16/12/2025
📌การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด ในบางรายการตรวจ
ต้อง งดอาหาร เครื่องดื่มชา กาแฟฯลฯ ⏰อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
(น้ำเปล่าดื่มได้ค่ะ)
เพื่อผลการตรวจที่ถูกต้อง แม่นยำค่ะ
Orange Lab Aonang - ออร์เร้นจ์แล็บ อ่าวนาง
เวลาเปิดทำการ: จันทร์-เสาร์ (เวลา 7.30-17.30 น.)
ปิดทำการ: ทุกวันอาทิตย์
สามารถติดต่อสอบถามได้ที่: ข้อความเพจ
หรือโทร 094 773 9015 ค่ะ 😊🙏
🩸ไขความลับ! ทำไมต้อง "อดอาหาร" ก่อนเจาะเลือด⁉️และควรเตรียมตัวก่อนเจาะเลือดอย่างไร⁉️
เคยสงสัยกันไหมคะ? ว่าทำไมทุกครั้งที่จะต้องไปตรวจสุขภาพหรือเจาะเลือด คุณหมอหรือพยาบาลถึงต้องย้ำนักย้ำหนาว่า "คืนนี้หลัง 2 ทุ่ม งดน้ำงดอาหารนะคะ" บางคนก็เผลอแอบจิบกาแฟตอนเช้าไปนิดหน่อย แล้วคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอกมั้ง?"
วันนี้จะพาทุกคนไปดูว่า "อาหารมื้อเดียว" มันส่งผลกระทบต่อค่าเลือดของเราได้อย่างมหาศาลขนาดไหน และการเตรียมตัวที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำที่สุด!
📌เจาะลึกระดับโมเลกุล: ทำไมอาหารมื้อสุดท้ายถึงเป็น "ตัวแปรสำคัญ"
เมื่อเราทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะเริ่มกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดทันที ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เองที่กลายเป็น "ผู้ก่อกวน" ตัวยงสำหรับเครื่องตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการค่ะ โดยผู้ก่อกวนหลักๆ มี 2 ชนิดคือ:
🩸น้ำตาลกลูโคส (Glucose):
▪️กลไกปกติ: หลังทานอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นทันที ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน "อินซูลิน" เพื่อนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานและเก็บสะสม ทำให้ระดับน้ำตาลกลับสู่ภาวะปกติภายใน 2-3 ชั่วโมง
▪️ผลกระทบต่อการตรวจ: หากเราเจาะเลือดหลังทานอาหาร ค่าที่วัดได้จะเป็นค่า "น้ำตาลขณะนั้น" ซึ่งสูงกว่าปกติแน่นอน อาจทำให้ถูกวินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็น ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) หรือ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) ได้ ทั้งๆ ที่ร่างกายคุณอาจจะปกติ การ "อดอาหาร" อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง จึงเป็นการเคลียร์ค่าน้ำตาลที่มาจากอาหารมื้อล่าสุดออกไป ทำให้ค่าที่วัดได้คือ ระดับน้ำตาลพื้นฐานตอนอดอาหาร (Fasting Blood Sugar - FBS) ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่แท้จริงของร่างกายค่ะ
🩸ไขมัน (Lipids) โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides):
▪️กลไกปกติ: หลังทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ ไขมันจะถูกดูดซึมและลำเลียงในกระแสเลือดในรูปของอนุภาคที่เรียกว่า "ไคโลไมครอน (Chylomicrons)"
▪️ผลกระทบต่อการตรวจ: การมีไคโลไมครอนจำนวนมากในกระแสเลือด จะทำให้พลาสมาหรือซีรั่ม (ส่วนประกอบที่เป็นของเหลวของเลือด) มีลักษณะ ขุ่นขาวคล้ายนม หรือที่ในวงการแล็บเรียกว่า "ภาวะไลปิมิก (Lipemia)"
➖การรบกวนเชิงกายภาพ: เครื่องตรวจวิเคราะห์ส่วนใหญ่ทำงานโดยใช้หลักการวัดการดูดกลืนแสง (Spectrophotometry) เมื่อซีรั่มขุ่น แสงจะไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้ตามปกติ ทำให้เครื่องแปลผลผิดพลาดได้ในหลายรายการตรวจ ไม่ใช่แค่ค่าไขมันเท่านั้น! มันสามารถรบกวนไปถึงค่าการทำงานของตับ (Liver Function), การทำงานของไต (Kidney Function) และเอนไซม์ต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ เปรียบง่ายๆ เหมือนเราพยายามอ่านหนังสือผ่านแก้วน้ำที่ขุ่นมัวนั่นเองค่ะ
✅เช็คลิสต์! รายการตรวจไหนบ้างที่ต้อง "อดอาหาร"
เพื่อให้ชัวร์ที่สุด เรามาดูกันค่ะว่ารายการตรวจยอดฮิตอะไรบ้างที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
🚫กลุ่มที่ต้อง "อดอาหาร" อย่างเคร่งครัด (Fasting Required):
🔎ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด:
▪️Fasting Blood Sugar (FBS)
▪️Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) - การตรวจความทนทานต่อน้ำตาล (ต้องอดอาหารแล้วไปดื่มน้ำหวานที่โรงพยาบาล)
🔎ตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile):
▪️Total Cholesterol
▪️Triglycerides
▪️HDL-C (ไขมันดี)
▪️ LDL-C (ไขมันเลว)
🔎Gastrin: ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
🔎 Glucagon: ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาล
🟡กลุ่มที่ "แนะนำให้อดอาหาร" เพื่อผลที่แม่นยำที่สุด (Fasting Recommended):
▪️ชุดตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test): โดยเฉพาะค่า Gamma-glutamyl transferase (GGT)
▪️ชุดตรวจการทำงานของไต (Kidney Function Test): เช่น Creatinine, Blood Urea Nitrogen (BUN)
▪️ชุดตรวจเกลือแร่ (Electrolytes) และสารเคมีในเลือด:
➖ Comprehensive Metabolic Panel (CMP)
➖Basic Metabolic Panel (BMP)
▪️ตรวจระดับธาตุเหล็ก (Iron Studies)
▪️ตรวจระดับวิตามินบางชนิด: เช่น วิตามิน B12
🟢กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร (No Fasting Needed):
▪️ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
▪️ตรวจหมู่เลือด (Blood Grouping)
▪️ตรวจการตั้งครรภ์ (hCG)
▪️ตรวจการแข็งตัวของเลือด (PT, PTT)
▪️ ตรวจหาการติดเชื้อต่างๆ เช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบ
▪️ตรวจระดับฮอร์โมนส่วนใหญ่ เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid hormones)
📌ข้อควรระวังและ "Do & Don't" ก่อนวันเจาะเลือด
การเตรียมตัวที่ถูกต้องสำคัญพอๆ กับการอดอาหารเลยค่ะ
✅ระยะเวลาการอด: ควรงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแคลอรี่ เป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง ก่อนเจาะเลือด
✅น้ำเปล่าดื่มได้ไหม?: ดื่มได้และควรดื่มค่ะ! การดื่มน้ำเปล่าจะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ ทำให้หลอดเลือดไม่แฟบ การเจาะเลือดจะง่ายขึ้น และช่วยป้องกันอาการหน้ามืดอ่อนเพลียได้
🚫เครื่องดื่มอื่นๆ: ห้ามเด็ดขาด! ทั้งกาแฟ ชา น้ำอัดลม นม น้ำผลไม้ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีทั้งน้ำตาล คาเฟอีน และแคลอรี่ที่ส่งผลต่อค่าเลือดโดยตรง
🚫หมากฝรั่งและลูกอม: ไม่ได้ค่ะ แม้จะเป็นชนิดไม่มีน้ำตาล แต่ก็อาจมีสารให้ความหวานที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารได้
🚫การสูบบุหรี่: ควรงดสูบบุหรี่ในคืนก่อนและเช้าวันเจาะเลือด เพราะนิโคตินมีผลต่อระดับฮอร์โมนบางชนิดและอาจทำให้ค่าความดันโลหิตสูงขึ้นได้
✅ยาประจำตัว: สำคัญที่สุด! 🚫ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งตรวจก่อนเสมอ แพทย์จะให้คำแนะนำว่ายาตัวไหนสามารถทานได้ หรือยาตัวไหนควรงดเว้นก่อนเจาะเลือด
แล้วถ้าเผลอกินไปแล้วล่ะ?
สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความซื่อสัตย์" ค่ะ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่หรือพยาบาลที่จุดเจาะเลือดตามตรงว่าคุณทานอะไรไป เมื่อไหร่ อย่าคิดว่า "นิดเดียวไม่เป็นไร" เพราะ "นิดเดียว" นั้นอาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน นำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดพลาด และอาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการกลับมาเจาะเลือดใหม่อีกครั้งค่ะ
การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเจาะเลือด คือการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตัวคุณเอง ทำให้ผลการตรวจที่ออกมาสะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของคุณได้อย่างแม่นยำที่สุดนะคะ ❤️
#เจาะเลือด #ตรวจสุขภาพ #อดอาหาร #งดน้ำงดอาหาร #สุขภาพ #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #นักเทคนิคการแพทย์ #เบาหวาน #ไขมันในเลือด #เตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ #ความรู้สุขภาพ #โรงพยาบาล #แล็บ #เลือด #ดูแลตัวเอง #รักสุขภาพ #สาระสุขภาพ
แหล่งอ้างอิง (References):
1. Lima-Oliveira, G., Volanski, W., Lippi, G., Picheth, G., & Guidi, G. C. (2017). Pre-analytical phase management: a review of the procedures from patient preparation to laboratory analysis. Scandinavian Journal of Clinical and Laboratory Investigation, 77(3), 153–163.https://2024.sci-hub.se/6507/a618ce0cadecaf2311205e75b956e3fd/lima-oliveira2017.pdf 10.1080/00365513.2017.1295312
2. Simundic, A. M., Cornes, M., Grankvist, K., Lippi, G., & Nybo, M. (2014). Standardization of collection requirements for fasting samples: For the Working Group on Preanalytical Phase (WG-PA) of the European Federation of Clinical Chemistry and Laboratory Medicine (EFLM). Clinica Chimica Acta, 432, 33–37. https://doi.org/10.1016/j.cca.2013.11.008