หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง

หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์ ศัลยแพทย์ผู้คิดค้นริเริ่มการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก

“ตั้งครรภ์แล้วพบก้อนไทรอยด์” เจาะได้ไหม ต้องผ่าระหว่างท้องหรือรอหลังคลอด?ข่าวการตั้งครรภ์ควรเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวมีควา...
23/08/2026

“ตั้งครรภ์แล้วพบก้อนไทรอยด์” เจาะได้ไหม ต้องผ่าระหว่างท้องหรือรอหลังคลอด?

ข่าวการตั้งครรภ์ควรเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวมีความสุข แต่ถ้าระหว่างฝากครรภ์ คลำพบก้อนที่คอ หรืออัลตราซาวด์พบก้อนไทรอยด์ คำว่า “ก้อน” กับคำว่า “ลูกในท้อง” มักทำให้คุณแม่กังวลพร้อมกันหลายเรื่องครับ

ก้อนจะเป็นมะเร็งหรือไม่?

อัลตราซาวด์และการเจาะเข็มจะกระทบลูกไหม?

ถ้าเป็นมะเร็ง ต้องรีบผ่าตัดทันทีหรือเปล่า?

ถ้ารอหลังคลอด โรคจะลุกลามไหม?

หมออยากบอกก่อนว่า การตั้งครรภ์ไม่ได้ทำให้ก้อนไทรอยด์ทุกก้อนกลายเป็นมะเร็ง และมะเร็งไทรอยด์ชนิด differentiated ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมค่อนข้างช้า คุณแม่จำนวนมากสามารถตรวจอย่างเป็นระบบ ติดตามระหว่างตั้งครรภ์ และเลื่อนการผ่าตัดไปหลังคลอดได้อย่างเหมาะสม แต่บางสถานการณ์ต้องเร่งประเมินและรักษา การตัดสินใจจึงควรดู “ความเสี่ยงของก้อน” และ “ความเสี่ยงต่อแม่กับลูก” ไปพร้อมกันครับ

กรณีตัวอย่างที่เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบได้

หญิงตั้งครรภ์อายุ 34 ปี คลำก้อนด้านข้างคอได้เมื่ออายุครรภ์ 10 สัปดาห์ เธอกลัวว่าการอัลตราซาวด์จะมีรังสี จึงคิดจะรอหลังคลอด แต่ก้อนมีลักษณะบางอย่างที่แพทย์เห็นว่าควรประเมินต่อ หลังอธิบายว่าอัลตราซาวด์ใช้คลื่นเสียง ไม่ใช่รังสี เธอจึงตรวจคออย่างละเอียด และเจาะก้อนด้วยเข็มเล็กภายใต้อัลตราซาวด์

ผลเป็นมะเร็งไทรอยด์ชนิด papillary ขนาดเล็ก ไม่มีต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ และไม่อยู่ชิดโครงสร้างสำคัญ ทีมสูติแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ ศัลยแพทย์ และผู้ป่วยหารือร่วมกัน เลือกติดตามด้วยอัลตราซาวด์ระหว่างตั้งครรภ์ แล้วผ่าตัดหลังคลอด

เรื่องนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคนครับ แต่สะท้อนหลักสำคัญว่า “พบมะเร็งระหว่างตั้งครรภ์” ไม่ได้แปลว่า “ต้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้ทุกคน” เช่นเดียวกับที่คำว่า “ตั้งครรภ์” ไม่ได้แปลว่า “ห้ามตรวจทุกอย่างจนคลอด”

แนวทางใหม่ล่าสุดบอกอะไร?

American Thyroid Association หรือ ATA เผยแพร่แนวทางปี 2026 สำหรับโรคไทรอยด์ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด โดยเน้นการตัดสินใจร่วมกันและให้จัดการก้อนไทรอยด์ตามความเสี่ยงเป็นหลัก

สำหรับก้อนที่ไม่สร้างฮอร์โมน ความเสี่ยงจากลักษณะอัลตราซาวด์โดยทั่วไปประเมินแบบเดียวกับผู้ที่ไม่ตั้งครรภ์ หากเข้าเกณฑ์ การเจาะ FNA สามารถทำระหว่างตั้งครรภ์ได้ ส่วนมะเร็งไทรอยด์ชนิด differentiated ที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนมากสามารถเลื่อนการผ่าตัดไปหลังคลอดได้ โดยข้อมูลภาพรวมไม่พบว่าการผ่าหลังคลอดทำให้การรอดชีวิตแย่กว่าการผ่าระหว่างตั้งครรภ์ในผู้ป่วยที่เหมาะสม

แต่ถ้ามีความเสี่ยงโรคก้าวหน้าเร็ว ก้อนคุกคามทางเดินหายใจหรือโครงสร้างสำคัญ หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รอไม่ได้ การผ่าตัดสามารถทำในช่วงที่จำเป็น โดยหากเลือกเวลาได้ ไตรมาสที่สองยังเป็นช่วงที่มักพิจารณาเป็นอันดับแรกครับ

ก้อนไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์พบได้อย่างไร?

อาจพบจาก

• คุณแม่คลำก้อนที่คอได้เอง
• สูติแพทย์หรือแพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบ
• ตรวจอัลตราซาวด์คอด้วยเหตุผลอื่น
• ต่อมไทรอยด์โตหรือมีก้อนเดิมที่สังเกตชัดขึ้น
• มีอาการกดเบียด เช่น กลืนติด แน่นคอ หรือเสียงเปลี่ยน

ระหว่างตั้งครรภ์ ต่อมไทรอยด์อาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากฮอร์โมนและความต้องการไอโอดีนที่เพิ่มขึ้น ก้อนบางก้อนอาจโตเล็กน้อยโดยไม่ได้หมายถึงมะเร็ง การประเมินจึงต้องดูทั้งขนาด รูปร่าง การเปลี่ยนแปลง และต่อมน้ำเหลือง ไม่ใช่ตกใจจากคำว่า “โตขึ้น” เพียงอย่างเดียวครับ

อัลตราซาวด์คอปลอดภัยต่อทารกไหม?

อัลตราซาวด์ใช้คลื่นเสียง ไม่ใช้รังสีไอออไนซ์ จึงเป็นเครื่องมือหลักในการประเมินไทรอยด์และต่อมน้ำเหลืองระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งที่แพทย์ดู ได้แก่

• ขนาดก้อนทั้งสามมิติ
• เป็นก้อนตัน ถุงน้ำ หรือผสม
• ความเข้มเสียง
• รูปร่างสูงกว่ากว้างหรือไม่
• ขอบเรียบหรือขรุขระ
• จุดสะท้อนเสียงหรือหินปูนบางชนิด
• การลุกออกนอกไทรอยด์
• ความสัมพันธ์กับหลอดลม หลอดอาหาร และเส้นประสาท
• ต่อมน้ำเหลืองส่วนกลางและด้านข้างคอ

คะแนน TI-RADS หรือระบบประเมินอื่นช่วยจัดความเสี่ยง แต่ไม่ใช่คำวินิจฉัยมะเร็งและไม่ควรตัดสินใจจากคะแนนเพียงตัวเดียวครับ

เจาะ FNA ระหว่างตั้งครรภ์ได้หรือไม่?

โดยทั่วไปทำได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ครับ FNA ใช้เข็มเล็กเก็บเซลล์จากก้อน มักทำภายใต้อัลตราซาวด์ ไม่ใช้รังสี และโดยปกติใช้ยาชาเฉพาะที่หรือไม่ต้องใช้ยาชามาก

การเจาะควรพิจารณาจากขนาดก้อนและลักษณะอัลตราซาวด์ ไม่ใช่เจาะทุกก้อน คุณแม่บางรายเลือกเจาะระหว่างตั้งครรภ์เพื่อให้ทราบความเสี่ยงและวางแผน ส่วนก้อนความเสี่ยงต่ำบางก้อนอาจเลื่อนการเจาะไปหลังคลอดได้ หากผลในตอนนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนการดูแล

แนวทางปี 2026 จึงให้ความสำคัญกับ shared decision-making คืออธิบายว่า ผลเจาะแต่ละแบบจะนำไปสู่อะไร แล้วให้คุณแม่ร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่ทำตรวจเพียงเพราะ “ทำได้” ครับ

ผลเจาะก้ำกึ่งทำอย่างไร?

ผล Bethesda III หรือ IV ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งแน่นอน และไม่ได้แปลว่าปลอดภัยแน่นอน เป็นกลุ่มที่ต้องรวมข้อมูลจากอัลตราซาวด์ ประวัติ ขนาด การโต และความต้องการของผู้ป่วย

แนวทาง ATA 2026 ระบุว่า การตั้งครรภ์ไม่ได้สัมพันธ์กับอัตรามะเร็งหรือระยะเริ่มต้นที่สูงขึ้นในก้อนเซลล์วิทยาก้ำกึ่ง ขณะเดียวกัน การตรวจ molecular marker ในก้อนก้ำกึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันประสิทธิภาพเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ จึงไม่ควรนำผลยีนมาตีความเหมือนมีคำตอบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

ทางเลือกอาจเป็นการทบทวนสไลด์ เจาะซ้ำ ติดตามอัลตราซาวด์ หรือวางแผนผ่าตัดหลังคลอด ขึ้นกับความเสี่ยงจริง

ทำไมสแกนไทรอยด์ด้วยสารกัมมันตรังสีจึงห้ามทำ?

การตรวจ thyroid scintigraphy ใช้ไอโอดีนหรือสารกัมมันตรังสีเพื่อดูว่าก้อนสร้างฮอร์โมนหรือไม่ การตรวจนี้ห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะสารกัมมันตรังสีอาจผ่านรกและมีผลต่อไทรอยด์ของทารก

ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ที่ TSH ต่ำและมีก้อน เราไม่สามารถยืนยัน autonomous functioning nodule ด้วยสแกนได้เหมือนผู้ที่ไม่ตั้งครรภ์ อีกทั้งช่วงต้นของการตั้งครรภ์ hCG อาจทำให้ TSH ต่ำตามธรรมชาติ การแปลผลฮอร์โมนจึงต้องใช้ช่วงอ้างอิงสำหรับการตั้งครรภ์และดูอาการร่วมครับ

คำว่า “ห้ามสแกน” ไม่ได้หมายถึง “ห้ามอัลตราซาวด์” ทั้งสองอย่างต่างกันอย่างชัดเจน

ถ้าผลเป็น papillary thyroid cancer ต้องรีบผ่าหรือไม่?

สำหรับมะเร็ง differentiated ความเสี่ยงต่ำ เช่น papillary ขนาดเล็ก อยู่ในไทรอยด์ ไม่ชิดหลอดลมหรือเส้นประสาท และไม่มีต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ แนวทางปี 2026 ระบุว่ามักไม่มีความเร่งด่วนต้องผ่าทันที และสามารถพิจารณาเลื่อนไปหลังคลอดได้

ข้อมูลที่แนวทางรวบรวมพบว่า มะเร็ง papillary ขนาดเล็กที่ติดตามแบบ active surveillance ส่วนใหญ่คงที่หรือเล็กลงระหว่างตั้งครรภ์ มีเพียงส่วนน้อยที่โตตามเกณฑ์ และการโตเล็กน้อยไม่ได้หมายความว่าต้องรีบผ่าทุกครั้ง

ทีมรักษาจะติดตามอัลตราซาวด์ตามความเหมาะสม ดูการโตที่มีความหมาย การเกิดต่อมน้ำเหลือง และตำแหน่งก้อน พร้อมประเมินความต้องการของคุณแม่ครับ

กรณีใดอาจต้องผ่าระหว่างตั้งครรภ์?

อาจพิจารณาเมื่อ

• ก้อนโตเร็วอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่อง
• มีต่อมน้ำเหลืองที่ยืนยันการแพร่กระจายและโรคมีแนวโน้มก้าวหน้า
• ก้อนลุกลามหรืออยู่ชิดหลอดลม หลอดอาหาร หรือเส้นประสาทเสียงจนเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน
• มีอาการกดเบียดรุนแรง กลืนหรือหายใจลำบาก
• เป็นมะเร็งชนิดที่ก้าวร้าวกว่ามะเร็ง differentiated ทั่วไป
• มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ควบคุมด้วยยาไม่ได้และต้องผ่าตัดตามข้อบ่งชี้
• ทีมรักษาประเมินว่าการรอสร้างความเสี่ยงต่อแม่มากกว่าการผ่าตัด

หากโรคคุกคามและจำเป็นต้องผ่า แนวทางใหม่ระบุว่าสามารถดมยาสลบและผ่าตัดในช่วงที่จำเป็นได้ทุกไตรมาส แต่หากมีความยืดหยุ่น ไตรมาสที่สองยังมักเหมาะกว่า เพราะผ่านช่วงสร้างอวัยวะสำคัญระยะแรกและยังไม่เข้าสู่ช่วงปลายที่เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดหรือจำเป็นต้องเฝ้าระวังทารกมากขึ้นครับ

การผ่าตัดระหว่างตั้งครรภ์ต้องมีทีมใดบ้าง?

ควรเป็นการตัดสินใจแบบสหสาขา ประกอบด้วย

• สูติแพทย์หรือแพทย์เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
• ศัลยแพทย์ไทรอยด์
• แพทย์ต่อมไร้ท่อ
• วิสัญญีแพทย์ที่ดูแลหญิงตั้งครรภ์
• รังสีแพทย์และพยาธิแพทย์ตามกรณี
• กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดเมื่ออายุครรภ์เหมาะสม

ต้องเตรียมการประเมินทารกก่อนและหลังผ่า การจัดท่า การป้องกันลิ่มเลือด การใช้ยา และแผนหากเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะในไตรมาสสามครับ

ผ่าข้างเดียวหรือทั้งหมด?

การตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเหตุผลให้ต้องผ่าทั้งต่อมทุกคน ขอบเขตการผ่าตัดดูจากขนาด ตำแหน่ง ก้อนอีกข้าง ต่อมน้ำเหลือง ชนิดมะเร็ง ความเสี่ยง และแผนรักษาหลังคลอดเช่นเดียวกับหลักมะเร็งวิทยาทั่วไป

ในผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำที่เหมาะสม lobectomy อาจเพียงพอ ข้อดีคือโอกาสพาราไทรอยด์ต่ำถาวรน้อยกว่าและอาจไม่ต้องกินฮอร์โมนตลอดชีวิต แต่ระหว่างตั้งครรภ์ ความต้องการฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ผู้ที่ผ่าข้างเดียวก็ยังต้องตรวจ TSH และอาจต้องใช้ levothyroxine ครับ

หากต้องผ่าทั้งต่อม ต้องเริ่มฮอร์โมนทดแทนทันทีและปรับขนาดให้เหมาะกับการตั้งครรภ์ เพราะฮอร์โมนไทรอยด์สำคัญต่อสุขภาพแม่และพัฒนาการทารก

TOETVA ระหว่างตั้งครรภ์เหมาะหรือไม่?

TOETVA เป็นการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก จุดเด่นคือไม่มีแผลบนผิวหนังคอ แต่การตั้งครรภ์ทำให้การเลือกวิธีต้องระมัดระวังมากขึ้น ทั้งระยะเวลาผ่าตัด การดมยา การใช้ก๊าซ การจัดท่า และความพร้อมรับมือภาวะแทรกซ้อน

หากต้องผ่าระหว่างตั้งครรภ์ เป้าหมายสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของแม่และทารก พร้อมความครบถ้วนในการรักษาโรค ไม่ใช่เรื่องแผลเป็น วิธีเปิดมีข้อมูลและความคุ้นเคยมากกว่าในสถานการณ์นี้ ส่วน TOETVA อาจพิจารณาได้เฉพาะกรณีที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด ทีมมีประสบการณ์ และเห็นว่าประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ไม่ควรเลือกเพียงเพราะไม่ต้องการแผลที่คอครับ

ถ้ารอหลังคลอด ต้องติดตามอย่างไร?

แผนติดตามขึ้นกับชนิดและความเสี่ยง อาจประกอบด้วย

• ตรวจอาการและคอ
• อัลตราซาวด์ไทรอยด์และต่อมน้ำเหลืองตามช่วงที่แพทย์กำหนด
• ตรวจ TSH และ free T4 โดยใช้เป้าหมายสำหรับการตั้งครรภ์
• ประเมินการโตที่มีความหมาย ไม่ใช้ความแตกต่างเพียงหนึ่งหรือสองมิลลิเมตรจากผู้ตรวจคนละคนเป็นข้อสรุป
• วางแผนช่วงเวลาหลังคลอดที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัด
• ประสานเรื่องให้นมบุตร การดมยา และการดูแลทารก

หากก้อนคงที่และไม่มีต่อมน้ำเหลืองใหม่ การรอหลังคลอดไม่ได้แปลว่าปล่อยโรค แต่เป็นการเฝ้าติดตามอย่างมีแผนครับ

ให้นมหลังดมยาสลบได้เมื่อใด?

แนวทาง ATA ปี 2026 อ้างอิงคำแนะนำปัจจุบันว่า ผู้ให้นมที่ได้รับการผ่าตัดสามารถกลับมาให้นมได้เมื่อรู้สึกตัวดีพอที่จะอุ้มและดูแลทารกอย่างปลอดภัย โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปั๊มทิ้ง 24 ชั่วโมงเพียงเพราะได้รับยาสลบทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจยาระงับปวดและยาอื่นเป็นรายชนิด โดยคุยกับวิสัญญีแพทย์ สูติแพทย์ กุมารแพทย์ หรือเภสัชกรครับ

แล้วการกลืนแร่หลังคลอดล่ะ?

ไอโอดีนรังสีห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร หากมีข้อบ่งชี้หลังผ่าตัด ต้องหยุดให้นมตามระยะที่ทีมเวชศาสตร์นิวเคลียร์กำหนดก่อนรับสาร และไม่สามารถกลับมาให้นมบุตรคนเดิมหลังได้รับไอโอดีนรังสีในรอบนั้นได้ เพราะสารเข้าสู่น้ำนมและเนื้อเต้านม

ไม่ใช่มะเร็งทุกคนต้องกลืนแร่ การตัดสินใจดูความเสี่ยงจากชิ้นเนื้อ ระยะโรค และแนวทางปัจจุบัน อย่าหยุดให้นมล่วงหน้าโดยยังไม่ทราบว่าจำเป็นต้องกลืนแร่หรือไม่ครับ

ถ้าเคยกลืนแร่ ควรรอนานเท่าใดก่อนตั้งครรภ์?

แนวทางปี 2026 แนะนำหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์อย่างน้อย 6 เดือนหลัง radioactive iodine เพื่อให้พ้นช่วงรังสี ปรับฮอร์โมนให้คงที่ และติดตามผลการรักษาเบื้องต้น ระยะเวลาที่เหมาะสมอาจนานกว่านั้นตามขนาดรังสี โรคที่เหลือ และแผนติดตาม ควรปรึกษาทีมรักษาก่อนหยุดคุมกำเนิดครับ

ฮอร์โมนไทรอยด์สำคัญแค่ไหนระหว่างตั้งครรภ์?

สำคัญมากครับ ผู้ที่ผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมดต้องกิน levothyroxine และมักต้องเพิ่มขนาดยาระหว่างตั้งครรภ์ ผู้ที่เหลือไทรอยด์หนึ่งข้างอาจเพิ่งเกิดภาวะไทรอยด์ต่ำเมื่อความต้องการฮอร์โมนเพิ่มขึ้น

หลังทราบว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์เร็ว ไม่ควรรอถึงนัดไทรอยด์ตามปกติหลายเดือน การตรวจ TSH และ free T4 ต้องใช้ช่วงอ้างอิงตามไตรมาสและบริบทมะเร็ง พร้อมระวังการกินธาตุเหล็กหรือแคลเซียมจากวิตามินครรภ์ใกล้กับ levothyroxine เพราะลดการดูดซึมยา ควรเว้นระยะตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรครับ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

“ตั้งครรภ์ห้ามอัลตราซาวด์คอ”

ไม่จริง อัลตราซาวด์ใช้คลื่นเสียงและเป็นเครื่องมือหลัก

“เจาะก้อนไทรอยด์แล้วเซลล์มะเร็งจะกระจายและกระทบลูก”

FNA ภายใต้อัลตราซาวด์เป็นวิธีมาตรฐานเมื่อมีข้อบ่งชี้ ไม่ทำให้มะเร็งแพร่ไปยังทารก

“พบมะเร็งระหว่างท้องต้องยุติการตั้งครรภ์”

ไม่จริงสำหรับมะเร็งไทรอยด์ส่วนใหญ่ ต้องประเมินชนิดและระยะเป็นรายคน

“เป็นมะเร็งต้องผ่าทันทีทุกคน”

ไม่จริง มะเร็ง differentiated ความเสี่ยงต่ำจำนวนมากรอหลังคลอดได้

“ถ้ารอหลังคลอดคือปล่อยให้โรคลุกลาม”

ไม่ใช่ หากมีแผนติดตามอัลตราซาวด์และทีมพร้อมเปลี่ยนแผนเมื่อมีสัญญาณก้าวหน้า

“ไตรมาสแรกห้ามผ่าทุกกรณี”

หากเป็นภาวะคุกคาม สามารถผ่าเมื่อจำเป็น แต่ถ้าเลือกเวลาได้มักพิจารณาไตรมาสสอง

“หลังดมยาต้องปั๊มนมทิ้ง 24 ชั่วโมงเสมอ”

คำแนะนำปัจจุบันไม่สนับสนุนการเหมารวมเช่นนั้น ต้องดูความรู้สึกตัวและชนิดยา

“กลืนแร่แล้วให้นมต่อได้เมื่อรังสีหมด”

ไม่ควรกลับมาให้นมทารกคนเดิมหลังรับไอโอดีนรังสี ต้องวางแผนกับเวชศาสตร์นิวเคลียร์

12 คำถามที่คุณแม่ควรถามทีมรักษา

1. ก้อนมีความเสี่ยงจากอัลตราซาวด์ระดับใด?
2. ต้องเจาะตอนนี้หรือรอหลังคลอดได้ และผลจะเปลี่ยนแผนอย่างไร?
3. มีต่อมน้ำเหลืองหรือการลุกลามใกล้โครงสร้างสำคัญหรือไม่?
4. ถ้าผลเป็นมะเร็ง ความเสี่ยงที่โรคจะก้าวหน้าระหว่างตั้งครรภ์เป็นอย่างไร?
5. หากรอ จะอัลตราซาวด์เมื่อใดและใช้เกณฑ์อะไรเปลี่ยนแผน?
6. หากต้องผ่า เหตุใดต้องผ่าระหว่างตั้งครรภ์?
7. ไตรมาสใดเหมาะที่สุดในกรณีของฉัน?
8. ผ่าข้างเดียวหรือทั้งหมด เพราะเหตุใด?
9. วิธีเปิดกับ TOETVA มีข้อดีข้อจำกัดอย่างไรในระหว่างตั้งครรภ์?
10. ต้องปรับ levothyroxine และตรวจ TSH บ่อยเพียงใด?
11. หลังคลอดจะให้นมและเข้ารับผ่าตัดอย่างไร?
12. มีโอกาสต้องกลืนแร่หรือไม่ และต้องวางแผนให้นมกับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปอย่างไร?

อาการใดไม่ควรรอถึงนัด?

• ก้อนโตเร็วชัดเจน
• เสียงแหบใหม่หรือแย่ลง
• กลืนติดมากขึ้น สำลัก หรือหายใจลำบาก
• นอนราบไม่ได้เพราะแน่นคอ
• ต่อมน้ำเหลืองโตหรือแข็ง
• ใจสั่นมาก น้ำหนักลดผิดปกติ มือสั่น หรืออ่อนแรงที่สงสัยไทรอยด์เป็นพิษ
• หลังผ่าตัดมีคอบวมเร็ว หายใจลำบาก ปากชา มือจีบ หรือเกร็ง

หากหายใจลำบากเฉียบพลัน คอบวมเร็ว เป็นลม เจ็บหน้าอก หรือมีอาการรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินครับ

หมอคิดว่า หัวใจสำคัญของการดูแลก้อนไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์คือ “ตรวจเท่าที่จำเป็น รักษาเมื่อประโยชน์ชัด และไม่สร้างความเร่งด่วนเกินความเสี่ยงจริง”

บางคนต้องผ่าในไตรมาสสอง บางคนรอหลังคลอดได้ บางคนเพียงติดตามก้อนธรรมดา ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกครอบครัว แต่ทุกคนควรได้รับคำอธิบายครบถ้วนและมีทีมสูติแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ ศัลยแพทย์ และวิสัญญีแพทย์ร่วมดูแลเมื่อจำเป็น

ฝากแชร์บทความนี้ให้หญิงตั้งครรภ์ที่กำลังถือผลอัลตราซาวด์หรือผลเจาะก้อนไทรอยด์ครับ ความรู้ที่ถูกต้องช่วยลดทั้งการรักษาเกินจำเป็นและการรอที่ไม่ปลอดภัยได้

พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์
ศัลยแพทย์ผู้คิดค้นผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก
ว.30603

เว็บไซต์: https://drangkoon.com

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล การเจาะ การติดตาม การผ่าตัด การใช้ฮอร์โมน และการให้นมต้องพิจารณาตามอายุครรภ์ ลักษณะก้อน ผลพยาธิวิทยา สุขภาพแม่และทารก และคำแนะนำของทีมรักษา

#ก้อนไทรอยด์ #ตั้งครรภ์ #มะเร็งไทรอยด์ #เจาะไทรอยด์ #ผ่าตัดไทรอยด์ #อัลตราซาวด์ไทรอยด์ #ไทรอยด์กับการตั้งครรภ์ #หมออังกูร

🔥PTeye × TOETVA เครื่องตรวจติดตามเพื่อเก็บพาราไทรอยด์ อีกก้าวของการผ่าตัดไทรอยด์ไร้แผล ที่ผมเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่กว่า 2 ปี...
21/08/2026

🔥PTeye × TOETVA เครื่องตรวจติดตามเพื่อเก็บพาราไทรอยด์ อีกก้าวของการผ่าตัดไทรอยด์ไร้แผล ที่ผมเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่กว่า 2 ปีที่แล้ว
ช่วงนี้หลายท่านอาจเริ่มได้ยินคำว่าเครื่อง PTeye เพื่อเก็บรักษาพาราไทรอยด์กันมากขึ้น และมีโรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ในประเทศไทยเริ่มพูดถึงเทคโนโลยีนี้ในการผ่าตัดไทรอยด์

ผมจึงอยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟังครับ เพราะสำหรับผม PTeye ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มสนใจในวันนี้

ผมเริ่มศึกษาและนำเทคโนโลยีเก็บรักษาพาราไทรอยด์นี้มาประยุกต์ใช้กับ การผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก หรือ TOETVA มานานกว่า 2 ปี แล้ว และที่สำคัญ ผมเป็นคนคิดและคนแรกของโลก ที่นำ PTeye แบบ probe-based มาประยุกต์ใช้กับการผ่าตัด TOETVA และพัฒนาเทคนิคจนสามารถนำไปใช้จริงในห้องผ่าตัดได้ และยังคงเป็นกลุ่มแพทย์กลุ่มแรกในไทยที่ได้มีโอกาสใช้เครื่องนี้จากเครื่อง demo ของบริษัทด้วย

วันนี้งานดังกล่าวได้พัฒนาไปไกลกว่าการทดลองใช้ เพราะมีการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างทีมจาก โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลศิริราชและทีมจาก Harvard Medical School ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับการรายงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ The Laryngoscope ในปี 2026 ในหัวข้อ
“A Simple Technique for Probe-Based NIRAF-Guided Parathyroid Identification in TOETVA”
ซึ่งเป็นการอธิบายแนวคิดการใช้เครื่อง PTeye กับการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก ที่ผมเป็นคนคิดค้นนำมาประยุกต์ใช้นั่นเอง
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเครื่องมือใหม่ แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่เดิมออกแบบมาสำหรับการผ่าตัดแบบเปิด มาปรับให้สามารถใช้งานจริงในการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากได้

# # # แล้ว PTeye คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับการผ่าตัดไทรอยด์?

เวลาผ่าตัดไทรอยด์ สิ่งที่ศัลยแพทย์ต้องให้ความสำคัญมาก ไม่ได้มีเฉพาะการเอาก้อนไทรอยด์หรือมะเร็งออกเท่านั้น

รอบต่อมไทรอยด์ยังมีโครงสร้างเล็ก ๆ ที่สำคัญมาก เช่น เส้นประสาทที่ควบคุมสายเสียง และ ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland)

ต่อมพาราไทรอยด์มีขนาดเล็กมาก แต่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมระดับแคลเซียมของร่างกาย หากต่อมเหล่านี้ได้รับบาดเจ็บ สูญเสียเลือดมาเลี้ยง หรือถูกนำออกโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะในการผ่าตัดไทรอยด์ทั้งสองข้าง อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแคลเซียมต่ำหลังผ่าตัดได้

ดังนั้นหลักสำคัญของการผ่าตัดคือ

“ต้องมองหาให้เจอ และพยายามเก็บรักษาต่อมพาราไทรอยด์ไว้ให้ดีที่สุด”

แต่ปัญหาคือ ต่อมพาราไทรอยด์บางครั้งมีลักษณะคล้ายไขมัน ต่อมน้ำเหลือง หรือเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง แม้ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์จะอาศัยสี รูปร่าง ตำแหน่ง และเส้นเลือดมาเลี้ยงในการแยกแยะ แต่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาเป็น “ผู้ช่วยอีกหนึ่งคู่ตา” ให้กับศัลยแพทย์ได้

# # # PTeye ใช้หลักการ Near-Infrared Autofluorescence หรือ NIRAF

สิ่งที่น่าสนใจคือ เราไม่จำเป็นต้องฉีดสารเรืองแสงเข้าไปเพื่อให้ PTeye ตรวจหาต่อมพาราไทรอยด์

เนื้อเยื่อพาราไทรอยด์มีคุณสมบัติในการเกิด autofluorescence เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงในช่วง near-infrared หรือ NIR

PTeye จึงสามารถใช้ probe แตะบริเวณเนื้อเยื่อที่ศัลยแพทย์สงสัย และตรวจวัดสัญญาณเพื่อช่วยบอกว่าเนื้อเยื่อนั้นมีลักษณะสอดคล้องกับพาราไทรอยด์หรือไม่

พูดง่าย ๆ สำหรับคนทั่วไปก็คือ

จากเดิมที่ศัลยแพทย์ต้องใช้ “ตาและประสบการณ์” เป็นหลัก วันนี้เรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยืนยันอีกชั้นหนึ่ง

แน่นอนว่า PTeye ไม่ได้มาผ่าตัดแทนศัลยแพทย์ และไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีเครื่องนี้แล้วภาวะแทรกซ้อนจะเป็นศูนย์

แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีทุกอย่างที่มีหลักฐานทางวิชาการและเหมาะสมกับการผ่าตัดมาใช้เป็น เครื่องมือเสริมการตัดสินใจของศัลยแพทย์ เพื่อช่วยให้เราระบุและรักษาโครงสร้างสำคัญได้ดีที่สุด

# # # แต่ปัญหาเมื่อกว่า 2 ปีก่อนคือ… PTeye ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับ TOETVA มันถูกสร้างขึ้นมาสำหรับการผ่าตัดแบบเปิดเท่านั้น ซึ่งอุปกรณ์ของ PTeye ไม่สามารถใส่เข้าไปในช่องของการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปากได้โดยตรง

นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดครับ

PTeye เป็นอุปกรณ์แบบ probe และการใช้งานเดิมเหมาะกับการผ่าตัดบริเวณคอแบบเปิด ซึ่งศัลยแพทย์สามารถนำ probe เข้าไปสัมผัสเนื้อเยื่อได้โดยตรง

แต่ TOETVA แตกต่างออกไป

การผ่าตัดของเราทำผ่านแผลเล็ก ๆ ภายในริมฝีปากล่าง เครื่องมือทั้งหมดต้องผ่าน port และเดินทางจากช่องปากลงมายังบริเวณต่อมไทรอยด์

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า

เราจะนำ PTeye ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการผ่าตัดลักษณะนี้ เข้าไปใช้งานในพื้นที่ผ่าตัดของ TOETVA ได้อย่างไร?

ผมจึงพัฒนาเทคนิคง่าย ๆ โดยนำ probe ของ PTeye มาดัดแปลงชุด probe ผ่าน port เข้าไปยังบริเวณผ่าตัด และใช้กล้อง endoscope ช่วยนำทางแบบ real-time

จากแนวคิดที่ดูเหมือนง่าย กลายเป็นเทคนิคที่สามารถนำไปใช้งานจริง และท้ายที่สุดได้รับการเรียบเรียงเป็นงานวิชาการร่วมกันระหว่าง

Siriraj Hospital – Police General Hospital – Massachusetts Eye and Ear / Harvard Medical School

โดยมีทีมผู้วิจัยทั้งจากประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และได้รับการตอบรับตีพิมพ์ใน The Laryngoscope ปี 2026

สำหรับผม นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี ไม่เหมือนกับการเป็นผู้ที่ นำเทคโนโลยีนั้นมาพัฒนาให้เข้ากับการผ่าตัดรูปแบบใหม่ ทดลองใช้จริง เก็บองค์ความรู้ และนำออกเผยแพร่ในวงการวิชาการ

# # # จาก “ทำได้ไหม?” เมื่อ 2 ปีก่อน สู่เทคโนโลยีที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในประเทศไทยวันนี้

ตลอดช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ผมติดตามและพัฒนาการใช้งานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ผมดีใจที่เห็นว่า PTeye และเทคโนโลยี NIR autofluorescence เริ่มได้รับความสนใจจากศัลยแพทย์และโรงพยาบาลในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับผม นี่ไม่ใช่การแข่งขันว่า “ใครมีเครื่องก่อนหรือหลัง”

แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เมื่อเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ได้รับการยอมรับมากขึ้น สุดท้ายผู้ที่ได้รับประโยชน์คือคนไข้

และนี่เป็นแนวทางเดียวกับที่ผมยึดถือมาตลอดในการพัฒนา TOETVA

เทคโนโลยีใหม่ไม่ควรถูกนำมาใช้เพียงเพราะ “ใหม่”

แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า

มันช่วยให้การผ่าตัดของเราดีขึ้นอย่างไร?
มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่?
สามารถนำมาใช้จริงได้หรือไม่?
และเราจะพัฒนาให้เหมาะกับคนไข้ของเราได้อย่างไร?

จาก TOETVA ที่ผมเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงการนำเทคโนโลยีช่วยระบุต่อมพาราไทรอยด์อย่าง PTeye เข้ามาประยุกต์ใช้ ผมยังคงมีเป้าหมายเหมือนเดิม คือ

ทำอย่างไรให้การผ่าตัดไทรอยด์ก้าวไปข้างหน้า โดยไม่หยุดอยู่กับวิธีที่เราคุ้นเคย

# # # และอีกไม่นาน PTeye จะไม่ได้เป็นเพียงงานวิจัยของเราอีกต่อไป

ขณะนี้ โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลพญาไท อยู่ในกระบวนการจัดซื้อ PTeye และกำลังรอการส่งมอบอุปกรณ์

เมื่อระบบพร้อม ผมตั้งใจจะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการผ่าตัดไทรอยด์ในผู้ป่วยของผมอย่างเป็นระบบ ทั้งการผ่าตัดแบบส่องกล้องทางช่องปากและในกรณีที่เหมาะสมกับการผ่าตัดรูปแบบอื่น

เพราะสำหรับผม...

“นวัตกรรม” ไม่ใช่การรอให้เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องปกติ แล้วจึงเริ่มใช้

แต่คือการมองเห็นว่าเทคโนโลยีนั้นจะช่วยคนไข้ได้อย่างไร
นำมาทดลองและพัฒนาอย่างเป็นระบบ
พิสูจน์ด้วยงานวิชาการ
และสุดท้ายทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาในชีวิตจริง

PTeye × TOETVA

จากแนวคิดเมื่อกว่า 2 ปีก่อน
สู่งานวิจัยร่วมกับศิริราชและ Harvard Medical School
และกำลังจะก้าวต่อไปสู่การใช้งานเป็นมาตรฐานในผู้ป่วยของเราเร็ว ๆ นี้ครับ

พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์
ศัลยแพทย์อนุสาขาศัลยศาสตร์ผ่านกล้อง
ผู้คิดค้นการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก (TOETVA)

📚 Reference:
Maneeprasopchoke P, Aungsusiripong A, Pithuksurachai P, Anuwong A, Russell MD, Abdelhamid Ahmed AH, Randolph GW. A Simple Technique for Probe-Based NIRAF-Guided Parathyroid Identification in TOETVA. The Laryngoscope. 2026. doi:10.1002/lary.70563.

#ผ่าตัดไทรอยด์ #ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง #ผ่าตัดไทรอยด์ไร้แผล #หมออังกูร

20/08/2026

📌Podcast หมอผ่าตัดปอด❌หมอตัดไทรอยด์ ตอน ผ่าตัดมะเร็งไทรอยด์ ต้องกินยาตลอดชีวิตจริงหรือ???

#ก้อนที่ปอด #ก้อนไทรอยด์ # มะเร็งปอด #มะเร็งไทรอยด์ #จุดที่ปอด
ผ่าตัดปอดโดยรองศาสตราจารย์นายแพทย์ศิระ

20/08/2026

📌Podcast หมอผ่าตัดปอด❌หมอตัดไทรอยด์ ตอน ก้อนที่คอvs ก้อนที่ปอดอะไรนอันตรายกว่ากัน

#ก้อนที่ปอด #ก้อนไทรอยด์ # มะเร็งปอด #มะเร็งไทรอยด์ #จุดที่ปอด
หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้อง

20/08/2026

แก้ความเชื่อผิดๆโรคไทรอยด์ ตอบคำถามโดยหมอ
พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์
ศัลยแพทย์
ว.30603
ผู้คิดค้นการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก

“กลับบ้านแล้วปากชา ปลายนิ้วซ่า มือเริ่มจีบ” หลังผ่าตัดไทรอยด์ อย่าคิดว่าแค่พักผ่อนน้อยหลังผ่าตัดไทรอยด์ คนไข้จำนวนมากกัง...
19/08/2026

“กลับบ้านแล้วปากชา ปลายนิ้วซ่า มือเริ่มจีบ” หลังผ่าตัดไทรอยด์ อย่าคิดว่าแค่พักผ่อนน้อย

หลังผ่าตัดไทรอยด์ คนไข้จำนวนมากกังวลเรื่องเสียง แผล และผลชิ้นเนื้อ แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่หมออยากให้ทั้งผู้ป่วยและคนในครอบครัวรู้จักก่อนกลับบ้าน คือ “ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ” ครับ

อาการเริ่มต้นอาจดูเล็กน้อยมาก เช่น ชารอบริมฝีปาก ปลายนิ้วซ่า รู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม ตะคริว หรือกระตุกที่ใบหน้า แต่หากระดับแคลเซียมลดลงมาก อาจเกิดมือจีบ กล้ามเนื้อเกร็ง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชัก หรือหายใจลำบากได้ จึงไม่ควรรอดูอาการเองโดยไม่ติดต่อทีมรักษา

กรณีตัวอย่างที่เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบได้

ผู้ป่วยคนหนึ่งผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมด เช้าวันรุ่งขึ้นอาการดี รับประทานอาหารได้ และกลับบ้านตามแผน คืนนั้นเริ่มรู้สึกชารอบปาก เขาคิดว่าอาจเกิดจากความเครียดหรือการนอนผิดท่า จึงเข้านอน ต่อมาเริ่มชาที่นิ้วทั้งสองข้างและเป็นตะคริว มือหดเกร็งจนคลายยาก ครอบครัวจึงโทรหาโรงพยาบาลและพาไปตรวจ พบว่าแคลเซียมต่ำ ต้องได้รับการประเมินและรักษา

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่าการผ่าตัดผิดพลาดเสมอไปครับ ต่อมพาราไทรอยด์ซึ่งควบคุมแคลเซียมมีขนาดเล็กและอยู่ชิดด้านหลังต่อมไทรอยด์ หลังผ่าตัดอาจช้ำ บวม หรือเลือดมาเลี้ยงลดลงชั่วคราว ทำให้สร้างฮอร์โมนพาราไทรอยด์หรือ PTH ได้น้อยลง อาการอาจเกิดหลังกลับบ้าน เพราะระดับแคลเซียมไม่ได้ลดลงทันทีในทุกคน

ไทรอยด์กับพาราไทรอยด์เป็นต่อมเดียวกันหรือไม่?

ไม่ใช่ครับ ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะรูปผีเสื้อบริเวณด้านหน้าคอ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ ส่วนต่อมพาราไทรอยด์เป็นต่อมเล็ก ๆ มักมีประมาณสี่ต่อม อยู่ชิดด้านหลังหรือใกล้ไทรอยด์ ทำหน้าที่สร้าง PTH เพื่อควบคุมสมดุลแคลเซียม ฟอสเฟต และวิตามินดี

เมื่อแคลเซียมในเลือดลดลง PTH จะช่วย

• เพิ่มการนำแคลเซียมกลับที่ไต
• ช่วยให้ไตเปลี่ยนวิตามินดีเป็นรูปที่ออกฤทธิ์
• เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ผ่านวิตามินดี
• ร่วมควบคุมการแลกเปลี่ยนแคลเซียมกับกระดูก

ดังนั้นการผ่าตัดเอาไทรอยด์ออกไม่ได้ทำให้แคลเซียมต่ำเพราะ “ไม่มีไทรอยด์” แต่เกิดเมื่อพาราไทรอยด์ทำงานลดลงชั่วคราวหรือถาวรครับ

ทำไมพาราไทรอยด์จึงได้รับผลกระทบระหว่างผ่าตัด?

พาราไทรอยด์มีขนาดเล็ก สีและตำแหน่งแตกต่างกันได้ในแต่ละคน และมีหลอดเลือดเล็ก ๆ มาเลี้ยง การผ่าตัดต้องแยกไทรอยด์ออกจากเส้นประสาทเสียง หลอดเลือด และพาราไทรอยด์อย่างละเอียด แม้ต่อมจะไม่ได้ถูกตัดออก การขยับเนื้อเยื่อ การบวม หรือเลือดมาเลี้ยงลดลงก็ทำให้ต่อม “พักงาน” ชั่วคราวได้

สาเหตุที่พบได้ ได้แก่

• ต่อมพาราไทรอยด์ช้ำหรือขาดเลือดชั่วคราว
• หลอดเลือดเลี้ยงต่อมถูกรบกวนระหว่างแยกไทรอยด์
• ต่อมถูกนำออกโดยไม่ตั้งใจ เพราะอยู่ฝังหรือชิดเนื้อไทรอยด์มาก
• ต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณกลางคอ ทำให้การผ่าตัดใกล้พาราไทรอยด์มากขึ้น
• ผ่าตัดซ้ำซึ่งมีพังผืดและกายวิภาคเปลี่ยนไป

ศัลยแพทย์จะพยายามรักษาพาราไทรอยด์และเลือดที่มาเลี้ยงไว้ หากพบว่าต่อมขาดเลือดอย่างชัดเจนหรือถูกนำออกโดยไม่ตั้งใจ อาจพิจารณานำเนื้อพาราไทรอยด์ไปฝังในกล้ามเนื้อในบางกรณี แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องทำ และการตัดสินใจขึ้นกับสิ่งที่พบระหว่างผ่าตัดครับ

ใครมีความเสี่ยงมากกว่า?

ภาวะแคลเซียมต่ำพบสัมพันธ์กับการผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมดหรือ completion thyroidectomy มากกว่าการผ่าตัดเพียงข้างเดียว เพราะการผ่าข้างเดียวโดยทั่วไปยังเหลือพาราไทรอยด์อีกด้านที่ไม่ถูกรบกวน

ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

• ผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมด
• เลาะต่อมน้ำเหลืองกลางคอ โดยเฉพาะเมื่อโรคกว้าง
• มะเร็งหรือก้อนที่ลุกลามทำให้แยกเนื้อเยื่อยาก
• ผ่าตัดซ้ำ
• โรคเกรฟส์หรือไทรอยด์เป็นพิษที่ต่อมมีเลือดมาเลี้ยงมาก
• คอพอกขนาดใหญ่หรือยื่นลงทรวงอก
• พาราไทรอยด์ถูกตัดออกหรือเลือดเลี้ยงลดลงหลายต่อม
• วิตามินดีต่ำหรือแมกนีเซียมผิดปกติก่อนผ่า
• ภาวะกระดูกหิวแร่ในผู้ป่วยบางกลุ่ม

การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดอาการ และคนที่ดูความเสี่ยงต่ำก็ยังเกิดได้ แผนตรวจ PTH แคลเซียม และการให้ยา จึงต้องปรับตามคนไข้และแนวทางของแต่ละศูนย์ครับ

อาการแคลเซียมต่ำเป็นอย่างไร?

อาการเริ่มต้นที่พบบ่อย ได้แก่

• ชารอบริมฝีปาก
• ปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้าซ่า
• รู้สึกเหมือนเข็มทิ่มหรือไฟช็อตเบา ๆ
• ตะคริวที่มือ เท้า น่อง หรือใบหน้า
• กล้ามเนื้อกระตุก โดยเฉพาะรอบปากหรือเปลือกตา
• มือหดเกร็งหรือ “มือจีบ”
• อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย หรือปวดศีรษะ

เมื่อรุนแรงอาจเกิด

• เกร็งทั่วตัว
• กล่องเสียงเกร็ง หายใจมีเสียงหรือหายใจลำบาก
• หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น หน้ามืด
• สับสน หรือชัก

อาการเหล่านี้ไม่จำเพาะต่อแคลเซียมต่ำเสมอไป การหายใจเร็วจากความวิตกกังวลก็ทำให้ชารอบปากและปลายมือได้ แต่ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเพียงความเครียด โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันหลังผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมดครับ

อาการมักเกิดเมื่อใด?

แคลเซียมอาจเริ่มลดภายในวันแรก แต่หลายคนมีอาการชัดในช่วง 24–72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยบางคนปกติดีที่โรงพยาบาลแต่เริ่มชาหลังกลับบ้าน

ระยะเวลาแตกต่างตามค่า PTH การทำงานของไต ระดับวิตามินดี แมกนีเซียม อาหาร ยาที่ได้รับ และปริมาณไทรอยด์ที่ผ่าออก ผู้ป่วยจึงควรได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนว่า ต้องรับประทานยาอย่างไร อาการใดต้องโทรหาโรงพยาบาล และกรณีใดต้องไปฉุกเฉินครับ

แพทย์ตรวจอะไรหลังผ่าตัด?

การประเมินอาจประกอบด้วย

• Total serum calcium และค่า albumin เพื่อคำนวณแคลเซียมที่ปรับตามอัลบูมิน
• Ionized calcium ซึ่งสะท้อนแคลเซียมที่ออกฤทธิ์โดยตรงในบางสถานการณ์
• PTH หลังผ่าตัด ใช้ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง
• Magnesium เพราะแมกนีเซียมต่ำอาจทำให้ PTH หลั่งและออกฤทธิ์ผิดปกติ
• Phosphate ซึ่งอาจสูงเมื่อ PTH ต่ำ
• Creatinine และการทำงานของไต
• 25-hydroxyvitamin D ตามบริบท
• คลื่นไฟฟ้าหัวใจเมื่ออาการรุนแรงหรือสงสัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ

แนวทาง International Task Force ปี 2022 ระบุว่า PTH ในช่วง 12–24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมดมีประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยงระยะยาว โดยค่า PTH ที่มากกว่า 10 pg/mL ทำให้ภาวะพาราไทรอยด์ต่ำถาวรมีโอกาสน้อย แต่ค่าอ้างอิงและเวลาตรวจต่างกันตามวิธีตรวจ จึงไม่ควรนำตัวเลขจากอินเทอร์เน็ตมาตัดสินแทนทีมรักษา

คำแถลง ATA เรื่องการผ่าตัดไทรอยด์แบบผู้ป่วยนอกปี 2026 ยังเน้นว่าการตรวจ PTH ในช่วงสั้น ๆ หลังผ่าตัดเป็นตัวพยากรณ์ที่รวดเร็ว และต้องใช้ร่วมกับการให้ความรู้เรื่องอาการ การติดตามแคลเซียม และแผนยาที่ชัดเจนครับ

แคลเซียมรวมต่ำแปลว่ารุนแรงเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอครับ แคลเซียมในเลือดส่วนหนึ่งจับกับอัลบูมิน หากอัลบูมินต่ำ ค่า total calcium อาจดูต่ำทั้งที่ ionized calcium ยังเพียงพอ แพทย์จึงอาจใช้ค่า albumin-adjusted calcium หรือวัด ionized calcium โดยตรง

ในทางกลับกัน คนไข้บางรายมีอาการชัดแม้ตัวเลขดูไม่ต่ำมาก เพราะระดับลดลงเร็ว จึงต้องดูทั้งอาการ แนวโน้ม และผลตรวจ ไม่ควรดูตัวเลขเดียวครับ

ถ้าชาหลังผ่าตัด ควรทำอย่างไร?

ข้อแรกคือ ทำตามแผนที่ศัลยแพทย์ให้ไว้ เพราะสูตรการป้องกันและรักษาแตกต่างกัน บางศูนย์ให้แคลเซียมทุกรายหลังผ่าทั้งต่อม บางศูนย์ให้เฉพาะคนที่ PTH ต่ำหรือแคลเซียมลด และบางรายต้องใช้ calcitriol ซึ่งเป็นวิตามินดีรูปออกฤทธิ์ร่วมด้วย

หากเริ่มชารอบปาก ปลายนิ้วซ่า หรือตะคริว

1. หยุดกิจกรรมที่เสี่ยง เช่น ขับรถหรืออยู่ลำพัง
2. ตรวจดูว่ามีหายใจลำบาก มือจีบ เกร็ง ใจสั่น หน้ามืด หรือสับสนหรือไม่
3. รับประทานยาตาม “แผนฉุกเฉินหลังผ่าตัด” ที่ทีมรักษาเขียนให้ หากมี
4. ติดต่อศัลยแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที เพื่อรับคำแนะนำและนัดตรวจเลือด
5. หากอาการมากขึ้น ไม่ดีขึ้นตามแผน หรือไม่มีแผนยาชัดเจน ให้ไปโรงพยาบาล

อย่าซื้อแคลเซียมหรือวิตามินดีขนาดสูงกินต่อเนื่องเอง เพราะการให้มากเกินไปอาจทำให้แคลเซียมสูง ปัสสาวะแคลเซียมสูง นิ่ว ไตเสื่อม หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ครับ

เมื่อใดต้องไปห้องฉุกเฉิน?

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือเรียกรถฉุกเฉินหากมี

• หายใจลำบาก หายใจมีเสียง หรือคอตึงร่วมกับอาการเกร็ง
• มือจีบรุนแรง กล้ามเนื้อเกร็งทั่วตัว หรือเดินไม่ได้
• ชัก สับสน หมดสติ
• ใจสั่นมาก เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม
• อาการชาหรือเกร็งเพิ่มเร็ว แม้รับยาตามแผนแล้ว
• อาเจียนมากจนรับประทานยาไม่ได้

และต้องแยกจากภาวะเลือดออกในคอหลังผ่าตัด หากคอบวมตึงอย่างรวดเร็ว กลืนหรือหายใจลำบาก นี่เป็นเหตุฉุกเฉินเช่นกัน ไม่ควรรอให้ยาแคลเซียมออกฤทธิ์ครับ

การรักษาเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยอาการเล็กน้อยและรับประทานได้ อาจได้รับแคลเซียมทางปากและ calcitriol ตามระดับ PTH แคลเซียม และดุลยพินิจแพทย์ พร้อมตรวจซ้ำ ยาแคลเซียมมีหลายชนิด เช่น calcium carbonate และ calcium citrate ซึ่งปริมาณ “elemental calcium” ไม่เท่ากัน จึงห้ามเปลี่ยนจำนวนเม็ดตามชื่อยาเอง

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แคลเซียมต่ำมาก ชัก กล่องเสียงเกร็ง หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ อาจต้องให้แคลเซียมทางหลอดเลือดและติดตามหัวใจในโรงพยาบาล รวมทั้งแก้แมกนีเซียมหากต่ำ

เป้าหมายไม่ได้ทำให้แคลเซียมสูงที่สุด แต่ทำให้อาการหายและระดับปลอดภัย โดยหลีกเลี่ยงภาวะแคลเซียมสูงและการขับแคลเซียมทางปัสสาวะมากเกินไปครับ

ชั่วคราวกับถาวรต่างกันอย่างไร?

ภาวะพาราไทรอยด์ต่ำหลังผ่าตัดส่วนใหญ่ที่พบในช่วงต้นเป็น “ชั่วคราว” ต่อมที่ช้ำหรือเลือดมาเลี้ยงลดลงอาจฟื้นในหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จึงต้องค่อย ๆ ลดแคลเซียมและ calcitriol ตามผลเลือด ไม่หยุดทันทีเอง

แนวทาง International Task Force ปี 2022 เปลี่ยนนิยามภาวะพาราไทรอยด์ต่ำหลังผ่าตัดเรื้อรังเป็นอาการและผลตรวจที่ยังคงอยู่เกิน 12 เดือน เพราะมีผู้ป่วยบางส่วนฟื้นตัวระหว่าง 6–12 เดือน คำว่า “ยังต้องกินยาเดือนที่สาม” จึงไม่ได้หมายความว่าจะถาวรแน่นอนครับ

หากเป็นเรื้อรัง ต้องติดตามอะไร?

การดูแลระยะยาวต้องละเอียดกว่าการดูค่าแคลเซียมอย่างเดียว เพราะ PTH ต่ำทำให้ไตเก็บแคลเซียมได้น้อย แม้แคลเซียมในเลือดปกติจากยา ปัสสาวะอาจมีแคลเซียมสูงและเสี่ยงนิ่วหรือหินปูนในไตได้

การติดตามตามบริบทอาจรวม

• แคลเซียมที่ปรับตามอัลบูมินหรือ ionized calcium
• ฟอสเฟต แมกนีเซียม และการทำงานของไต
• 25-hydroxyvitamin D
• ปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง
• ภาพไตเพื่อดูนิ่วหรือ nephrocalcinosis
• อาการทางระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ และคุณภาพชีวิต

แนวทางแนะนำให้รักษาระดับแคลเซียมช่วงล่างของค่าปกติหรือใกล้ต่ำกว่าปกติเล็กน้อยในผู้ป่วยเรื้อรัง เพื่อควบคุมอาการพร้อมลดความเสี่ยงปัสสาวะแคลเซียมสูง ไม่ได้ตั้งเป้าให้แคลเซียมอยู่บนสุดของช่วงปกติครับ

กินแคลเซียมพร้อมยาฮอร์โมนไทรอยด์ได้ไหม?

ไม่ควรกินพร้อมกันครับ แคลเซียมลดการดูดซึม levothyroxine โดยทั่วไปควรเว้นอย่างน้อยประมาณ 4 ชั่วโมง หรือทำตามเวลาที่แพทย์และเภสัชกรจัดให้ หากต้องกินแคลเซียมหลายครั้งต่อวัน ควรวางตารางตั้งแต่ก่อนกลับบ้านเพื่อไม่ให้สับสน

ตัวอย่างหลักการจัดเวลา ไม่ใช่ใบสั่งยาสำหรับทุกคน

• รับประทาน levothyroxine ตอนท้องว่างตามคำแนะนำ
• เว้นอาหารตามเวลาที่กำหนด
• เริ่มแคลเซียมภายหลังโดยเว้นระยะจาก levothyroxine
• แบ่งแคลเซียมและ calcitriol ตามใบยา

อย่าปรับยาไทรอยด์ แคลเซียม หรือ calcitriol เองจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะอาการใจสั่น เหนื่อย หรือชาสามารถเกิดจากหลายสาเหตุครับ

อาหารแคลเซียมสูงแทนยาได้ไหม?

อาหาร เช่น นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ที่ใช้แคลเซียม และผักบางชนิดช่วยให้ได้รับแคลเซียมตามปกติ แต่ในระยะที่ PTH ต่ำหลังผ่าตัด อาหารอย่างเดียวอาจไม่เร็วหรือเพียงพอ และไม่สามารถแทน calcitriol เมื่อแพทย์เห็นว่าจำเป็น

ในทางกลับกัน คนไข้ที่ได้รับยาอยู่ไม่ควรเพิ่มผลิตภัณฑ์เสริมหลายชนิดโดยไม่แจ้งแพทย์ เพราะอาจได้รับแคลเซียมและวิตามินดีซ้ำซ้อนครับ

TOETVA ทำให้แคลเซียมต่ำมากกว่าการผ่าตัดเปิดหรือไม่?

ภาวะแคลเซียมต่ำสัมพันธ์กับขอบเขตผ่าตัด จำนวนพาราไทรอยด์ที่ได้รับผลกระทบ การเลาะต่อมน้ำเหลือง ความยากของโรค และประสบการณ์ทีม มากกว่าคำว่า “เปิด” หรือ “ส่องกล้อง” เพียงคำเดียว

TOETVA เป็นทางเข้าผ่าตัดจากช่องปากเพื่อหลีกเลี่ยงแผลที่ผิวหนังคอ แต่ยังต้องแยกไทรอยด์ออกจากพาราไทรอยด์และรักษาหลอดเลือดเหมือนหลักการผ่าตัดทั่วไป ผู้ป่วยจึงยังมีความเสี่ยงแคลเซียมต่ำหลังผ่าตัดทั้งหมด และต้องได้รับแผนตรวจ PTH/แคลเซียมกับคำแนะนำหลังผ่าเช่นเดียวกันครับ

ผ่าข้างเดียวต้องกังวลหรือไม่?

หลัง lobectomy โอกาสเกิดภาวะพาราไทรอยด์ต่ำที่มีนัยสำคัญต่ำกว่าการผ่าทั้งต่อมมาก เพราะพาราไทรอยด์ด้านตรงข้ามยังอยู่ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการชาหรือเกร็ง ไม่ควรละเลย อาจมีสาเหตุอื่น เช่น แมกนีเซียมต่ำ การหายใจเร็ว หรือความผิดปกติเดิม ต้องให้แพทย์ประเมินครับ

เรื่องที่คนไข้มักเข้าใจผิด

“ปากชาหลังผ่าคือผลจากท่อช่วยหายใจ”

ท่ออาจทำให้เจ็บคอหรือเสียงเปลี่ยนชั่วคราว แต่ชารอบปากและปลายนิ้วควรนึกถึงแคลเซียมต่ำและติดต่อทีมรักษา

“ถ้าเช้าวันกลับบ้านแคลเซียมปกติ แปลว่าจะไม่ต่ำแล้ว”

ไม่เสมอ ระดับอาจลดใน 24–72 ชั่วโมง จึงต้องรู้จักอาการและมีแผนหลังกลับบ้าน

“ชานิดเดียว รอถึงวันนัดได้”

ไม่ควรรอโดยไม่แจ้ง เพราะอาการอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นและรักษาได้ง่ายกว่าก่อนเกิดเกร็ง

“กินแคลเซียมเยอะ ๆ ไม่มีอันตราย”

ไม่จริง การได้รับมากเกินหรือใช้ calcitriol ไม่เหมาะสมทำให้แคลเซียมสูง ปัสสาวะแคลเซียมสูง และไตมีปัญหาได้

“ต้องกินแคลเซียมหลังผ่า แปลว่าถาวร”

ไม่จริง ผู้ป่วยจำนวนมากฟื้นและลดหยุดยาได้ภายใต้การตรวจเลือด

“มือจีบหลังผ่าเกิดจากเส้นประสาทมือ”

อาจเป็นกล้ามเนื้อเกร็งจากแคลเซียมต่ำ ไม่ควรนวดหรือดัดมืออย่างเดียว

“วิธีไม่มีแผลที่คอจะไม่มีแคลเซียมต่ำ”

ไม่จริง พาราไทรอยด์อยู่บริเวณเดียวกัน ความเสี่ยงขึ้นกับขอบเขตและความซับซ้อนของการผ่าตัดด้วย

12 คำถามที่ควรถามก่อนกลับบ้านหลังผ่าตัดไทรอยด์

1. ผ่าตัดไทรอยด์ข้างเดียวหรือทั้งหมด?
2. ระหว่างผ่าตัดพาราไทรอยด์เป็นอย่างไร?
3. ค่า PTH หลังผ่าตัดเท่าไรและตีความอย่างไรในห้องแล็บนี้?
4. ค่าแคลเซียมล่าสุดเท่าไร ต้องตรวจซ้ำเมื่อใด?
5. ต้องกินแคลเซียมหรือ calcitriol หรือไม่ ขนาดและเวลากี่วัน?
6. ถ้าเริ่มชารอบปากหรือปลายนิ้ว ต้องกินยาเพิ่มตามแผนอย่างไร?
7. อาการระดับไหนต้องโทรหาโรงพยาบาล และเบอร์ใดติดต่อได้ตลอดเวลา?
8. อาการระดับไหนต้องไปฉุกเฉินทันที?
9. ต้องเว้นแคลเซียมจาก levothyroxine กี่ชั่วโมง?
10. ต้องตรวจแมกนีเซียม วิตามินดี หรือไตเพิ่มเติมหรือไม่?
11. จะลดหรือหยุดยาเมื่อใด และต้องใช้ผลเลือดอะไรประกอบ?
12. หากอยู่ไกลโรงพยาบาล ควรมีแผนสำรองอย่างไร?

สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้

ในสองถึงสามวันแรกหลังผ่าตัดทั้งหมด ควรมีคนใกล้ชิดช่วยสังเกตอาการ จัดตารางยา พาไปตรวจ และหลีกเลี่ยงให้ผู้ป่วยขับรถหากมีชา เกร็ง หน้ามืด หรือเพิ่งใช้ยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วง

เก็บใบยา เบอร์ติดต่อ และผลตรวจไว้ในที่หาได้ง่าย หากต้องไปโรงพยาบาลอื่น ให้แจ้งว่าเพิ่งผ่าตัดไทรอยด์ ขอบเขตผ่าตัด วันผ่า ยาที่กิน และเวลาที่เริ่มมีอาการครับ

หมอคิดว่า การป้องกันอันตรายจากแคลเซียมต่ำไม่ได้อยู่ที่การตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่ระบบทั้งหมด ตั้งแต่รักษาพาราไทรอยด์ระหว่างผ่าตัด ตรวจ PTH และแคลเซียม วางแผนยา สอนอาการเตือน ไปจนถึงช่องทางติดต่อหลังกลับบ้าน

อยากให้ทุกคนจำง่าย ๆ ว่า

“ปากชา ปลายนิ้วซ่า ตะคริว มือจีบ หลังผ่าตัดไทรอยด์ทั้งหมด — ให้คิดถึงแคลเซียมต่ำและติดต่อทีมรักษา”

ฝากแชร์บทความนี้ให้คนที่กำลังเตรียมผ่าตัดและคนในครอบครัวครับ ความรู้ไม่กี่บรรทัดอาจช่วยให้สังเกตอาการได้ตั้งแต่ระยะแรก แต่ไม่ควรใช้บทความนี้แทนแผนยาหรือคำแนะนำเฉพาะที่ได้รับจากศัลยแพทย์

พ.ต.อ.นพ.อังกูร อนุวงศ์
ศัลยแพทย์ผู้คิดค้นผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางช่องปาก
ว.30603

เว็บไซต์: https://drangkoon.com

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ป่วยหลังผ่าตัดควรทำตามใบยาและแผนฉุกเฉินของทีมรักษา หากมีอาการรุนแรง หายใจลำบาก เกร็ง ชัก ใจสั่นมาก หรือหมดสติ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

#แคลเซียมต่ำ #ผ่าตัดไทรอยด์ #พาราไทรอยด์ #ปากชา #มือจีบ #ภาวะแคลเซียมต่ำ #ดูแลหลังผ่าตัด #ไทรอยด์ #หมออังกูร

ที่อยู่

ถ. พหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมออังกูร ผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท