29/08/2026
#บทบาทเภสัชกรร้านยากับการป้องกันAKI
CASE จากเคาน์เตอร์ยา: หญิงไทย 62 ปี กับการป้องกัน AKI ที่ร้านยา
2024 จัด NSAIDs ไว้ในกรอบของ nephrotoxin stewardship โดยแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคล และพิจารณาใช้ยาทางเลือกอื่นแทนเมื่อประโยชน์จากการใช้ยาที่มีพิษต่อไตนั้นไม่ชัดเจน
คำถามที่ร้านยาต้องตอบให้ได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที — ผู้ป่วยตรงหน้าคนนี้ ใช้ NSAIDs ได้หรือไม่?
เคสที่เดินเข้ามา
หญิงไทย 62 ปี ปรึกษาด้วยอาการบวมเปลือกตาบนทั้งสองข้าง ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่มีผื่น ไม่มีประวัติสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
BP แรกรับ 174/103 mmHg | HR 102 ครั้ง/นาที
ประวัติ: DM / HT / DLP, เม.ย. 2569 สะโพกหัก รักษาต่อเนื่อง, เคยมีอาการบวมจาก amlodipine
ยา กลุ่ม
Losartan 50 mg 1×2 ARB
Manidipine 20 mg 1×1 DHP-CCB
Hydralazine 25 mg 1×3 Direct vasodilator
Metformin 500 mg 1×2 Biguanide
Glipizide 5 mg Sulfonylurea
Simvastatin 20 mg hs Statin
และยาแก้ปวดที่ได้ต่อเนื่องมากกว่า 4 สัปดาห์ — naproxen 250 mg 1×2
จุดตัดสินใจ: checklist ตกเกณฑ์ที่ข้อไหน
เปิด NSAIDs Checklist ด้านหลังวงล้อชะลอไตเสื่อม ver.2 แล้วไล่ทีละข้อ
☐ ไม่ได้ใช้ ACEIs / ARBs / Lithium / Cyclosporine ← ผู้ป่วยได้ losartan อยู่
จบตั้งแต่ข้อนี้ ก่อนจะพิจารณาข้ออื่นด้วยซ้ำ
☐ ไม่มีอาการบวม ← มีอาการบวมชัดเจน
☐ วัดสัญญาณชีพ ← BP 174/103, HR 102
ตกเกณฑ์ 3 ข้อในผู้ป่วยรายเดียว
📌ทำไม ARB + NSAID จึงเป็นคู่ที่ต้องระวัง
NSAIDs ยับยั้ง prostaglandin ที่ทำหน้าที่ขยาย afferent arteriole
ARB ยับยั้งการหดตัวของ efferent arteriole
เมื่อกลไกทั้งสองด้านของ glomerulus ถูกยับยั้งพร้อมกัน ความสามารถในการรักษา GFR จะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในภาวะที่ปริมาตรสารน้ำในร่างกายพร่อง
การศึกษาแบบ nested case-control พบว่าการใช้ RAAS inhibitor ร่วมกับ NSAIDs และยาขับปัสสาวะสัมพันธ์กับอัตราการเกิดไตวายเฉียบพลันที่สูงขึ้น โดยความเสี่ยงสูงที่สุดในช่วง 30 วันแรกของการใช้ และการทำงานของไตในผู้ป่วยส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ภายหลังหยุด NSAIDs
อาการบวมมาจากหลายทางพร้อมกัน
📌Naproxen → ยับยั้ง prostaglandin เกิดการคั่งโซเดียมและน้ำ
📌Manidipine → DHP-CCB กลุ่มเดียวกับ amlodipine ที่ผู้ป่วยเคยบวมมาก่อน กลไก precapillary vasodilation เหมือนกัน
📌Hydralazine → direct vasodilator ที่ทำให้เกิด reflex tachycardia และ compensatory sodium/water retention ซึ่งอธิบาย HR 102 ได้ โดยทั่วไปมักต้องใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะและ beta-blocker เพื่อชดเชย
และผู้ป่วยไม่ได้รับยาขับปัสสาวะ
ผู้ป่วยแทบไม่เหลือกลไกขับน้ำส่วนเกิน — ส่วน BP 174/103 ทั้งที่ได้ยาลดความดัน 3 กลุ่ม สอดคล้องกับ resistant hypertension ที่ยังไม่ได้รับ diuretic ร่วมกับผลของ NSAIDs ที่ลดประสิทธิภาพยาลดความดัน
📌แนวทาง 2025 AHA/ACC Guideline for High Blood Pressure in Adults ได้จัดทำตารางรายการยาและสารที่ใช้บ่อยซึ่งอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นพร้อมคำแนะนำในการจัดการ โดยมี NSAIDs รวมอยู่ในรายการดังกล่าว ขณะที่ AGS Beers Criteria® 2023 ระบุ NSAIDs ชนิดรับประทานไว้ในกลุ่มยาที่อาจไม่เหมาะสมในผู้สูงอายุ โดยฉบับล่าสุดได้เพิ่มคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงแม้การใช้ระยะสั้นในบางสถานการณ์ที่มีอันตรกิริยาระหว่างยา นอกเหนือจากคำแนะนำเดิมที่ให้หลีกเลี่ยงการใช้เรื้อรัง
และยังมีความเสี่ยงชั้นที่สอง
📌ผู้ป่วยได้รับ metformin 500 mg 1×2
หาก naproxen ทำให้ eGFR ลดลง metformin จะสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อ MALA (Metformin-Associated Lactic Acidosis) ตามมา
นี่คือเหตุผลที่เครื่องมือชิ้นนี้มีทั้ง NSAIDs Checklist และ MALA Checklist อยู่ในแผ่นเดียวกัน — เพราะความเสี่ยงสองอย่างนี้ต่อกันเป็นลูกโซ่
การดำเนินการของเภสัชกร
① ประเมิน pain score → ความปวดลดลงแล้วจากการทำกายภาพบำบัด ความจำเป็นของ NSAIDs หมดไป
② แนะนำการจัดการความปวดตาม pain score → เน้น non-pharmacological ร่วมกับปรับทางเลือกยาให้เหมาะกับระดับความปวดปัจจุบัน
③ ติดตามหลังหยุดยา (dechallenge) → อาการตาบวมลดลงชัดเจน ยืนยันความสัมพันธ์กับ NSAIDs
④ นัดวัดความดันซ้ำที่ร้าน → ประเมินว่า BP เข้าใกล้เป้าหมาย < 130/80 mmHg หรือไม่
⑤ ประสานโรงพยาบาล พร้อมเสนอ 4 ประเด็น
จำกัดการใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยรายนี้
ทบทวน manidipine เนื่องจากมีประวัติ CCB-induced edema มาก่อน
พิจารณาเพิ่มยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาจแก้ทั้ง resistant HT และอาการบวม (พร้อมติดตาม K⁺ เพราะใช้ร่วมกับ losartan)
ส่งตรวจ SCr / eGFR / K⁺ เพื่อประเมินการทำงานของไตและความปลอดภัยของ metformin
บทเรียน
การแทรกแซงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่ร้านยา ในเวลาไม่กี่นาที และเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการที่ต้องเข้าโรงพยาบาล
สิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ความจำ แต่คือระบบคัดกรองที่เป็นมาตรฐาน อยู่ในมือ ตอนที่ผู้ป่วยยืนอยู่ตรงหน้า
NSAIDs Checklist ด้านหลัง CKD Clinic Decision Tool (วงล้อชะลอไตเสื่อม ver.2)
☐ ไม่อยู่ใน CKD stage 3-5 ☐ ไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ☐ ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด ☐ ไม่มีอาการบวมที่ขา ☐ ไม่เสี่ยงไข้เลือดออก ☐ ไม่ได้ใช้ ACEIs/ARBs/Lithium/Cyclosporine ☐ วัดสัญญาณชีพและชั่งน้ำหนัก ☐ ไม่ตั้งครรภ์/ให้นมบุตร/ทารก < 3 เดือน
ในแผ่นเดียวยังมีการประเมินระยะ CKD 1-5, แนวทางการใช้ยาและสมุนไพรในไตระยะ 1-2, ข้อควรระวังตั้งแต่ระยะ 3 ขึ้นไปพร้อมทางเลือก pain management, การปรับยาในไตระยะ 4 ขึ้นไป (metformin / HCTZ / spironolactone) และ MALA Checklist
ร้านยาคือด่านที่ผู้ป่วยเข้าถึงได้ทุกวัน โดยที่ระบบโรงพยาบาลอาจไม่เคยรู้
และเป็นด่านเดียวที่หยุด AKI ได้ก่อนมันจะเริ่ม
📩 สอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ทางกล่องข้อความ
link อยู่ใน comment
เอกสารอ้างอิง
✅KDIGO CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney Int. 2024;105(4S):S117–S314.
✅Lapi F, Azoulay L, Yin H, Nessim SJ, Suissa S. Concurrent use of diuretics, ACE inhibitors, and ARBs with NSAIDs and risk of acute kidney injury: nested case-control study. BMJ. 2013;346:e8525.
✅Calvo DM, et al. Acute kidney injury and morbi-mortality associated with "triple whammy" combination: systematic review and meta-analysis. Br J Clin Pharmacol. 2025. doi:10.1002/bcp.70263
✅2023 AGS Beers Criteria® Update Expert Panel. J Am Geriatr Soc. 2023;71(7):2052–2081.
✅2025 AHA/ACC/Multisociety Guideline for High Blood Pressure in Adults. J Am Coll Cardiol. 2025. doi:10.1016/j.jacc.2025.05.007
bpacnz. Avoiding the triple whammy in primary care. 2018.
ออกแบบโดย รศ.ดร.มยุรี ตั้งเกียรติกำจาย และ ภญ.ศิวพร ปีเจริญทรัพย์ (FACP)
ร่วมกับ ชมรมร้านยารักษ์ไต
#วงล้อชะลอไตเสื่อม #เภสัชกรร้านยา #ชมรมร้านยารักษ์ไต