17/11/2022
ถ้าไม่ให้พูดว่า "อย่าคิดมาก" แล้วพูดคำว่าอะไรได้บ้าง ?
กลายเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ เนื่องจากโพสต์ของพิธีกรท่านหนึ่ง เกี่ยวกับการพูดถึง อยากรณรงค์ให้คนเลิกพูดคำว่า 'อย่าคิดมาก'
มีคนไปแสดงความเห็นเยอะเลย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีจำนวนไม่น้อยที่แสดงความเห็นเชิงตั้งคำถามว่า แล้วถ้าอย่างงั้นจะให้พูดว่าอะไร ? , แล้วอย่างงั้นพูดว่าอะไรได้บ้าง ?
บทความนี้หมอจะลองยกตัวอย่างครับ ว่าถ้าเวลามีคนไม่สบายใจมาปรึกษาเรา ถ้าไม่พูดว่าอย่าคิดมาก เราสามารถพูดว่าอะไรได้บ้าง
เรื่องนี้ทำให้หมอนึกไปถึงเรื่องที่เคยอ่านในหนังสือชื่อ ชวนม่วนชื่น ผู้เขียนคือพระอาจารย์พรหมวังโส เป็นพระสงฆ์สายหลวงปู่ชา ท่านประจำอยู่ที่วัดในเมืองเพิร์ธประเทศออสเตรเลีย ท่านได้เขียนเล่าประสบการณ์ว่า ครั้งหนึ่งมีหญิงชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง มาขอคำปรึกษาท่านด้วยความทุกข์ใจ เพราะเธอเศร้าโศกกับความรู้สึกผิดมาตลอด 6 เดือน เรื่องเกิดขึ้นเนื่องจากตอนเย็นวันหนึ่ง เธออยากชวนเพื่อนสาวของเธอและแฟนหนุ่มของเพื่อนสาวไปขับรถชมวิวในป่า แม้ว่าเพื่อนสาวและแฟนหนุ่มจะไม่อยากไป แต่เธอก็คะยั้นคะยอจนสองคนยอมไปกับเธอในที่สุด
แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
รถยนต์เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ทำให้เพื่อนสาวของเธอเสียชีวิต แฟนหนุ่มของเพื่อนพิการเป็นอัมพาต ส่วนเธอเองที่เป็นผู้โดยสารกลับไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย
ความเศร้าโศกและรู้สึกผิดกับเหตุการณ์นี้เกาะกินเธอมาตลอด 6 เดือน เธอเคยคุยกับใครหลายๆคน หลายๆที่ เขาก็ต่างพูดทำนองเดียวกันคือ 'อย่าคิดมาก' , 'มันไม่ใช่ความผิดของเธอ' , 'จงปล่อยวางเสีย' , 'ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก'
เมื่อพระอาจารย์พรหมวังโสได้ยินเธอระบายเรื่องราวความทุกข์นี้ให้ฟัง ในตอนแรกท่านก็คิดจะพูดกับเธอในทำนองเดียวกันนี้ แต่ท่านก็ฉุกคิดได้ว่า เธอคงได้ยินคำพูดพวกนี้มานับสิบนับร้อยครั้งแล้ว และเห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ผล ท่านจึงเลือกที่จะตอบไปว่า
"ที่โยมรู้สึกผิดอยู่นั้นมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว"
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนจากโศกเศร้าเป็นประหลาดใจ และจากประหลาดใจกลายเป็นความโล่งใจในที่สุด
เธอไม่เคยได้ยินใครพูดเช่นนี้มาก่อนว่าเธอควรจะรู้สึกผิด
..เพราะมนุษย์เรามีความรู้สึกผิดชอบ และไม่แปลกเลยที่เธอจะรู้สึกผิดกับเรื่องนี้...
ในบางครั้งการพยามย้ำกับผู้ที่กำลังทุกข์ใจให้ไม่ทุกข์ ไม่เศร้า ไม่ต้องรู้สึกผิด ก็อาจทำให้พวกเขา 'รู้สึกผิดยกกำลังสอง' ก็เป็นได้ คือทั้งต่อเรื่องราวทุกข์ใจเดิม และต่อคนรอบข้างที่ทำให้เขารู้สึกไปว่า การที่เขากำลังรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี รู้สึกเศร้านี้ มันเป็นเรื่องที่ผิด
ตัวอย่างเรื่องราวที่เกิดที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลียเรื่องนี้ แต่ละคนอาจได้มุมมองที่ต่างไปก็ได้ สามารถแชร์ความคิดเห็นได้นะครับ
กลับมาที่ประเด็นว่า ถ้าไม่พูดคำว่าอย่าคิดมาก แล้วพูดว่าอะไรได้บ้าง ?
ก่อนอื่น หมอขออนุญาตนิยามศัพท์เฉพาะที่จะใช้ในบทความนี้ซักนิดนะครับ
ผู้เล่า : หมายถึง ผู้ที่กำลังมีความทุกข์ร้อนใจ อึดอัด ไม่สบายใจ เศร้าใจและจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ผู้เล่าตัดสินใจเล่าเรื่องเหตุการณ์ทุกข์ใจนี้ให้ผู้ฟังได้ฟัง
ผู้ฟัง : หมายถึง คนที่ผู้เล่าเลือกที่จะเล่าให้ฟัง (สั้นๆแค่นี้แหละ 😅)
แล้วเรา ถ้าอยู่ในฐานะผู้ฟัง คำพูดอะไรบ้าง ที่อาจจะดีกว่า 'อย่าคิดมาก' , 'ไม่เป็นไรหรอก' , 'เรื่องเล็กน้อย' , 'อย่าเครียดไปเลย'
1.....ไม่พูดอะไรเลย........ : เพราะบางทีผู้เล่าก็แค่ต้องการระบายออกให้ใครสักคนได้รับฟังเพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นความต้องการที่แท้จริง
มีคนไข้หลายคนเหมือนกันครับที่หมอเคยเจอ พวกเขาเล่าว่า เวลามีเรื่องไม่สบายใจ เขาจะบ่น ระบายให้สุนัขหรือแมวที่บ้านฟัง เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ฟังพวกเขาโดยไม่ตัดสิน ไม่เถียงกลับ ไม่แนะนำว่าควรจะต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ต่อ พวกมันแค่จ้องหน้าเขาแล้วมีท่าทีรับฟังก็เท่านั้น
ในหลายๆครั้ง อวัจนภาษาท่าทีสนใจรับฟังอย่างตั้งใจของผู้ฟัง ก็มีคุณค่ามากมายแล้วครับ และในหลายๆครั้งเช่นกันผู้เล่าก็สบายใจขึ้นมาก เพียงแค่ได้เล่า ระบายให้ใครสักคนรับฟังเพียงแค่นั้น
และมีบางครั้งเช่นกัน ที่ผู้เล่าอาจจะฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง แค่ผ่านการเรียบเรียงและเล่าออกมาให้คนอื่นได้ฟังนั่นเอง อาจรวมถึงทางออกของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ก็เป็นได้
บางที ปัญหามันอาจไม่ได้อยู่ที่คำพูดว่า 'อย่าคิดมาก'
แต่เป็น process ก่อนที่ผู้ฟังจะ ตอบ(response) ออกไปต่างหาก ซึ่งทำให้ผู้เล่ารู้สึกว่ามันเร็วเกินไป ด่วนตัดสิน ไม่รับฟังเขา
ชวนให้นึกถึงประโยคที่ Stephen Covey เคยกล่าวไว้
"The biggest communication problem is we do not listen to understand. We listen to reply."
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการสื่อสาร
คือเราไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจ , เราฟังเพื่อที่จะโต้ตอบ
2. "แล้วเรื่องนี้ ทำให้เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง ?" :
การสะท้อนความรู้สึก (reflection) เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะถ้าผู้เล่ามีอารมณ์ด้านลบที่ยากจะอธิบาย บางครั้งผู้เล่าก็ไม่รู้จะนิยามกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าอะไร การช่วยให้พวกเขาสามารถระบุ (identify) อารมณ์ ทำให้เขารับรู้ ตระหนักรู้ถึงอารมณ์ด้านลบที่กำลังเกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางแก้ปัญหาได้ บางครั้งผู้เล่าก็มาพร้อมอารมณ์ด้านลบที่รู้แน่ชัดอยู่แล้วเช่น เศร้า อึดอัด เบื่อเซ็ง ท้อแท้ ถ้าผู้ฟังคิดตามเรื่องราวแล้วเห็นด้วยก็สามารถสะท้อนอย่างเข้าอกเข้าใจ (empathy) ออกไปได้ครับ เช่น "เจออย่างนี้เป็นใครก็ต้องเศร้าเนอะ" , "ถ้าฉันเป็นเธอ เจออย่างนี้ฉันก็คงเซ็งเหมือนกัน" ทั้งนี้ การสะท้อนอารมณ์ของผู้เล่าถึงแม้จะทำได้ยาก และบางครั้งจังหวะไม่อำนวย แต่การฟังเพื่อพยามทำความเข้าใจก็มีประโยชน์มากมายแล้วครับ
3. "แล้วเธอจะเอายังไงต่อกับเรื่องนี้ ? " :
การถามหาวิธีการแก้ปัญหา(problem solving) ถามถึงแผนในอนาคต(future planing) เป็นอีกวิธีที่สามารถนำมาใช้ได้เหมือนกัน ผู้เล่าบางคนก็อาจจะรู้อยู่แล้วลึกๆ ว่าจะต้องจัดการกับปัญหาตรงหน้ายังไง การให้พวกเขาได้เรียบเรียงเป็นคำพูด เป็นขั้นเป็นตอนชัดเจนจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นได้ แต่ในบางครั้งผู้เล่ารู้สึกว่าปัญหาที่เจออยู่นี้มันใหญ่มาก มันมืดแปดด้านไม่มีทางออก ผู้ฟังในฐานะที่มองจากมุมมองคนนอกกลับมองเห็นวิธีแก้ปัญหามากมาย เราสามารถชวนมองว่าถ้างั้นใช้วิธีที่ 1 ได้มั้ย ถ้าไม่เวิร์คลองวิธีที่ 2 , 3 , 4 , 5...
ถ้าผู้ฟังนึกวิธีแก้ปัญหาไม่ออก อาจจะลองสมมุตในใจว่า ถ้าเราเป็นผู้เล่า ผู้เล่าเป็นเรา (swab role) เราอยากได้ยินคำแนะนำแบบไหน อยากได้รับการตอบกลับมาว่ายังไง
4. "ไปหาอะไรอร่อยๆกินกันมั้ย 😋" :
ผู้ฟังบางคนอาจจะสะท้อนอารมณ์ไม่เก่ง ช่วยคิดวางแผนแก้ปัญหาก็ไม่เก่ง แต่หาของกินเก่ง อย่าละเลยความสามารถของตัวเองตรงจุดนี้นะครับ เอามาช่วยคลายทุกข์ให้ผู้เล่าได้ การที่ทำให้ผู้เล่าได้รับอาหาร ผ่อนคลาย การพักผ่อนที่เพียงพอ ถึงแม้เป็นการช่วยเหลือแค่ภายนอก (external stabilization) ไม่ได้ลงลึกลงไปสัมผัสถึงจิตใจของเขา แต่ก็ทำให้เขารู้สึกได้ว่ามีคนที่แคร์ มีคนที่ใส่ใจเขาอยู่
บางคนเกิดความตึงเครียดจากการทำงาน แล้วยังต้องกลับบ้านดึกด้วยความอ่อนล้า การเปลี่ยนจากประโยคที่ว่า "ทำไมกลับดึกป่านนี้" ไปเป็น "ทานอะไรมาหรือยัง หิวไหม ?" อาจจะช่วยได้มากก็ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจาะลงไปถึงอารมณ์ ความรู้สึก หรือปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่แม้แต่น้อย
5. "ฉันอยู่ตรงนี้เสมอนะ"
"ถ้ามีอะไรที่ฉันพอช่วยได้ บอกได้เลยนะ" :
ถ้าผู้ฟังยินดี และมีศักยภาพที่จะช่วยได้ล่ะก็ การที่ผู้เล่ารับทราบว่ามีคนที่เขาไปขอความช่วยเหลือได้ ในกรณีเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ในกรณีสิ่งที่เขากังวลว่ามันจะแย่ถึงขีดสุดกลายเป็นจริงขึ้นมา (worst case scenario) ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้เผชิญปัญหานี้โดยลำพัง ยังมีคนที่ช่วยเขาในเวลาที่เขาล้มลง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ดีกรีของความกังวลในใจของเขาลดลงได้ครับ
6. บางครั้งผู้ฟังเองก็ไม่พร้อมที่จะรับฟัง :
บางครั้งผู้ฟังก็มีปัญหาของตัวเอง หรืออารมณ์ไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะรับรู้ปัญหาของคนอื่นๆอีก ผู้ฟังบางคนเมื่อรับฟังเรื่องเครียดของคนอื่นแล้วพลอยไม่สบายใจไปด้วยได้ง่าย หมอคิดว่าการปฏิเสธอย่างสุภาพ แจ้งว่าตอนนี้เราอาจไม่สะดวกรับฟังเธอจริงๆ แทนการตัดบทว่าไม่ต้องคิดมาก ผู้เล่าหลายคนจะเข้าใจได้ครับ อาจทำให้เกิดความไม่พอใจน้อยกว่าก็ได้ ถ้าเราบอกเหตุผลไปตรงๆ...
เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างของเทคนิค วิธีการ คำพูดที่จะใช้ได้แทนการพูดว่า 'อย่าคิดมาก'
เป็นช้อยส์เผื่อว่าจะลองนำไปเลือกใช้กันได้ครับ
หมอเองคิดว่าคำว่า อย่าคิดมาก ก็ไม่ใช่คำห้ามพูดเด็ดขาดเสียทีเดียว บางทีหมอก็พูดเหมือนกันในบางจังหวะครับ
หมออยากฟังมากๆว่าแต่ละท่านมีเทคนิควิธีการอะไรบ้าง เคยลองใช้วิธีไหนแล้วได้ผล ลองคอมเม้นต์แชร์วิธีการของแต่ละคนดู จะเป็นประโยชน์กับคนอื่นอย่างแน่นอนครับ
บทความโดย หมอ Triquetra
ภาพประกอบโดย พรรษมนต์ ศุภจารีรักษ์
ติดตามข่าวสาร/สอบถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Net PAMA ได้ทาง
FB: Net PAMA: เน็ต ป๊าม้า
Website: www.netpama.com
E-mail: [email protected]
#เน็ตป๊าม้า #เลี้ยงลูกเชิงบวก