ร้านขายยา กมลฟาร์มาซี - KAMON Pharmacy

ร้านขายยา กมลฟาร์มาซี - KAMON Pharmacy 📍ตรงข้าม เจริญสินธานี ห้วยปราบ (ร้านสีเหลือง)

23/03/2026
15/03/2026
04/03/2026

ทำไมจมูกถึงชอบตันสลับข้าง?

ใครที่เป็นภูมิแพ้จมูก น่าจะรู้จักความทรมานนี้ดีฮะ
โดยเฉพาะคนที่เป็นสายตัน (Nasal congestion)
ถึงกับต้องนอนอ้าปากเลย

บางวันหนักหน่อย จมูกตันสองข้างเลย
แต่บางช่วงมันกลับตันแค่ข้างเดียว

ที่แปลกคือ ตันไปซักพักนึง
แมร่งเปลี่ยนข้างตันว่ะ5555
เหมือนมันรู้ว่า อ๊ะ ทรมานพอละ เปลี่ยนข้างกัน

แล้วจริงๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


คำตอบคือ ร่างกายมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า
วงจรจมูก (nasal cycle) ฮะ

ในโพรงจมูกจะมีสิ่งที่เรียกว่า
ปุ่มจมูก (Nasal turbinate)
มันเป็นคล้ายๆ ปุ่มอะไรยื่นออกมาจากด้านข้างอะ
วันไหนที่โพรงจมูกโล่งๆ ลองส่องดูอาจจะเป็นนะ

คือไอ้ปุ่มนี้น่ะ เต็มไปด้วยหลอดเลือด
ลักษณะคล้าย “ฟองน้ำ” ที่พองได้
(คล้ายกับที่อวัยวะเพศชายเลย พูดจริง)

คือถ้าหลอดเลือดของมันขยาย
เนื้อเยื่อจะบวม ช่องจมูกแคบลง

ถ้าหลอดเลือดหด
เนื้อเยื่อจะแฟบ ช่องจมูกกว้างขึ้น

ความมหัศจรรย์คือ
▪️ โพรงจมูกสองข้างจะไม่เปิดเท่ากันตลอดเวลา
▪️ สมองควบคุมผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) โดยข้างไหนโดนระบบ sympathetic เยอะก็จะบวมลดลง
▪️ แต่ละข้างจะสลับกันบวมและยุบ
▪️ รอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 2–6 ชั่วโมง


ทีนี้ลองมาดูกรณีคนที่เป็นภูมิแพ้จมูก

ปกติโพรงจมูกของคนภูมิแพ้ก็พร้อมจะอักเสบอยู่แล้วอะ
เพราะมีเม็ดเลือดขาวมากมาย โดยเฉพาะ Mast cell
ยืนถือเซนเซอร์ชื่อ IgE รอสารก่อภูมิแพ้ละ

พอสารเข้ามา ก็ระดมยิงสารอักเสบมากมาย
ทำให้หลอดเลือดขยาย ผนังหลอดเลือดยอมให้น้ำรั่วมากขึ้น

ดังนั้นในคนภูมิแพ้
ปุ่มจมูกก็บวมอยู่แล้วฮะ

และพอมารวมกับวัฏจักรจมูก
ทำให้จะมีข้างที่บวมเยอะ บวมน้อยสลับกันไป


สรุปสั้นๆ แบบสาย Manifia

วงจรจมูกเป็นกลไกปกติของมนุษย์
ที่ให้โพรงจมูกสลับกันพักและทำงาน

แต่เมื่อมีภูมิแพ้
เนื้อเยื่อจมูกก็พร้อมจะบวมอยู่ตลอด

พอวงจรธรรมชาติมาทับอีกชั้น
จึงเกิดปรากฏการณ์ที่หลายคนรู้จักดี
จมูกตันสลับข้างนั่นเองฮะ 😤

24/01/2026
24/01/2026

ทบทวนเรื่องแพ้ยากันครับ 😁
📍Beta-lactams จะมี 3 components ที่คนไข้แพ้

1) Beta-lactam ring ➡️ ถ้าแพ้จุดนี้ ก็มักจะแพ้ข้ามไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น penicillins, cephalosporins, carbapenems

2) R1, R2 side-chains ➡️ ถ้าแพ้จุดนี้ ก็อาจจะแพ้ข้ามเฉพาะเพื่อนกัน (ตามรูปของโพสต์นี้) แต่อาจไม่แพ้ beta-lactam ตัวอื่น เช่น แพ้ amoxicillin แต่ฉีด ceftriaxone ได้ กรณีนี้ อาจเลี่ยง ampicillin, cephalexin แต่ใช้ตัวอื่นอย่างระมัดระวัง (ถ้าแพ้ไม่รุนแรงนะ)

3) แพ้ whole structure ➡️ ก็อาจจะไม่ข้ามกับใครเลย

📍ถ้าแพ้แบบ IgE-type (urticaria, angioedema, anaphylaxis) หรือ delayed-type ที่รุนแรง (เช่น SJS, TEN) ก็มักจะต้องเลี่ยงbeta-lactams ทั้งหมด
📍แต่ถ้าแพ้ไม่รุนแรง ก็พอจะพิจารณา side chains เพื่อเลือกยาได้
📍เดี๋ยวคงจะมี pharmacogenomics มาช่วยเรื่องนี้ได้ดีมากขึ้นนะครับ

23/01/2026

เมื่อเภสัชคุยกับคนไข้ที่ร้านยาเพื่อจ่ายยาแก้ปวด

เภ: มีโรคประจำตัวอะไรไหมครับ
คข: ไม่มีครับ
เภ: เคยแพ้ยาอะไรไหมครับ
คข: แพ้ sulfa ครับ
เภ: แพ้แบบไหนครับ
คข: อ่อ ผมน่าจะแพ้ตรง five to six membered N1 nitrogen containing ring ครับ เป็น MP rash ธรรมดา 😏
เภ: หืม..ทำไมถึงไม่คิดว่าแพ้ตรง N4 arylamine ล่ะครับ 🧐
คข: ผมใช้ dapsone ได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไร แต่แพ้ TMP/SMX
เภ: (คิดในใจ ทำไมได้ใช้ยาสองตัวนี้เนี่ย 🤔)
คข: ใช้รักษาสิวน่ะครับ
เภ: (ทำไมรู้ว่าคิดอะไร) อ้อ แต่จริง ๆ อาจจะแพ้ TMP เฉย ๆ ก็ได้นะ แต่ก็ควรเลี่ยง TMP/SMX แหละครับถ้าไม่เคยกิน TMP เดี่ยว (นิ่งไปชั่วครู่) เดี๋ยวเลือกยาแก้ปวดให้ครับ
คข: ผมกิน celecoxib ได้ครับ ไม่แพ้
เภ: อ้อ แปลว่าน่าจะแพ้เฉพาะ sulfonamide antibiotics ที่มี N1 nitrogen substituted rings สินะครับ ไม่แพ้ sulfonamides อื่น ๆ
คข: น่าจะใช่ครับ แต่ผมว่าผมแพ้คุณมากกว่านะ 😏
เภ: หืมมมมมมม!

22/01/2026

🌸ทุกคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วค่ะว่า PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด
วันนี้จะมาเล่ารายละเอียดชัดๆ ค่ะว่า ก้อนขยะมรณะนี้มันไปทำอะไร


สิ่งที่ทำให้ PM2.5 เป็นหนึ่งในตัวร้ายเพราะ 2 เรื่องค่ะ
‘ของที่อยู่ข้างใน’ กับ ‘ขนาด’

1️⃣ ของที่อยู่ข้างใน: มันแหล่งรวมสารพิษขนาดเล็กเลยค่ะ มีตั้งแต่ สารก่อมะเร็งโดยตรงอย่าง Polycyclic aromatic hydrocarbon (PAH) หรือสารก่อมะเร็งทางอ้อมโดยเพิ่มอนุมูลอิสระเรื้อรัง เช่น โลหะหนัก, สารระเหยชนิด VOCs, แก๊สอันตราย

2️⃣ ขนาดของมัน: ด้วยความที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร ทำให้มันสามารถมีโอกาสที่จะเคลื่อนผ่านหลอดลมขนาดเล็กมาก แล้วบุกถึงถุงลมเลยค่ะ นั่นแปลว่า จุดที่มันสามารถก่อพิษได้ คือทั้งปอด ต่างกับฝุ่นที่ขนาดใหญ่กว่านี้ มักจะถึงแค่ระดับหลอดลม


🌺 เซลล์ที่ได้ปะทะกับกองขยะพิษนี้ จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดจากอนุมูลอิสระ โดยเซลล์ที่น่าสงสารที่สุดคือ เซลล์ด่านหน้าอย่าง dust cell ตัวเม็ดเลือดขาวกินฝุ่นประจำปอด น้องจะเครียดแล้วเริ่มการปลิดชีพตัวเองแบบ Pyroptosis ซึ่งน้องจะตๅยพร้อมกับปล่อยสัญญาณอันตราย ให้เม็ดเลือดขาวภายนอกรับรู้แล้วมาช่วยบริเวณนี้

แต่ผลลัพธ์นี้ทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะสารก่ออักเสบ กับ อนุมูลอิสระจากฝุ่นที่ยังอยู่ ได้รุมทำร้ายเซลล์ในปอดอย่างเรื้อรัง เซลล์จะถูกสุ่มทำลาย DNA ซึ่งไม่รู้ว่าจะซวยโดนตำแหน่งที่ควบคุมการแบ่งเซลล์เมื่อไหร่


🌻 โดยเซลล์ที่เป็นประเด็นมากที่สุดคือ เซลล์ต้นกำเนิดถุงลม (Progenitor alveolar cell tyep 2: ATII) เพราะเซลล์นี้ยังมีศักยภาพในการเพิ่มจำนวนได้ดีอยู่

แต่มันจะแบ่งเซลล์ก็ต่อเมื่อมี ‘คำสั่ง’ (Epidermal growth factor: EGF) เช่น ตอนที่ถุงลมเสียหาย ก็จะมีเซลล์ที่ช่วยฟื้นฟูมา หลั่งคำสั่งนี้ สั่งให้เจ้า ATII มันเริ่มแบ่งเซลล์

วิธีสั่งคือ คำสั่ง EGF จะจับกับสวิตซ์ชื่อ EGFR แล้วเปิดวงจรเคมีสารพัด หนึ่งในนั้นคือสารชื่อ KRAS ให้ส่งสัญญาณต่อไปเพื่อเริ่มการแบ่งเซลล์


🌷จุดเริ่มต้นแห่งมะเร็งคือ
DNA ตำแหน่งที่สร้างเจ้าตัวรับคำสั่ง (EGFR)
หรือวงจรเคมี KRAS มันเสียหาย จนทำงานได้เองค่ะ


มันเลยทำให้เซลล์ถุงลมนี้ มันรันโปรแกรมการแบ่งเซลล์ได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีคำสั่งจริงๆ เลย เช่น EGFR ที่ผิดปกติ มันก็สั่งวงจรเคมีเองเลย โดยไม่มี EGF ตัวจริงมาสั่ง

ไม่ต่างอะไรกับ ‘มนุษย์’ ที่ได้ยินเสียงในหัวที่ไม่มีจริง สั่งให้ทำนั่นทำนี่


🌹ผลคือทำให้เนื้อเยื่อจุดนั้นเริ่มแบ่งตัวแบบควบคุมไม่ได้
แต่ก็ใช่ว่า มาแค่นี้ก็เกิดมะเร็งเลย ร่างกายเราเก่งกว่านั้น
และคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วค่ะ

1️⃣ เซลล์เองมีระบบป้องกันเซลล์ที่ DNA เสียหายอยู่ค่ะ ระบบที่ว่ามีหลายกลไก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ p53 มันจะออกมาบล็อกการแบ่งเซลล์ก่อนเลย และถ้า DNA มันเสียหายเยอะเกินไป มันจะสั่งให้เซลล์เปิดระบบทำลายตัวเองเลย (Apoptosis)

2️⃣ มีเม็ดเลือดขาวสุดโหดอย่าง NK cell ที่เช็คความผิดปกติของเซลล์ได้ไวมาก เจอปุ๊บ สั่งฆ่ๅเลย และยังมีเจ้า CD8+ T cell ที่ถ้าเจอหน้ามะเร็งแล้ว มันจะจดจำ แล้วกลับมาอีกทีเป็นกองทัพเลย

แต่นั่นแหละค่ะ ระบบที่ดี ไม่อาจต้านทานความรุนแรงและระยะเวลา ถ้ายังรับ PM2.5 โดยไม่มีการป้องกันอะไรเลย และเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสสูงมาก ที่เซลล์มะเร็งจะเล็ดรอดมากขึ้น แล้วสร้างอาณาจักรที่เสถียรขึ้นมาได้ เริ่มมีระบบป้องกัน เริ่มมีระบบหลอดเลือดที่เข้าถึงยาก เริ่มดึงเซลล์ปกติของเราไปช่วย

ในที่สุดก็เกิดมะเร็งในที่สุดค่ะ
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า มะเร็งปอดชนิดที่มี EGFR/KRAS ผิดปกตินี้ สัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีปัญหามลภาวะสูงมากๆ โดยเฉพาะคนที่สัมผัสมากกว่า 3 ปีเป็นต้นไป ยิ่งไม่มีเครื่องป้องกัน ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น


🌼 สรุป

PM2.5 ทำให้ถุงลมเกิดการอักเสบเรื้อรังและเพิ่มสารอนุมูลอิสระ จนเกิดการทำลาย DNA แบบสุ่ม หากความเสียหายไปโดนยีนควบคุมการแบ่งเซลล์ เช่น EGFR หรือ KRAS เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เมื่อการอักเสบดำเนินต่อเนื่อง ระบบป้องกันของร่างกายจะค่อย ๆ รับมือไม่ไหว สุดท้ายจึงเปิดทางให้เซลล์ที่เสียการควบคุมเติบโตเป็นมะเร็งปอดได้ค่ะ


แต่ทุกสิ่งมันมีเวลา และมีความเสี่ยง แต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน มีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีก โดยเฉพาะพันธุกรรม, การอักเสบเรื้อรังจากพฤติกรรมการกิน, การไม่ออกกำลังกาย, การรับสารพิษอื่น โดยเฉพาะบุหรี่

ดังนั้นมันสามารถลดความเสี่ยงได้ค่ะ
✅ ในวันที่ PM2.5 ลงหนักมาก อยู่ในอาคารดีที่สุด
✅ ถ้าจำเป็นต้องออกภายนอก การใส่ N95 ก็จำเป็นมากค่ะ
✅ ตอนอยู่ในบ้าน มีเครื่องฟอกอากาศ HEPA filter ก็จะดีมากขึ้น
✅ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ อาจจะช่วยทำให้ละอองฝุ่นที่ยังคาอยู่ในจมูกนั้นถูกระบายออกไปมากขึ้นได้ค่ะ
✅ ลดแหล่งอักเสบภายในร่างกาย เช่น คุมน้ำหนัก ลดไขมันส่วนเกิน เพราะไขมันเป็นแหล่งสร้างสารก่ออักเสบเรื้อรัง
✅ ควบคุมระดับน้ำตาล ไม่ปล่อยให้น้ำตาลสูงลอย เพราะภาวะนี้เพิ่มอนุมูลอิสระและกดภูมิคุ้มกัน
✅ เลี่ยงบุหรี่และควันบุหรี่ทุกชนิด เพราะเป็นตัวเสริมฤทธิ์ PM2.5 ต่อ DNA โดยตรง
✅ นอนหลับ 7-9 ชม. และมีคุณภาพ เพื่อฟื้นการทำงานของ NK cell และ CD8+ T cell
✅ รับประทานผักผลไม้หลากสี เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอระดับปานกลาง (ออกจนรู้สึกเหนื่อย) เพื่อกดการอักเสบเรื้อรังและเสริมภูมิคุ้มกัน แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูงมาก เพราะจะเพิ่มปริมาณฝุ่นที่เข้าสู่ปอด ให้ใช้วิธีหาวิธีออกกำลังกายในบ้านแทน ไม่อยากให้หยุดออกยาวๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่าหยุดออกแล้วจะไร้การป้องกันทันที แต่หลายคนหยุดออกแล้วหายไปยาวเลยค่ะ สมองเปลี่ยนพฤติกรรม


⚠️ จริงๆ PM2.5 ก็ CA lung สามารถก่อให้เกิด mutation แบบอื่นได้อีกเยอะนะคะ เพียงแต่ใน non-smoking CA lung ที่มีประวัติใน area ที่ expose ในระดับสูง มักจะสัมพันธ์กับ mutation นี้ค่ะ

21/01/2026

🍼 เด็กท้องเสีย… กินยาคูลท์วันละ 2–3 ขวด ช่วยได้จริงเหรอ?

ช่วงนี้มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนถามเข้ามา
ว่าไปเจอคำแนะนำในโซเชียลมาว่า…

"เวลาลูกท้องเสีย โพรไบโอติกส์คือการรักษาหลัก"
"แนะนำให้กินยาคูลท์วันละ 2–3 ขวด จะได้โพรไบโอติกส์เข้าไปช่วยให้หายเร็วขึ้น"

มันจริงไหม? ได้ผลจริงหรือเปล่า?
เดี๋ยวผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ใน 5 ข้อครับ 👇👇

====================

🔸 1. เด็กท้องเสีย การรักษาที่สำคัญที่สุดคือ “เกลือแร่ (ORS)”

เวลาลูกท้องเสีย…
สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนเลย
คือ “เกลือแร่สำหรับท้องเสีย (ORS)”

ไม่ใช่น้ำเกลือแร่สำหรับคนออกกำลังกายนะครับ
แต่ต้องเป็นเกลือแร่สำหรับท้องเสียโดยเฉพาะ
เพราะส่วนผสมไม่เหมือนกัน ❗

เกลือแร่ไม่ได้แค่ชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป
แต่ยังมีกลไกช่วยลดปริมาณการถ่ายเหลวได้ด้วย

เพราะงั้น…
แม้แต่เด็กที่ท้องเสียหนักจนต้องนอน รพ. และให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแล้ว
ก็ยังแนะนำให้ “จิบ ORS บ่อยๆ ร่วมด้วย” อยู่ดีครับ

====================

🔸 2. ท้องเสียส่วนใหญ่ในเด็ก มักเกิดจากการติดเชื้อ

สาเหตุหลักของการท้องเสียในเด็กคือ “เชื้อไวรัส”
ซึ่งมักจะหายได้เองโดยไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ

เด็กที่ต้องกินยาปฏิชีวนะจริงๆ มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
(เฉพาะกรณีที่แพทย์สงสัยว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น)

และที่น่าสนใจคือ…ไวรัสบางตัว
อาจทำให้เด็กเกิดภาวะ
ย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ชั่วคราว (Lactose intolerance)
ซึ่งจะทำให้…

• ถ้ากินนมที่มีน้ำตาลแลคโตส → ถ่ายมากขึ้น
• อุจจาระจะเป็นกรดเล็กน้อย → ก้นแดง แสบ 😖

เพราะแบบนี้…
ในเด็กบางคนที่ท้องเสียเยอะ แพทย์จึงอาจแนะนำให้
เปลี่ยนนมเป็นสูตรไม่มีแลคโตสชั่วคราว
จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น

====================

🔸 3. โพรไบโอติกส์ (Probiotic) ไม่ใช่การรักษาหลักแต่เป็น “การรักษาเสริม”

แนวทางการดูแลเด็กท้องเสียในประเทศไทย ปีพ.ศ.2562
เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า อาจพิจารณาให้โพรไบโอติกส์"บางสายพันธุ์"
เป็นการ"รักษาเสริม"ร่วมกับ ORS

เน้นย้ำตรงนี้เลยครับว่า…

📌 “รักษาเสริม” ไม่ใช่รักษาหลัก
📌 และต้องเป็น “บางสายพันธุ์” เท่านั้น

💡 โพรไบโอติกส์ที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าช่วยลดระยะเวลาท้องเสียในเด็กได้จริง
มีแค่ 3 ตัวนี้! ได้แก่…

✅ Lactobacillus rhamnosus GG
✅ Saccharomyces boulardii
✅ Lactobacillus reuteri DSM 17938

โดยพบว่าสามารถช่วยลดระยะเวลาท้องเสียได้ประมาณ 1 วัน

❌ ถ้าไม่ใช่ 3 ตัวนี้ → ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยเรื่องท้องเสียได้
และที่สำคัญ… ต้องดู “ชื่อสายพันธุ์ให้เป๊ะๆ” ด้วยนะครับ

ตัวอย่างเช่น…

• ที่มีหลักฐานว่าช่วย → Lactobacillus rhamnosus GG
• แต่ถ้าเป็น → Lactobacillus rhamnosus R0011
แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่… ไม่ได้ผลเท่ากันนะครับ!

เพราะงั้น…
ไม่ใช่โพรไบโอติกส์ทุกตัวจะช่วยเรื่องท้องเสียได้เสมอไป
เลือกผิด → เสียเงินเปล่า แถมลูกก็ยังไม่ดีขึ้นด้วยครับ

====================

🔸 4. ยาคูลท์ = ไม่มีโพรไบโอติกส์ 3 ตัวนั้นและยังไม่มีหลักฐานว่า “ช่วยลดท้องเสียในเด็ก”

จุลินทรีย์ในยาคูลท์ คือ Lactobacillus casei Shirota
ซึ่งไม่ใช่ 1 ใน 3 สายพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับ ว่าช่วยลดท้องเสียในเด็กได้

จนถึงปัจจุบัน…
ยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า
“ยาคูลท์ช่วยลดอาการท้องเสียในเด็ก” ได้จริง

เพราะไม่ใช่โพรไบโอติกส์ทุกตัวจะช่วยเรื่องท้องเสียได้เสมอไป

ยกตัวอย่างงานวิจัยในปี 2018
(ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก New England Journal of Medicine)
ที่ทดลองให้เด็กท้องเสียกินโพรไบโอติกส์ 2 ตัวคือ…

Lactobacillus rhamnosus R0011
และ Lactobacillus helveticus R0052

ผลที่ได้คือ… ❌ ไม่ช่วยลดอาการท้องเสียเลย

ซึ่ง 2 ตัวนี้ชื่อคล้ายกับสายพันธุ์ที่มีข้อมูลว่าช่วย
(อย่าง Lactobacillus rhamnosus GG)
แต่เพียงแค่เปลี่ยนชื่อท้าย → ผลก็แตกต่างกันมากครับ

====================

🔸 5. ยาคูลท์ยังมีน้ำตาลสูง 🍭

แม้ในยาคูลท์จะมีจุลินทรีย์อยู่จริง
แต่ก็มีน้ำตาลในปริมาณค่อนข้างสูงและยังมีน้ำตาลแลคโตสอยู่ด้วย
ซึ่งอาจไม่เหมาะกับเด็กที่กำลังท้องเสีย เพราะ…

• เด็กที่มีภาวะขาดเอนไซม์แลคเตสชั่วคราวจากการท้องเสีย
หรือที่เรียกว่า Secondary lactose intolerance
จะย่อยแลคโตสในนมได้ไม่ดี
→ ทำให้เกิดแก๊สในท้อง ปวดท้อง และถ่ายเหลวมากขึ้นได้

• น้ำตาลในยาคูลท์ ยังเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า osmotic load
คือน้ำตาลที่ย่อยไม่หมดจะค้างอยู่ในลำไส้และดึงน้ำเข้ามาในลำไส้
ทำให้ท้องเสียมากขึ้นกว่าเดิม

และนี่คือเหตุผลว่า…
ทำไมบางคนให้ลูกกินยาคูลท์
แล้วกลายเป็นว่าท้องเสียหนักขึ้นกว่าเดิมแทนที่จะดีขึ้น

====================

📌 สรุปชัดๆ

✔ เด็กท้องเสีย → ให้กินเกลือแร่ ORS เป็นหลัก
✔ โพรไบโอติกส์ = เสริมได้ในบางกรณี แต่ต้องเลือกสายพันธุ์ให้ถูก
(✅ Lactobacillus rhamnosus GG, Saccharomyces boulardii, Lactobacillus reuteri DSM 17938)
❌ กินยาคูลท์วันละหลายขวด ไม่ได้ช่วยให้ท้องเสียหายไวขึ้น
❌ แถมอาจทำให้ ท้องเสียมากขึ้น เพราะน้ำตาลและแลคโตสที่มีอยู่ในนั้น

💬 แนะนำว่าก่อนจะให้ลูกกินอะไร โดยเฉพาะตอนป่วย
ปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก 👶

ในยุคที่ข้อมูลไหลมาเทมาทุกวันในโซเชียล
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เสพข้อมูล
แต่คือกลั่นกรองข้อมูลให้ถูกต้องนะครับ

ที่อยู่

Boeng

เบอร์โทรศัพท์

+66888921414

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านขายยา กมลฟาร์มาซี - KAMON Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์