31/05/2017
โรคหัวใจภัยร้ายใกล้ตัว ❤️💯
ภาวะหัวใจล้มเหลวป้องกันได้
ตรวจเช็คร่างกาย...ก่อนภัยเงียบจะมาถึงตัว
ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างไร??
การป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว คือการป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจ) เช่น การไม่สูบบุหรี่ การลดระดับไขมันในเลือดหากมีไขมันในเลือดสูง และการป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น
นอกจากนี้ คือต้องป้องกันปัจจัยส่งเสริมต่างๆที่อาจเกิดขึ้น เช่น การกินยาลดความดันโลหิตสูงอย่างสม่ำเสมอ และการป้องกันระวังการติดเชื้อต่างๆซึ่งที่สำคัญ คือการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
ดูแลตนเองอย่างไร??
การดูแลตนเองและการพบแพทย์ในภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่
ผู้ป่วยต้องจำกัดการบริโภคเกลือโซเดียม/เกลือแกงในอาหาร ในบุคคลทั่วไป องค์ การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคเกลือแกงไม่เกินวันละ 6 กรัมหรือเท่ากับ 1 ช้อนชา หากเทียบเป็นปริมาณโซเดียมจะเท่ากับ 2,400 มิลลิกรัม แต่หากเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายแล้ว ต้องลดปริมาณเกลือแกงที่บริโภคให้น้อยลงกว่านี้ โดยต้องงดการเติม ซีอิ้ว น้ำปลา ซอสปรุงรส หรือน้ำจิ้มข้างเคียงต่างๆเพิ่มลงในอาหารที่ปรุงมาแล้ว และอาหารที่ปรุงก็ต้องไม่เค็มด้วย รวมทั้งต้องงดอาหารที่มีเกลือแกงอยู่ในปริมาณสูง ผู้ป่วยที่อาการรุนแรงต้องจำกัดการกินเกลือแกงอย่างเข้มงวด โดยบริโภคเกลือแกงได้ไม่เกินวันละ 0.5 -1 กรัม ซึ่งหมายถึงการงดเติมซีอิ้ว น้ำปลา และซอสปรุงรสต่างๆทุกชนิดลงไปในอาหารที่ปรุง รวมถึงผงชูรส เพราะผงชูรสมีโซ เดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ ผู้ป่วยจึงต้องเตรียมอาหารกินเอง ไม่สามารถซื้อรับประทานจากนอกบ้านได้
อาหารที่มีเกลือแกงอยู่ในปริมาณสูงและผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยง เช่น อาหารที่มีเต้าเจี้ยว กะปิ ปลาร้า หรือน้ำบูดู เป็นองค์ประกอบ อาหารกระป๋องทุกชนิด รวมถึงผลไม้กระป๋อง และน้ำผล ไม้กล่องด้วย อาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป ซุปก้อน ผงทำอา หารสำเร็จรูป ขนมถุงกรุบกรอบต่างๆ ขนมที่มีการเติมผงฟู เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ เครื่องดื่มเกลือแร่ ชูกำลังต่างๆ รวมไปถึง ชีส (เนย) เนื้อ สัตว์แปรรูปต่างๆ เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก หมูยอ เบคอน เนื้อสวรรค์ เป็นต้น
การออกแรงทำงานหรือออกกำลังกายจนเกิดอาการเหนื่อยเกินไป เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับหัวใจ แต่ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ควรออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆที่ไม่ทำให้เหนื่อยเกินไปเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินออกกำลัง ขี่จักรยานเบาๆกับเครื่องออกกำลัง เป็นต้น
ผู้ป่วยควรชั่งน้ำหนักทุกวันเพื่อดูว่าปริมาณน้ำในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ เวลาที่ชั่งน้ำหนักควรเป็นตอนเช้าหลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว และก่อนรับประทานอาหารเช้า รวมทั้งจดบันทึกน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากกว่า 2 กิโลกรัมในหนึ่งวัน ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล เพราะน้ำหนักที่เกินมา 2 กิโลกรัม จะเท่ากับว่ามีน้ำคั่งค้างในตัว 2 ลิตร อาจทำให้ภาวะหัว ใจล้มเหลวกำเริบได้
เมื่อไหร่ควรจะพบแพทย์??
ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ตรวจสม่ำเสมอตามนัด หากมีอาการกำเริบ เช่น เหนื่อยมากขึ้นมาฉับพลัน นอนราบไม่ได้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน