22/03/2026
**ข่าวใหญ่ที่ต้องรู้! "ไข้กาฬหลังแอ่น" ระบาดหนักที่อังกฤษ !!!
🚨 **ข่าวใหญ่ที่ต้องรู้! "ไข้กาฬหลังแอ่น" ระบาดหนักที่อังกฤษ
กระทบนักศึกษา จบชาติภพนี้เฉียบพลัน... เราต้องระวังตัวแค่ไหน?**
อ่านเถอะครับ... ถามกันมามาก เขียนสรุปให้แล้ว ครับ
ช่วยแชร์หน่อยนะครับ...เพราะข่าวทำนองนี้ คนมักไม่เห็นครับ
ใครไม่ไหว ข้ามไป ตอนท้ายเรื่อง การป้องกันเลยครับ
หลายคนอาจจะเห็นข่าวการระบาดของโรคติดเชื้อที่อังกฤษแล้วรู้สึกตกใจ
กลัวจะเหมือน พี่กระบือหวิด หลายปีก่อน
ชื่อโรคอาจจะฟังดูน่ากลัวและอาการมีความรุนแรงมาก
แต่หากเราเข้าใจและรู้วิธีป้องกัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากครับ
----
🦠 ** ไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร? เกิดจากเชื้ออะไร? **
ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า *Neisseria meningitidis*
เชื้อนี้ ก่อให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรงและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ชื่อโรคในภาษาไทยมาจากอาการของผู้ป่วยในระยะรุนแรงที่อาจมีอาการ "ชักเกร็ง" และ "หลังแข็งแอ่น"
----
**ติดต่อกันได้อย่างไร**
เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางเดินหายใจและการสัมผัสใกล้ชิด
คล้ายกับไข้หวัดแต่ติดยากกว่า โดยต้องสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง
เช่น การไอ จามใส่กัน การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น
แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อนส้อม หรือการจูบ (บอกแล้ว ห้ามหอมลูกคนอื่น !!!)
----
**อาการแสดง: จากเริ่มต้น... จนถึง ตุยเย่ **
โรคนี้รุนแรงและลุกลามเร็วมาก อาจทำให้กลับบ้านเก้าขึ้นเตาเมรุ
ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีอาการ
**ระยะเริ่มต้น** มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการคอแข็ง
**ระยะลุกลาม** เริ่มมีผื่นจ้ำเลือดสีม่วง (purpura fulminan) ขึ้นตามลำตัว ขา และเท้า ผู้ป่วยจะเริ่มซึมลง สับสน
**ระยะวิกฤต** เกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด อวัยวะล้มเหลว และ ตุยเย่ อย่างรวดเร็ว ครับ
สำหรับผู้ที่รอดชีวิต ประมาณ 10-20% อาจเผชิญกับความพิการทางสมอง สูญเสียการได้ยิน หรือต้องสูญเสียอวัยวะ เช่น ตัดแขนตัดขา จากภาวะเนื้อตุยในช่วงติดดเชื้อหนักๆ
----
**อัตราการตุยเย่**
อัตราการ ตุยเย่ สูงถึง 8-15% แม้จะได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง และหากไม่ได้รับการรักษา อาจพุ่งสูงถึง 50%
--------
**ประวัติศาสตร์การระบาดในโลก และในไทย**
**ในระดับโลก** มักพบการระบาดใหญ่ในพื้นที่ที่เรียกว่า "Meningitis Belt" แถบแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ซึ่งอาจพบผู้ป่วยสูงถึง 1,000 รายต่อประชากรแสนคน
**ในประเทศไทย** โรคนี้มีรายงานในไทยมานานแล้วครับ
แต่มักพบแบบประปราย ไม่ค่อยระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่
สถิติในอดีตพบผู้ป่วยราว 15-74 รายต่อปี
ล่าสุดในปี 2026 (ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม) ไทยพบผู้ป่วยประปราย 5 ราย และ ซึ่งได้จบชาติภพนี้ไปแล้ว 3 ราย ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ายังควบคุมได้และไม่ได้ระบาดเป็นคลัสเตอร์แบบที่อังกฤษ
------------
ที่น่าสนใจคือ **เกิดอะไรขึ้นที่อังกฤษในปี 2026**
การระบาดที่สหราชอาณาจักรในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2026 เกิดขึ้นในกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเคนต์ (University of Kent) และนักเรียนในเมืองแคนเทอร์เบอรี
ต้นตอพบว่าเชื่อมโยงกับการรวมตัวในสถานบันเทิง (ไนท์คลับ) แห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อตัวนี้สายพันธุ์บี อย่างรวดเร็ว
มีผู้ติดเชื้อหลายสิบราย และมีจบชาติภพนี้ไปแล้วอย่างน้อย 2 ราย
จนทางการอังกฤษต้องสั่งปิดสถานที่ เร่งจ่ายยาปฏิชีวนะ และฉีดวัคซีนให้นักศึกษาในพื้นที่ทันที
----------------
**แนวทางการป้องกัน: วัคซีน vs การดูแลตัวเอง**
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น เช่น ชนิดคอนจูเกต ACWY และชนิด B) ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพ (VE) สูงถึง 82% - 100% ในการป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากสายพันธุ์ที่ครอบคลุม
** วัคซีนโรคนี้ **"มีราคาสูงมากในประเทศไทย"** (หลักหลายพันบาทต่อเข็ม) การฉีดจึงมักแนะนำเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงจริงๆ เช่น ผู้ที่ถูกตัดม้าม ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปเรียนต่อ/แสวงบุญในประเทศที่มีการระบาด
ดังนั้น "การป้องกันด้วยตนเองเบื้องต้น" จึงเป็นวิธีที่สำคัญที่สุด คุ้มค่าที่สุด และทุกคนสามารถทำได้ทันทีครับ
✅ ห้ามใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นเด็ดขาด แก้วน้ำ, หลอดดูด, ช้อนส้อม, ลิปสติก (ช่างแต่งหน้ารับงานก็ระวังหน่อยครับ)
✅ รักษาสุขอนามัย ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์บ่อยๆ
✅ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเทเป็นเวลานาน
✅ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยทางเดินหายใจ หรือเมื่อต้องเข้าไปในชุมชนที่คนหนาแน่น
*** ไปสัมผัสเชื้อแล้วทำอย่างไร ***
เรามียาสำหรับป้องกันที่กินทันที หรือ Post-Exposure Prophylaxis หรือ PEP คือ Rifampicin (ยาโบราณมากๆ ใช้รักษาวัณโรค) โดย 600 มก. ทุก 12 ชั่วโมง ติดต่อกัน 2 วัน (รวม 4 มื้อ)
จุดประสงค์เพื่อกำจัดเชื้อ Neisseria meningitidis ที่อาจอยู่ในโพรงจมูกและคอหอยของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงในการป่วยและการแพร่กระจายเชื้อครับ
ยาตัวนี้ อาจทำให้ปัสสาวะ น้ำตา หรือสารคัดหลั่งในร่างกายเปลี่ยนเป็น
"สีส้มแดง" ซึ่งเป็นอาการปกติของยาตัวนี้ และอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลดลง คนที่กินยาคุ้มระวังหน่วยครับ
ควรได้รับยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะภายใน 24 ชั่วโมง หลังการสัมผัสโรค หากเกิน 14 วันไปแล้ว การให้ยาแทบจะไม่มีประโยชน์
การใช้ยา PEP ควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและสั่งการโดยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากต้องประเมิน "ระดับความเสี่ยง" ของการสัมผัส
#หมอจิรรุจน์
ปล. มิติใหม่แห่งการเขียน ที่ต้องใช้คำแทน เพื่อลดการจำกัดการมองเห็นครับ