Dhamma delivery ธรรมะคือธรรมชาติ

Dhamma delivery ธรรมะคือธรรมชาติ Dhmma for life

19/09/2026
🌺  #อุทิศบุญให้คนที่ตกนรก จะได้รับไหมธ​รรมทาน  #หลวงพ่อตอบปัญหา🍁 ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ การอุทิศส่วนกุศล จะอุทิศให้คนมีชีว...
08/09/2026

🌺 #อุทิศบุญให้คนที่ตกนรก จะได้รับไหม
ธ​รรมทาน #หลวงพ่อตอบปัญหา

🍁 ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ การอุทิศส่วนกุศล จะอุทิศให้คนมีชีวิตอยู่ จะได้หรือไม่ครับ

🌿 หลวงพ่อ: #ถ้าเขาโมทนาก็ได้
ไอ้การอุทิศส่วนกุศลนี่ ✅️ #ผู้จะได้ต้องโมทนา เขาต้องรู้นะ ถ้าเขาไม่รู้ เขาไม่ได้โมทนานี่ไม่ได้ ถึงแม้ว่า ผีก็เหมือนกัน #ผีต้องโมทนา ที่เราให้ผีตัวนั้น 📛 #ไม่ได้โมทนาก็ไม่ได้ เป็น 🍂" #ปัตตานุโมทนามัย"

บางที เราให้เกือบตายนี่ คนนั้นอยู่เมืองนรก ไม่มีทางได้ เคยถามลุง ( พระยายมราช )
ท่านบอกว่า : " #การทำบุญอุทิศส่วนกุศล ถึง
🎯 #แม้แต่นิพพานยังโมทนานะ
ที่นิพพาน โมทนา ไม่ใช่อะไร ท่านยินดีด้วย เราทำความดี จะได้ขึ้นไปบ้าง ใช่ไหม."
เลยถามว่า : นิพพานน่ะ ไกลแสนไกล ยังโมทนาได้ ไอ้ นรก แค่ตูดหมาแค่นี้ ทำไมโมทนาไม่ได้
นี่พูดภาษาไทยกับท่านนะ..ท่านเลยตอบ แบบเปรียบเทียบ.. บอก : " เอายังงี้ก็แล้วกัน สมมุติว่า คุณนี่ ผมเอาไฟเผา ไฟเผาท่วมทั้งตัวด้วย แล้วหอกก็แทง ดาบก็ฟัน เวลาใครเขาเอาขนมให้คุณกิน เวลานั้นกินได้ไหม "
. ก็เลยตอบไม่ได้..

ท่านเลยบอก : " #สัตว์นรกก็เหมือนกัน
📛 #ทุกขเวทนามันมากเกินที่จะโมทนาได้
📛 ไม่มีโอกาสจะโมทนา "

นี่ ท่านตอบชัด คำตอบของท่านนะ..
เลยจำมา เวลาใครเขาถาม ได้ประโยชน์..

🍁ผู้ถาม : แล้วจะทำยังไง จะช่วยเขาได้ล่ะคะ

🌿หลวงพ่อ : ก็ต้องไปป้อนใส่ปากเขา❗️
เอางี้ซิ #ต้องฝึกกรรมฐาน ในขั้น #ฉฬภิญโญ ที่เรียกว่า #มโนมยิทธิ นี่นะ เป็นหมวดของ ฉฬภิญโญ ไปพบตัวเขาเอง แล้วถามเขา จะให้ทำบุญอะไร เธอจึงจะได้ และ ให้ด้วยวิธีไหน จะมีโอกาสไหม นี่เราถามเขาเลย นะ..

อย่าง "พระเจ้าอชาติศัตรู" นี่ มีคนเขาสงสารท่าน ต้องการให้ท่านมีความสุข ก็ต่างคนต่างช่วยกัน ทำบุญให้ ไม่มีผล..

⭕️ ผลที่สุด เลยฝึกกรรมฐานกองนี้ให้ ให้ทุกคนไปพบกันเอง พอไปถึงแล้ว ก็ขออนุญาต ให้สำนักของพระยายม เรียกขึ้นมา..

ถ้าพวกเราไปเรียกขึ้นมา เขาไม่ขึ้น..! นายนิรยบาล เขาไม่ยอมให้ขึ้น ต้องเทวดา บอกนิรยบาล.. นิรยบาลก็นำขึ้นมา พอขึ้นมาก็มีความสุข..

⭕️ ท่านบอก : " ถ้าเมตตาท่าน #ให้สร้างพระหน้าตัก ๔๐ นิ้ว คือ ไม่น้อยกว่า ๔๐ นิ้ว ๑ องค์ #และอุทิศส่วนกุศลตรงให้ท่านเลยให้คนเดียว " และเขาก็ถามว่า : ท่านจะพ้นไหม..

ท่านบอก : " ไม่พ้นหรอก แต่ความร้อนมันลด ๖๐ % " เห็นไหม นี่ขนาดพูดกันเองนะ ถ้าความร้อนจะลด ๖๐ % เหลือ ๔๐ % ยังต้องเผากันอยู่ ก็ต้องใช้วิธีนี้น่ะ จะให้ใคร ย่อง ๆ ไปถามกันก่อน!

❇️ จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ เล่มที่ ๒๑๘ พ.ศ ๒๕๔๒ หน้าที่ ๑๐ - ๑๑

🪷🙏🏻
30/08/2026

🪷🙏🏻

“ขณะหลวงปู่เสาร์ใกล้มรณภาพพระเณรหลายรูปนั่งร้องไห้อยู่ หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้ไล่ออกไปเพื่อให้หลวงปู่เสาร์ละสังขารอย่างสงบ และการจัดการสรีระสังขารหลวงปู่เสาร์ของหลวงปู่เจี๊ยะมีวิธีการอย่างไร”

เนื่องจากว่าในวันนี้เป็นวันครบรอบ 22 ปีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ละสังขาร ทางเพจขอนำเสนอเหตุการณ์สำคัญที่หลวงปู่เจี๊ยะเข้าไปเกี่ยวข้องคือ การอยู่ในขณะที่หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล จะละสังขาร และวิธีการจัดการสรีระสังขารของหลวงปู่เสาร์เพื่อขณะเคลื่อนย้ายจะไม่ให้กลิ่นออกมาก่อนที่จะย้ายสรีระสังขารจากเมืองจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในปี 2485 นั้นการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยในรายละเอียดหลวงปู่เจี๊ยะได้เล่าไว้ดังนี้

ปลายปี พ.ศ.2484 ขณะหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้น มีเหยี่ยวตัวหนึ่ง ได้บินโฉบไปโฉบมาเพื่อหาเหยื่อ จะด้วยกรรมแต่ปางใดของท่านไม่อาจทราบได้ เหยี่ยวได้บินมาโฉบเอารังผึ้ง ซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่พอดิบพอดี รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาด้านข้างๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ ผึ้งได้รุมกันต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลดพวกมันจึงพากันหนีไป

จากนั้นเป็นต้นมาทำให้หลวงปู่เสาร์ป่วยกระออดกระแอดเรื่อยมา

ขณะนั้นหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ได้เดินทางติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนครด้วย ต่อมาประมาณ 2-3 วัน คณะศิษย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล มีจดหมายมานิมนต์หลวงปู่มั่น ทราบว่าหลวงปู่เสาร์อาพาธหนัก หลวงปู่มั่นจึงมอบหมายให้หลวงปู่เจี๊ยะเดินทางไปอุบลฯ เพื่อดูแลอุปัฏฐากในอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์ที่วัดดอนธาตุ ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี แทน

เมื่อมาถึงวัดดอนธาตุอยู่ปฏิบัติท่านจนกระทั่งหายเป็นปกติ

หลังจากหลวงปู่เสาร์หายจากอาพาธแล้ว ท่านจึงเดินทางไปทำบุญอุทิศให้ท่านแดดัง ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่านซึ่งอยู่ที่หลี่ผี ประเทศลาว

(ตามปกติหลวงปู่เสาร์จะชอบออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุเป็นประจำทุกปี)

หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาวก่อน หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้เดินธุดงค์ติดตามไปทีหลัง

ความจริงหลวงปู่เจี๊ยะตั้งใจว่าจะกลับสกลนครไปหาท่านพระอาจารย์มั่น แต่เมื่อมานึกถึงคำสั่งของท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้หวนรู้สึกประหวัดๆ อยู่ในใจว่า

“เจี๊ยะเอ้ย...ดูแลหลวงปู่เสาร์แทนผมให้ดีนะ ถึงการป่วยอาพาธของท่านจะหายก็อย่าได้ไว้วางใจเป็นอันขาด”

เมื่อเป็นดังนี้ท่านจึงจำเป็นต้องเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ไปประเทศลาวเพราะมีความมั่นใจในความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นว่า ท่านต้องทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน จึงกำชับให้ดูแลหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างดี ท่านเน้นว่า “ #อย่าได้ไว้วางใจ” เหมือนกับท่านบอกเป็นนัยๆ แต่ท่านไม่พูดตรงๆ จะเป็นการทำนายครูบาอาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเคารพรักหลวงปู่เสาร์มาก

หลวงปู่เจี๊ยะเดินทางไปยังนครจำปาศักดิ์เพื่อติดตามพระอาจารย์เสาร์โดยทางเรือ

เมื่อเรือเลียบฝั่งท่านได้พาพระเณรทั้งหมดไปพักยังวัดอำมาตย์ เพื่อจะไปให้ทันหลวงปู่เสาร์ แต่คลาดกันหลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ไปที่หลี่ผีก่อน

เมื่อพักที่วัดอำมาตย์พอสมควรแล้ว ต่อจากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปที่ห้วยสาหัว เขตนครจำปาศักดิ์ห่างตัวเมืองราว 10 กว่ากิโลเมตรพักอยู่ที่นี่ราว 4 เดือน

ต่อมาพระครูเม้าวัดอำมาตย์ ให้คนถือจดหมายมาบอกให้ทราบว่าหลวงปู่เสาร์ป่วยหนักและท่านกำลังจะเดินทางมาโดยทางเรือมาถึงจำปาศักดิ์ ประมาณ 5 โมงเย็นให้เรากับพระเพ็งผู้เป็นหลานของหลวงปู่เสาร์ มารอรับท่านหลวงปู่เสาร์ เรือของหลวงปู่เสาร์จะมาถึงจำปาศักดิ์ ประมาณ 5 โมงเย็น

เมื่อเรือของหลวงปู่เสาร์มาถึง หลวงปู่เจี๊ยะพร้อมกับพระเพ็งก็ลงไปรับท่านในเรือ พบว่าหลวงปู่เสาร์มีอาการหนักมากจึงจัดเปลหามเข้าไปในวัดอำมาตย์ พาท่านเข้าไปในอุโบสถที่ทำด้วยไม้

หลวงปู่เสาร์แสดงท่าทางให้ประคองท่านขึ้นกราบพระประธาน หลวงปู่เจี๊ยะและพระเพ็งจึงช่วยกันประคองขึ้นเพื่อกราบพระประธาน

เมื่อกราบลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติ #จึงจับชีพจรดูจึงรู้ว่าชีพจรไม่ทำงาน

พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถก็ว่า “หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้วๆ”

หลวงปู่เจี๊ยะ จึงตะโกนพูดขึ้นว่า “หลวงปู่ยังไม่มรณภาพ #ตอนนี้หลวงปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่องอย่าเข้ามายุ่ง”

จึงพยุงท่านจากอิริยาบถนั่งเป็นอิริยาบทนอน แต่ทำได้ยากเพราะท่านมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้ว

ขณะที่พยุงให้ท่านนอนลงนั้น สังเกตเห็นมีพระเณร #นั่งร้องไห้ อยู่หลายรูป #เราจึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป

เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้าสู่อิริยาบถนอน #ท่านก็หายใจยาวๆ 3 ครั้งนี้ แล้วท่านก็ได้ละสังขารโดยสงบ เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 (สิริอายุรวมได้ 83 ปี)

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้

“เราจึงได้จัดเรื่องงานศพทุกอย่างสุดความสามารถ ให้สมกับหน้าที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นไว้ใจและมอบหมาย จัดแจงทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ

ส่งโทรเลขไปบอกคุณวิชิตที่จังหวัดอุบลราชธานีและหาครกใหญ่ๆ มารองตำถ่าน เราถอดอังสะเหน็บเตี่ยวหาไม้ใหญ่ๆ มา ยกตำๆ ตัวนี่ดำหมด

#ตำถ่านใส่โลงท่าน เราตำเองทั้งหมด

#ถ่านนี้ใส่รองพื้นโลงเพื่อดูดน้ำเหลืองไม่ให้เหม็น วางถ่านรองพื้นโลงเสร็จแล้วเอาผ้าขาวปูทับอีกทีหนึ่ง ถ่านต้องเลือกอย่าเอาที่แตกๆ เวลาปูลงที่พื้นโลงให้ถ่านสูงประมาณ 1 คืบ ใช้ถ่านประมาณ 2 กระสอบก็เพียงพอ

เมื่อตำถ่านเสร็จแล้วตัวดำหมดเลย เราลงโดดน้ำโขงตูม...ตูม... เราเป็นคนแข็งแรง ทำอะไรคนอื่นทำไม่ทัน

เมื่อเอาถ่านรองผ้าขาวปูก็เอาศพท่านวางให้เรียบร้อยแล้วขอขมา

ตั้งศพไว้ระยะหนึ่งให้ชาวจำปาศักดิ์มาสักการบูชา เมื่อเห็นสมควรจึงนำศพท่านลงเรือกลับอุบลฯ ข้ามฝั่งโขงแล้ว

ต่อมาคุณวิชิต โกศัลวิตร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน กับพระเถระมีพระอาจารย์ทอง เป็นต้น และญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ จึงได้จัดขบวนรถยนต์ไปรับศพท่านกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี

ส่วนเราเมื่อนำศพหลวงปู่เสาร์ลงเรือกลับอุบลฯ แล้ว เราจึงเดินธุดงค์จากประเทศลาวเข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มาพักที่วัด พระอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่เสาร์เดินต่อมาทางนครพนม สกลนคร เพื่อร่วมจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น และกราบเรียนเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นทราบ”

น้อมรำลึกครบรอบ 22 ปีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ละสังขาร วันที่ 23 สิงหาคม 2569 (หลวงปู่เจี๊ยะละสังขารวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลา 22.55 น.)

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงปู่เจี๊ยะจุนโท

🪷🪷🪷🧘🏻‍♀️
25/08/2026

🪷🪷🪷🧘🏻‍♀️

24/08/2026

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร​

" ไม่มีอะไร "​

"มาไม่มีอะไร ไปไม่มีอะไร มีอยู่ก็แต่จิตใจและวิญญาณ
ท่านทำดีก็เสวยกรรมดี ทำไม่ดีก็ตกนรกไป
ท่านอย่านึกว่าท่านตายแล้วสูญเปล่า
ท่านทั้งหลายจะพบกันในโลกวิญญาณอีก​

หนี้สินที่ท่านสร้างขึ้นในโลกมนุษย์ ก็จะชดใช้กันในโลกวิญญาณ
ใช้ไม่หมดก็ต้องไปเกิด ไม่อย่างนั้น
จะไม่เรียกว่า เวียนว่ายตายเกิด โลกนี้กลมไม่มีสิ้นภพสิ้นชาติ
โปรดพิจารณาตัวท่านเมื่อไม่มีสิ่งใดปกปิดเถิด"

🙏🏻🪷🤍https://www.facebook.com/share/1LzFcWAzLY/?mibextid=wwXIfr
18/08/2026

🙏🏻🪷🤍

https://www.facebook.com/share/1LzFcWAzLY/?mibextid=wwXIfr

สามวันสุดท้ายก่อนหลวงปู่ตื้อละสังขาร
เมื่อธาตุขันธ์อ่อนแรงลงทุกขณะ แต่เสียงธรรมยังไม่ยอมหยุด

กลางพรรษา พ.ศ. 2517
ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

ไม่มีผู้ใดในเวลานั้นรู้แน่ชัดว่า
พระมหาเถระผู้ผ่านดงเสือ ป่าช้า และทางธุดงค์มาเกือบตลอดชีวิต
กำลังจะเหลือเวลาอยู่กับลูกศิษย์อีกเพียงไม่กี่วัน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2517 เวลาประมาณเที่ยง

หลวงปู่แว่น ธนปาโล นำคณะสงฆ์จากวัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร มากราบทำวัตรและขอโอวาทตามธรรมเนียมของพระกรรมฐาน

หลวงปู่ตื้อแสดงธรรมหนึ่งกัณฑ์

แต่วันนั้นลูกศิษย์สังเกตเห็นว่า
ลมหายใจของท่านไม่เป็นปกติ ร่างกายร้อนและมีไข้
เมื่อเทศน์จบ ท่านต้องเอนกายลงพัก

แม้ธาตุขันธ์จะแสดงความทรุดโทรมอย่างชัดเจน
หลวงปู่กลับมิได้แสดงความหวาดหวั่น

เมื่อศิษย์ถวายยา
ท่านกล่าวโดยใจความว่า ยาช่วยประคองร่างกายได้
แต่ไม่อาจรักษาจิตใจแทนผู้ปฏิบัติได้
พร้อมบอกเป็นนัยว่า ขันธ์ห้าของท่านกำลังใกล้ถึงกาลแตกดับ

วันที่ 18 กรกฎาคม

หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม จากวัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย เดินทางมากราบเยี่ยม

หลวงปู่ตื้อยังคงแสดงธรรม
ว่าด้วยอายตนะภายในและอายตนะภายนอก
สอนให้ผู้ฟังรู้เท่าทันตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
รวมถึงสิ่งที่เข้ามากระทบอายตนะเหล่านั้น

ท้ายกัณฑ์ ท่านกล่าวเป็นนัยตรงไปตรงมาว่า
อายตนะของหลวงตากำลังจะถึงกาลแตกดับแล้ว

เย็นวันนั้น เสียงของท่านเบาลง
บางช่วงต้องหยุดสูดลมหายใจยาว ก่อนจะกล่าวธรรมต่อ

ลูกศิษย์ขอให้ท่านพัก
แต่แม้จะเอนกายลง หลวงปู่ก็ยังคงอบรมสั่งสอนอยู่เรื่อย ๆ

ราวกับรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีน้อย
และธรรมบางถ้อยคำอาจเป็นเสบียงสุดท้าย
ที่ครูบาอาจารย์จะฝากไว้ให้ลูกหลาน

เช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 2517

หลวงปู่ฉันภัตตาหารได้น้อย
ร่างกายอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อมีพระภิกษุและสามเณรจากวัดอื่นมากราบ
ท่านให้ศิษย์ช่วยพยุงลุกขึ้นนั่ง แล้วกล่าวว่า

“สังขารไม่เที่ยง หลวงตาเกิดมาก่อน
ก็ต้องไปก่อนตามธรรมดา”

ถ้อยคำนี้ไม่มีความเศร้าหมอง
ไม่มีเสียงของผู้หวาดกลัวความตาย

มีแต่เสียงของผู้เห็นสังขารตามความเป็นจริง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเสื่อมดับไป
ไม่มีใครขอร้อง ไม่มีใครต่อรอง และไม่มีผู้ใดหนีพ้น

หลวงปู่แสดงธรรมแก่คณะสงฆ์อีกประมาณ 15 นาที
แม้เสียงจะเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ต่อมาอาการทางลมกำเริบหนักขึ้น
แต่ท่านยังให้พรแก่ศิษย์ด้วยถ้อยคำบาลีว่า

พุทฺโธ สุโข ธมฺโม สุโข สงฺโฆ สุโข
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ
อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ

จากนั้นหลวงปู่หัวเราะและยิ้มให้ศิษย์
เป็นรอยยิ้มอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย

ไม่มีอาการกระวนกระวาย
ไม่มีความหลง ไม่มีกังวล
มีเพียงความสงบเย็นของนักรบธรรม
ผู้มองความตายเสมือนการวางของหนักลงจากบ่า

แม้เสียงจะเหลือเพียงแผ่วเบา
หลวงปู่ยังกล่าวธรรมต่อไปจนถึงถ้อยคำสุดท้ายว่า

“ธาตุลมในหลวงตาวิปริตแล้ว”

หลังจากนั้น ทุกสิ่งก็สงบนิ่ง

ลมหายใจหยุด
กายสังขารไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ละสังขารเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2517
เวลา 19.05 น.
ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านข่า จังหวัดนครพนม

คณะสงฆ์และลูกศิษย์ที่เฝ้าอยู่ ณ ที่นั้น
ต่างก้มกราบลงแทบเท้าครูบาอาจารย์
โดยแทบไม่ต้องมีผู้ใดกล่าวนัดหมาย

ภาพในวาระสุดท้ายของหลวงปู่ตื้อ
มิใช่เรื่องอภินิหารที่ต้องอาศัยการแต่งเติมให้พิสดาร

แต่เป็น “ปาฏิหาริย์แห่งธรรม” ที่เกิดขึ้นต่อหน้าศิษย์

ร่างกายกำลังแตกดับ
แต่สติไม่แตก

ลมหายใจกำลังสิ้น
แต่ธรรมไม่สิ้น

หลวงปู่ยังคงทำหน้าที่ของครูบาอาจารย์
จนกระทั่งธาตุขันธ์ไม่อาจทำหน้าที่ต่อไปได้อีก

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
ศิษย์อาวุโสสำคัญแห่งสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
พระธุดงคกรรมฐานผู้มีปฏิปทาเด็ดเดี่ยว
เทศน์ตรง พูดตรง และแทงธรรมลงถึงใจคนฟัง

ในหมู่ศิษย์จึงถวายสมญาท่านว่า

“พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์แห่งยุค”

แต่เหนือกว่าฤทธิ์ใดทั้งหมด
คือฤทธิ์แห่งสติ
ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติยืนอยู่เหนือความหวาดกลัว
แม้ความตายจะเดินมาถึงตรงหน้า

กราบน้อมระลึกถึงคุณธรรม
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

ผู้ใช้ลมหายใจสุดท้าย
ประกาศความไม่เที่ยงของสังขาร
ให้ลูกหลานได้เห็นด้วยตาของตนเอง

"ในสมัยที่อาตมา (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อยู่กับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ปีนั้นจำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป...
16/08/2026

"ในสมัยที่อาตมา (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อยู่กับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ปีนั้นจำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้นแล้วก็คว้าด้วย ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว เป็นลิงนี่จะให้มันเรียบร้อยได้อย่างไร ค้นไปค้นมาในกุฏิหลวงพ่อปานแล้วก็พบ "สมุดข่อย" เป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา

พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพยังไม่ปรากฏ แต่สมุดข่อยนั้นเก่าขาดกระรุ่งกระริ่ง ข้อความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพ่อปาน

หลวง พ่อปานท่านก็บอกว่า เดิมหนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย แต่ทว่ามันเก่าเต็มทีก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อยอีกเล่มหนึ่ง แล้วหลวงพ่อปานก็สั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏิของท่านซึ่งซุกไว้ใต้ ตู้นาฬิกา เอาผ้าสีแดงห่อไว้อย่างดีเหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้าลิงอ่าน เมื่อเปิดผ้าออกดูแล้วปรากฎว่าหนังสือเล่มนั้นดูราวกับว่าจะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้พยากรณ์กรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าและกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานครไว้ด้วยดังนี้

๑.มหากาฬ ผ่านมหายักษ์ ๒.รู้จักธรรม ๓.จำต้องคิด ๔.สนิทธรรม ๕.จำแขนขาด ๖.ราษฏร์ราชาโจร ๗.นั่งทนทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙.ถิ่นกาขาว ๑๐.ชาววิไล

รัชกาลที่ ๑๐
ชาววิไล คือยุคที่บ้านเมืองของไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ยังมาไม่ถึง ...."ในราวปลายรัชกาลที่ ๙ หรือรัชกาลที่ ๑๐ นี้ ประเทศไทยจะขุดพบแร่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำลังคล้ายแร่ยูเรเนียมแต่ทว่ามีกำลังสูงกว่า ถ้าใช้ทางด้านสันติจะมีความเย็นสามารถเผาโรคได้ด้วยอำนาจของความเย็น ถ้าใช้ทางด้านพลังงาน ก็จะมีพลังงานสูงมาก ถ้าใช้ฆ่าฟันกันก็จะมีพลังงานมากยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช้กันในปัจจุบัน เวลานี้ขุดมาได้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันจะปรากฎเอง และเมืองไทยจะมีทรัพยากรต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และจะค่อยๆ มีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ต่อไป ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศชาติจะร่ำรวยมาก "

Cr : https://www.web-pra.com

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สติ คือความระลึกได้และความรู้ตัวในปัจจุบัน เป็นหัวใจหลักในการปฏิบัติธรรม ช่วยให้รู้ทันกาย เวทนา จิต...
13/08/2026

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า

สติ คือความระลึกได้และความรู้ตัวในปัจจุบัน เป็นหัวใจหลักในการปฏิบัติธรรม ช่วยให้รู้ทันกาย เวทนา จิต และธรรม นำไปสู่ความหลุดพ้นและปัญญาญาณ ผ่านหลักธรรมสำคัญอย่าง

มหาสติปัฏฐาน 4 🧘🏻‍♀️🪷

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน: ตั้งสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อิริยาบถย่อย และความเคลื่อนไหวของร่างกาย

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน: ตามรู้ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้นทางใจ

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน: สังเกตสภาพจิตใจตนเองว่ากำลังมีโลภ โกรธ หลง หรือสงบ

ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน: มองเห็นสภาวะธรรมที่เป็นจริงตามธรรมชาติและข้อคิดในชีวิต

Photo : พระพุทธเจ้าเหนือทุกข์และสุข
อจ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

จิตรกรชาวไทย ผลงาน เช่น ภาพจิตรกรรมไทยในอุโบสถวัดพุทธปทีป ลอนดอน ประเทศอังกฤษ, เขียนภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก และผลงานศิลปะที่วัดร่องขุ่น โดยมีทั้งสถาปัตยกรรม, ประติมากรรมปูนปั้น และงานจิตรกรรมไทย เคยได้รับการยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2554 แต่ได้ลาออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ที่อยู่

89
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dhamma delivery ธรรมะคือธรรมชาติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์