากรู้ สิ่งที่ควรและไม่ควรทำเมื่อได้รับยาเกินขนาด คลิก อ่านต่อ https://bit.ly/43tE9HD
🛡 ยาเป็นเพียง “เครื่องมือบรรเทาอาการ” ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของสุขภาพ การกินมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะหายเร็วขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ตับ ไต และระบบต่าง ๆ ของร่างกายโดยไม่จำเป็น อาการหลายอย่างที่คุณพยายามกดด้วยยา ไม่ว่าจะเป็นปวดหัว นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย หรือท้องผูก แท้จริงแล้วมักมี “สาเหตุลึก” ซ่อนอยู่ เช่น ฮอร์โมนไม่สมดุล ระบบลำไส้มีปัญหา หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับร่างกาย
Cr.navellawellness 🙏🏻