23/08/2026
มาแชร์วิธีการฝึกออกเสียงสำหรับผู้ที่มีปัญหา Spasmodic Dysphonia (SD) กับ กภ.พรหมินทร์ พรสุริยาทัต ค่ะ
กายภาพบำบัดในภาวะเส้นเสียงแหบเกร็ง คืออะไร?
หลายคนเข้าใจว่า Spasmodic Dysphonia (SD) เป็นปัญหาที่เส้นเสียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วเวลาพูด ร่างกายต้องใช้หลายส่วนทำงานร่วมกัน ทั้งการหายใจ กล่องเสียง ขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก ใบหน้า และกล้ามเนื้อคอ
ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเคลื่อนไหวไม่ดี เกร็ง ทำงานไม่สมดุล หรือขยับพ่วงกับส่วนอื่นมากเกินไป ก็อาจทำให้การออกเสียงยากขึ้น และทำให้กล่องเสียงต้องใช้แรงมากขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น กายภาพบำบัดด้านเสียง จึงไม่ได้ดูเฉพาะว่า “เสียงที่ออกมาฟังเป็นอย่างไร” แต่ดูด้วยว่า
«ร่างกายกำลังใช้วิธีไหนในการสร้างเสียงนั้น»
ลองเปรียบการใช้เสียงกับการเล่นเครื่องดนตรี
ถ้าเปรียบ “เสียง” เป็นเครื่องดนตรี
Speech Therapy หรือ Voice Therapy เปรียบเหมือนการฝึกทักษะการเล่นเครื่องดนตรีให้ดีขึ้น
ส่วน กายภาพบำบัดด้านเสียง จะเน้นไปที่ว่า
«ตัวเครื่องดนตรีเองเคลื่อนไหวและทำงานได้ดีแค่ไหน»
เช่น
- ขากรรไกรเปิดและเคลื่อนไหวได้ดีหรือไม่
- ลิ้นขยับได้อิสระ หรือดึงขากรรไกรและคอให้เกร็งตาม
- ริมฝีปากควบคุมได้ดีหรือไม่
- กล้ามเนื้อใบหน้าซ้าย–ขวาทำงานสมดุลกันหรือไม่
- เวลาพูดมีการกลั้นหายใจ หรือใช้กล้ามเนื้อคอมากเกินไปหรือไม่
---
การรักษาทำอะไรบ้าง?
ช่วงแรกอาจใช้ Manual Therapy หรือการรักษาด้วยมือ เพื่อช่วยให้ระบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสียงเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น เช่น
- คลายความตึงของคอ บ่า และกล้ามเนื้อรอบกล่องเสียง
- ช่วยให้ทรวงอกและระบบหายใจเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
- ลดความตึงและเพิ่มการเคลื่อนไหวของขากรรไกร ลิ้น ริมฝีปาก และกล้ามเนื้อใบหน้า
- ลดความตึงบริเวณศีรษะ ใบหน้า และคอในคนที่มีอาการเกร็งมากเวลาเครียดหรือใช้เสียง
แต่ การคลายกล้ามเนื้อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ขั้นต่อมาคือการฝึกให้ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น บางคนพยายามขยับลิ้น แต่ขากรรไกรและคอขยับตามไปด้วย เราอาจฝึกให้ลิ้นสามารถเคลื่อนไหวได้โดยที่ส่วนอื่นไม่จำเป็นต้องเกร็งหรือเข้ามาช่วยมากเกินไป
จากนั้นจึงค่อยนำทุกส่วนกลับมาทำงานร่วมกันเป็น
การหายใจ → การเคลื่อนไหวของปากและลิ้น → การออกเสียง → คำ → ประโยค → การสนทนา
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่นิ่ง แต่คือ
«ใช้กล้ามเนื้อเท่าที่จำเป็น และไม่ใช้แรงมากเกินความจำเป็น»
---
ฝึกให้ “รู้สึก” ถึงการสร้างเสียง ไม่ใช่แค่ฟังเสียง
โดยปกติเรามักพูดก่อน แล้วใช้หูฟังว่าเสียงออกมาดีหรือไม่ดี
แต่ในการฟื้นฟู เราสามารถฝึกให้ผู้ป่วยรับรู้จากร่างกายไปพร้อมกัน เช่น
- ขากรรไกรกำลังเกร็งหรือไม่
- ลิ้นอยู่ในตำแหน่งไหน
- ใบหน้าและคอเริ่มเกร็งหรือยัง
- ลมหายใจยังไหลต่อเนื่องหรือถูกกลั้น
- รู้สึกแรงสั่นสะเทือนของเสียงบริเวณไหน
เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ผู้ป่วยจะเริ่มจำได้ว่า
«“เวลาที่เสียงออกง่าย ร่างกายของฉันรู้สึกอย่างไร”»
จึงอาจเริ่มสังเกตและปรับรูปแบบการใช้เสียงได้ตั้งแต่ก่อนที่เสียงจะเริ่มติดหรือเกร็งมาก
---
ทำไมแต่ละคนต้องฝึกไม่เหมือนกัน?
เพราะผู้ป่วย SD แต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน
บางคนอาจมี
- ขากรรไกรแข็ง เคลื่อนไหวน้อย หรือมีเสียง
- ลิ้นเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่
- ริมฝีปากบางส่วนอ่อนแรง
- กล้ามเนื้อใบหน้าสองข้างทำงานไม่สมดุล
- เกร็งคอหรือยกกล่องเสียงมากขึ้นเมื่อเครียด
- ช่วงแรกหายใจได้ดี แต่เมื่อพูดนานขึ้นเริ่มใช้กล้ามเนื้อคอช่วยมากขึ้น
ดังนั้นจึงไม่มีแบบฝึกชุดเดียวที่เหมาะกับทุกคน
การรักษาจึงเริ่มจากคำถามว่า
«“คนนี้ติดขัดตรงไหน และส่วนไหนเริ่มทำงานผิดก่อนที่เสียงจะมีปัญหา?”»
แล้วจึงเลือกการฝึกให้เหมาะกับแต่ละคน
---
กายภาพบำบัดแบบนี้ทำให้ SD หายหรือไม่?
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่า กายภาพบำบัดทำให้ SD หายจากโรค
ลองเปรียบกับกายภาพบำบัดในโรคทางระบบประสาท เช่น Stroke หรือ Parkinson’s disease
กายภาพบำบัดไม่ได้ทำให้โรคทางระบบประสาทหายไป แต่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ร่างกายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีที่สุดเท่าที่ระบบยังสามารถทำได้
แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับเสียง
ดังนั้น กายภาพบำบัดในภาวะเส้นเสียงแหบเกร็ง จึงมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ระบบที่ใช้สร้างเสียง
เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น → ควบคุมได้ดีขึ้น → ประสานงานกันดีขึ้น → นำกลับไปใช้ในการพูดจริงได้ง่ายขึ้น
«ไม่ใช่แค่ทำให้เสียงฟังดีขึ้น แต่ช่วยให้ร่างกายสร้างเสียงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น»
คลายส่วนที่ติดขัด → ฝึกการควบคุม → ฝึกการประสานงาน → นำกลับไปใช้ในการพูดจริง
#ภาวะเส้นเสียงแหบเกร็ง