18/08/2026
🙏🏻🪷🤍
https://www.facebook.com/share/1LzFcWAzLY/?mibextid=wwXIfr
สามวันสุดท้ายก่อนหลวงปู่ตื้อละสังขาร
เมื่อธาตุขันธ์อ่อนแรงลงทุกขณะ แต่เสียงธรรมยังไม่ยอมหยุด
กลางพรรษา พ.ศ. 2517
ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
ไม่มีผู้ใดในเวลานั้นรู้แน่ชัดว่า
พระมหาเถระผู้ผ่านดงเสือ ป่าช้า และทางธุดงค์มาเกือบตลอดชีวิต
กำลังจะเหลือเวลาอยู่กับลูกศิษย์อีกเพียงไม่กี่วัน
วันที่ 17 กรกฎาคม 2517 เวลาประมาณเที่ยง
หลวงปู่แว่น ธนปาโล นำคณะสงฆ์จากวัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร มากราบทำวัตรและขอโอวาทตามธรรมเนียมของพระกรรมฐาน
หลวงปู่ตื้อแสดงธรรมหนึ่งกัณฑ์
แต่วันนั้นลูกศิษย์สังเกตเห็นว่า
ลมหายใจของท่านไม่เป็นปกติ ร่างกายร้อนและมีไข้
เมื่อเทศน์จบ ท่านต้องเอนกายลงพัก
แม้ธาตุขันธ์จะแสดงความทรุดโทรมอย่างชัดเจน
หลวงปู่กลับมิได้แสดงความหวาดหวั่น
เมื่อศิษย์ถวายยา
ท่านกล่าวโดยใจความว่า ยาช่วยประคองร่างกายได้
แต่ไม่อาจรักษาจิตใจแทนผู้ปฏิบัติได้
พร้อมบอกเป็นนัยว่า ขันธ์ห้าของท่านกำลังใกล้ถึงกาลแตกดับ
วันที่ 18 กรกฎาคม
หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม จากวัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย เดินทางมากราบเยี่ยม
หลวงปู่ตื้อยังคงแสดงธรรม
ว่าด้วยอายตนะภายในและอายตนะภายนอก
สอนให้ผู้ฟังรู้เท่าทันตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
รวมถึงสิ่งที่เข้ามากระทบอายตนะเหล่านั้น
ท้ายกัณฑ์ ท่านกล่าวเป็นนัยตรงไปตรงมาว่า
อายตนะของหลวงตากำลังจะถึงกาลแตกดับแล้ว
เย็นวันนั้น เสียงของท่านเบาลง
บางช่วงต้องหยุดสูดลมหายใจยาว ก่อนจะกล่าวธรรมต่อ
ลูกศิษย์ขอให้ท่านพัก
แต่แม้จะเอนกายลง หลวงปู่ก็ยังคงอบรมสั่งสอนอยู่เรื่อย ๆ
ราวกับรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีน้อย
และธรรมบางถ้อยคำอาจเป็นเสบียงสุดท้าย
ที่ครูบาอาจารย์จะฝากไว้ให้ลูกหลาน
เช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 2517
หลวงปู่ฉันภัตตาหารได้น้อย
ร่างกายอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมีพระภิกษุและสามเณรจากวัดอื่นมากราบ
ท่านให้ศิษย์ช่วยพยุงลุกขึ้นนั่ง แล้วกล่าวว่า
“สังขารไม่เที่ยง หลวงตาเกิดมาก่อน
ก็ต้องไปก่อนตามธรรมดา”
ถ้อยคำนี้ไม่มีความเศร้าหมอง
ไม่มีเสียงของผู้หวาดกลัวความตาย
มีแต่เสียงของผู้เห็นสังขารตามความเป็นจริง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเสื่อมดับไป
ไม่มีใครขอร้อง ไม่มีใครต่อรอง และไม่มีผู้ใดหนีพ้น
หลวงปู่แสดงธรรมแก่คณะสงฆ์อีกประมาณ 15 นาที
แม้เสียงจะเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ต่อมาอาการทางลมกำเริบหนักขึ้น
แต่ท่านยังให้พรแก่ศิษย์ด้วยถ้อยคำบาลีว่า
พุทฺโธ สุโข ธมฺโม สุโข สงฺโฆ สุโข
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ
อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ
จากนั้นหลวงปู่หัวเราะและยิ้มให้ศิษย์
เป็นรอยยิ้มอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย
ไม่มีอาการกระวนกระวาย
ไม่มีความหลง ไม่มีกังวล
มีเพียงความสงบเย็นของนักรบธรรม
ผู้มองความตายเสมือนการวางของหนักลงจากบ่า
แม้เสียงจะเหลือเพียงแผ่วเบา
หลวงปู่ยังกล่าวธรรมต่อไปจนถึงถ้อยคำสุดท้ายว่า
“ธาตุลมในหลวงตาวิปริตแล้ว”
หลังจากนั้น ทุกสิ่งก็สงบนิ่ง
ลมหายใจหยุด
กายสังขารไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ละสังขารเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2517
เวลา 19.05 น.
ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านข่า จังหวัดนครพนม
คณะสงฆ์และลูกศิษย์ที่เฝ้าอยู่ ณ ที่นั้น
ต่างก้มกราบลงแทบเท้าครูบาอาจารย์
โดยแทบไม่ต้องมีผู้ใดกล่าวนัดหมาย
ภาพในวาระสุดท้ายของหลวงปู่ตื้อ
มิใช่เรื่องอภินิหารที่ต้องอาศัยการแต่งเติมให้พิสดาร
แต่เป็น “ปาฏิหาริย์แห่งธรรม” ที่เกิดขึ้นต่อหน้าศิษย์
ร่างกายกำลังแตกดับ
แต่สติไม่แตก
ลมหายใจกำลังสิ้น
แต่ธรรมไม่สิ้น
หลวงปู่ยังคงทำหน้าที่ของครูบาอาจารย์
จนกระทั่งธาตุขันธ์ไม่อาจทำหน้าที่ต่อไปได้อีก
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ศิษย์อาวุโสสำคัญแห่งสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
พระธุดงคกรรมฐานผู้มีปฏิปทาเด็ดเดี่ยว
เทศน์ตรง พูดตรง และแทงธรรมลงถึงใจคนฟัง
ในหมู่ศิษย์จึงถวายสมญาท่านว่า
“พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์แห่งยุค”
แต่เหนือกว่าฤทธิ์ใดทั้งหมด
คือฤทธิ์แห่งสติ
ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติยืนอยู่เหนือความหวาดกลัว
แม้ความตายจะเดินมาถึงตรงหน้า
กราบน้อมระลึกถึงคุณธรรม
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ผู้ใช้ลมหายใจสุดท้าย
ประกาศความไม่เที่ยงของสังขาร
ให้ลูกหลานได้เห็นด้วยตาของตนเอง