Lung and thoracic surgery in Thailand

Lung and thoracic surgery in Thailand This Page for Expat who lives in Thailand…seek for thoracic surgery…contact more info Lineid:

https://www.facebook.com/share/p/1BnGS9GdJw/?mibextid=wwXIfr
17/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/1BnGS9GdJw/?mibextid=wwXIfr

📌“คุณหมอครับ…ถ้าเป็นพ่อหมอเอง หมอจะทำอย่างไรครับ”

อ้างอิงจากเรื่องราวจากคนไข้นับพันที่เข้ามาปรึกษาเรา

นี่เป็นคำถามที่ผมได้ยินบ่อยมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และ เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่งในชีวิตของการเป็นหมอ

เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมหลายครั้งไม่ใช่คนไข้
แต่เป็น “ลูก”

ลูกที่กำลังพยายามหาทางช่วยพ่อ
ลูกที่กำลังพยายามหาทางช่วยแม่
และบางคนเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับความหวังสุดท้ายว่า

“ยังมีอะไรที่เราทำได้อีกไหมครับหมอ”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเจอครอบครัวแบบนี้หลายครอบครัวจนน่าใจหาย

คนไข้ส่วนใหญ่อายุเกือบ 80 ปี บางคน 80 กว่า บางคนใกล้ 90 ปี
หลายคนเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดครั้งแรก
แต่วันที่รู้…โรคก็เดินทางมาถึงระยะที่ 4 แล้ว

บางคนน้ำท่วมปอดจนหายใจไม่ออก
บางคนน้ำท่วมหัวใจ
บางคนนอนอยู่ใน ICU
บางคนใส่ท่อช่วยหายใจ
บางคนต้องเจาะระบายน้ำออกจากช่องอกครั้งแล้วครั้งเล่า

และญาติก็เดินทางมาหาผม พร้อมผล CT กองหนึ่ง
พร้อมประวัติการรักษาหลายหน้า
พร้อมคำถามเพียงคำถามเดียวว่า

“ผ่าตัดได้ไหมครับ”

ผมอยากตอบว่าได้ทุกครั้ง

แต่ความจริงของโรคมะเร็ง บางครั้งก็โหดร้ายเกินกว่าที่เราจะพูดในสิ่งที่ทุกคนอยากได้ยิน

เมื่อมะเร็งปอดเดินทางมาถึงระยะที่ 4 และกระจายไปหลายตำแหน่งแล้ว
การผ่าตัดเพื่อหวัง “เอามะเร็งออกให้หมดและรักษาให้หายขาด” ส่วนใหญ่ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

บทบาทของศัลยแพทย์ในเวลานั้นจึงเปลี่ยนไป

จากคนที่เคยพยายาม “ตัดโรคออก”
กลายเป็นคนที่พยายาม “ช่วยให้เขาหายใจได้ดีขึ้น”

เราอาจระบายน้ำออกจากปอด
ระบายน้ำรอบหัวใจ
ทำให้ปอดกลับมาขยาย
หรือผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อให้เพียงพอสำหรับการตรวจทางพยาธิวิทยาและการตรวจยีน

เพราะบางครั้ง…
ชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เพียงชิ้นเดียว อาจหมายถึงเวลาที่เพิ่มขึ้นของคนไข้

ถ้าตรวจพบการกลายพันธุ์ที่มียามุ่งเป้ารองรับ คนไข้บางรายอาจมีทางเลือกในการใช้ยาที่เหมาะสม และในผู้สูงอายุบางคนก็อาจทนต่อการรักษาได้ดีกว่าเคมีบำบัด

แต่เราก็ต้องยอมรับอีกด้านหนึ่งของความจริง

คนไข้อายุ 80–90 ปี ไม่เหมือนคนไข้อายุ 40 ปี

บางคนยังเดินได้ กินข้าวได้ คุยรู้เรื่อง และแข็งแรงพอที่จะรับการรักษา
แต่บางคนนอนติดเตียง
กล้ามเนื้อแทบไม่มีแรง
กินอาหารไม่ได้
ติดเชื้อซ้ำ
ต้องพึ่งออกซิเจน
หรือแม้กระทั่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า

“มียาอะไรให้หรือไม่”

แต่ต้องถามด้วยว่า

“ร่างกายของเขายังรับการรักษานั้นไหวหรือเปล่า”

เพราะการรักษาทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย

และราคานั้นไม่ได้หมายถึงเพียงเงิน

มันอาจหมายถึงความเจ็บปวด
การเจาะเลือด
การเข้าออกโรงพยาบาล
การนอน ICU
การใส่ท่อ
การติดเชื้อ
ผลข้างเคียงจากยา
และเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งอาจถูกใช้ไปในโรงพยาบาลแทนที่จะได้อยู่ที่บ้านกับครอบครัว

นี่คือเหตุผลที่บางครั้ง คำว่า “ทำทุกอย่าง”
ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป

และในทางกลับกัน
การตัดสินใจไม่ใส่ท่อ ไม่ปั๊มหัวใจ หรือเลือกการดูแลแบบประคับประคอง
ก็ไม่ได้หมายความว่าครอบครัว “ยอมแพ้”

เพราะบางครั้ง การรักษาที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนวันให้มากที่สุด

แต่อาจเป็นการทำให้ วันที่เหลืออยู่มีความหมายมากที่สุด



📌สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมในฐานะหมอ จึงไม่ใช่การผ่าตัด

การผ่าตัดยากแค่ไหน เรายังมีตำรา
มีเทคนิค
มีประสบการณ์
มีเครื่องมือช่วยเรา

แต่ไม่มีตำราเล่มไหนบอกได้ว่า

เมื่อไรเราควรสู้ต่อ และเมื่อไรเราควรปล่อยมือ

เพราะคำตอบของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน

สำหรับบางครอบครัว
ขอเพียงอีกหนึ่งเดือนก็มีความหมายมหาศาล

อาจมีลูกที่กำลังจะกลับมาจากต่างประเทศ
มีหลานที่อยากให้คุณตาได้เห็นหน้าอีกครั้ง
มีงานแต่งงานที่อยากให้คุณแม่ได้อยู่ถึงวันนั้น
หรือเพียงอยากได้เวลาอีกนิด เพื่อพูดคำบางคำที่ตลอดชีวิตไม่เคยพูดกัน

“พ่อ…ผมรักพ่อนะ”

“แม่…ไม่ต้องห่วงลูกแล้วนะ”

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา”

ถ้าการรักษาสามารถพาเขาไปถึงวันนั้นได้
บางครอบครัวก็พร้อมจะสู้

และผมเข้าใจ

แต่สำหรับอีกครอบครัวหนึ่ง
คนไข้ผ่านโรงพยาบาลมามากพอแล้ว

เขาเหนื่อยมามากพอแล้ว
เจ็บมามากพอแล้ว
และสิ่งที่เขาต้องการที่สุดอาจไม่ใช่ยาอีกหนึ่งตัว หรือหัตถการอีกหนึ่งครั้ง

แต่อาจเป็นเพียงการกลับบ้าน

กลับไปนอนบนเตียงเดิม
ได้ยินเสียงลูกหลาน
ได้กินอาหารที่ชอบสักสองสามคำ
ได้จับมือคนที่อยู่ด้วยกันมาห้าสิบปี

และจากไปโดยไม่เจ็บ
ไม่หอบ
ไม่ทรมาน
และไม่โดดเดี่ยว

ถ้านั่นคือสิ่งที่คนไข้ต้องการ

การปล่อยมือ ก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของความรัก



📌หลายครั้งผมเห็นลูกนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าแล้วพูดว่า

“ถ้าเราไม่รักษาต่อ ผมจะรู้สึกผิดไหมครับหมอ”

ผมมักบอกว่า ก่อนจะถามตัวเองว่าจะรู้สึกผิดหรือไม่
ลองถามก่อนว่า

“ถ้าพ่อหรือแม่ยังพูดกับเราได้ ท่านอยากให้เราทำอย่างไร”

อย่าตัดสินใจเพียงเพราะเรากลัวเสียเขาไป
จนลืมถามว่า คนที่กำลังจะจากไปนั้นต้องการอะไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับเข็ม รับยา รับท่อช่วยหายใจ และรับความเจ็บปวดทั้งหมด
ไม่ใช่เรา

แต่คือเขา

บางครั้งความรักทำให้เราอยากยื้อคนที่เรารักเอาไว้ให้นานที่สุด

ซึ่งไม่ผิดเลย

แต่ความรักอีกแบบหนึ่ง
คือการกล้ายอมรับว่า

“ถ้าเหนื่อยมากแล้ว…พักก็ได้นะ”



ผมเป็นศัลยแพทย์

หน้าที่ของผมคือผ่าตัด
และตลอดชีวิตการทำงาน ผมพยายามช่วยคนให้ได้มากที่สุด

แต่ยิ่งทำงานนานขึ้น ผมยิ่งเข้าใจว่า
หน้าที่ของหมอไม่ได้มีเพียงการต่อชีวิต

บางครั้งหน้าที่ของเราคือช่วยให้คนไข้และครอบครัวเข้าใจว่า
เวลาที่เหลืออยู่ควรถูกใช้ไปอย่างไร

ถ้ายังมีโอกาสรักษา
ร่างกายยังไหว
มีเป้าหมายชัดเจน
และการรักษานั้นมีโอกาสทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

เราก็สู้

แต่ถ้าโรคเดินทางมาไกลมากแล้ว
ร่างกายอ่อนล้าจนแทบไม่เหลือกำลัง
และสิ่งที่เรากำลังทำเพียงเพิ่มความทรมานโดยไม่ได้พาคนไข้กลับไปใช้ชีวิตที่เขาต้องการ

บางทีเราก็ต้องกล้าถามว่า

ถึงเวลาหรือยัง…ที่จะเปลี่ยนจากการ “ยื้อชีวิต”
มาเป็นการ “ดูแลชีวิตที่เหลืออยู่”

ไม่มีใครบอกได้ว่าคำตอบไหนถูกต้อง

หมอบอกไม่ได้
ลูกบอกแทนพ่อแม่ทั้งหมดไม่ได้
และไม่มีครอบครัวไหนควรถูกตัดสินจากการเลือกของเขา

บางคนเลือกสู้จนถึงวันสุดท้าย

บางคนเลือกกลับบ้าน

ทั้งสองคำตอบอาจถูกต้องได้
ถ้ามันคือสิ่งที่คนไข้ต้องการ และครอบครัวเข้าใจความจริงตรงกัน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจึงไม่ได้เพียงให้คำปรึกษาเรื่อง “มะเร็งปอด”

แต่เหมือนได้นั่งอยู่ตรงกลางระหว่าง

ความหวัง กับ ความจริง
การยื้อ กับ การยอมรับ
การรักษา กับ การจากลา

และทุกครั้งที่ญาติถามว่า

“คุณหมอครับ…เราควรไปต่อไหม”

ผมรู้ดีว่าเขาไม่ได้กำลังถามเรื่องยา
ไม่ได้กำลังถามเรื่องการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

เขากำลังถามว่า

“เรารักเขาแบบไหน…ถึงจะดีที่สุด”

คำถามนี้ผมไม่มีคำตอบแทนใคร

ผมทำได้เพียงบอกข้อมูลทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา
บอกว่ายังมีอะไรที่ทำได้
บอกว่าสิ่งที่ทำมีโอกาสได้อะไรกลับมา
และต้องแลกกับอะไร

จากนั้นคำตอบสุดท้ายคงต้องเป็นของคนไข้และครอบครัว

เพราะในบางวัน
ความรักคือการสู้สุดกำลังเพื่อให้เขาอยู่กับเรานานขึ้น

แต่ในบางวัน
ความรักอาจเป็นการจับมือเขาไว้แน่น ๆ แล้วบอกว่า

“ไม่ต้องห่วงแล้วนะ
ถ้าเหนื่อยมากแล้ว…พักได้เลย
พวกเราจะดูแลกันต่อเอง”

แล้วสำหรับคุณล่ะครับ❤️

📌 ถ้าวันหนึ่งคนที่คุณรักที่สุดเดินทางมาถึงจุดนี้

คุณจะเลือก “ยื้อ” เพื่อขอเวลาอีกสักนิด
หรือจะเลือก “ปล่อยมือ” เพื่อให้เขาได้พักอย่างสงบ

รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย
ศัลยแพทย์ทรวงอก

Address

Jumeirah 1, Villa No.161, Beside Mercato Mall
Dubai
971 4 343 3222

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Lung and thoracic surgery in Thailand posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Practice

Send a message to Lung and thoracic surgery in Thailand:

Shortcuts

Featured

Share

Category