เซ็นเตอร์ คลินิกแล็บ สาขานราธิวาส

เซ็นเตอร์ คลินิกแล็บ สาขานราธิวาส คลินิกตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อสุขภาพ เรื่องตรวจเลือด ปรึกษาเราสิค่ะ. เต็มใจให้บริการแน่นอนค่ะ

28/08/2026
23/08/2026

#เซ็นเตอร์คลินิกแล็บ #เซ็นเตอร์คลินิกแล็บสาขานราธิวาส #นราธวาส #ตรวจสุขภาพ #ตรวจสุขภาพประจำปี #สุขภาพดีสร้างได้
#ตรวจเลือดปัสสาวะนราธิวาส
#ตรวจเลือดนราธวาส #ตรวจปัสสาวะนราธิวาส #ตรวจอุจจาระ
#ตรวจสุขภาพ #ตรวจสุขภาพนราธิวาส #ตรวจสุขภาพประจำปีนราธิวาส
้อมใบรับรอง ับไปสอบ ับเข้าเยี่ยมเรือนจำ #ตรวจเลือดฝากครรภ์นราธวาส #ตรวจเลือดคุณแม่ฝากครรภ์ #ตรวจเลือดตามใบสั่งหมอ #ตรวจเลือดตามใบสั่งของโรงพยาบาล

23/08/2026

ค่าเลือดตัวไหนบอกว่าร่างกายอักเสบ! 4 ค่าที่ควรรู้ก่อนปล่อยเรื้อรัง!

เวลาไปตรวจเลือด หลายคนจะเปิดดูน้ำตาล ไขมัน ตับ ไตก่อนเลยครับ
แต่ถ้าช่วงนั้นมีไข้ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ติดเชื้อ หรือมีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่เจอ แพทย์อาจดูอีกกลุ่มหนึ่งคือ ค่าที่ช่วยสะท้อนว่าร่างกายกำลังมีการอักเสบอยู่หรือเปล่า
คำสำคัญคือ “ช่วยสะท้อน” ครับ
เพราะค่าเหล่านี้ไม่ได้ชี้ชื่อโรคตรง ๆ แต่พอเอามาดูร่วมกับอาการและค่าอื่น เราจะเห็นทิศทางชัดขึ้นมาก
ผมพาไล่ดู 4 ตัวที่เจอบ่อยครับ

1️⃣ CRP — ตัวนี้ตอบสนองเร็ว เวลามีการอักเสบ
CRP หรือ C-reactive protein เป็นโปรตีนที่ตับสร้างเพิ่มขึ้นเวลาร่างกายได้รับสัญญาณการอักเสบ
เวลามีการติดเชื้อ แผลอักเสบ ปอดอักเสบ ข้ออักเสบ หรือเนื้อเยื่อบาดเจ็บ ค่า CRP สามารถขยับขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว
ถ้าสาเหตุดีขึ้น ค่า CRP ก็มักค่อย ๆ ลดลงตาม
ค่าปกติของแต่ละห้องแล็บอาจต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปมักเห็นประมาณนี้
CRP ต่ำกว่า 3 mg/L
มักอยู่ในช่วงต่ำ
3–10 mg/L
อาจเห็นได้ในภาวะอักเสบระดับไม่มาก หรือมีปัจจัยอื่นร่วม
มากกว่า 10 mg/L
มักทำให้นึกถึงการอักเสบหรือการติดเชื้อที่ชัดขึ้น และควรดูอาการประกอบ
ถ้าสูงเป็นหลักสิบหรือหลักร้อย โดยเฉพาะมีไข้ หอบ ปวดมาก หรืออาการชัด ก็ยิ่งต้องหาต้นเหตุครับ
ผมชอบเปรียบ CRP เหมือน เครื่องตรวจควัน
มันเตือนว่า “มีควันนะ”
แต่ยังต้องเดินหาต่อว่าควันมาจากครัว ห้องนอน หรือบ้านข้าง ๆ
ดังนั้น CRP สูงจึงเจอได้จากหลายเรื่อง ตั้งแต่ติดเชื้อ ฟันอักเสบ ข้ออักเสบ ไปจนถึงหลังผ่าตัด
ส่วน hs-CRP คือการตรวจ CRP แบบละเอียดในระดับต่ำ ๆ
มักใช้ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในบางคน
โดยทั่วไป
ต่ำกว่า 1 mg/L = ความเสี่ยงจากการอักเสบด้านหัวใจค่อนข้างต่ำ
1–3 mg/L = ระดับกลาง
มากกว่า 3 mg/L = สูงขึ้น
แต่ถ้าช่วงนั้นเป็นไข้ เจ็บคอ หรือมีแผลอักเสบอยู่ ตัวเลข hs-CRP ก็อาจสูงจากเรื่องนั้นได้ครับ

2️⃣ ESR — ดูการอักเสบที่เปลี่ยนช้ากว่า CRP
ESR หรือ Erythrocyte Sedimentation Rate คือการดูว่าเม็ดเลือดแดงตกลงในหลอดทดลองเร็วแค่ไหน
เวลาร่างกายมีโปรตีนบางชนิดเพิ่มขึ้นจากการอักเสบ เม็ดเลือดแดงจะจับกันและตกเร็วขึ้น
ค่า ESR จึงสูงขึ้นได้ครับ
ช่วงอ้างอิงขึ้นกับเพศ อายุ และห้องแล็บ แต่โดยคร่าว ๆ
ผู้ชายอายุน้อย มักอยู่ต่ำกว่า 15 mm/hr
ผู้หญิงอายุน้อย มักอยู่ต่ำกว่า 20 mm/hr
พออายุมากขึ้น ค่าปกติสามารถสูงขึ้นได้เล็กน้อย
จุดเด่นของ ESR คือมันเปลี่ยนช้ากว่า CRP
ถ้า CRP เหมือนสัญญาณควันที่ดังไว
ESR จะเหมือนดูว่า บรรยากาศในห้องยังขมุกขมัวอยู่นานแค่ไหน
เลยมักใช้ประกอบการติดตามโรคข้ออักเสบ โรคภูมิคุ้มกัน หรือการอักเสบบางชนิดที่เป็นต่อเนื่อง
และ ESR ยังได้รับผลจากเรื่องอื่นด้วย เช่น ภาวะซีด อายุ การตั้งครรภ์ หรือโรคไต
เวลา ESR สูง ผมจึงชอบดูคู่กับ CRP และ CBC มากกว่าดูตัวเดียวครับ

3️⃣ WBC — ดูว่ากองกำลังภูมิคุ้มกันกำลังทำงานหนักขึ้นไหม
WBC หรือเม็ดเลือดขาว เป็นส่วนหนึ่งของ CBC ที่หลายคนตรวจอยู่แล้ว
ค่าปกติโดยทั่วไปมักอยู่ประมาณ
4,000–11,000 เซลล์/µL
ช่วงอ้างอิงของแต่ละแล็บอาจต่างกันเล็กน้อยครับ
ถ้าสูงกว่า 11,000 เราเรียกว่าเม็ดเลือดขาวสูง
สิ่งที่ผมจะดูต่อคือ สูงจากตัวไหน
ถ้า Neutrophil สูง
มักเห็นได้บ่อยในภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย การอักเสบเฉียบพลัน หรือความเครียดทางร่างกาย
ถ้า Lymphocyte สูง
มักพบได้ในช่วงติดเชื้อไวรัสหลายชนิด
ถ้า Eosinophil สูง
อาจชวนให้นึกถึงภูมิแพ้ หอบหืด พยาธิบางชนิด หรือปฏิกิริยาจากยา
ตรงนี้ช่วยให้เราได้เบาะแสเพิ่มขึ้นครับ
เหมือนรู้ว่ามีทหารออกมารบเยอะขึ้นแล้ว
แต่ถ้าดูว่า “กองไหนออกมาเยอะ” เราจะเดาได้ดีขึ้นว่าร่างกายกำลังเจอกับอะไร
อีกมุมหนึ่งคือ WBC ไม่จำเป็นต้องสูงเสมอเวลาอักเสบ
การติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะถ้ารุนแรงมาก หรือมีปัญหาที่ไขกระดูก ก็อาจทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้เหมือนกันครับ

4️⃣ Ferritin — ดูเหล็กสะสมก็ได้ แต่เวลาร่างกายอักเสบค่านี้ก็สูงขึ้นได้
Ferritin เป็นโปรตีนที่ใช้เก็บธาตุเหล็กในร่างกาย
จึงถูกใช้บ่อยเวลาเราประเมินเรื่องขาดธาตุเหล็กหรือโลหิตจาง
ค่าปกติแตกต่างตามเพศ อายุ และห้องแล็บค่อนข้างมาก
คร่าว ๆ อาจเห็นประมาณ
ผู้หญิงประมาณ 15–150 ng/mL
ผู้ชายประมาณ 30–400 ng/mL
แต่ผมไม่อยากให้จำเลขนี้แล้วเอาไปตัดสินตัวเองตรง ๆ นะครับ เพราะช่วงอ้างอิงของ Ferritin ต่างกันเยอะมาก
จุดสำคัญคือ Ferritin สามารถ สูงขึ้นเวลาร่างกายอักเสบ
ดังนั้นคนที่มี Ferritin 300 หรือ 500 ไม่ได้แปลว่าเหล็กเกินทุกคน
ค่าอาจสูงจาก
ไขมันพอกตับ
ตับอักเสบ
การดื่มแอลกอฮอล์
การติดเชื้อ
โรคภูมิคุ้มกัน
หรือภาวะเหล็กเกินจริง ๆ
ถ้าจะดูว่าเหล็กเกินจริงไหม ผมจะดูร่วมกับ Transferrin saturation
ถ้า Ferritin สูง และ Transferrin saturation สูงตาม โดยเฉพาะเกินประมาณ 45% ก็จะทำให้นึกถึงภาวะเหล็กเกินมากขึ้น
แต่ถ้า Ferritin สูง ขณะที่มี CRP สูง ตับอักเสบ หรือไขมันพอกตับร่วมด้วย ก็อาจเป็นอีกภาพหนึ่งครับ

ถ้าอยากดูว่าเป็น “การอักเสบเรื้อรัง” หรือไม่ ต้องดูแนวโน้ม
สมมติวันนี้เป็นไข้ แล้วเจาะเลือด
CRP 50
WBC 14,000
พอรักษาหาย สองสัปดาห์ต่อมาตัวเลขกลับลง
ภาพนี้เข้ากับการอักเสบเฉียบพลันได้ครับ
แต่ถ้าไม่มีไข้แล้ว ผ่านไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
CRP ยังสูง
ESR ยังสูง
Ferritin ยังสูง
หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดข้อ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ผื่น ท้องเสียเรื้อรัง หรือไข้เป็น ๆ หาย ๆ
แบบนี้การหาต้นเหตุจะสำคัญขึ้นมาก
เพราะเราเริ่มเห็นว่า “ไฟไม่ได้มาแป๊บเดียวแล้วดับ”
มันอาจมีอะไรคุอยู่ข้างในครับ

แล้วถ้าเป็นการอักเสบจากอ้วนลงพุง เบาหวาน หรือไขมันพอกตับล่ะ?
กลุ่มนี้มักไม่ได้เห็น CRP พุ่งเป็นหลักร้อยเหมือนติดเชื้อหนักครับ
หลายคนเป็นการอักเสบระดับต่ำ ๆ ที่เกิดสะสมเรื้อรัง
เช่น คนที่มี
พุงใหญ่
ดื้ออินซูลิน
เบาหวาน
ไขมันพอกตับ
สูบบุหรี่
นอนน้อย
บางคน hs-CRP อาจค่อย ๆ สูงขึ้น
ผมเปรียบง่าย ๆ ว่า
การติดเชื้อหนักเหมือนไฟลุก
ส่วนการอักเสบจากระบบเผาผลาญเหมือน ถ่านแดงที่คุอยู่
ไม่ได้ร้อนจนเรารู้สึกทันที
แต่ถ้าคุอยู่หลายปี หลอดเลือด ตับ และระบบเผาผลาญก็ได้รับผลตามครับ

ถ้าค่าอักเสบเริ่มสูง ดูแลอะไรได้บ้าง?
เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่ช่วยได้หลายระบบพร้อมกันครับ
• ถ้ามีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะรอบเอวเยอะ ค่อย ๆ ลดลง จะช่วยลดภาระการอักเสบจากระบบเผาผลาญ
• กินผัก ถั่ว ธัญพืช และผลไม้ทั้งผลให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มใยอาหาร
• เลือกปลา ไข่ เต้าหู้ หรือเนื้อไม่ติดมัน และลดเนื้อแปรรูปที่กินบ่อย
• ลดน้ำหวาน ของหวาน และอาหารที่พลังงานสูงเกิน โดยเฉพาะถ้ามีพุง ไขมันพอกตับ หรือไตรกลีเซอไรด์สูง
• ออกกำลังกายให้มีทั้งแอโรบิกและเวท เพราะกล้ามเนื้อช่วยเรื่องน้ำตาลและระบบเผาผลาญได้มาก
• นอนให้พอ และถ้าสูบบุหรี่ การหยุดสูบเป็นอีกเรื่องที่คุ้มมากครับ

ถ้าจะจำแบบง่าย ๆ
CRP = ตัวไว เหมือนเครื่องตรวจควัน
ESR = ขึ้นลงช้ากว่า ช่วยดูว่าการอักเสบยังลากยาวอยู่ไหม
WBC = ดูกองกำลังภูมิคุ้มกัน และดูต่อได้ว่ากองไหนกำลังเด่น
Ferritin = ดูเหล็กสะสม แต่เวลาร่างกายอักเสบก็ค่านี้สูงขึ้นได้
ผมอยากให้เราใช้ค่าเหล่านี้เป็น เบาะแส
ไม่ใช่ดูตัวเลขแดงหนึ่งตัวแล้วตกใจ
ยิ่งเรารู้ค่าพื้นฐานของตัวเอง รู้ว่าช่วงไหนสูง และเห็นว่าหลังรักษาหรือปรับพฤติกรรมแล้วมันเปลี่ยนไปทางไหน เราก็ยิ่งเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นครับ
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

31/07/2026

🟠 รู้ทันสัญญาณเตือน “นิ่วในถุงน้ำดี”
✅ อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร และ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นสองโรคที่คนสับสนกันได้บ่อยแต่ถ้าสังเกตดีๆ สองโรคนี้มี “พฤติกรรม” ของอาการปวดที่ต่างกันอยู่ เราจะเเยกอาการปวดของ 2 โรคนี้ได้อย่างไร ?
✅ ปวดท้องกระเพาะ มักสัมพันธ์กับ เวลาที่ท้องว่าง เช่น เช้าก่อนทานอาหาร, กลางคืนตอนท้องว่างหรือกินอาหารไม่ตรงเวลา ตำแหน่งการปวดมักเป็นบริเวณ ลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงซ้าย ลักษณะปวดแบบแสบร้อน จุกแน่น หรือมวนท้องเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
✅ ปวดท้องนิ่วในถุงน้ำดี มักสัมพันธ์กับ “ไขมัน” อาการมักจะมาหลังกินอาหารมื้อใหญ่หรืออาหารที่มีไขมันสูง มักปวดบริเวณ ใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ แต่จุดเด่นคือมักมีอาการปวดร้าวไปที่สะบักขวาหรือหลัง ลักษณะปวดแบบปวดตื้อรุนแรงเฉียบพลัน ปวดแบบตึงๆ และจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีอาการบ่อยมักจะมีแค่อืดๆ แน่นท้องหลังทานอาหาร
✅ หากเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยอาจมีไข้ร่วมกับอาการปวดท้องจากการอักเสบของถุงน้ำดี แต่ถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารจะไม่มีไข้ร่วมด้วย ถ้ากินยารักษาโรคกระเพาะอาหาร แล้วหากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรตรวจเช็กกับแพทย์เฉพาะทางโดยละเอียด
✅ รู้หรือไม่? ผู้หญิงมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30-50 ปี รวมถึงผู้หญิงที่เป็นเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงควรเลี่ยงอาหารของมันของทอดของหวานจัด
ของทอดของมันที่ถูกปาก ไม่ได้ทำให้แค่น้ำหนักพุ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี เนื่องจากการรับประทานอาหารไขมันสูง ร่างกายจะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวเพื่อปล่อยน้ำดีมาย่อยไขมัน เมื่อทานของทอดของมันเป็นประจำถุงน้ำดีจะทำงานหนักจนเสื่อม หรือย่อยไม่ทัน
ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ในของทอด จะเพิ่มคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้เกิดตะกอนและเสี่ยงนิ่ว
ไขมันสูง จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวแรงเพื่อปล่อยน้ำดีมาย่อยไขมันทำให้ปวดจุกแน่น
การสะสมของนิ่ว เมื่อกินของทอดบ่อย น้ำดีอาจข้นขึ้น จนเกิดก้อนนิ่วอุดตัน
✅ ดื่มน้ำน้อยทำให้เสี่ยงเป็น “นิ่ว” จริงไหม?
“การดื่มน้ำน้อย” นับเป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนเสี่ยงเป็นนิ่วมาก โดยการดื่มน้ำน้อยจะส่งผลให้เกิดนิ่ว ชนิดหลักๆ ดังนี้

เสี่ยง “นิ่วในไตและระบบทางเดินปัสสาวะ” (Urinary Tract Stones)

การดื่มน้ำน้อยส่งผลให้ปัสสาวะเข้มข้นสูง ในปัสสาวะจะมีแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม, ออกซาเลต, กรดยูริก และฟอสเฟต ซึ่งเป็นขยะที่ร่างกายต้องขับออก เมื่อน้ำที่เป็นตัวทำละลายมีน้อยเกินไป สารเหล่านี้จะเข้ามาชนกัน จับตัวกัน และตกผลึกกลายเป็นก้อนนิ่วในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ

เช็กร่างกาย ดื่มน้ำพอหรือยัง? เราสามารถเช็กได้ง่ายๆ โดยการดูสีปัสสาวะระหว่างวัน
สีเหลืองเข้ม / ส้ม: ร่างกายขาดน้ำ สารก่อผลึกนิ่วกำลังอิ่มตัว
สีเหลืองอ่อนใสเกือบเป็นน้ำเปล่า: ร่างกายมีน้ำเพียงพอ
ที่มาข้อมูล : sikarin
📌 "เซ็นเตอร์ คลินิกแล็บ" ยะลา บริการตรวจสุขภาพ ครบวงจร
📣📣 ห่วงใยสุขภาพคุณ กับ เซ็นเตอร์ คลินิกแล็บ
⚪️ Tel : 084-497-0558
⚪️ Tel : 073-224-321
---------------------------------------------
#เซ็นเตอร์คลินิกแล็บ #เซ็นเตอร์คลินิกแล็บยะลา #ยะลา #ตรวจสุขภาพ #ตรวจสุขภาพประจำปี #สุขภาพดีสร้างได้
#ตรวจเลือดปัสสาวะยะลา
#ตรวจเลือดยะลา #ตรวจปัสสาวะยะลา #ตรวจอุจจาระ
#ตรวจสุขภาพ #ตรวจสุขภาพยะลา #ตรวจสุขภาพประจำปียะลา
้อมใบรับรอง ับไปสอบ ับเข้าเยี่ยมเรือนจำ #ตรวจเลือดฝากครรภ์ยะลา #ตรวจเลือดคุณแม่ฝากครรภ์ #ตรวจเลือดตามใบสั่งหมอ #ตรวจเลือดตามใบสั่งของโรงพยาบาล

30/07/2026

🩸⚠️ภัยเงียบจาก LDL! รู้ตัวอีกที...หลอดเลือดอาจตันไปแล้ว 🤦🏻‍♀️
💡4 เคล็ดลับลด LDL ที่อยากบอกคุณ 🗣️
ในระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ "หลอดเลือด" เปรียบเสมือนโครงข่ายคมนาคมสายหลักที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วน แต่ในความเงียบเชียบของกิจวัตรประจำวัน ถนนสายชีวิตนี้มักถูกคุกคามโดยศัตรูที่ไร้เสียงอย่าง LDL (Low-Density Lipoprotein) หรือไขมันตัวร้าย ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นอันดับต้นๆ
🗯️กลไกการคุกคาม: เมื่อหลอดเลือด "ตีบตัน" อย่างไม่ทันตั้งตัว
ความอันตรายของ LDL ไม่ได้อยู่ที่การมีอยู่ของมัน แต่อยู่ที่ "ปริมาณที่มากเกินพอดี" เมื่อร่างกายมีระดับ LDL สูง ไขมันเหล่านี้จะเข้าไปเกาะตัวตามผนังหลอดเลือดและเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน จนกลายเป็นคราบตะกรันแข็ง (Plaque)
🧫กระบวนการนี้เปรียบเหมือนสนิมที่เกาะกินท่อน้ำ สะสมไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอาการเตือน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ทางเดินเลือดแคบลงจนวิกฤต หรือคราบตะกรันเกิดการปริแตก กลายเป็นลิ่มเลือดอุดตันฉับพลัน นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งมักเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีโดยที่ร่างกายไม่เคยแจ้งเตือนความพร้อมล่วงหน้า
🎈แนวทางการดูแลหลอดเลือด : 4 เสาหลักสู่หลอดเลือดสะอาด
การรับมือกับ LDL อย่างเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่การลดตัวเลขบนใบตรวจเลือด แต่คือการปรับสมดุลระบบภายในร่างกายด้วย 4 วิธีสำคัญ ดังนี้:
✅ ปรับการทานอาหาร 🫒🥑
โดยเลิกทานไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ แล้วเปลี่ยนมาทาน "ไขมันดี" จากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะกอก, อะโวคาโด และถั่วอัลมอนด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือดได้โดยตรง นอกจากนี้การเสริมด้วย "โอเมก้า 3" จากปลาทะเล (แซลมอน, แมคเคอเรล), เมล็ดแฟลกซ์, วอลนัท แม้โอเมก้า 3 จะไม่ได้ช่วยลด LDL โดยตรง แต่เป็นเกราะป้องกันหัวใจชั้นดีที่ช่วยลดความดันโลหิตและทำให้ระบบเลือดไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้น
✅พลังจากใยอาหาร 🫘
การบริโภคใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่วเลนทิล แอปเปิล หรือพืชตระกูลถั่ว จะช่วยดักจับคอเลสเตอรอลในระบบทางเดินอาหารและขับถ่ายออกจากร่างกาย ช่วยลดระดับไขมันในกระแสเลือดอย่างเป็นธรรมชาติ
✅ปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย 🏃🏽‍♀️
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งจ็อกกิ้ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ ช่วยเพิ่มระดับ HDL (ไขมันดี) ซึ่งมีหน้าที่เสมือน "พนักงานทำความสะอาด" คอยเก็บกวาดไขมันส่วนเกินตามผนังหลอดเลือดกลับไปกำจัดที่ตับ
✅เสริมสารสกัดธรรมชาติ 🧄
ปัจจุบันมีสารสกัดหลายชนิดที่มีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพในการดูแลหลอดเลือด เช่น Red Yeast Rice (ช่วยคุมระดับไขมัน), Nattokinase (เอนไซม์ช่วยสลายลิ่มเลือด) และ Allicin (สารสำคัญจากกระเทียมที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด)
📍Lipizone: ผสานสารอาหารเพื่อปกป้องระบบไหลเวียน
ในยุคที่การคุมอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ Lipizone จึงรวบรวมสารสกัดธรรมชาติทั้ง Red Yeast Rice, Allicin, Nattokinase และสารอาหารสำคัญอื่นๆ มาช่วยดูแลระบบไหลเวียนของคุณอย่างครอบคลุม
⛳จุดเด่นที่สำคัญคือการเสริมวิตามิน D3 และ K2 ซึ่งทำงานควบคู่กันในการจัดการ "แคลเซียม" ไม่ให้สะสมจนหลอดเลือดแข็งตัว แต่กลับนำไปเสริมสร้างกระดูกแทน ช่วยให้หลอดเลือดทั้งสะอาด ยืดหยุ่น และห่างไกลจากความเสี่ยงในระยะยาว
🛡️การป้องกันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
สุขภาพหลอดเลือดคือพื้นฐานของอายุขัยที่ยืนยาว อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณสุดท้ายผ่านความเจ็บปวด การเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ พร้อมกับการมีตัวช่วยที่ชาญฉลาด คือหนทางที่จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากภัยเงียบของ LDL ได้อย่างแท้จริง
หากคุณต้องการปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจดูแลสุขภาพหลอดเลือดด้วย Lipizone สามารถพิมพ์คำว่า “สนใจ” ในคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะคะ 💓
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #ไขมันร้าย #คอเลสเตอรอล #ไขมัน

ที่อยู่

70/3 ถ. ระแงะมรรคา ต. บางนาค อ. เมือง จ. นราธิวาส
Ban Bangnara
96000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 19:30
อังคาร 08:00 - 19:30
พุธ 08:00 - 19:30
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 19:30
เสาร์ 08:00 - 16:00
อาทิตย์ 08:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

0902252329

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เซ็นเตอร์ คลินิกแล็บ สาขานราธิวาสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์