หยกฟ้าแล็บคลินิกเทคนิคการแพทย์ ท่าม่วง

หยกฟ้าแล็บคลินิกเทคนิคการแพทย์ ท่าม่วง ตรวจเบาหวาน ไขมัน สุขภาพ เข้าทำงาน มะเร็ง ไทรอยด์ สารเสพติด เอดส์ ซิฟิลิสโควิด19 ฯลฯ รับตรวจโควิด19 ทั้งATK และ RT-PCR มีใบรับรองผลและลงแอปหมอพร้อม

24/08/2026

ค่าเลือดตัวไหนบอกว่าร่างกายอักเสบ! 4 ค่าที่ควรรู้ก่อนปล่อยเรื้อรัง!

เวลาไปตรวจเลือด หลายคนจะเปิดดูน้ำตาล ไขมัน ตับ ไตก่อนเลยครับ
แต่ถ้าช่วงนั้นมีไข้ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ติดเชื้อ หรือมีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่เจอ แพทย์อาจดูอีกกลุ่มหนึ่งคือ ค่าที่ช่วยสะท้อนว่าร่างกายกำลังมีการอักเสบอยู่หรือเปล่า
คำสำคัญคือ “ช่วยสะท้อน” ครับ
เพราะค่าเหล่านี้ไม่ได้ชี้ชื่อโรคตรง ๆ แต่พอเอามาดูร่วมกับอาการและค่าอื่น เราจะเห็นทิศทางชัดขึ้นมาก
ผมพาไล่ดู 4 ตัวที่เจอบ่อยครับ

1️⃣ CRP — ตัวนี้ตอบสนองเร็ว เวลามีการอักเสบ
CRP หรือ C-reactive protein เป็นโปรตีนที่ตับสร้างเพิ่มขึ้นเวลาร่างกายได้รับสัญญาณการอักเสบ
เวลามีการติดเชื้อ แผลอักเสบ ปอดอักเสบ ข้ออักเสบ หรือเนื้อเยื่อบาดเจ็บ ค่า CRP สามารถขยับขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว
ถ้าสาเหตุดีขึ้น ค่า CRP ก็มักค่อย ๆ ลดลงตาม
ค่าปกติของแต่ละห้องแล็บอาจต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปมักเห็นประมาณนี้
CRP ต่ำกว่า 3 mg/L
มักอยู่ในช่วงต่ำ
3–10 mg/L
อาจเห็นได้ในภาวะอักเสบระดับไม่มาก หรือมีปัจจัยอื่นร่วม
มากกว่า 10 mg/L
มักทำให้นึกถึงการอักเสบหรือการติดเชื้อที่ชัดขึ้น และควรดูอาการประกอบ
ถ้าสูงเป็นหลักสิบหรือหลักร้อย โดยเฉพาะมีไข้ หอบ ปวดมาก หรืออาการชัด ก็ยิ่งต้องหาต้นเหตุครับ
ผมชอบเปรียบ CRP เหมือน เครื่องตรวจควัน
มันเตือนว่า “มีควันนะ”
แต่ยังต้องเดินหาต่อว่าควันมาจากครัว ห้องนอน หรือบ้านข้าง ๆ
ดังนั้น CRP สูงจึงเจอได้จากหลายเรื่อง ตั้งแต่ติดเชื้อ ฟันอักเสบ ข้ออักเสบ ไปจนถึงหลังผ่าตัด
ส่วน hs-CRP คือการตรวจ CRP แบบละเอียดในระดับต่ำ ๆ
มักใช้ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในบางคน
โดยทั่วไป
ต่ำกว่า 1 mg/L = ความเสี่ยงจากการอักเสบด้านหัวใจค่อนข้างต่ำ
1–3 mg/L = ระดับกลาง
มากกว่า 3 mg/L = สูงขึ้น
แต่ถ้าช่วงนั้นเป็นไข้ เจ็บคอ หรือมีแผลอักเสบอยู่ ตัวเลข hs-CRP ก็อาจสูงจากเรื่องนั้นได้ครับ

2️⃣ ESR — ดูการอักเสบที่เปลี่ยนช้ากว่า CRP
ESR หรือ Erythrocyte Sedimentation Rate คือการดูว่าเม็ดเลือดแดงตกลงในหลอดทดลองเร็วแค่ไหน
เวลาร่างกายมีโปรตีนบางชนิดเพิ่มขึ้นจากการอักเสบ เม็ดเลือดแดงจะจับกันและตกเร็วขึ้น
ค่า ESR จึงสูงขึ้นได้ครับ
ช่วงอ้างอิงขึ้นกับเพศ อายุ และห้องแล็บ แต่โดยคร่าว ๆ
ผู้ชายอายุน้อย มักอยู่ต่ำกว่า 15 mm/hr
ผู้หญิงอายุน้อย มักอยู่ต่ำกว่า 20 mm/hr
พออายุมากขึ้น ค่าปกติสามารถสูงขึ้นได้เล็กน้อย
จุดเด่นของ ESR คือมันเปลี่ยนช้ากว่า CRP
ถ้า CRP เหมือนสัญญาณควันที่ดังไว
ESR จะเหมือนดูว่า บรรยากาศในห้องยังขมุกขมัวอยู่นานแค่ไหน
เลยมักใช้ประกอบการติดตามโรคข้ออักเสบ โรคภูมิคุ้มกัน หรือการอักเสบบางชนิดที่เป็นต่อเนื่อง
และ ESR ยังได้รับผลจากเรื่องอื่นด้วย เช่น ภาวะซีด อายุ การตั้งครรภ์ หรือโรคไต
เวลา ESR สูง ผมจึงชอบดูคู่กับ CRP และ CBC มากกว่าดูตัวเดียวครับ

3️⃣ WBC — ดูว่ากองกำลังภูมิคุ้มกันกำลังทำงานหนักขึ้นไหม
WBC หรือเม็ดเลือดขาว เป็นส่วนหนึ่งของ CBC ที่หลายคนตรวจอยู่แล้ว
ค่าปกติโดยทั่วไปมักอยู่ประมาณ
4,000–11,000 เซลล์/µL
ช่วงอ้างอิงของแต่ละแล็บอาจต่างกันเล็กน้อยครับ
ถ้าสูงกว่า 11,000 เราเรียกว่าเม็ดเลือดขาวสูง
สิ่งที่ผมจะดูต่อคือ สูงจากตัวไหน
ถ้า Neutrophil สูง
มักเห็นได้บ่อยในภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย การอักเสบเฉียบพลัน หรือความเครียดทางร่างกาย
ถ้า Lymphocyte สูง
มักพบได้ในช่วงติดเชื้อไวรัสหลายชนิด
ถ้า Eosinophil สูง
อาจชวนให้นึกถึงภูมิแพ้ หอบหืด พยาธิบางชนิด หรือปฏิกิริยาจากยา
ตรงนี้ช่วยให้เราได้เบาะแสเพิ่มขึ้นครับ
เหมือนรู้ว่ามีทหารออกมารบเยอะขึ้นแล้ว
แต่ถ้าดูว่า “กองไหนออกมาเยอะ” เราจะเดาได้ดีขึ้นว่าร่างกายกำลังเจอกับอะไร
อีกมุมหนึ่งคือ WBC ไม่จำเป็นต้องสูงเสมอเวลาอักเสบ
การติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะถ้ารุนแรงมาก หรือมีปัญหาที่ไขกระดูก ก็อาจทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้เหมือนกันครับ

4️⃣ Ferritin — ดูเหล็กสะสมก็ได้ แต่เวลาร่างกายอักเสบค่านี้ก็สูงขึ้นได้
Ferritin เป็นโปรตีนที่ใช้เก็บธาตุเหล็กในร่างกาย
จึงถูกใช้บ่อยเวลาเราประเมินเรื่องขาดธาตุเหล็กหรือโลหิตจาง
ค่าปกติแตกต่างตามเพศ อายุ และห้องแล็บค่อนข้างมาก
คร่าว ๆ อาจเห็นประมาณ
ผู้หญิงประมาณ 15–150 ng/mL
ผู้ชายประมาณ 30–400 ng/mL
แต่ผมไม่อยากให้จำเลขนี้แล้วเอาไปตัดสินตัวเองตรง ๆ นะครับ เพราะช่วงอ้างอิงของ Ferritin ต่างกันเยอะมาก
จุดสำคัญคือ Ferritin สามารถ สูงขึ้นเวลาร่างกายอักเสบ
ดังนั้นคนที่มี Ferritin 300 หรือ 500 ไม่ได้แปลว่าเหล็กเกินทุกคน
ค่าอาจสูงจาก
ไขมันพอกตับ
ตับอักเสบ
การดื่มแอลกอฮอล์
การติดเชื้อ
โรคภูมิคุ้มกัน
หรือภาวะเหล็กเกินจริง ๆ
ถ้าจะดูว่าเหล็กเกินจริงไหม ผมจะดูร่วมกับ Transferrin saturation
ถ้า Ferritin สูง และ Transferrin saturation สูงตาม โดยเฉพาะเกินประมาณ 45% ก็จะทำให้นึกถึงภาวะเหล็กเกินมากขึ้น
แต่ถ้า Ferritin สูง ขณะที่มี CRP สูง ตับอักเสบ หรือไขมันพอกตับร่วมด้วย ก็อาจเป็นอีกภาพหนึ่งครับ

ถ้าอยากดูว่าเป็น “การอักเสบเรื้อรัง” หรือไม่ ต้องดูแนวโน้ม
สมมติวันนี้เป็นไข้ แล้วเจาะเลือด
CRP 50
WBC 14,000
พอรักษาหาย สองสัปดาห์ต่อมาตัวเลขกลับลง
ภาพนี้เข้ากับการอักเสบเฉียบพลันได้ครับ
แต่ถ้าไม่มีไข้แล้ว ผ่านไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
CRP ยังสูง
ESR ยังสูง
Ferritin ยังสูง
หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดข้อ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ผื่น ท้องเสียเรื้อรัง หรือไข้เป็น ๆ หาย ๆ
แบบนี้การหาต้นเหตุจะสำคัญขึ้นมาก
เพราะเราเริ่มเห็นว่า “ไฟไม่ได้มาแป๊บเดียวแล้วดับ”
มันอาจมีอะไรคุอยู่ข้างในครับ

แล้วถ้าเป็นการอักเสบจากอ้วนลงพุง เบาหวาน หรือไขมันพอกตับล่ะ?
กลุ่มนี้มักไม่ได้เห็น CRP พุ่งเป็นหลักร้อยเหมือนติดเชื้อหนักครับ
หลายคนเป็นการอักเสบระดับต่ำ ๆ ที่เกิดสะสมเรื้อรัง
เช่น คนที่มี
พุงใหญ่
ดื้ออินซูลิน
เบาหวาน
ไขมันพอกตับ
สูบบุหรี่
นอนน้อย
บางคน hs-CRP อาจค่อย ๆ สูงขึ้น
ผมเปรียบง่าย ๆ ว่า
การติดเชื้อหนักเหมือนไฟลุก
ส่วนการอักเสบจากระบบเผาผลาญเหมือน ถ่านแดงที่คุอยู่
ไม่ได้ร้อนจนเรารู้สึกทันที
แต่ถ้าคุอยู่หลายปี หลอดเลือด ตับ และระบบเผาผลาญก็ได้รับผลตามครับ

ถ้าค่าอักเสบเริ่มสูง ดูแลอะไรได้บ้าง?
เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่ช่วยได้หลายระบบพร้อมกันครับ
• ถ้ามีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะรอบเอวเยอะ ค่อย ๆ ลดลง จะช่วยลดภาระการอักเสบจากระบบเผาผลาญ
• กินผัก ถั่ว ธัญพืช และผลไม้ทั้งผลให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มใยอาหาร
• เลือกปลา ไข่ เต้าหู้ หรือเนื้อไม่ติดมัน และลดเนื้อแปรรูปที่กินบ่อย
• ลดน้ำหวาน ของหวาน และอาหารที่พลังงานสูงเกิน โดยเฉพาะถ้ามีพุง ไขมันพอกตับ หรือไตรกลีเซอไรด์สูง
• ออกกำลังกายให้มีทั้งแอโรบิกและเวท เพราะกล้ามเนื้อช่วยเรื่องน้ำตาลและระบบเผาผลาญได้มาก
• นอนให้พอ และถ้าสูบบุหรี่ การหยุดสูบเป็นอีกเรื่องที่คุ้มมากครับ

ถ้าจะจำแบบง่าย ๆ
CRP = ตัวไว เหมือนเครื่องตรวจควัน
ESR = ขึ้นลงช้ากว่า ช่วยดูว่าการอักเสบยังลากยาวอยู่ไหม
WBC = ดูกองกำลังภูมิคุ้มกัน และดูต่อได้ว่ากองไหนกำลังเด่น
Ferritin = ดูเหล็กสะสม แต่เวลาร่างกายอักเสบก็ค่านี้สูงขึ้นได้
ผมอยากให้เราใช้ค่าเหล่านี้เป็น เบาะแส
ไม่ใช่ดูตัวเลขแดงหนึ่งตัวแล้วตกใจ
ยิ่งเรารู้ค่าพื้นฐานของตัวเอง รู้ว่าช่วงไหนสูง และเห็นว่าหลังรักษาหรือปรับพฤติกรรมแล้วมันเปลี่ยนไปทางไหน เราก็ยิ่งเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นครับ
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

โดนปักไปหลายเข็มเลยเรา💉😖https://www.facebook.com/share/p/1DRRMHASv4/?mibextid=wwXIfr
24/08/2026

โดนปักไปหลายเข็มเลยเรา💉😖

https://www.facebook.com/share/p/1DRRMHASv4/?mibextid=wwXIfr

ยอมรับแล้ว!! วัคซีน 'แอสตราเซเนกา'
ทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน
วัคซีนโควิด แอสตราเซเนก้า ทำให้ลิ่มเลือดอุดตัน เป็นเรื่องจริง โดยทาง บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ยื่นต่อศาลสูงแห่งสหราชอาณาจักร โดยยอมรับว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิดไวรัลเวกเตอร์ (Viral Vector) ของบริษัท สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่พบได้ยาก คือ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ
ขอบคุณที่มา : คมชัดลึก
อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/health/621710
#ชีวิตติดรีวิว #เรื่องรีวิวไว้ใจเจ๊

23/08/2026

ระวังกันด้วยนะคะ🔊🔊

ขอให้น้องไปสู่สุขคตินะคะ🕊️🤍อะไรที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้จริงๆ😔
23/08/2026

ขอให้น้องไปสู่สุขคตินะคะ🕊️🤍อะไรที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้จริงๆ😔

เด็ก 2 ขวบเสียชีวิต หลังคุณแม่พาไปฝากที่สถานที่รับเลี้ยงเพียง 18 นาที
จำข่าวนี้เมื่อช่วงเดือนพ.ค.กันได้ไหมครับ?

ตอนนั้นชาวเน็ตคอมเมนต์กันสนั่นว่า…
“หรือเด็กถูกปล่อยให้ร้องไห้หนัก จนเสียชีวิต?”

ผ่านมา 2 เดือน
วันนี้ผลชันสูตรพลิกศพออกแล้วครับ

คุณแม่อนุญาตให้ผมนำเรื่องนี้มาเล่า
เพื่อให้เคสของน้องเป็นความรู้กับคนอื่นต่อไปครับ

==================

เผื่อใครไม่ทันเรื่องนี้
ผมเล่าให้ฟังสั้นๆ อีกครั้งครับ

วันเกิดเหตุ คุณแม่พาน้องวัย 2 ขวบ
ไปฝากที่สถานที่รับเลี้ยงแห่งหนึ่ง

หลังจากคุณแม่ออกมาเพียง 18 นาที
ก็ได้รับแจ้งว่าน้องเกิดเหตุฉุกเฉิน
และสุดท้ายน้องเสียชีวิต

คำถามใหญ่ตอนนั้นคือ…

เด็กที่ก่อนหน้านี้ดูปกติดี ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคประจำตัว
ทำไมถึงเสียชีวิตกะทันหันได้?

จากการตรวจเบื้องต้น
ไม่พบบาดแผลที่สามารถอธิบายสาเหตุการเสียชีวิตได้ชัดเจน

เมื่อยังไม่มีคำตอบ
ก็เริ่มมีการคาดเดากันไปต่างๆ นานา

หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงกันเยอะมากคือ
“หรือสถานที่รับเลี้ยงปล่อยให้น้องร้องไห้หนักจนเสียชีวิต?”

==================

ช่วงที่ข่าวกำลังเป็นกระแส
คุณแม่ของน้องทักมาหาผมในเพจครับ

และถามผมตรงๆ ว่า
“เด็กสามารถร้องไห้จนเสียชีวิตได้จริงไหม?”

ตอนนั้นผมตอบไปตามข้อมูลทางการแพทย์ว่า

ถ้าเป็นเด็กปกติ ไม่มีโรคอะไรซ่อนอยู่
การร้องไห้เพียงอย่างเดียว ไม่ทำให้เด็กเสียชีวิตครับ

เด็กบางคนอาจร้องหนักจนหน้าแดง อาเจียนได้

หรือบางคนมีภาวะที่เรียกว่า “ร้องกลั้น” (breath holding spell)
คือร้องแล้วกลั้นหายใจจนหน้าเขียว หน้าซีด
แต่สุดท้ายเด็กจะกลับมาหายใจเอง

ภาวะนี้ไม่ได้ทำให้เด็กปกติร้องไปเรื่อยๆ จนเสียชีวิตเช่นกัน

ดังนั้นเวลาเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตกะทันหัน
ในทางการแพทย์ต้องพยายามหาต่อว่า

มีโรคอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า?
มีการบาดเจ็บหรือการทารุณกรรมหรือไม่?
มีสารพิษหรือสาเหตุอื่นที่เรายังไม่รู้หรือเปล่า?

ตอนนั้นผมจึงบอกคุณแม่ว่า
แนะนำให้รอผลชันสูตรพลิกศพก่อนครับ

==================

จนผ่านมาประมาณ 2 เดือน

คุณแม่ทักกลับมาหาผมอีกครั้ง
แจ้งว่าผลชันสูตรออกแล้ว
และส่งผลมาให้ผมดู

ครั้งนี้เรามีคำตอบแล้วครับ
ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร?

ผลชันสูตรตรวจพบ
ความผิดปกติบริเวณ "กล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายล่าง"

เมื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
พบว่าเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหลายแห่ง “โตผิดปกติ”
บางส่วน "เรียงตัวผิดปกติ" (myocardial disarray)
และบางส่วน "เรียงตัวเป็นคลื่น" (wavy myocardial)

แพทย์ผู้ชันสูตรจึงสันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตว่า
โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (Cardiomyopathy)

==================

โรคนี้พบไม่บ่อยในเด็ก
แต่สามารถเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
จนหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตกะทันหันได้

มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้ คือ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกตินี้ บางชนิดเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

เพราะฉะนั้นเมื่อพบโรคนี้ในเด็กหนึ่งคน
เรื่องไม่ได้จบแค่ว่า

“โอเค…เรารู้แล้วว่าน้องเป็นอะไร”

แต่คำถามต่อมาคือ
แล้วพ่อ แม่ พี่น้องล่ะ?

เพราะคนในครอบครัวบางคน
อาจมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกันซ่อนอยู่
โดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้เลยก็ได้

บางคนไม่มีอาการอะไรเลยครับ

ใช้ชีวิตปกติ ออกกำลังกายได้
ไม่เคยเจ็บหน้าอก ไม่เคยเป็นลม

เพราะโรคหัวใจบางชนิด
ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค

ดังนั้นเมื่อพบ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

สมาชิกในครอบครัวอาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม
ว่ามีใครมีความผิดปกติแบบเดียวกันซ่อนอยู่หรือไม่

==================

และนี่คืออีกเรื่องที่ผมคุยกับคุณแม่
หลังจากได้เห็นผลชันสูตรครับ

ถ้าวันหนึ่งคุณพ่อคุณแม่อยากมีลูกอีกคน
ย่อมมีคำถามว่า… “แล้วลูกคนต่อไปมีโอกาสเป็นเหมือนพี่ไหม?”

คำถามนี้สำคัญมาก
แต่ผลชันสูตรอย่างเดียวตอบไม่ได้

ผมจึงแนะนำคุณแม่ไปแล้วว่า
ควรนัดพบแพทย์เฉพาะทางด้านพันธุกรรม (genetic)

เพื่อประเมินต่อว่า
ความผิดปกติที่พบในน้องมีเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือไม่

คุณพ่อ คุณแม่ หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว
ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมหรือเปล่า

รวมถึงถ้าจะมีลูกคนถัดไป
จะได้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนกันตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ครับ

==================

ทีนี้กลับมาที่คำถามแรก
ที่คุณแม่เคยถามผมตั้งแต่วันที่เรื่องนี้เป็นข่าว

“น้องร้องไห้จนเสียชีวิตได้ไหม?”

วันนี้เรามีข้อมูลมากกว่าวันนั้นแล้วครับ
เพราะผลชันสูตรพบความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ

และจากผลชันสูตรครั้งนี้
จึงไม่มีหลักฐานว่าการร้องไห้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตครับ

==================

คุณแม่อนุญาตให้ผมนำเรื่องนี้มาเล่า
เพราะอยากให้การจากไปของน้องเป็นวิทยาทานกับคนอื่นครับ 🤍

และผมคิดว่าเคสนี้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้เรื่องหนึ่ง

เวลามีคนเสียชีวิตกะทันหัน
โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่สาเหตุยังไม่ชัดเจน

อย่าเพิ่งรีบหาคำตอบจากคอมเมนต์

เพราะสิ่งที่คนทั้งโซเชียลกำลังมั่นใจว่า
“ต้องเกิดจากเรื่องนี้แน่ๆ”

สุดท้าย…
อาจไม่ใช่สาเหตุเลยก็ได้

รอข้อมูลให้ครบ
รอผลชันสูตร

แล้วค่อยให้หลักฐานเป็นคนตอบครับ

==================

ปล. และสำหรับใครที่กำลังจะพยายามโยงเคสนี้ไปเรื่องวัคซีนโควิด…
ขอดักไว้ตรงนี้เลยครับ

น้องอายุ 2 ขวบ และไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิดครับ
ดังนั้นเคสนี้ไม่มีข้อมูลให้เอาไปสรุปว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด

การเสียชีวิตของเด็กคนหนึ่ง
และความสูญเสียของครอบครัวหนึ่ง
หนักมากพออยู่แล้วครับ

อย่าเอาความสูญเสียของเขา
ไปใช้สนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
ทั้งที่หลักฐานไม่ได้บอกแบบนั้นเลยครับ

สุดท้ายนี้
ขอให้ความตั้งใจดีของคุณแม่ที่อยากให้เรื่องราวของลูกเป็นประโยชน์กับคนอื่น
เป็นกุศลส่งให้น้อง
ได้ไปเกิดเป็นเด็กที่แข็งแรงในชาติหน้านะครับ 🤍

#หมอม็อดหมอเด็กขอเล่า

ตรวจได้ครบจบที่หยกฟ้าแล็บได้เลยนะคะ😍
21/08/2026

ตรวจได้ครบจบที่หยกฟ้าแล็บได้เลยนะคะ😍

อย่าตรวจแค่น้ำตาลกับไขมัน! วัย 40+ ต้องตรวจอะไรบ้าง เช็กเลย!

พออายุเข้า 40 หลายคนเริ่มมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีแล้วครับ แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากคือ ดูอยู่ไม่กี่ตัว
น้ำตาลปกติ
ไขมันไม่แดง
ค่าตับไม่สูง
แล้วก็สรุปว่า
“โอเค สุขภาพดี”
จริง ๆ ยังเร็วไปครับ
เพราะโรคหลายอย่างในวัย 40+ ไม่ได้เริ่มด้วยอาการ และบางเรื่องก็ไม่ได้โผล่มาในค่าน้ำตาลกับคอเลสเตอรอลด้วย การตรวจสุขภาพจึงไม่ใช่แข่งกันว่าใครเจาะเลือดได้เยอะที่สุด แต่คือ ตรวจให้ตรงกับอายุ เพศ ประวัติครอบครัว และความเสี่ยงของเรา เพื่อจับสิ่งที่ยังไม่แสดงอาการให้ทันครับ
ถ้าเป็นวัย 40+ ผมอยากให้เช็กอย่างน้อยเรื่องพวกนี้ครับ

1️⃣ ความดันโลหิต — อย่ารอให้ปวดหัวแล้วค่อยวัด
ความดันสูงเป็นตัวที่เงียบมากครับ
บางคนเดินทำงานปกติ
กินข้าวอร่อย
ไม่มีเวียนหัว
แต่ความดัน 150–160 มาหลายปีแล้วก็มี
ปัญหาคือความดันสูงเรื้อรังค่อย ๆ เพิ่มภาระให้ทั้ง หัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือด
ดังนั้นเวลาตรวจสุขภาพ อย่าเดินมาจากลานจอดรถแล้ววัดปุ๊บครั้งเดียวแล้วจบครับ
ถ้าค่าสูง ควรนั่งพักให้สงบ วัดซ้ำ และในบางคนการวัดที่บ้านหลายวันจะช่วยให้เห็นค่าจริงมากกว่า
ผมมองความดันเป็นเหมือน ไฟเตือนหน้าปัดรถ
ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้แปลว่าเครื่องข้างในไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ

2️⃣ น้ำตาลต้องดูมากกว่าค่า Fasting — HbA1c ช่วยเห็นย้อนหลัง
ตรวจน้ำตาลตอนเช้าได้ 95 แล้วโล่งใจได้ระดับหนึ่งครับ
แต่ยังอยากดู HbA1c ร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่มีพุง น้ำหนักเกิน มีประวัติเบาหวานในครอบครัว หรือเคยมีน้ำตาลก้ำกึ่ง
เพราะ Fasting glucose เป็นแค่ภาพช่วงท้องว่าง
บางคนตอนเช้า 95
แต่หลังข้าวกลางวัน 160
หลังมื้อเย็น 170
ทำแบบนี้ทุกวัน HbA1c ก็ขึ้นได้ครับ
ดังนั้นวัย 40+ อย่าถามแค่ว่า
“น้ำตาลเช้าเท่าไหร่?”
ลองดูด้วยว่า
“ภาพรวมน้ำตาลช่วงหลายเดือนเป็นยังไง?”
ถ้าค่าไม่เข้ากัน เช่น Fasting สวยมากแต่ HbA1c สูงผิดคาด ก็อาจต้องดูน้ำตาลหลังอาหารหรือปัจจัยที่ทำให้ HbA1c คลาดเคลื่อนเพิ่มครับ

3️⃣ ไขมันอย่าดูแค่ Total Cholesterol — เปิดดู LDL, HDL และ Triglyceride ด้วย
เวลาผมดูผลไขมัน ผมไม่ค่อยพอใจกับคำว่า
“คอเลสเตอรอลรวมปกติครับ”
ผมอยากเปิดข้างในดูด้วยว่า
LDL เท่าไหร่
HDL เท่าไหร่
Triglyceride เท่าไหร่
เพราะแต่ละตัวบอกคนละเรื่องครับ
โดยเฉพาะ LDL ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ส่วน Triglyceride มักไปด้วยกันกับพุง น้ำตาลสูง การดื้ออินซูลิน และไขมันพอกตับ
ปัจจุบันการประเมินความเสี่ยงหัวใจในวัยกลางคนก็ไม่ได้ดู LDL ตัวเดียว แต่เอาอายุ ความดัน เบาหวาน การสูบบุหรี่ และปัจจัยอื่นมารวมกันด้วยครับ
ส่วนคนที่มีประวัติครอบครัวหัวใจขาดเลือดหรือ Stroke ตั้งแต่อายุน้อย หรือ LDL สูงผิดปกติ อาจมีเหตุให้ประเมินเพิ่ม เช่น Lp(a) หรือ ApoB ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคนทุกปีครับ

4️⃣ ค่าไต — อย่าดูแค่ Creatinine ตัวเดียว
ไตเป็นอีกอวัยวะที่ผมห่วง เพราะช่วงแรกสามารถมีปัญหาได้โดยที่ยังไม่มีอาการ
ผลตรวจทั่วไปมักมี
Creatinine
และ eGFR
eGFR ช่วยประเมินคร่าว ๆ ว่าไตกรองเลือดได้ดีแค่ไหน
แต่โดยเฉพาะคนที่เป็น เบาหวานหรือความดันสูง ผมอยากนึกถึงปัสสาวะด้วย เช่นการตรวจ อัลบูมินรั่วในปัสสาวะ
เพราะบางคน Creatinine ยังดูดี
eGFR ยังไม่ได้ตกชัด
แต่เริ่มมีโปรตีนรั่วออกมาก่อนแล้ว
ไตนี่เหมือนเครื่องกรองน้ำครับ
เราอย่ารอให้น้ำไม่ไหลแล้วค่อยตรวจว่าไส้กรองพังหรือยัง

5️⃣ ตับ — AST/ALT ปกติ ยังไม่ได้แปลว่าไม่มีไขมันพอกตับ
อันนี้เป็นเรื่องที่คนวัย 40+ เจอเยอะขึ้นครับ
ตรวจ AST, ALT แล้วไม่แดง
ก็คิดว่าตับสะอาด
แต่คนที่มี
พุง
เบาหวาน
Triglyceride สูง
น้ำหนักเกิน
หรือ metabolic syndrome
สามารถมี ไขมันพอกตับทั้งที่ค่าตับยังอยู่ในช่วงปกติ ได้
ดังนั้นอย่าดูค่าตับแยกจากรูปร่างและเมตาบอลิกครับ
ถ้ามีความเสี่ยง อาจต้องประเมินเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น อัลตราซาวนด์ หรือประเมินความเสี่ยงพังผืด
เป้าหมายไม่ใช่แค่
“AST ไม่แดง”
แต่คือรู้ว่า ตับกำลังเก็บไขมันหรือเริ่มมีพังผืดหรือยัง

6️⃣ CBC หรือความสมบูรณ์ของเลือด — เลือดจางก็ไม่ได้มีแค่หน้าซีด
CBC เป็นการตรวจพื้นฐานที่ให้ข้อมูลหลายอย่างครับ เช่น
ฮีโมโกลบิน
เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว
เกล็ดเลือด
บางคนบอกว่าเหนื่อยง่าย ใจสั่น ขึ้นบันไดแล้วหมดแรง ก็อาจมีภาวะเลือดจางอยู่
และถ้าพบเลือดจางในวัย 40+ ผมไม่อยากให้จบแค่ว่า
“กินธาตุเหล็กไปก่อน”
ต้องดูว่าขาดจริงไหม และเสียเลือดจากไหนหรือเปล่า
โดยเฉพาะถ้ามีประจำเดือนมาก อุจจาระดำ ถ่ายเป็นเลือด หรือมีอาการทางลำไส้ร่วมด้วย ต้องหาสาเหตุครับ

7️⃣ ไทรอยด์ — ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน แต่ถ้ามีอาการควรนึกถึง
คนวัย 40+ โดยเฉพาะผู้หญิงบางคนเริ่มมีอาการ
น้ำหนักขึ้น
หนาวง่าย
ท้องผูก
ผิวแห้ง
เหนื่อย
ใจสั่น
นอนไม่ดี
ประจำเดือนเปลี่ยน
แล้วโยนทุกอย่างให้คำว่า
“แก่ขึ้นแล้ว”
บางครั้งมีเรื่องไทรอยด์อยู่ด้วยครับ
การตรวจ TSH และอาจดู Free T4 ตามสถานการณ์ช่วยประเมินได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าคน 40+ ทุกคนต้องตรวจไทรอยด์ทุกปีนะครับ
ผมจะให้น้ำหนักมากขึ้นถ้ามีอาการ มีคอพอก มีประวัติไทรอยด์ หรือมีเหตุให้สงสัย

8️⃣ มะเร็งลำไส้ — อายุเข้า 40 กว่าแล้วต้องเริ่มคิดเรื่อง Screening
เรื่องนี้ผมอยากให้คนวัยกลางคนเริ่มคุยกันครับ
มะเร็งลำไส้ระยะแรกสามารถไม่มีอาการเลย
ไม่ปวดท้อง
ไม่ถ่ายเป็นเลือด
กินได้ปกติ
แต่มีติ่งเนื้ออยู่ในลำไส้แล้วก็ได้
การคัดกรองจึงมีประโยชน์ตรงที่ไม่ได้รอให้มีอาการก่อน และติ่งเนื้อบางชนิดสามารถตรวจพบและเอาออกก่อนพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ การคัดกรองมะเร็งลำไส้เป็นหนึ่งใน preventive screening ที่แนะนำในวัยกลางคนตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยงครับ
วิธีตรวจมีหลายแบบ ตั้งแต่ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ ไปจนถึงการส่องกล้อง
คนที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะเป็นตั้งแต่อายุน้อย ยิ่งต้องบอกแพทย์ เพราะอาจต้องเริ่มตรวจเร็วกว่าคนทั่วไปครับ

9️⃣ ผู้หญิงอย่าลืมเต้านมและปากมดลูก
วัย 40+ ของผู้หญิงไม่ได้มีแค่ตรวจเลือดครับ
เรื่อง มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ต้องอยู่ในรายการด้วย เพราะเป็นโรคที่การคัดกรองมีบทบาทสำคัญ และรูปแบบการตรวจจะขึ้นกับอายุ ประวัติ และผลตรวจครั้งก่อนครับ
เต้านมอาจมีการใช้ mammogram ตามช่วงอายุและความเสี่ยง
ส่วนปากมดลูก ปัจจุบันมีทั้ง Pap test และการตรวจ HPV ขึ้นกับวิธีที่ใช้
ตรงนี้อย่ารอว่า
“ไม่มีก้อน ไม่ตกเลือด ก็ยังไม่ตรวจ”
เพราะคำว่า screening หมายถึงตรวจตอนยังไม่มีอาการนี่แหละครับ

แล้ววัย 40+ ต้องตรวจทุกอย่างนี้ทุกปีไหม?
ไม่ครับ
อันนี้สำคัญมาก
ตรวจสุขภาพไม่ได้แปลว่า
“เอาทุกเมนูในห้องแล็บมาติ๊กให้หมด”
บางอย่างควรติดตามบ่อย เช่น ความดันในคนที่ค่าสูง
บางอย่างอาจตรวจเป็นช่วงตามความเสี่ยง เช่น ไขมัน ซึ่งในผู้ใหญ่สุขภาพดีและความเสี่ยงต่ำไม่จำเป็นต้องตรวจถี่ทุกปีเสมอไป
และบางอย่างตรวจเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการ
ผมชอบให้ใช้สูตรนี้มากกว่า
• อายุเท่าไหร่
• เพศอะไร
• รอบเอวและน้ำหนักเป็นอย่างไร
• สูบบุหรี่ไหม
• มีเบาหวานหรือความดันหรือยัง
• ครอบครัวมีใครเป็นหัวใจ Stroke หรือมะเร็งตั้งแต่อายุน้อยหรือไม่
• ผลตรวจปีที่แล้วมีอะไรเริ่มผิดปกติ
แล้วค่อยจัดว่า ปีนี้อะไรควรตรวจ
แบบนี้มีประโยชน์กว่าซื้อแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเพราะเห็นว่าตรวจ 47 รายการครับ

พอวัย 40+ ผมไม่อยากให้เปิดผลตรวจแล้วดูแค่
ค่าน้ำตาล คอเลสเตอรอล แล้วจบ
ลองมองให้ครบทั้ง ความดัน น้ำตาลระยะยาว ไขมัน ไต ตับ เม็ดเลือด และเมื่อถึงวัยหรือมีความเสี่ยง ก็ต้องคิดถึง การคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับตัวเอง ด้วย
เพราะสุขภาพวัยนี้เหมือนรถที่เริ่มวิ่งมาหลายหมื่นกิโลครับ
เราไม่ต้องรื้อเครื่องทุกปี
แต่ก็ไม่ควรเช็กแค่น้ำมันเครื่องแล้วบอกว่า
“ทุกอย่างปกติดี”
ตรวจให้ถูกเรื่อง
ตรวจในเวลาที่เหมาะ
แล้วเอาผลไปใช้ปรับชีวิตจริง
แบบนี้การตรวจสุขภาพถึงจะคุ้มครับ
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ขนลุกกันไปเลยย..ไข่พยาธิตัวตืดวัวค่ะ🪱
20/08/2026

ขนลุกกันไปเลยย..ไข่พยาธิตัวตืดวัวค่ะ🪱

เคสนี้วอร์ดส่งแต่ปล้องเดี่ยวๆมา 1 ปล้อง (ไม่มีอุจจาระปนมาเลย) เลยลองเอา cotton swab ป้ายๆตรงเมือกๆในกระป๋องกับกดๆที่ตัวปล้องนิดหน่อยมาป้ายบนสไลด์ดู ส่วนตัวปล้องแช่ตู้เย็นไว้อยู่ พรุ่งนี้ค่อยมาย้อมค่ะ ขออภัยถ้าทำให้ใครรู้สึกขนลุก 🤣
Taenia spp. eggssssssss 😁

หลอดเลือดหัวใจมี 3 เส้นหลัก2 เส้นซ้าย 1 เส้นขวา
20/08/2026

หลอดเลือดหัวใจมี 3 เส้นหลัก
2 เส้นซ้าย 1 เส้นขวา

❤️‍🩹 ภาพเส้นเลือดหัวใจ 3 เส้นหลัก ที่ไม่รู้ว่า ณ ตอนนี้ แต่ละคนเริ่มตีบไปกี่เส้นแล้ว


🫀 3 เส้นหลักประกอบด้วย
1. Left anterior descending artery
2. Left circumflex artery
3. Right coronary artery

แต่ละเส้นแตกแขนงเลี้ยงส่วนต่างๆ ของหัวใจแตกต่างกันไป และทุกเส้นมีความเสี่ยงที่จะมี LDL แทรกสู่ผนัง

🧪 หากโชคร้าย LDL เปลี่ยนเป็น oxidized LDL ก็จะเข้าสู่วงจรการอักเสบ: เม็ดเลือดขาวจับ oxLDL กินเพราะคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม → แต่ย่อย cholesterol ไม่ได้ → ยิ่ง stress → ยิ่งหลั่งสารก่ออักเสบ → ยิ่งทำให้ LDL และเม็ดเลือดขาวตัวอื่นแทรกมาเรื่อยๆ

🩸 รูที่ให้เลือดผ่านก็ค่อยๆ ลดลง ลดลง ลดลง
บางคนตีบจนถึงจุดวิกฤติ (ส่วนใหญ่คือ 75%, ยกเว้นต้นขั้วอาจจะ 50%) จะเริ่มมีอาการหัวใจขาดเลือดแน่นหน้าอก เมื่อออกแรง (Chronic ischemic heart disease)

💥 บางคนยังตันไม่ถึงจุดวิกฤติ แต่เลือดที่ไหลผ่านจุดตีบแรงๆ เหมือนน้ำผ่านปลายสายยางที่บีบไว้ จะเฉือนจนเกิดแผล พอเกิดแผล เกล็ดเลือดรีบมาสร้างลิ่มเลือดตามสัญชาตญาณการฮีลแผล แต่ลิ่มเลือดนี้ก็อุดหลอดเลือดในที่สุด

เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แน่นหน้าอกรุนแรง เหงื่อแตก ใจสั่น จะวูบแล้ววูบอีก บางคนเกิดกระแสไฟฟ้าไหลวน (Reentry) หัวใจเต้นผิดจังหวะมาไม่ถึง รพ. บางคนมาถึง รพ. แม้รักษาแล้ว อาจมีรอยแผลไปตลอด ทำให้หัวใจล้มเหลว บีบไม่พอ น้ำท่วมปอด


🛡️ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้

✅ ควบคุมการกิน อย่ากินพลังงานเกินติดต่อกัน
✅ เปลี่ยนคาร์บทั่วไป เป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวไรซ์เบอร์รี, ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ
✅ กินโปรตีนให้เพียงพอ เป็นไปได้ควร 1.2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน ถ้าออกกำลังกายอาจต้องมากกว่านั้น
✅ พยายามเลือกไขมันดีแทนไขมันทั่วไป (ไม่ใช่ซื้อมาซดแยกนะคะ) และควบคุมไม่ให้ไขมันอิ่มตัวเกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน
✅ พยายามให้มีช่วง fasting เสมอ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องกินอะไรระหว่างมื้อหลัก โดยเฉพาะจากมื้อสุดท้ายข้ามคืนไปจนถึงมื้อเช้า หรือใครจะทำ IF ก็แล้วแต่คน
✅ อย่ากินเกลือโซเดียมมากเกินไป เป็นไปได้ไม่ควร 2-2.3 กรัมต่อวัน ซึ่งบางอย่างมีโซเดียมสูงมาก แต่ไม่เค็มก็มี คือเหล่าอาหารแปรรูปเยอะๆ ทั้งหลาย (UPF), เครื่องปรุงต่างๆ
✅ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในวันที่ออกกำลังกายหรืออากาศร้อน เพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ ในคนที่มีปัญหาท้องผูก นิ่ว หรือโรคที่มีปัญหาเวลาขาดน้ำ ควรได้อย่างต่ำ 1.5 ลิตร/วัน แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องน้ำเกิน เช่น หัวใจล้มเหลว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทั้งแอโรบิกและเสริมแรง
✔️ ออกกำลังกายแบบ Aerobic ระดับปานกลาง เช่น วิ่งจ็อกกิ้ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน ที่ทำจนมีช่วงรู้สึกเหนื่อย ทำอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 30 นาที/วัน ประมาณ 5 วัน ถ้าได้โดสนี้แล้ว ควรเพิ่มระยะเวลามากขึ้น หรือเพิ่มความหนักขึ้นแต่เวลาเท่าเดิม
✔️ ออกกำลังกายแบบ Strength เช่น สควอท อาจจะเริ่มจากลุก-นั่งจากเก้าอี้ช้าๆ , ท่าวิดพื้นแต่ทำกับผนัง อย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ถ้าเริ่มคล่องแล้ว สามารถศึกษาท่า “body weight” ต่างๆ เพิ่มเติม หรือจะใช้ยางยืดก็ได้ แต่ถ้าจะเล่นหนักขึ้น อาจต้องศึกษาให้ละเอียดมากขึ้นในท่าที่ถูกต้องค่ะ
✔️ ควรมีการอบอุ่นร่างกาย (warm-up) ก่อนเริ่มประมาณ 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (cool-down) หลังออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ
✔️ จุดสำคัญที่สุดของการเริ่มต้น ไม่ใช่วิธีการที่ซับซ้อน ขุดตัวเองมาออกต่อเนื่อง ให้เป็นพฤติกรรมถาวรให้ได้ จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตค่ะ
✔️ อย่าลืมประเมินศักยภาพตัวเอง ห้ามหักโหม ถ้าจะเพิ่มความหนักต้องค่อยๆ เพิ่ม ดื่มน้ำมากๆ มีวันพัก
✔️ แต่ช่วงที่ PM2.5 ขึ้นหนัก เน้นออกในบ้านจะดีกว่าค่ะ อาจจะเป็นออกคาร์ดิโอ, วิ่งลู่วิ่ง, ออกแบบมีแรงต้าน, เล่นเวท ฯลฯ รอวันที่ PM2.5 ดีขึ้นค่อยไปออกกลางแจ้งก็ได้ค่ะ
✅ นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชม. และคุณภาพดี หากมีนอนกรนต้องรีบรักษา
✅ ลดความอ้วน ระวังอ้วนแฝง มักจะมาแนว BMI ปริ่มๆ แต่ไขมันในช่องท้องเยอะแล้ว
✅ รักษาสุขภาพจิตเสมอ เช็คตัวเองว่าเริ่มมีโรคซึมเศร้ารึยัง พบจิตแพทย์
✅ ฝึกการจัดการความเครียด เช่น การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
✅ งดบุหรี่ ปรึกษาแพทย์ได้ถึงโปรแกรมที่ช่วยให้เลิกได้ถาวร
✅ งดสุราทุกชนิด นานๆ ดื่มทีได้ แต่ไม่ควรมีช่วงดื่มอัดเยอะ
✅ เลี่ยง PM2.5 ในวันที่ขึ้นสูงมาก
✅ ตรวจสุขภาพเสมอ เพราะเราไม่รู้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้างแล้วค่ะ
✅ หากเป็นโรคประจำตัวแล้ว พวกเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ยิ่งต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวนะคะ

19/08/2026

ตรวจก่อนมีอาการ เรียกว่า“Check up ดูแลร่างกาย”😍
ตรวจตอนมีอาการ เรียกว่า ”ตรวจเพื่อรักษา“😟
อยากดูแลแก้ไขก่อนหรืออยากรักษา เลือกเอานะคะ☺️ #ตรวจสุขภาพประจำปี #หยกฟ้าแล็บ #ตรวจได้ทุกอย่างค่ะ🥰

19/08/2026
19/08/2026

เทคนิคลดไขมัน 6 วิธี ลองฟังดูค่ะ📣

ที่อยู่

เทศบาล 11
Amphoe Tha Muang
71110

เวลาทำการ

จันทร์ 06:30 - 13:00
17:00 - 20:00
อังคาร 06:30 - 13:00
17:00 - 20:00
พุธ 06:30 - 13:00
17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 06:30 - 13:00
17:00 - 20:00
ศุกร์ 06:30 - 13:00
17:00 - 20:00
เสาร์ 06:30 - 12:30
อาทิตย์ 06:30 - 12:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หยกฟ้าแล็บคลินิกเทคนิคการแพทย์ ท่าม่วงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง หยกฟ้าแล็บคลินิกเทคนิคการแพทย์ ท่าม่วง:

ทางลัด

แชร์