Learn for Life เปิดสอนพิเศษและฝึกอบรมด้านการพัฒน?

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย มนุษย์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ ด้วยกลวิธีต่าง ๆ มากมาย แต่แล้วเทคนิควิธีการที่สามารถเผยแพร่ไปทั่วโลกและทนทานต่อการพิสูจน์ของกาลเวลา และยืนยงอยู่ได้มากว่า 40 ปีก็คือ NLP หรือ Neuro-Linguistic Programming ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการเปิดตัวสถาบันฝึกอบรมเทคนิควิธีการดังกล่าวขึ้นหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะกระจุกตัวกันอยู่แค่ในเมืองหลวงของเราเท่านั้น ผมซึ่งศึกษ

าเรื่องราวเกี่ยวกับ NLP มาหลายวิธี จึงได้นำเอาบทเรียนจากเทคนิควิธีต่าง ๆ มาผสมประสานเข้ากับหลักจิตวิทยา และการสะกดจิต แล้วรวบรวมขึ้นเป็นหลักสูตรการสอน และฝึกอบรม เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับบุคคลที่ต้องการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
ดั่งพุทธพจน์ที่ว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ" และ "จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้"
เราจึงมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้คนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาจิต อันจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้ที่จะนำพาชีวิตตนเองไปสู่ความสุข ความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

อย่าใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นดีไซน์ให้คุณ..อย่าฝันตามที่คนอื่นบอก อย่า copy ชีวิตใครทั้งหมด เพราะคุณถูกออกแบบมาแบบหนึ่ง ศัก...
02/06/2026

อย่าใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นดีไซน์ให้คุณ..

อย่าฝันตามที่คนอื่นบอก
อย่า copy ชีวิตใครทั้งหมด
เพราะคุณถูกออกแบบมาแบบหนึ่ง
ศักยภาพจะออกมาได้สูงสุดก็ต่อเมื่อคุณรู้ว่าตัวเองถูกดีไซน์มาเพื่ออะไร แล้วพัฒนาจากตรงนั้น

ปัจจุบัน AI ตอบได้ทุกเรื่อง
แต่มันตอบแทนคุณไม่ได้ว่า คุณเป็นใคร คุณต้องการอะไร และชีวิตแบบไหนที่ทำให้คุณมีความสุขจริง ๆ
คำตอบนั้น ต้องมาจากข้างใน
ผ่านการลงมือทำ
ผ่านการ feedback จากคนรอบข้าง
และผ่านการ feedback ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

เมื่อหน้าจอกำลังทำให้เซลล์ประสาทของเด็ก ๆ ตาย (อย่างถาวร)..และเกิดสภาวะสมาธิสั้นตามมา!!ตอนนี้มือถือ แท็บเล็ต เข้าถึงมือข...
01/06/2026

เมื่อหน้าจอกำลังทำให้เซลล์ประสาทของเด็ก ๆ ตาย (อย่างถาวร)..

และเกิดสภาวะสมาธิสั้นตามมา!!

ตอนนี้มือถือ แท็บเล็ต เข้าถึงมือของเด็ก ๆ ตั้งแต่อนุบาล (หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ)
และเมื่อเด็กได้รับอย่างต่อเนื่องแบบนี้ เซลล์ประสาทย่อมตายไปอย่างแน่นอน

การที่เคยคิดว่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาฉลาดขึ้น กลับกลายเป็นทำลายความฉลาดนั้นซะเอง
ทำให้ความจำเขาเสีย การใช้ภาษาย่ำแย่
การคิดวิเคราะห์สังเคราะห์จะน้อยลง
และสภาวะสมาธิสั้นก็จะมากขึ้น

นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้!!!

การให้จอ ไม่ใช่แค่หลัง 2 ขวบ
แต่ทุกขวบปีที่ให้จอ เช่น ก่อน 2 ขวบ ตอน 5 ขวบ หรือตอน 12 ขวบ
จอก็ส่งผลกับเด็กเท่า ๆ กัน แต่คนละรูปแบบเท่านั้นเอง
ซึ่งหลัก ๆ ก็คือ “การไปทำลายล้างสมองของพวกเขา”

ตอนนี้ในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้
ได้ออกกฎหมาย “ห้ามใช้มือถือ และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ในโรงเรียน”
เพราะเขากำลังกลัวว่า เด็กของเขาจะไม่มีสมอง
ในขณะที่เด็กไทยใช้กันฉ่ำเลย

แล้วเราก็ได้เห็นปัญหาระหว่างพ่อแม่ กับลูก ๆ ในเรื่องความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น (ที่หนักหน่อยก็คือ ทั้งพ่อแม่และลูก ต่างจดจ่ออยู่กับหน้าจอของตัวเอง)

เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงที่เสพเทคโนโลยีพวกนี้ มีผลไม่เหมือนกัน
เพราะสัญชาตญาณเบื้องลึกไม่เหมือนกัน
เด็กผู้ชาย จะมีความก้าวร้าว เวลาได้จอ เขาก็จะไปเล่นเกม พอเล่นเกมมาก ๆ เข้าก็จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
เด็กผู้หญิง จะมีสัญชาตญาณทางเพศสูง เมื่อได้จอ เขาก็จะนุ่งน้อยห่มน้อย แต่งตัวเซ็กซี่ แดนซ์ รีวิว
(ซึ่งนี่จะเป็นตัวล่อให้มิจฉาชีพ ที่แอบแฝงอยู่ในเกม ในโลกอินเทอร์เน็ต ให้เข้ามาทำร้ายเด็ก ๆ ได้อีกด้วย)

เพราะฉะนั้น พ่อแม่เองก็ต้องเท่าทันสิ่งเหล่านี้ด้วย
ไม่งั้นมันจะนำไปสู่ปัญหา “เด็กติดจอ” ได้ในที่สุด

“เด็กติดจอ” มันจะไปโชว์ปัญหาซักประมาณตอน 10 ขวบ
อย่างเด็กได้จอมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 2 ขวบ 4 ขวบ 6 ขวบ พอ 6 ขวบก็ไปโรงเรียน ก็จะเริ่มมีปัญหาการเรียน
ความรับผิดชอบมันก็จะเสียไปเรื่อย ๆ
แล้วก็จะไม่ทำอะไรเลยในที่สุด จะเล่นมือถือทั้งวันทั้งคืน
กินข้าวก็จะดูจอ ไม่ออกจากบ้าน
ไม่ไปโรงเรียน เริ่มใช้คำไม่สุภาพ หนักเข้าอาจถึงขั้นถล่มพังพินาศบ้าน รื้อของในบ้าน อาละวาดรุนแรง มีอาการเหมือนคนติดยา หนักสุดคืออยากฆ่าตัวตายถ้าไม่ได้เล่นเกม ไม่ได้มือถือ เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยวจิตใจ
โลกเสมือนจริงก็กลายมาเป็นโลกแห่งความจริงของเขา
เขาจะเก่งแค่สิ่งที่เขาหมกมุ่นอยู่เท่านั้น เช่น ถ้าเล่นเกม ก็เก่งเกม แต่ทักษะอื่น ๆ อย่างการที่จะต้องอยู่ร่วมกับคน มันก็ไม่มี
เมื่อเขาเก่งอยู่เรื่องเดียว แล้วเขาจะไปทำเรื่อง 2 3 4 ได้ยังไง?
การเก่งเกม มันไม่พอที่จะไปประกอบอาชีพ ไม่พอที่จะไปยืนยันกับตัวเองว่า
ตัวเองมีความสามารถมากพอ
ไม่พอที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า
อันจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ในอนาคต

มันน่ากลัวมากเลยนะครับ!!

ทั้งนี้ทั้งนั้น “เทคโนโลยี” มันก็มีประโยชน์หากเราใช้มันอย่างถูกวิธี

พ่อแม่ต้องเรียนรู้ หาวิธี..
ตัวเด็กเองก็ต้องเรียนรู้ หาวิธี..
วิธีที่จะครอบครอง ดูแลรักษา และใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ (โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ สมาร์ททีวี ...) ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ความสำเร็จ 70% มาจากสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ความสามารถของคุณ..“ถ้าหมูอยู่ในช่องลมที่ถูกต้อง หมูก็บินได้” (สุภาษิตจีน)ฝึกแยกแยะ...
30/05/2026

ความสำเร็จ 70% มาจากสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ความสามารถของคุณ..

“ถ้าหมูอยู่ในช่องลมที่ถูกต้อง หมูก็บินได้” (สุภาษิตจีน)

ฝึกแยกแยะคน ฝึกสร้างโอกาส (ไม่ใช่เอาแต่นั่งรอโอกาส) เลือกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณ เพราะถ้าสิ่งแวดล้อมถูก ต่อให้คุณธรรมดา คุณก็บินได้


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

4 ขั้นตอนสร้างนิสัยที่ดี..1. ฝึกแยกแยะให้รู้ว่า อะไรดี อะไรไม่ดีสำหรับตัวเรา คนเจ้าเล่ห์กับคนฉลาดดูใกล้กัน คนพูดเก่งกับค...
26/05/2026

4 ขั้นตอนสร้างนิสัยที่ดี..

1. ฝึกแยกแยะให้รู้ว่า อะไรดี อะไรไม่ดีสำหรับตัวเรา
คนเจ้าเล่ห์กับคนฉลาดดูใกล้กัน
คนพูดเก่งกับคนวิสัยทัศน์ดีก็ดูคล้ายกัน
ถ้าไม่ฝึกแยกแยะ ทุกอย่างที่ตามมาอาจไม่มีประโยชน์อะไรเลย

2. เมื่อกลั่นกรองหรือแยกแยะได้แล้ว
ต้องกล้าที่จะ “ตัดทิ้ง” หรือ “ถอยห่าง” จากสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเรา

3. จากนั้นให้เลือกอยู่กับสิ่งที่ดี เช่น หากมีเพื่อนที่ดี ก็ต้องคอยดูแลความสัมพันธ์ที่ดีนั้นไปเรื่อย ๆ
หรือเลือกทำแต่สิ่งดี ๆ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเป็นนิสัย เช่น หากไม่ชอบกินผักตอนแรก แต่เมื่อกินไปนานพอ ก็จะคุ้นชิน

4. เมื่อทำจนเคยชิน มันจะกลายเป็นรูทีนที่มีความสุข
มันจะกลายเป็น “เสพติดในสิ่งที่ดี” เหมือนคนที่เสพติดการอ่านหนังสือ หรือเสพติดการออกกำลังกาย ที่เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องฝืนอีกต่อไป


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

4 ขั้นตอน เพื่อปรับโครงสร้างสมองให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ..ขั้นตอนที่หนึ่ง : รู้ว่าตัวเองอยู่ในคลื่นสมองแบบไหนสมองทำงาน...
25/05/2026

4 ขั้นตอน เพื่อปรับโครงสร้างสมองให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ..

ขั้นตอนที่หนึ่ง : รู้ว่าตัวเองอยู่ในคลื่นสมองแบบไหน
สมองทำงานใน 5 ระดับ
Beta - เกิดขณะที่คุณตื่นตัว มีสมาธิ จดจ่ออยู่กับงาน หรืออยู่ในภาวะอารมณ์ตื่นเต้น วิตกกังวล และพร้อมโต้ตอบสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
Alpha - พบในช่วงที่ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย พักผ่อน นั่งสมาธิ หรือหลับตาพักสายตา สมองจะปลอดโปร่ง เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ดี
Theta - เกิดในสภาวะที่จิตใจผ่อนคลายลึกมาก ๆ เช่น ขณะเคลิ้มหลับ เพิ่งตื่นนอน หรือการทำสมาธิระดับลึก รวมถึงเชื่อมโยงกับความฝันและสัญชาตญาณ
Delta - เป็นคลื่นความถี่ต่ำสุด เกิดขึ้นในขณะที่คุณหลับลึก ไม่ฝัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญ
Gamma - สภาวะที่สมองทุกส่วนทำงานร่วมกันสูงสุด พบได้ในคนที่ทำสมาธิลึกมาก ๆ

ขั้นตอนที่สอง : เรียนรู้และฝึกฝนการดึงความสนใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้ ขณะนี้ ด้วยการรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจ และ ร่างกาย โดยอาจเริ่มที่แค่ 2 นาทีก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามกำลังจิตที่เพิ่มขึ้น

ขั้นตอนที่สาม : การฝึกซ้อมในใจ เป็นการซ้อมก่อนมันเกิดขึ้นจริง นี่คือส่วนที่น่าทึ่งที่สุด เพราะสมองไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่าง “เหตุการณ์จริง” กับ “สิ่งที่จินตนาการอย่างสมจริง”
วิธีฝึกก็ง่ายมากคือ แค่ 10 นาทีก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนทันที ให้หายใจช้า ๆ 2 นาที แล้วนึกภาพตัวเองกำลังใช้ชีวิตในแบบที่อยากได้ ขณะนึกภาพให้รู้สึกตามไปด้วยเสมอ

ขั้นตอนที่สี่ : ฝึกสร้างอารมณ์ที่ยกระดับสัญญาณหรือความถี่ของสมองให้สูงขึ้น เช่น ความรัก ความขอบคุณ ความสงบ
หัวใจจะเต้นเป็นระเบียบ และส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า “ทุกอย่างปลอดภัย” หรือ “ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องราวดี ๆ แล้ว”

จากนี้ ลองพูด “ขอบคุณ” สิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตทุกวัน วันละ 3 อย่าง ไม่ใช่แค่พูดลอย ๆ นะ แต่ให้เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริง ๆ

แล้วนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สมองจะค่อย ๆ ปรับโครงสร้างใหม่ และดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต

ฟังดูเรียบง่ายใช่ไหม
ครับ มันง่ายพอที่จะทำได้จริงทุกวันไงละ


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ควบคุมตัวเองได้ สำคัญกว่าฉลาด..หากเราลองคิดดูดี ๆ จะพบว่าไม่มีคนขยัน หรือคนขี้เกียจ ไม่มีคนดี หรือคนเลว มีแต่คนที่ควบคุม...
24/05/2026

ควบคุมตัวเองได้ สำคัญกว่าฉลาด..

หากเราลองคิดดูดี ๆ จะพบว่า
ไม่มีคนขยัน หรือคนขี้เกียจ
ไม่มีคนดี หรือคนเลว
มีแต่คนที่ควบคุมตัวเองได้ กับคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้

ลองนึกดูว่า คนที่ขี้เกียจ ทำไมจึงขี้เกียจ?
เพราะเขา “ไม่มีความสามารถในการควบคุมตัวเอง” ให้ลุกขึ้นมาขยันทำงาน หรือทำสิ่งที่ควรทำได้

คนที่ทำเรื่องไม่ดีต่าง ๆ ก็เช่นกัน
ทำไมเขาจึงทำ?
ก็เพราะเขา “ไม่มีความสามารถในการควบคุมตัวเอง” ให้ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นได้
(ในปัจจุบันเราจะเห็นคนฉลาด ๆ ทำสิ่งไม่มีเต็มไปหมด)

คนส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาแต่ “ความฉลาด”
แต่ละเลยที่จะพัฒนา “ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ”


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ความลับ “อายุยืน” จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด! ..((ข้อมูลจาก ศ.นพ. โรเบิร์ต วาลดิงเกอร์ (Dr. Robert Waldinger) ศาสตราจารย์ด้...
23/05/2026

ความลับ “อายุยืน” จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด! ..

((ข้อมูลจาก ศ.นพ. โรเบิร์ต วาลดิงเกอร์ (Dr. Robert Waldinger) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์แห่งฮาร์วาร์ด และผู้อำนวยการ "Harvard Study of Adult Development" ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ติดตามชีวิตมนุษย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกถึง 85 ปี!))

หนึ่งสิ่งที่กำหนดสุขภาพดี ทำให้คนเราอายุยืนยาว สมองดี และมีความสุขที่สุด
ไม่ใช่ระดับคอเลสเตอรอล ไม่ใช่พันธุกรรม ไม่ใช่ยา ไม่ใช่อาหาร
แต่คือ “ความสัมพันธ์และสายใยทางสังคม (Social Connection)”

งานวิจัยเริ่มต้นในปี 1938
โดยติดตามชีวิตของคน 724 ครอบครัว
ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยชรา
แบ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาฮาร์วาร์ด และกลุ่มเด็กยากจนในสลัมบอสตัน
ปัจจุบันขยายผลไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน (Baby-boomers)

งานวิจัยไม่ได้โฟกัสที่ความเจ็บป่วย แต่โฟกัสว่า อะไรทำให้มนุษย์เจริญงอกงาม
ผลวิจัยที่สม่ำเสมอตลอด 8 ทศวรรษสรุปชัดเจนว่า
ความรักและความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล คือตัวแปรอันดับหนึ่ง ที่พยากรณ์สุขภาพกาย สุขภาพจิต และอายุขัยที่ยืนยาว
แม้แต่ในคนที่เคยมีปมบาดแผลทางใจ หรือเคยติดสารเสพติด
หากมีความสัมพันธ์ที่ดีคอยพยุง ร่างกายก็สามารถฟื้นฟูและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ผลการวิจัยยังบอกอะไรเราอีก?

1) ความเหงา ความโดดเดี่ยว หรือความอับอาย ไม่ใช่แค่อารมณ์ แต่มันคือ “ความเครียดระดับเซลล์”
ที่สั่งให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล (ฮอร์โมนเครียด) ออกมาตลอดเวลา ทำให้เกิดไฟอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย

ปัจจุบันพบว่า 1 ใน 4 ของผู้คนกำลังเผชิญความเหงาอย่างรุนแรง
และกว่า 50% มีอาการแสดงทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง อ่อนเพลีย
เหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจาก “ปัญหาทางอารมณ์และความโดดเดี่ยว”

2) การมีวิถีชีวิตแบบเชื่อมโยงกับสังคม ช่วยต้านโรคเรื้อรังได้
และเราสามารถนำผลงานวิจัยนี้ มาปรับใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ เช่น

- การทานอาหารร่วมกัน
ช่วยลดความเครียดและสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา
ไม่สำคัญว่าอาหารจะหรูแค่ไหน แต่ควรถามตัวเองว่า “วันนี้เราเตรียมอาหารกับใคร และกินข้าวกับใคร?”
พยายามสร้างกิจวัตรการทานมื้อเย็นกับครอบครัว หรือเพื่อนสนิท
โดยงดใช้โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะอาหาร เพื่อสร้างบทสนทนาที่มีคุณภาพ

- รับยาธรรมชาติ 120 นาที/สัปดาห์
ธรรมชาติช่วยสับสวิตช์ระบบประสาทอัตโนมัติให้เข้าสู่โหมดพักผ่อน
เราควรจัดเวลาพาตัวเองและคนที่รักไปสัมผัสพื้นที่สีเขียว เดินสวนสาธารณะ หรือเดินป่า ให้ได้อย่างน้อย 120 นาทีต่อสัปดาห์
จะช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มความเชื่อมโยงกับโลกใบนี้ได้มากขึ้น

- พลังบำบัดจากสัตว์เลี้ยง
สำหรับคนที่มีบาดแผลทางใจ และยังไม่กล้าไว้ใจมนุษย์ การเล่นกับสัตว์เลี้ยงจะช่วยกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสส่วนหน้า (Ventral Vagal Activation) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ควบคุมความรู้สึกปลอดภัยและสงบเย็น พร้อมกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความรัก (Oxytocin)
การเลี้ยงสุนัข แมว หรือเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดด้วยสัตว์
เพื่อใช้สัตว์เลี้ยงเป็นสะพานเชื่อมโยงให้เรากลับไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้อีกครั้ง

- ปรับการการโซเชียลมีเดียด้วยสติ
เพราะการไถฟีดแบบไร้จุดหมาย จะไปกระตุ้นการเปรียบเทียบ และลดทอนคุณค่าในตัวเอง นำไปสู่ความซึมเศร้า
ให้ลองใช้หลัก “เจริญสติ” สังเกตความอยากของตัวเอง
ปรับการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นแบบ “Active Use” คือใช้เพื่อทักทาย เชื่อมโยง และสร้างคอมมูนิตี้เชิงบวก แทนการนั่งดูชีวิตคนอื่นเงียบ ๆ

- พลังของกลุ่มบำบัด
การทำกิจกรรมกลุ่ม จะช่วยสร้างความไว้ใจใหม่ และลดบาดแผลทางใจด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ถูกต้อง
หมั่นออกไปทำกิจกรรมจิตอาสา เข้าชมรม หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัดด้วยการพูดคุย (การได้คุยกับเพื่อนที่เคยมีประสบการณ์เหมือนเรา และผ่านมันมาได้)
จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตนเองได้อย่างมหาศาล)

ทุกคนครับ “ยาที่ดีที่สุด” อาจไม่ได้อยู่ในตู้ยา
แต่อยู่ที่คนข้าง ๆ เรานี่เอง

การลงทุนเวลาไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรัก
คือการลงทุนเพื่อสุขภาพและอายุขัยที่คุ้มค่าที่สุดครับ

อ้างอิง : Waldinger, R., & Schulz, M. (2023). “The Good Life: Lessons from the World's Longest Scientific Study of Happiness.” Simon & Schuster.
(สรุปผลการวิจัย 85 ปีของ Harvard Study of Adult Development)


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ข้อคิดดี ๆ จากหนังสือ Master Your Mindset..1. อันตราย 99% มาจากความคิดของเราเองสิ่งที่เราคิด ส่งผลต่อการตัดสินใจและชีวิต...
20/05/2026

ข้อคิดดี ๆ จากหนังสือ Master Your Mindset..

1. อันตราย 99% มาจากความคิดของเราเอง
สิ่งที่เราคิด ส่งผลต่อการตัดสินใจและชีวิตโดยตรง

2. อารมณ์ตามความคิดเสมอ
ถ้าคุมความคิดได้ จะคุมชีวิตได้
วิธีฝึกง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริง
- ขอบคุณสิ่งที่มี
- เป็นคนช่างสังเกต
- รับฟังมุมมองคนอื่น
- อ่านหนังสือวันละ 30 นาที
- เรียนรู้จากทุกอย่างรอบตัว
- นั่งสมาธิทุกวัน
- หาแรงบันดาลใจจากคนที่สำเร็จ

3. อยากดีขึ้น ต้องเปลี่ยน
อยากเหนือกว่าคนทั่วไป ต้องเปลี่ยนบ่อย
การยึดติด คือสิ่งที่ทำให้หยุดโต

4. ความคิดกำหนดขีดจำกัด
สิ่งที่คุณเชื่อ จะกลายเป็นกรอบชีวิตคุณ
เลือกเสพข้อมูลที่ทำให้คุณดีขึ้นเท่านั้น

5. อยู่กับปัจจุบัน
อดีตแก้ไม่ได้ อนาคตยังไม่มา
โฟกัสสิ่งที่ทำได้ตอนนี้

6. สภาพแวดล้อมกำหนดอนาคต
อีก 5 ปีข้างหน้า คุณจะเป็นแบบไหน
ขึ้นอยู่กับคนที่คุณคบ หนังสือที่คุณอ่าน และสังคมที่คุณอยู่

ไม่ต้องเก่งก่อนถึงจะเริ่ม
แต่ต้องเริ่มก่อน ถึงจะเก่ง
(Zig Ziglar)


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

“รู้จักตัวเอง” ต้องใช้ “กระจก” ไม่ใช่การนั่งคิดคนเดียว..เราถูกสร้างมาให้มองออกไปข้างนอกทั้งนั้น มีสองตา สองหู จมูก ทุกอย...
19/05/2026

“รู้จักตัวเอง” ต้องใช้ “กระจก” ไม่ใช่การนั่งคิดคนเดียว..

เราถูกสร้างมาให้มองออกไปข้างนอกทั้งนั้น มีสองตา สองหู จมูก ทุกอย่างรับรู้จากข้างนอก ไม่มีอวัยวะไหนที่หันกลับมาเห็นตัวเอง

ถ้าอยากเห็นหน้าตาตัวเอง คุณต้องใช้กระจก
และกระจกของชีวิตก็คือคนรอบข้างนั่นเอง

พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท คนที่ไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณ เวลาเขาพูดอะไรบางอย่างที่อาจฟังดูระคายหูบ้าง แต่นั่นแหละคือกระจก

แต่ปัญหาของคนยุคนี้คือ
เราอยู่ในสังคมที่เร็วและเฟค เวลาถ่ายรูปก็ใช้แอปทำให้ดูดี เราก็เลยไม่ค่อยได้เห็น “ตัวตนจริง” ของตัวเองสักที


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

แค่นั่งนิ่ง ๆ ก็หายจากโรคที่หมอบอกว่า หมดทางรักษาได้ (ต่อจากเมื่อวาน)..เมื่อก่อนผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าจะเป็นไปได้อย่า...
17/05/2026

แค่นั่งนิ่ง ๆ ก็หายจากโรคที่หมอบอกว่า หมดทางรักษาได้ (ต่อจากเมื่อวาน)..

เมื่อก่อนผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
จนผมได้มีโอกาสไปเรียนรู้และฝึกฝนเกี่ยวกับการทำ “สมาธิบำบัด” หรือ “การใช้พลังจิตรักษาโรค” และ “การจินตนาการสร้างสรรค์”

แม้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่ก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้ว (ตามที่ได้เสนอไปเมื่อวานครับ ใครอยากรู้ลองกลับไปอ่านดูนะครับ)

หลายคนอาจคิดว่า การทำสมาธิ ก็แค่การทำให้จิตใจสงบธรรมดา ๆ
แต่ในระดับลึกแล้ว มันคือการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโหมด “เยียวยาตัวเอง”
เพราะเมื่อเวลาเราผ่อนคลายจิตอย่างลึกซึ้ง สมองจะหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา เช่น เอ็นดอร์ฟิน (ยาแก้ปวดธรรมชาติ) และลดฮอร์โมนเครียดอย่างคอร์ติซอล

ที่สำคัญคือ มันส่งผลถึงระดับเซลล์และระบบภูมิคุ้มกัน

มีกรณีศึกษาจริงจากต่างประเทศ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ฝึกสมาธิอย่างหนักร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน พบว่าความเครียดลดลง ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น
(สมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา : แนะนำให้ใช้ การฝึกสมาธิ ควบคู่กับการรักษาหลักเพื่อลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล)

สมาธิรักษาอาการป่วยได้อย่างไร?

1) ลดความเครียด ซึ่งเป็นต้นตอของอาการอักเสบและโรคเรื้อรัง

2) ปรับระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายออกจากโหมด “สู้หรือหนี” ไปสู่โหมด “พักผ่อนและเยียวยา”

3) ช่วยให้เรารับรู้ความเจ็บปวดโดยไม่ตีตราหรือกลัวมัน จนความทุกข์ทรมานลดลง

4) งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าสมาธิแบบลึก อาจส่งผลต่อการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและภูมิคุ้มกัน

สมาธิอาจไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาทุกโรคได้หายขาด แต่สมาธิทำให้ “จิตใจเข้มแข็งและสงบ” ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคภัย และเป็นทางเลือกที่ทรงพลัง

สมาธิอาจไม่ใช่ทางลัด แต่เป็น “ทางเดินใหม่” ที่ให้เรากลับมามีอำนาจเหนือชีวิตตัวเองอีกครั้ง
มันคือการรักษาจากภายใน ที่การแพทย์ภายนอกอาจไปไม่ถึง

การฝึกสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิเป็นชั่วโมง แค่เริ่มจากที่นั่งไหว (5 – 10 นาที)
ฝึกรู้สึกถึงลมหายใจเข้าและออกอย่างช้า ๆ จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เมื่อเผลอไปคิดเรื่องอื่น ให้ดึงความรู้สึกกลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีกครั้ง

หมายเหตุ : ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนตัดสินใจใช้วิธีบำบัดใด ๆ ร่วมกับการรักษาหลัก


#นักจิตวิทยา
#นักสะกดจิตบำบัด

ที่อยู่

Ban Hat Yai

เบอร์โทรศัพท์

+66856951493

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Learn for Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Learn for Life:

แชร์