12/09/2026
ฉันเชื่อมาตลอดว่า “การกิน” เป็นหนึ่งในเหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิต องค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยเองก็มองเรื่องอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพและเป็นมูลเหตุก่อเกิดโรค
พูดง่ายๆ คือ
“กินอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น”
🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢🥢
แตงผ่านประสบการณ์เรื่องกินมาหลายรูปแบบ และแต่ละช่วงก็สอนอะไรบางอย่างไว้
ตอนเด็กเป็นคนผอมกระหร่อง ใครเห็นก็มักบอกว่า “กินหมู กินมันเยอะๆ จะได้แข็งแรง มีเนื้อมีหนัง” เคยพยายามกินหมูอย่างหนักหน่วง ทั้งที่ในใจไม่เคยชอบสักนิด เพราะรู้สึกว่าเคี้ยวยาก แถมกินทีไรก็มักท้องผูกและถ่ายลำบาก
มีช่วงหนึ่งกลายเป็นหมูกระทะเลิฟเว่อร์ กินหมูกระทะบุฟเฟต์แทบทุกวัน เดือนหนึ่งเกิน 15 วันด้วยซ้ำ มื้อเช้าก็อัดหมูปิ้งวันละ 4 ไม้ แตงพยายามอยู่แบบนี้นานเกินยี่สิบปี แต่สุดท้ายรูปร่างก็ไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นสักนิด
ทุกวันนี้แตงเลิกกินหมูแล้ว
หลังเรียนจบ เพื่อนสนิทได้พาเข้าวงการเชื้อสายจีนได้รู้จักกับการกินเจ เริ่มจาก 3 วัน ก่อนค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละปี จนสามารถละเว้นเนื้อสัตว์ติดต่อกัน 10 วันได้อย่างสบาย ต่อมาในแต่ละสัปดาห์จะงดเนื้อสัตว์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้พักบ้าง
สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดมากคือ ระบบขับถ่ายเป็นมิตรกับชีวิตขึ้นเยอะ
ขับถ่ายได้ทุกวันคือเดอะเบสจริงๆ
ช่วงมหาวิทยาลัยต่อเนื่องถึงวัยเริ่มทำงาน แตงได้เริ่มขยับเขยื้อนร่างกาย(ตอนเด็กไม่กล้าวิ่งหรือออกกำลังกาย เพราะคนจะชอบพูดว่าผอมแล้วจะวิ่งทำไม ฝังใจแบบสุดๆ ) มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ รูปร่างดูมีน้ำมีนวล สุขภาพโดยรวมดีมาก หนึ่งปีแทบไม่ค่อยป่วย ภ้าป่วยหนักสุดเป็นไข้เพียงหนึ่งหรือสองวันแล้วหาย
พอเข้าสู่วัยเลขหลักสาม พฤติกรรมเรื่องอาหารเปลี่ยนอีกครั้ง แตงเลิกกินทั้งหมูและเนื้อวัว พร้อมชาเลนจ์ตัวเองด้วยเรื่องง่ายมาก นั่นคือ ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
ตอนแรกเหตุผลมีแค่อยากให้ผิวชุ่มชื้น แต่ผลลัพธ์กลับเวิร์กกว่าที่คิด ผิวดูเปล่งขึ้น หน้ามันน้อยลง ขณะที่น้ำมันตามธรรมชาติบนใบหน้ายังทำหน้าที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามปกติ
แตงเป็นคนที่ใช้สกินแคร์น้อยมาก ส่วนหลุมและร่องรอยบนใบหน้าก็ยังมีอยู่บ้างจากวีรกรรมสิวบุกสมัยวัยรุ่น เพราะตอนนั้นไม่เคยเข้าคลินิกรักษาใดๆ
หลังจากนั้นเลยตั้งกฎกับตัวเองง่ายๆ ว่า
ถ้าวันนี้ยังดื่มน้ำไม่ถึง 2 ลิตร ก็ไม่ต้องรีบซื้อสกินแคร์แพงๆ หรอก เปลืองโดยใช่เหตุ
🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬🩺🧬
จนมาถึงประสบการณ์ล่าสุด สดๆ ร้อนๆ ยังไม่ถึงปี
แตงเจอเหตุการณ์สะเทือนใจจากเรื่องงานจนสภาพใจทรุดโทรม ถ้าไพ่ก็เรียกว่า..Tower อ่ะ มันหนักจริงตัดสินใจหลายรอบที่อยากลาลับไป ต้องพึ่งยาสังเคราะห์เพื่อช่วยให้นอนหลับและประคองอารมณ์อยู่นานร่วม 4 เดือน
ช่วงนั้นกินไม่ได้เลย ไม่รู้สึกอยากอาหาร และหมดแพชชั่นกับชีวิต น้ำหนักลดลงจนเหลือเพียง 35 กิโลกรัม เดินแค่ร้อยก้าวก็ต้องหยุดพักเพราะเหนื่อย ดมพิมเสนน้ำไป(Tie In 555)
จากมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการหลับเก่ง เฝ้าพระอินทร์เป็นศิษย์เอกมาตลอดชีวิต ฉันกลับกลายเป็นคนนอนหลับยาก
เมื่อพักผ่อนไม่พอ ชีวิตก็ไปต่อยาก ยิ่งร่างกายรับอาหารได้น้อย สารอาหารไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ เวลาป่วยจึงฟื้นตัวยากตามไปด้วย
เอาจริงๆ ตอนนั้นเกือบไม่รอด
แต่วันนี้แตงเลือกแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อ
หลังจากผ่านช่วงนั้น แตงค่อยๆ กลับมาดูแลตัวเองใหม่ เรียกว่าเกิดใหม่ก็ได้นะ
หยุดการกินยานอนหลับและยาปรับอารมณ์ จะหลับจะตื่นกี่โมงก็ช่าง
ปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ รีเซ็ตฟื้นทีละนิด
โดยยังดื่มน้ำเปล่าให้ถึงวันละ 2 ลิตร เลือกกินผัก ผลไม้ และธัญพืชมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินกับแร่ธาตุ
เมื่อเริ่มกลับมานอนได้ ก็กลับมาเอ็นจอยอีทติ้งอีกครั้ง ถึงจะยังตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเต็มร้อยเท่าไหร่
แรกๆ ก็สนุกเกินไปหน่อย กินแบบคลั่งอยู่ประมาณสองสัปดาห์ และท้องอืดจนต้องนั่งจ่อมแล้วถามตัวเองว่า...
“กินแล้วได้อะไร นอกจากสนองความอยากกับพยายามเพิ่มน้ำหนัก??”
🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱🧬🌱
คำถามนี้ทำให้ต้องฉุกคิดพักนึง..
ไม่อยากกินเพียงเพราะต้องทำให้น้ำหนักขึ้น
ไม่อยากกินเพราะความอร่อยอย่างเดียว
และไม่อยากมองอาหารเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ท้องอิ่ม
เพราะหลังผ่านช่วงซึมเศร้าหนัก
แตงตกตะกอนกับตัวเองว่า..
ต่อจากนี้ อยากกินเพื่อหล่อเลี้ยงสมองและร่างกายให้มีแรงในการใช้ชีวิตต่อ
ทุกวันนี้เวลาตุนเสบียง จะมองหาอาหารซึ่งให้สารอาหารที่ร่างกายและสมองนำไปใช้ได้จริง
“อาหารจึงไม่ได้ กินแค่เพื่ออิ่มหรือเพราะหิวโหย
แต่กินเพื่อช่วยรักษาพลังในการมีชีวิต”
เมื่อร่างกายเริ่มได้รับอาหารเพียงพอ พักผ่อนได้ดีขึ้น
และชีวิตค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะของตัวเอง
แตงรู้สึกถึงพลังบางอย่างกลับมา สมองเริ่มสดใสขึ้นทีละน้อย
แล้วแรงอยากใช้ชีวิตก็ค่อยๆ ตามกลับมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ประสบการณ์ทั้งหมดทำให้รู้ซึ้งเลยว่า..
“กินอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น”
แต่มันอาจไม่ได้หมายถึงกินอะไรแล้วเราจะกลายเป็นสิ่งนั้นตรงๆ
แต่อาหารทุกมื้อคือวัตถุดิบซึ่งร่างกายนำไปใช้ เพื่อสร้างพลังงาน
ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และประคองระบบต่างๆ ให้ทำงานต่อ
แตงเคยกินเพื่อให้อ้วน
เคยกินตามคำบอกของคนอื่น
เคยงดกินเพื่อให้ท้องได้พัก
เคยกินเพื่อผิวพรรณ
เคยกินเพราะอยากมีความสุข
และเคยอยู่ในวันที่แทบกินอะไรไม่ได้เลย
จนวันนี้มีเหตุผลใหม่สำหรับมื้ออาหารของตัวเอง
“กินเพราะอยากมีวัตถุดิบดีๆ ให้สมองและร่างกายมีพลังในการใช้ชีวิต”
บางทีอาหารหนึ่งมื้ออาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราในทันที
แต่สิ่งที่เราเลือกกินซ้ำๆ ทุกวัน กำลังร่วมสร้างสภาพร่างกายซึ่งเราต้องอาศัยอยู่ไปอีกนาน
สำหรับแตงนี่ไม่ใช่เรื่องกินคลีน ไม่ใช่เรื่องห้ามตามใจปากงดของอร่อย
มันคือบทเรียนง่ายๆ หลังจากครั้งหนึ่งฉันเกือบไม่อยู่ต่อแล้วว่า..
“ถ้ายังเลือกมีชีวิตอยู่ ก็อย่าลืมส่งเสบียงดีๆ ไปหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยนะ”
มาถึงบรรทัดนี้ เพื่อนๆ เคยมีประสบการณ์ในการกินแบบไหนบ้างมาแชร์กัน
หรือได้ฉุกคิดเห็นภาพสุขภาพตัวเองชัดขึ้นไหมคะ
#พัฒนาตนเอง #การแพทย์แผนไทย