23/08/2026
40+ຕ້ອງໄດ້ກວດເບິ່ງໄຂມັນໃນເສັ້ນເລືອດຢ່າງນ້ອຍປີລະຄັ້ງເນີ🏥✌️
🔴 หมอเตือน “หลอดเลือดหัวใจตีบ” ภัยเงียบวัย 40+ ความแข็งแรงภายนอก ไม่ใช่หลักประกันความปลอดภัย
__________
กรณีการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของคนในวัย 40+ ได้สร้างกระแสความตื่นตัวครั้งใหญ่ให้แก่สังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่ยังเชื่อมั่นว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง รูปร่างดี และออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ
'ประชาชาติธุรกิจ' สัมภาษณ์ 'นพ. นิธิวัฒน์ ศรีกาญจนวัชร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม ประจำศูนย์ PRIME Healthspan โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล' เพื่อชี้ให้เห็นถึงกลไกของโรคเงียบ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ตลอดจนแนวทางการตรวจเช็กและการปฐมพยาบาลฉุกเฉินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันความสูญเสียก่อนจะสายเกินไป
🔴 โรคเงียบและสัญญาณเตือน
เริ่มต้นด้วยคำถามเส้นเลือดหัวใจตีบ" ในวัย 40+ เกิดจากอะไร ทำไมคนที่ดูแข็งแรงภายนอกถึงยังเป็นโรคนี้ได้? นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากคราบไขมันและการอักเสบที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเป็นเวลานานหลายปี จนทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง กระบวนการนี้สามารถเริ่มก่อตัวสะสมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่เจ้าตัวแทบไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาเลย
ดังนั้น คนที่รูปร่างดี ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือดูแข็งแรงสมบูรณ์จากภายนอก ก็ยังสามารถมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบได้ เพราะความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทางชีวเคมีและสุขภาพลึกๆ เช่น ระดับไขมัน LDL-C สูง, ความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, การสูบบุหรี่, โรคไต, พันธุกรรม ตลอดจนประวัติโรคหัวใจในครอบครัว
ที่สำคัญคือ คำว่า “หลอดเลือดตีบมาก” ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีอาการแสดงมากเสมอไป เนื่องจากร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวและสร้างหลอดเลือดแขนงเล็กๆ ขึ้นมาช่วยลำเลียงเลือดในบางคนและในบางกรณีได้ เหตุการณ์ที่อันตรายและเป็นวิกฤตถึงชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากจุดที่หลอดเลือดตีบมากที่สุด แต่เกิดจาก "คราบไขมันในหลอดเลือดเกิดการปริแตก" (Plaque Rupture) แล้วกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นมาอุดตันหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในที่สุด
"ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างภายนอก และหลอดเลือดที่ตีบมากก็ไม่ได้ส่งสัญญาณเสมอไป วิกฤตที่แท้จริงเกิดจากคราบไขมันปริแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันฉับพลัน"
🔴 สัญญาณเตือนแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม?
สำหรับอาการเตือนที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งคือ เจ็บแน่นหน้าอกในลักษณะเหมือนมีอะไรหนักๆ มาทับ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นขณะออกแรง เดินเร็ว ขึ้นบันได หรือเผชิญกับความเครียด และอาการดังกล่าวมีแนวโน้มทุเลาลงเมื่อได้หยุดพัก
ทว่าอาการอาจไม่ได้ปรากฏอยู่แค่บริเวณหน้าอกเพียงอย่างเดียว แต่อาจกระจายหรือร้าวไปที่ไหล่ แขน คอ กราม หลัง หรือบริเวณลิ้นปี่ รวมถึงมีอาการหายใจไม่อิ่ม เหนื่อยผิดปกติ เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่เคยเหนื่อยง่าย แต่จู่ๆ เมื่อเดินขึ้นบันไดระยะเดิมแล้วรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น หรือทำกิจกรรมเดิมๆ แล้วต้องหยุดพัก อาการเหล่านี้ไม่ควรรีบสรุปเอาเองว่าเป็นเพียงเรื่องของ “อายุที่เพิ่มขึ้น” หรือ “การพักผ่อนน้อย”
อย่างไรก็ตาม อาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นโรคหัวใจ แต่หากเป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่ มีความรุนแรง เกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือเกิดขึ้นแม้กระทั่งในขณะนั่งพัก ผู้นั้นควรรีบเข้ารับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด
🔴 ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ต่างจากอาการวูบทั่วไปอย่างไร?
นพ. นิธิวัฒน์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Myocardial Ischemia) เกิดจากการที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพออย่างทันทีทันใด มักจะมาพร้อมกับอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรงเหมือนมีอะไรมาทับ
ในขณะที่อาการ “วูบ” หรือหน้ามืดทั่วไปนั้นมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่หลากหลายกว่า ตั้งแต่ภาวะความดันโลหิตตก ร่างกายขาดน้ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ไปจนถึงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
แต่หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หรือมีอาการเจ็บร้าวไปยังไหล่ แขน คอ กราม หลัง หรือลิ้นปี่ ร่วมกับอาการวูบ โดยเฉพาะถ้าเป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่หรือมีความรุนแรง ต้องพึงนึกถึงภาวะหัวใจขาดเลือดไว้ก่อนเป็นอันดับแรก และต้องได้รับการประเมินทางแพทย์ฉุกเฉินทันที
🔴 พฤติกรรมยอดฮิตของวัย 40+ ?
นพ. นิธิวัฒน์ ระบุว่าต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความเครียด หรือการอดนอนเพียงไม่กี่คืน ไม่ได้ส่งผลให้เส้นเลือดหัวใจเกิดการตีบ 3 เส้นทันทีในข้ามคืน
แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็น "พฤติกรรมเรื้อรัง" ความเครียดเรื้อรังและการนอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทอัตโนมัติ การทำงานของฮอร์โมน ความดันโลหิต การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัว และพฤติกรรมการกิน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
ที่สำคัญ คนวัยทำงานมักจะเกิด “พฤติกรรมเสี่ยงหลายอย่างพร้อมกัน” เช่น ทำงานหนัก อดนอน ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารนอกบ้าน ดื่มแอลกอฮอล์ และมีความเครียดสูง ดังนั้นเราจึงไม่ควรมอง Lifestyle แต่ละเรื่องแยกจากกัน แติต้องมองเป็น "ภาพรวมของความเสี่ยงสะสม" ทั้งหมด
🔴 พันธุกรรม มีผลแค่ไหน ต้องระวังมากกว่าปกติอย่างไร?
นพ. นิธิวัฒน์ ให้มุมมองถึงเรื่องนี้ว่า พันธุกรรมถือเป็น "พิมพ์เขียว" ทางสุขภาพ หากมีประวัติพ่อ แม่ หรือพี่น้องสายตรงเคยเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร (ผู้ชายเกิดอาการก่อนอายุ 55 ปี, ผู้หญิงเกิดอาการก่อนอายุ 65 ปี) ความเสี่ยงของเราจะสูงกว่าคนทั่วไป โดยหลักฐานทางการแพทย์พบว่า ความเสี่ยงเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5–2 เท่า และอาจสูงกว่านี้มากในบางครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่มีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคตั้งแดยังอายุน้อย หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคไขมันในเลือดสูงชนิดพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia)
คนกลุ่มนี้ไม่ควรรอให้มีอาการแสดงแล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง แต่ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย พร้อมทั้งติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และน้ำหนักตัว รวมถึงพิจารณาตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม เช่น ค่า Lipoprotein(a) และ ApoB ตามความเหมาะสม ส่วนการตรวจหัวใจเชิงลึกอย่าง CT Coronary Artery Calcium ควรเลือกทำตามอายุและระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
"พันธุกรรมคือพิมพ์เขียวทางสุขภาพ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร ไม่ควรรอให้มีอาการ แต่ต้องเริ่มประเมินความเสี่ยงตั้งแต่อายุยังน้อย"
------
อ่านเนื้อหาทั้งหมดผ่านลิงก์ในคอมเมนต์