22/07/2026
สิ่งที่งานวิจัยกว่า 20 ปีค้นพบเกี่ยวกับ “ลำไส้” อาจเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของคุณ
📍 พิกัด https://s.shopee.co.th/5VTvu6szuH
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ไมโครไบโอมในลำไส้” ผ่านหูมาบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่วงการแพทย์ทั่วโลกทุ่มเทศึกษามากที่สุด
ถึงขนาดที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มเรียกลำไส้ว่า “สมองที่สองของร่างกาย” เพราะพวกเขาพบว่า สิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ หลายสิบล้านล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ อาจมีบทบาทต่อสุขภาพของเรามากกว่าที่เคยคิดไว้
🌿 จากอวัยวะย่อยอาหาร สู่ระบบนิเวศที่ซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของร่างกาย
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน นักวิทยาศาสตร์มองว่าลำไส้มีหน้าที่หลักคือย่อยและดูดซึมอาหาร แต่เมื่อเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมพัฒนาขึ้น พวกเขากลับพบโลกอีกใบซ่อนอยู่ภายใน
ภายในลำไส้ของคนเรา มีจุลินทรีย์นับหลายสิบล้านล้านตัว ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และจุลินทรีย์อีกหลายชนิด อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่
ทุกวันนี้ งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ระบบนิเวศแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้อาศัย” แต่มีส่วนร่วมกับการทำงานของหลายระบบในร่างกาย
🌿 เมื่อไมโครไบโอมไม่ได้เกี่ยวแค่การขับถ่าย
สิ่งที่ทำให้นักวิจัยประหลาดใจคือ จุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่การย่อยอาหาร งานวิจัยจำนวนมากพบความเชื่อมโยงกับ
• การสร้างวิตามินบางชนิด
• การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
• การควบคุมการอักเสบ
• การเผาผลาญพลังงาน
• การสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมอง หรือ Gut-Brain Axis
• คุณภาพการนอน
• สุขภาพผิว
• การทำงานของฮอร์โมน
มีการประเมินว่า เซลล์ภูมิคุ้มกันกว่า 70% ของร่างกายมีความเกี่ยวข้องกับลำไส้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์เปลี่ยนไป หลายระบบในร่างกายก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
🔎 แต่ยิ่งศึกษามากเท่าไร นักวิจัยก็ยิ่งพบ “ปัญหาใหม่”
เมื่อรู้ว่าลำไส้สำคัญ ผู้คนทั่วโลกจึงเริ่มหันมารับประทานโปรไบโอติกกันมากขึ้น แต่ไม่นานก็เกิดคำถามตามมาว่า
“ทำไมบางคนรู้สึกว่าดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่บางคนแทบไม่รู้สึกอะไรเลย”
คำตอบที่งานวิจัยเริ่มค้นพบคือ ไมโครไบโอมของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างมาก งานวิจัยด้านการถอดรหัสพันธุกรรมของจุลินทรีย์พบว่า องค์ประกอบของแบคทีเรียในลำไส้ของแต่ละคนมีความเฉพาะตัวมาก จนถูกเปรียบว่าเหมือน “ลายนิ้วมือ”
แบคทีเรียที่เหมาะกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกคน หากแบคทีเรียที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในลำไส้ ก็อาจถูกขับออกไปโดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ นี่คือเหตุผลที่นักวิจัยเริ่มมองหาวิธีใหม่ในการดูแลไมโครไบโอม
✨ จากการเติมแบคทีเรีย สู่แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Biogenics
เมื่อพบข้อจำกัดดังกล่าว นักวิจัยบางส่วนจึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า
แทนที่จะพยายามเติมแบคทีเรียจากภายนอกเพียงอย่างเดียว จะเป็นอย่างไร หากเราหันมาสนับสนุนจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเราอยู่แล้ว แนวคิดนี้เรียกว่า Biogenics
แทนที่จะเน้นแบคทีเรียมีชีวิต Biogenics ใช้สารออกฤทธิ์ที่เกิดจากกระบวนการหมักของแบคทีเรีย เพื่อช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมของลำไส้และการทำงานของจุลินทรีย์ประจำถิ่น จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่า แบคทีเรียสายพันธุ์ที่รับประทานเข้าไปจะเหมาะกับเราหรือไม่
🇯🇵 แนวคิดนี้ถูกนำมาต่อยอดเป็น LACTIS
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาบนแนวคิด Biogenics คือ LACTIS แทนที่จะเน้นเติมแบคทีเรียมีชีวิตจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์เลือกใช้สารสกัดที่ได้จากการหมักน้ำนมถั่วเหลืองด้วยแบคทีเรียกรดแลคติก 16 สายพันธุ์ ผ่านการบ่มเป็นเวลาประมาณหนึ่งปี ก่อนสกัดเฉพาะสารสำคัญที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมัก
เนื่องจากไม่ได้ใช้แบคทีเรียมีชีวิต จึงมีข้อดีหลายประการ เช่น
• ไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันของสายพันธุ์
• ทนความร้อน
• ผสมกับเครื่องดื่มอุ่นได้
• ไม่ถูกกรดในกระเพาะอาหารทำลายแบบเดียวกับจุลินทรีย์มีชีวิต
🌱 ทำไมต้องเป็นถั่วเหลือง
LACTIS ใช้น้ำนมถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการหมัก เพราะเหมาะกับการเจริญของแบคทีเรียกรดแลคติก ถั่วเหลืองปลูกในประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช และบริษัทควบคุมกระบวนการตั้งแต่การเพาะปลูก การหมัก การบ่ม จนถึงการสกัดสารสำคัญ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 ปี 7 เดือน
🏥 ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์
ผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้ในสถานพยาบาลมากกว่า 2,700 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และครองอันดับ 1 ด้านจำนวนสถานพยาบาลที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ต่อเนื่องหลายปี
💛 แล้วเหมาะกับใคร
หากคุณเป็นคนที่
• ต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว
• รับประทานโปรไบโอติกมาหลายชนิด แต่ไม่รู้สึกว่าได้ผล
• ต้องการดูแลสมดุลของลำไส้จากแนวคิดใหม่
• มองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถรับประทานได้ทุกวัน
• ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่แต่งกลิ่น ไม่มีสี และไม่มีส่วนผสมของนม
LACTIS เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
พี่รินเป็นคนหนึ่งที่รับประทานโปรไบโอติกมาหลายแบรนด์ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าได้ผล แต่หลังจากรับประทาน LACTIS ต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน อาการท้องผูกที่เป็นมาตลอดหลายปี รวมถึงอาการกรดไหลย้อนที่เพิ่งเริ่มเป็น ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อดีอีกอย่างของ LACTIS คือไม่จำเป็นต้องกินตลอดไป ช่วงแรกแนะนำให้กินต่อเนื่อง 1-3 เดือน หลังจากนั้นสามารถหยุดหรือเว้นช่วงได้
รุ่นที่ผลิตร่วมกับ Smooth E ใช้ชื่อว่า LEXS และมีการปรับรสชาติให้รับประทานง่ายขึ้น แนะนำนะคะ
📍 พิกัด https://s.shopee.co.th/5VTvu6szuH
ใดๆ ก็ตาม อย่าลืมว่าอาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การดูแลสุขภาพลำไส้ที่ดีที่สุดยังคงประกอบด้วยการรับประทานอาหารที่หลากหลาย การนอนหลับให้เพียงพอ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล