Brief Cardiology หวังว่าเพจนี้จะทำให้น้องๆสนิทกับพ?

Ep.068 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 16 - QRS axis interpretation)ในEp.ก่อนหน้านี้พี่ได้พูดถึงวิธีการหาQRS axisไปแ...
18/07/2022

Ep.068 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 16 - QRS axis interpretation)

ในEp.ก่อนหน้านี้พี่ได้พูดถึงวิธีการหาQRS axisไปแล้ว กลับไปreviewได้ตามข้างล่างนี้
Ep.66: QRS axis
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/618981762844011/

Ep.67: How to calculate QRS axis

QRS axis ในคนปกติ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น
สำหรับหมอเด็ก สิ่งที่น้องควรรู้คือเด็กแต่ละวัย มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบบไหนบ้างที่น้องสามารถวินิจฉัยได้คร่าวๆโดยใช้ECGช่วย
โดยทั่วไปเวลาแปลผลเราจะแบ่งaxisออกเป็น 4 quadrants คือ
1. QRS axisปกติ (Normal axis) คือ 0 ถึง +90 องศา
-ผู้ใหญ่ปกติควรจะอยู่ในaxisนี้
-แต่ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 1 เดือน ถ้าQRS axisอยู่ใน 0 ถึง +90 องศา ถือว่าเป็น left axis deviation for age มักจะเกิดจากหัวใจห้องซ้ายล่างโต
ซึ่งถ้าเด็กทารกนั้นมีcyanosisร่วมด้วย โรคที่จะต้องนึกถึงคือ Pulmonary atresia intact ventricular septum (PA/IVS)
2. QRS axisเบี่ยงไปทางขวา (Right axis deviation, RAD) คือ +90 ถึง +180 องศา
-พบในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 1 เดือน ถือว่าเป็นnormal QRS axis for age เนื่องจากตั้งแต่ช่วงที่ทารกอยู่ในท้องแม่หัวใจห้องขวาล่างทำงานหนักกว่าหัวใจห้องซ้ายล่าง หลังคลอดต้องใช้เวลาที่หัวใจห้องขวาล่างจะค่อยๆบางตัวลงจนเท่าผู้ใหญ่ซึ่งจะมีQRS axisเท่ากับผู้ใหญ่จริงๆเมื่ออายุมากกว่า 3 เดือนเป็นต้นไป
-พบในหัวใจห้องขวาล่างโต (Right ventricular hypertrophy, RVH) เช่น Pulmonary hypertension, Ebstein’s malformation of tricuspid valve, Tetralogy of Fallot เป็นต้น
-พบในRight bundle branch block (RBBB), Left posterior hemiblock
-พบในภาวะท่ีหัวใจอยู่ด้านขวา (Dextrocardia)
3. QRS axisเบี่ยงไปทางซ้าย (Left axis deviation, LAD) คือ 0 ถึง -90 องศา
หรือเรียกว่า ‘Superior QRS axis’, ‘Left superior axis’
-พบในหัวใจห้องซ้ายล่างโต (Left ventricular hypertrophy, LVH) เช่น
-พบในLeft anterior hemiblock
-ถ้าพบในเด็กอาจจะต้องนึกถึงอีก4ภาวะ (ที่มีการเลื่อนตำแหน่งของAV nodeไปposterior) มีวิธีจำคือ ‘CATS’
C = Complete Atrioventricular cushion defect (AVCD)
A = Atrial septal defect (ASD) Primum เท่านั้น (ASDอื่นๆเช่น ASD secundum, ASD sinus venosus, ASD coronary sinus type จะไม่มีsuperior axis)
T = Tricuspid atresia (TA)
S = Single ventricle (SV)
4. QRS axisเบี่ยงเกินปกติ (Extreme axis deviation หรือ No man’s land) คือ -90 ถึง -180 องศา
-พบน้อยมากๆ อาจเกิดจากExtreme right axis deviation เช่นในภาวะCOPD, emphysema
-อาจเจอในVentricular ectopy, ventricular pacing หรือ ในsingle ventricle

อจ.แพม ;)

Ep.065 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 13 - QRS wave)เรารู้แล้วว่าP waveเป็นatrial depolarizationตัวที่บอกถึงทิศทางข...
03/05/2021

Ep.065 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 13 - QRS wave)

เรารู้แล้วว่าP waveเป็นatrial depolarizationตัวที่บอกถึงทิศทางของจุดกำเนิดไฟฟ้าที่มาจากหัวใจห้องบน
วันนี้พี่จะมาเล่าเกี่ยวกับQRS wave ซึ่งเป็นventricular depolarization ที่จะบอกถึงทิศทางการนำไฟฟ้าในหัวใจห้องล่าง ซึ่งหน้าตาของQRSจะขึ้นกับ ผลรวมของทิศทางการวิ่งของไฟฟ้าในหัวใจห้องล่าง และขึ้นกับระยะเวลาที่ใช้ในการวิ่งของกระแสไฟฟ้าในหัวใจห้องล่าง

ในภาวะปกติไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบน(atrium)ลงมายังหัวใจห้องล่าง(ventricle)ผ่านAV nodeลงมาถึงHis bundle ซึ่งหลังจากนั้นไฟฟ้าจะกระจายไปสู่ventricleผ่านไปทางright bundle branchและleft bundle branchต่อไปจนถึงPurkinje fiber ซึ่งจะกระจายสัญญาณไฟฟ้าจากด้านในคือendocardiumออกไปด้านนอกคือepicardial surface

การเกิดQRS waveที่มีหน้าตาไม่เหมือนกันขึ้นกับตำแหน่งที่เรามองคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ต้องเข้าใจก่อนว่าตำแหน่งของleadsต่างๆ ก็เหมือนกับการที่เราวางกล้องเพื่อมองทิศทางการวิ่งของไฟฟ้าจากมุมที่ต่างกัน
ใครที่ยังไม่ได้อ่านEp.ก่อนหน้านี้แนะนำว่ากลับไปอ่านอันนี้ก่อนนะ

Ep.56: Hexaxial system (Limb leads)
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/164699774938881/

Ep.57: Precordial leads
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/164702438271948/

Ep.58: Standard 12 leads ECG
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/166700388072153/

ในช่วงที่เกิดdepolarization
-ไฟฟ้าที่วิ่งเข้าหาleadจะแสดงผลออกมาเป็นคลื่นที่หัวตั้งขึ้นหรือpositive wave
-ไฟฟ้าที่วิ่งออกจากleadจะแสดงผลออกมาเป็นคลื่นที่หัวกลับหรือnegative wave
-ไฟฟ้าที่วิ่งตั้งฉากกับleadจะแสดงผลออกมาเป็นคลื่นที่เรียกว่าbiphasic wave
-ถ้าไม่มีไฟฟ้าวิ่งในช่วงนั้นจะแสดงผลเป็นเส้นราบหรือisoelectric
ดังนั้นเมื่อเรามองตามช่วงเวลาที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจวิ่งในventricleจาก2ด้านตรงกันข้ามกัน เช่น lead V1 กับ lead V6 จะเห็นQRSหน้าตาดังรูป
A.หลังจากไฟฟ้าวิ่งผ่านAV nodeและHis bundleจะเกิดการหน่วงสัญญาณ(delay)ทำให้มีช่วงที่เป็นisoelectric PR intervalให้เห็นในsurface ECG
B.ต่อมาไฟฟ้าจะเริ่มกระจายลงมาที่ด้านบนของผนังหัวใจ(upper septal area)ก่อน โดยทิศทางรวมของกระแสไฟฟ้าจะวิ่งจากด้านซ้ายไปขวา
ทำให้ในภาวะปกติเราจะเห็นจุดเริ่มต้นของQRS เป็นR waveที่lead V1 และเห็นQ waveเล็กๆได้ที่lead V6 (รวมทั้งในlead I, aVL, V5) เรียกว่าseptal Q wave
C.ต่อมาไฟฟ้าจะกระจายไปยังบริเวณที่เหลือของหัวใจห้องซ้ายล่าง(left ventricle)ทำให้ทิศทางรวมของกระแสไฟฟ้าจะวิ่งไปทางด้านล่างและด้านหลัง (inferior and posterior)
ทำให้เห็นลักษณะQRS waveเป็นหัวกลับในlead V1 (S wave) และเป็นหัวตั้งขึ้นในlead V6 (R wave)
D.หลังจากนั้นจะเป็นจุดที่ventricleทั้งหมดdepolarizedแล้ว และจุดสุดท้ายของQRSก่อนจะเข้าสู่ST segmentเรียกว่า J point ซึ่งในภาวะปกติจะต้องอยู่ที่เส้นisoelectric line
โดยในคนที่มีการนำไฟฟ้าในหัวใจปกติ และไม่มีหัวใจโตที่จะทำให้กระแสไฟฟ้าต้องใช้เวลาวิ่งนานขึ้น QRS waveจะต้องมีความกว้าง(QRS duration)ไม่เกิน 0.12 secในผู้ใหญ่ และมีค่าไม่เกิน 0.09 sec ในเด็ก

ไว้Ep.ถัดไปพี่จะมาเล่าเกี่ยวกับQRS axisต่อนะ

อจพ. 😉

Ep.064 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 12 - P axis)เมื่อEp.ที่ผ่านมาพี่พูดถึงsinus rhythmไปบ้างแล้ว ใครที่ยังไม่ได้อ...
01/03/2021

Ep.064 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 12 - P axis)

เมื่อEp.ที่ผ่านมาพี่พูดถึงsinus rhythmไปบ้างแล้ว ใครที่ยังไม่ได้อ่านกลับไปดูได้นะ

Ep.62 Rate and Rhythm
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/442069403868582/

Ep.63 P wave
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/459500972125425/

วิธีที่ง่ายที่สุดในการดูaxisคือให้ดูที่lead I และ aVF
โดยหลักการของvectorคืออะไรที่วิ่งไปในทิศทางเดียวกับจะเกิดwaveเป็นหัวตั้ง(positive) ถ้าวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามจะเกิดwaveเป็นหัวกลับ(negative)

Normal P axis
-P wave หัวตั้ง(positive wave)ในlead I และ aVF
-แสดงว่าจุดกำเนิดไฟฟ้าน่าจะมาจากsinus node (SA node) หรือจากตำแหน่งHigh Right Atrium (high RA)

Left axis deviation
-P wave หัวตั้ง(positive wave)ในlead I และ หัวกลับ(negative wave) ในlead aVF
-จุดกำเนิดไฟฟ้ามักจะมาจากตำแหน่งLow Right Atrium (Low RA) ซึ่งอาจจะมาจากSA nodeได้ในกรณีที่หัวใจเต้นช้า
-หรืออาจมาจากJunctional rhythm

Right axis deviation
-P wave หัวกลับ(negative wave)ในlead I และ หัวตั้ง(positive wave) ในlead aVF
-ที่พบได้บ่อยที่สุดคือเกิดจากการติดleadแขนซ้ายและแขนขวาสลับกัน (Right-left limb leads reversal)
-อีกสาเหตุนึงที่พบบ่อยคือหัวใจอยู่ด้านขวาที่เรียกว่าDextrocardia เนื่องจากSA nodeจะสลับข้างมาอยู่ด้านซ้ายต่อAV node
-วิธีการแยกTrue dextrocardiaออกจากLimb leads reversal คือให้ดูที่chest leads(Precordial leads)
ถ้าติดLeadสลับ จะเห็น Normal R wave progression (หมายถึงR waveจะค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆจากV1ไปถึงV5,V6 ซึ่งจะต้องมีR waveสูงสุดในหัวใจฝั่งซ้าย)
ถ้าเป็นDextrocardia จะเห็น Reverse R wave progression (หมายถึงR waveจะค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆจากV1ไปถึงV5,V6 เพราะLeft ventricle ย้ายไปอยู่ด้านขวา)

Undetermined (northwest) axis
-P wave หัวกลับ(negative wave)ในlead I และ aVF
-เป็นจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ผิดปกติในหัวใจห้องบน (ectopic atrial rhythm) หรืออาจมาจากJunctional rhythm

ไว้Ep.หน้าจะมาเล่าเกี่ยวกับQRS axisต่อนะ

อจพ. ;)

Ep.063 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 11 - P wave)P wave ที่เราเห็นในECGเกิดจากหัวใจห้องบนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน หรือ...
01/02/2021

Ep.063 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 11 - P wave)

P wave ที่เราเห็นในECGเกิดจากหัวใจห้องบนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน หรือเรียกว่าatrial depolarization ซึ่งหน้าตาของP waveที่เราเห็นนั้นขึ้นกับตำแหน่งที่เป็นจุดกำเนิดไฟฟ้าและความช้าหรือเร็วของการกระจายไฟฟ้าในหัวใจห้องบน
ปกติแล้วSinus P wave จะเห็นได้ง่ายและชัดที่lead V1 และ lead II
มีความสูง(amplitude) จะไม่เกิน 0.2 mV (ไม่เกิน 2mm ในstandard 12 leads ECG)
ความกว้าง(duration) ไม่เกิน 0.12 sec ในผู้ใหญ่ หรือ 0.09 sec ในเด็ก (ไม่เกิน 3 mmในผู้ใหญ่ หรือ 2.25 mm ในเด็กในstandard 12 leads ECG)
โดยพูดง่ายๆคือP wave ในตอนต้นก็คือright atrium เนื่องจากไฟฟ้ากระจายจากด้านขวา และในตอนท้ายก็คือleft atrium

Right atrial enlargement (RAE)
เนื่องจาก ส่วนต้นของP waveเป็นตัวแทนของright atrium
ดังนั้นเมื่อมีหัวใจห้องขวาบนโต (RAE) จะเห็น P waveสูงขึ้น เรียกว่า ‘P Pulmonalae’
สาเหตุของRAE ที่พบบ่อยในผู้ใหญ่คือ ความดันปอดสูง หรือpulmonary hypertensionทำให้มีtricuspid valve regurgitation จนสุดท้ายทำให้RAขยายขนาดขึ้น
ECG criteria ของ RAE คือ
-P wave amplitude > 2.5 mm ในlead II และ/หรือ > 1.5 mm ใน lead V1

Left Atrial Enlargement (LAE)
ส่วนหลังของP waveเป็นตัวแทนของleft atrium
ดังนั้นเมื่อหัวใจห้องบนซ้ายขยายขนาดขึ้น (LAE) จะทำให้กระแสไฟฟ้าใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงเห็นเป็น P waveที่กว้างขึ้นหรือมี2หัว(bifid, notched P wave)หรือมีทั้งส่วนที่หัวตั้งและหัวกลับรวมกัน(biphasic P wave) เรียกว่า ‘P mitrale’
ECG criteria ของ LAE คือ
-P wave duration ≥ 0.12 sec ใน lead II
-Notched P wave ใน limb leads ที่ระยะระหว่างPeakแรกและPeakที่2ของP (inter-peak duration) ≥ 0.04 sec
-Biphasic P wave ที่ส่วนหลังของP waveช่วงที่หัวกลับ (Terminal P negativity) ในlead V1 มีความกว้าง(duration) ≥ 0.04 sec และ ลึก(depth) ≥ 1 mm

Bi-Atrial Enlargement (BAE)
คือจะมีลักษณะของทั้งRAEและLAEร่วมกัน คือ
P wave ใน lead II มีความสูง > 2.5 mm และกว้าง ≥ 0.12 sec
P wave ใน lead V1 ในช่วงแรกที่เป็นหัวตั้ง มีความสูง > 1.5 mm และ prominent P-terminal force

เดี๋ยวEp.หน้าจะมาเล่าเกี่ยวกับP axisต่อนะ

อจพ. ;)

Ep.062 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 10 - Rate and rhythm)วันนี้พี่จะขอshareวิธีการอ่านECG styleหมอหัวใจเด็กทั่วไป...
04/01/2021

Ep.062 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 10 - Rate and rhythm)
วันนี้พี่จะขอshareวิธีการอ่านECG styleหมอหัวใจเด็กทั่วไปละกันนะ ถ้าบังเอิญมีEPหรือใครที่มีความรู้ ผ่านมาอ่านแล้วอะไรอยากเสริมหรือช่วยแก้ไขให้ก็ยินดีค่า ;)
สำหรับเวลาจะอ่านECG 12 leadsขอให้น้องกลับไปดูEp.ที่แล้วนิดนึงนะ

Ep.58: Standard 12 leads ECG
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/166700388072153/

Ep.59: Component of ECG (P QRS T wave)
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/164703191605206/

Ep.60: Component of ECG (PR, QT interval and PR, ST segment)
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/216644459744412/

Rateหรืออัตราเร็วของหัวใจ(heart rate, HR) มีหน่วยเป็น ครั้งต่อนาที(beat per minute, bpm)
โดยที่เรารู้แล้วว่าความเร็วกระดาษกราฟของECGคือ 25 mm/sec
ดังนั้น ความกว้าง 1ช่องเล็อก จะเท่ากับ 0.04 วินาที (0.04 sec = 40 msec)
ซึ่งวิธีนับHRว่ามีกี่ครั้งต่อนาทีทำได้ไม่ยาก ให้เริ่มจากดูว่าหัวใจเต้นสม่ำเสมอหรือไม่
1.ถ้าเต้นสม่ำเสมอ(regular HR) ให้นับจำนวนช่องระหว่างR waveถึงR waveตัวถัดไป
โดย HR (bpm) = 300/ช่องใหญ่ = 1500/ช่องเล็ก
2.ถ้าเต้นไม่สม่ำเสมอ(irregular HR) ให้นับจำนวนQRSหรือP waveทั้งหมดใน30ช่องใหญ่(6 sec)
โดย HR (bpm) = จำนวนQRSที่นับได้ใน30ช่องใหญ่ x 10
Atrial rate ให้นับจำนวนP wave
Ventricular rate ให้นับจำนวน QRS wave

ใครที่เล่นดนตรีคงจะรู้จักดีว่า ‘Rhythm’ หมายถึงจังหวะ ซึ่งประกอบไปด้วยBeat(แต่ละตัวโน้ต)และTempo (timeหรือความเร็วของจังหวะ)
ถ้าเทียบกันแล้วRhythmของECG ก็คล้ายกัน จะหมายถึง จุดกำเนิดไฟฟ้าที่เป็นตัวกำหนดจังหวะของการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะมีความเร็วเฉพาะของตัวมันเองที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งต่างๆ
ในหัวใจโดยปกติแล้ว มีจุดกำเนิดไฟฟ้าได้หลายแห่ง โดยคนที่ทำงานเร็วที่สุดคนนั้นจะเป็นตัวกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ จุดกำเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักได้แก่
1.SinusหรือSA node ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติของsinus rhythmคือ
-P waveนำหน้าQRSทุกตัว
-P axisปกติ (lead I เป็น +, aVF เป็น +)
-PR intervalคงที่
-P wave หน้าตา(morphology)เหมือนกันหมด
-Heart rateเหมาะสมไปกับอายุที่ควรจะเป็น
ส่วนใหญ่ถ้าการนำไฟฟ้าในหัวใจปกติ มักจะเห็นP waveตามด้วยQRSที่ตัวแคบ(narrow QRS complex)
2.Atrial rhythm คือจุดกำเนิดไฟฟ้าอยู่ในหัวใจห้องบน(atrium)ในตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่SA node
-มักจะเห็นP waveที่ไม่ใช่คุณสมบัติของsinus ตามหลังด้วยตามด้วยQRSที่ตัวแคบ(narrow QRS complex)
3.Junctional rhythm คือจุดกำเนิดไฟฟ้าอยู่ใต้ต่อAV nodeพอดี หรือแถวๆHis bundle
-มักจะไม่ได้มีP waveนำหน้า จะเห็นเป็นQRSที่ตัวแคบ(narrow QRS complex)
-P waveที่เกิดขึ้นอาจจะมาก่อนหรือซ้อนกับQRSหรือหลังQRSก็ได้ และมักจะมีลักษณะเป็นinverted P waveในinferior leads (lead II, III, aVF เป็น -)
-ซึ่งบางครั้งจะเห็นว่าP waveและQRS wave ต่างคนต่างเต้น ไม่ได้ไปด้วยกัน เรียกว่า AV dissociation
4.Ventricular rhythm คือจุดกำเนิดไฟฟ้าอยู่ในหัวใจห้องล่าง(ventricle)
-มักจะไม่ได้มีP waveนำหน้า และจะเห็นเป็นQRSที่ตัวกว้าง(wide QRS complex) และอาจเห็นAV dissociation

ไว้Ep.ต่อไปพี่ค่อยมาเล่าให้ฟังต่อนะว่าP wave axisแปลผลอะไรได้บ้าง

อจพ. ;)

Ep.061 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 9 - Additional Components of ECG)เมื่อEp.ที่แล้วเราพูดถึงP QRS T U waveไปแล้ว...
07/12/2020

Ep.061 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 9 - Additional Components of ECG)

เมื่อEp.ที่แล้วเราพูดถึงP QRS T U waveไปแล้ว วันนี้พี่จะมาเล่าต่อในส่วนของsegments, intervals, durationนะ
Ep.60: Components of ECG
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/216644459744412/

PR segment
-เป็นเส้นที่อยู่ระหว่างP waveและQRS wave โดยปกติจะอยู่ในแนวเดียวกับเส้นระนาบ(isoelectric line)
-โดยที่ปกติ อาจจะตำ่กว่าเส้นระนาบ(PR depression)ไม่เกิน 0.8 mm ในstandard 12 leads ECG
ถ้าPR depressionมากกว่านั้น ถือว่าผิดปกติเสมอ มักเจอในภาวะpericarditis หรือพบน้อยมากๆในatrial infarction

PR interval
-เป็นระยะเวลาที่นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของP waveไปจนถึงจุดสิ้นสุดของPR segment ก่อนQRS wave วึ่งเป็นเวลาตั้งแต่SA nodeไปatriumจนผ่านAV node ซึ่งจะมีความสามารถในการหน่วง(delay)กระแสไฟฟ้า ก่อนที่จะไปถึงventricle
-ถ้าPR interval น้อยกว่า 0.12 sec (3 mm ในstandard 12 leads ECG) ถือว่าshort PR อาจพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นWPW
-ถ้าPR interval ยาวกกว่า 0.2 sec (5 mm ในstandard 12 leads ECG) ถือว่าPR prolong ซึ่งพบได้ใน1st degree AV block

QRS duration
-เป็นระยะเวลาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของQ waveไปยังจุดสิ้นสุดของS wave ซึ่งเป็นเวลาที่กระแสไฟฟ้าวิ่งจากHis bundleลงไปยังventricleโดยผ่านright bundle, left bundle branches
-โดยทั่วไปในผู้ใหญ่QRS durationจะมีค่าไม่เกิน 0.12 sec (3 mm ในstandard 12 leads ECG) และในเด็กจะมีค่าไม่เกิน 0.09 sec (2.25 mm ในstandard 12 leads ECG)

ST segment
-เป็นระยะเวลาตั้งแต่สิ้นสุดของS waveไปจนถึงก่อนT wave จุดเริ่มต้นของST segmentเราเรียกว่า J point
-โดยปกติST segment จะอยู่ในแนวเดียวกับเส้นระนาบ(isoelectric line) แต่จะสามารถมีความสูงกว่าเส้นระนาบได้ไม่เกิน 1 mm หรือต่ำกว่าเส้นระนาบได้ไม่เกิน 0.5 mm

QT interval
-เป็นระยะเวลาที่นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของQRS complexไปจนถึงสิ้นสุดของT wave ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับการบีบตัวของหัวใจห้องล่างตั้งแต่เริ่มdepolarizationจนสิ้นสุดrepolarization
-ค่านี้ขึ้นกับเพศ อายุ สถานะของเกลือแร่ในร่างกาย และอัตราการเต้นของหัวใจ เมื่อหัวใจเต้นเร็ว QT intervalจะสั้นลง แต่เมื่อหัวใจเต้นช้า QT intervalจะยาวขึ้น
-โดยปกติค่าQT intervalนี้จะต้องมาคำนวณเพื่อให้สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เรียกว่าcorrected QT (QTc)

อจพ. 😉

Ep.060 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 8 - Components of ECG)เมื่อEp.ที่แล้วพี่ได้พูดถึงโครงสร้างในหัวใจที่เกี่ยวข้อ...
02/11/2020

Ep.060 Basic ECG (EKG) in Pediatrics (Part 8 - Components of ECG)

เมื่อEp.ที่แล้วพี่ได้พูดถึงโครงสร้างในหัวใจที่เกี่ยวข้องกับการนำไฟฟ้า การติด12leads ECGไปแล้ว วันนี้จะมาต่อเรื่องส่วนประกอบของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ(Electrocardiography, ECG, EKG)นะ ใครยังไม่ได้อ่านย้อนกลับไปอ่านนิดนึงนะ

Ep.054: Anatomy of conducting system
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/160435922031933/

Ep.055: ECG recording
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/160103112065214/

Ep.056: 12 leads ECG
https://www.facebook.com/100605501348309/posts/164699774938881/


ECGที่เรารู้จักกันทุกวันนี้มีส่วนประกอบหลักคือ 3 waves, 2 intervals, 2 segments, 1 duration วันนี้ขอพูดถึงwavesก่อนละกัน

P wave
-เป็นคลื่นไฟฟ้าที่เกิดจากหัวใจห้องบนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน หรือเรียกว่าatrial depolarization ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการบีบตัวของหัวใจห้องบน(atrial contraction)ตามมา
-เวลาที่SA nodeส่งสัญญาณไฟฟ้าออกมา จะไม่มีwaveให้เห็นในsurface ECG เพราะไฟฟ้าที่ออกมานั้นมีน้อยมาก ซึ่งจังหวะของการปล่อยสัญญาณของSA nodeนี้จะเกิดในช่วงเวลาก่อนจะมีP wave
-โดยปกติP waveจะเห็นก่อนQRS waveมีลักษณะคล้ายๆสามเหลี่ยมที่ปลายมน
-ถ้าจุดกำเนิดไฟฟ้ามาจากSA node(หรือsinus) จะเป็นpositive(หัวตั้งขึ้น)ที่lead I, II, aVF
ความสูง(amplitude) จะไม่เกิน 0.2 mV (ไม่เกิน 2mm ในstandard 12 leads ECG)
ความกว้าง(duration) อยู่ระหว่าง 0.08 - 0.11 sec ในผู้ใหญ่ (ไม่เกิน 2.75mm ในstandard 12 leads ECG)
-ถ้าจุดกำเนิดไฟฟ้ามาจากที่ส่วนอื่นของatrium ก็จะทำให้ลักษณะของP wave เช่นP axis เปลี่ยนแปลงไป

QRS complex
-เป็นคลื่นไฟฟ้าที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านลงไปหัวใจห้องล่าง หรือventricular depolarization หลังจากนั้นจะเกิดการบีบตัวของหัวใจห้องล่าง(ventricular contraction)ตามมา
-ที่เราเรียกว่าcomplex เนื่องจากเป็นการรวมกับของwaveที่มีหัวแหลมคือ Q,R,S waves
โดยปกติแล้ว จะเรียกnegative waveอันแรกที่เกิดขึ้นว่า Q wave, เรียกpositive waveอันแรกที่เกิดขึ้นว่า R wave, และเรียกnegative waveที่ตามหลังRว่า S wave
-Q wave อาจจะพบได้ในภาวะปกติหรือเกิดจากการมีหัวใจขาดเลือดก็ได้ แยกจากกันได้โดย
ในภาวะปกติเราจะเห็นQ waveเล็กๆได้ที่lead I, aVL, V5, V6 เรียกว่าseptal Q wave
ในภาวะที่หัวใจขาดเลือด(myocardial infarction) Q waveที่เห็นจะมีลักษณะเฉพาะคือจะ สูงกว่าปกติ (มากกว่า1/3ของความสูงR waveในleadเดียวกัน) และกว้างกว่าปกติ (มากกว่า 0.03 sec หรือ 0.75 mm ในstandard 12 leads ECG)

T wave
-เกิดจากการคลายกระแสไฟฟ้าของหัวใจห้องล่างเพื่อกลับเข้าสู่สมดุล หรือventricular depolarization ซึ่งจะทำให้เกิดการคลายตัวของหัวใจห้องล่าง(ventricular relaxation)ตามมา
-โดยที่T waveจะมีลักษณะเป็นรูปล่างโค้งฐานกว้างเหมือนหลังเต่า ที่ความยาวของช่วงขาขึ้นไม่เท่ากันกับขาลง เรียกว่าAsymmetrical T wave และจะมีทิศทางเดียวกันกับQRS complex

U wave
-เป็นwaveที่ตามหลังT wave และอาจพบได้ในคนปกติ หรือพบในภาวะhypokalemia การแยกU waveออกจากT waveมีความสำคัญ เพราะถ้าวัดรวมU waveจะทำให้QT interval ยาวกกว่าที่ควรจะเป็นได้

อจพ. 😉

ที่อยู่

Cardiac Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Brief Cardiologyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Brief Cardiology:

แชร์