รู้เรื่องเก๊าท์ ที่เราไม่อยากเป็น

รู้เรื่องเก๊าท์ ที่เราไม่อยากเป็น ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเก๊าท์ กรดยู

โรคเก๊าท์ หนึ่งในโรคกระดูกและข้อที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการกินโปรตีนบางชนิดมากเกินไป ซึ่งโปรตีนดังกล่าวจะย่อยสลายเป...
11/01/2021

โรคเก๊าท์ หนึ่งในโรคกระดูกและข้อที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการกินโปรตีนบางชนิดมากเกินไป ซึ่งโปรตีนดังกล่าวจะย่อยสลายเป็นกรดยูริกไปตกตะกอนในข้อ ทำให้ข้อหรือเนื้อเยื่อรอบๆ ข้ออักเสบเฉียบพลันการเกิดโรคเก๊าท์ผู้ป่วยมักมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานพอสมควร โดยเฉลี่ยมากกว่า 20 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะถ้าระดับกรดยูริกยิ่งสูง อุบัติการณ์การเกิดโรคจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เกิดอาการได้เร็วยิ่งขึ้น

ในเพศชายพบโรคนี้ได้บ่อยกว่าเพศหญิงประมาณ 10 เท่า
แต่วัยหลังหมดประจำเดือน เพศหญิงจะพบโรคสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเพศชาย

เป็นเก๊าท์ดูแลด้วยดีเค๊าท์ ขับกรดยูริกและบำรุงไต

สอบถาม/สั่งซื้อ โทร.092 2611978 ธนากร

ตอบโจทย์  #โรคเก๊าท์▶️ลดปวด บวมแดง อักเสบ▶️ ฟื้นฟูข้อ กระดูก เส้นเอ็น▶️ ลดกรดยูริกที่เป็นต้นเหตุของเก๊าท์🌐 แนะนำผลิตภัณฑ...
09/01/2021

ตอบโจทย์ #โรคเก๊าท์
▶️ลดปวด บวมแดง อักเสบ
▶️ ฟื้นฟูข้อ กระดูก เส้นเอ็น
▶️ ลดกรดยูริกที่เป็นต้นเหตุของเก๊าท์
🌐 แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดีเค๊าท์ (D-KOUT)
🔹 อาหารเสริมเพื่อโรคเก๊าท์โดยเฉพาะ
🔹 ขนาดบรรจุ : 1 กล่อง 3 แผง แผงละ 10 แคปซูล
🔹 รวม 30 แคปซูล
✍️ เลขสารบบ อย. : 10-1-15456-5-0018
🔹 วิธีรับประทาน : วันละ 1-2 เม็ด หลังอาหาร
🛒 ราคา 1,765 บาท
สอบถาม/สั่งซื้อ โทร.092 2611978 ธนากร

💁โรคเก๊าต์..อย่า!! ปล่อยไว้นาน ให้เป็นเยอะถึงขั้นกระดูกผิดรูปแล้วค่อยรักษา เสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีว...
08/01/2021

💁โรคเก๊าต์..อย่า!! ปล่อยไว้นาน ให้เป็นเยอะถึงขั้นกระดูกผิดรูปแล้วค่อยรักษา เสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ดูแลโรคเก๊าท์ง่ายๆด้วยตัวท่านเองที่บ้าน ต้อง..

💁D-KOUT ดี-เค๊าท์
ผลิตภัณฑ์ลดกรดยูริกซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเก๊าท์

📛ลดอาการปวดตามข้อ
📛ลดภาวะไตเสื่อม
📛บำรุงไต
📛ลดคอเลสเตอรอล
📛ลดน้ำตาล
📛ลดไขมันในเลือด
📛ปรับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
📛บำรุงระบบไหลเวียนโลหิต
📛บำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ลดกรดยูริกต้นเหตุโรคเก๊าต์
ทางเลือกในการดูแลฟื้นฟูอาการ

🙏ถ้าชอบก็กด..ถูกใจ ถ้าพอใจช่วยแชร์ได้นะ

💥ทั้งนี้แล้วแต่ความรุนแรงและการสะสมมานานหลายปีของโรคเก๊าท์

👰️ศึกษาข้อมูลดีเค๊าท์ อาหารเสริมสำหรับ
🍀โรคเก๊าท์ โรคข้ออักเสบเพิ่มเติม👇👇

ปรึกษาก่อนสั่งซื้อโทร.092 2611978 ธนากร

โรคเกาต์กับการดูแลรักษาที่ถูกวิธีโรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่พบในผู้ป่วยที่มีระดับกรดยูริก (uric acid) ในเลือดสูง...
08/01/2021

โรคเกาต์กับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี
โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่พบในผู้ป่วยที่มีระดับกรดยูริก (uric acid) ในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน ซึ่งกรดยูริกที่สูงจะเกิดการตกตะกอนสะสมเป็นผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ โดยเฉพาะในข้อและบริเวณรอบข้อ และเมื่อมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น จะทำให้เกิดอาการข้ออักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรง
อาการของผู้ป่วย
1. ระยะข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ ร่วมกับข้ออักเสบอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วเท้า หลังเท้า ข้อเท้า หรือ ข้อเข่า มักถูกกระตุ้นให้กำเริบด้วยการรับประทานอาหารที่มียูริกสูง เช่น อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด รวมทั้งการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ทุกชนิด หรือได้รับการกระแทกที่บริเวณข้อ อาการข้ออักเสบจะเกิดขึ้นในช่วง 3 – 7 วัน สามารถหายเองได้ แต่อาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการรับประทานยาโคลชิซีน (colchicine) หรือยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (diclofenac) อินโดเมทาซิน (indomethacin) เป็นต้น ในระยะแรกอาการข้ออับเสบที่เป็นแต่ละครั้งจะเกิดห่างกันค่อนข้างนาน แต่ถ้ายังไมได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการข้ออักเสบจะกำเริบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และจำนวนข้อที่อักเสบในแต่ละครั้งจะมากขึ้นกว่าเดิม
2. ระยะมีปุ่มก้อนโทฟัส (chronic tophaceous gout)
เมื่อเวลาผ่านไป ในผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะมีผลึกยูเรตสะสมมากขึ้นจนเกิดเป็นปุ่มก้อนโทฟัส ลักษณะเป็นก้อนแข็งอยู่ใต้ผิวหนัง ผิวขรุขระ สามารถตรวจพบปุ่มก้อนเหล่านี้ได้ที่บริเวณรอบ ๆ ข้อ ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ ใบหู ข้อศอก ตาตุ่ม เอ็นร้อยหวาย นิ้วมือและนิ้วเท้า และผู้ป่วยมักจะมีอาการข้ออักเสบติดต่อกันจนเหมือนเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ในบางรายที่เป็นมากจะมีข้อพิการผิดรูปร่วมด้วยได้ซึ่งเป็นระยะท้ายของโรค การตอบสนองต่อยา NSAIDs หรือ โคลชิซีน จะไม่ดีเท่าเดิม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกือบตลอดเวลา
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ อาจจะมีโรคร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคไตวาย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
การวินิจฉัยโรคเกาต์ ที่ดีและแม่นยำที่สุด คือ การเจาะน้ำไขข้อจากข้อที่กำลังอักเสบ มาส่งตรวจเพื่อหาผลึกยูเรต แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะที่ไม่มีอาการข้ออักเสบ หรือมีข้ออักเสบแต่ไม่สามารถเจาะข้อได้ การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือดเพื่อดูระดับยูริก การเอกซเรย์ จึงจะสามารถให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องได้
การรักษา
ประกอบไปด้วยการให้ยาเพื่อรักษาอาการข้ออักเสบ และการให้ยาลดระดับยูริกในเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเกาต์ โดยเป้าหมายของการรักษา คือ ลดระดับของกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจจะไม่มีอาการข้ออักเสบกำเริบอีก และปุ่มก้อนโทฟัสสามารถหายไปได้ แต่ปัจจุบันผู้ป่วยโรคเกาต์จำนวนมากเลือกที่จะซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากในระยะแรกอาการข้ออักเสบจะตอบสนองดีต่อยา ทำให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธี รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้มาก เช่น กระเพาะเป็นแผล กระเพาะอาหารทะลุ เลือดออกในทางเดินอาหาร ตับอักเสบ ไตวาย รวมถึงการแพ้ยาที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
ดังนั้น การใช้ยารักษาโรคเกาต์จึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยา

"โรคเก๊าท์"ไม่ใช่โรคใหม่ที่ได้ยินแล้วต้องทำหน้าฉงน? หลายท่านอาจคุ้นเคยกับชื่อโรคนี้ด้วยซ้ำ เพราะมีผู้ป่วยที่ทนทรมานกับโร...
19/11/2020

"โรคเก๊าท์"

ไม่ใช่โรคใหม่ที่ได้ยินแล้วต้องทำหน้าฉงน? หลายท่านอาจคุ้นเคยกับชื่อโรคนี้ด้วยซ้ำ เพราะมีผู้ป่วยที่ทนทรมานกับโรคนี้กันพอสมควรทีเดียว สำหรับชื่อโรคที่ออกจะฟังดูประหลาดก็เพราะทับศัพท์มาจากคำว่า “gout” ในภาษาอังกฤษนั่นแหละ

โรคเก๊าท์ เป็นภาวะที่ร่างกายมีสารยูริค(Uric acid)ไปตกตะตอนตามข้อและอวัยวะต่างๆ ภาวะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ภาวะข้ออักเสบเฉียบพลัน, ภาวะนิ่วยูริคในไต

โดยปกติ ร่างกายของคนเราจะมีกลไกในการรักษาดุลของกรดยูริคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่นคือ แม้จะมีการสร้างมากขึ้นแต่ร่างกายก็สามารถขับกรดยูริคส่วนเกินเหล่านั้นออกไปได้ แต่คนบางคนร่างกายมีความบกพร่องของกลไกดังกล่าว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้เกิดมีการสะสมกรดยูริคส่วนเกินไว้ในร่างกาย ซึ่งกรดยูริคเหล่านี้จะไปตกผลึกอยู่ตามข้อ ตามผนังหลอดเลือด ในไต และอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดความผิดปกติหรือโรคเก๊าท์ขึ้นได้นั่นเอง

มาดูกันว่านอกจากพันธุกรรมแล้ว สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเก๊าท์ยังมีอะไรอีกบ้าง

1.เพศ เพศชายมักพบได้ช่วงอายุ 35 – 45 ปี, เพศหญิงมักพบหลังหมดประจำเดือน

2.อาหาร รับประทานอาหารที่มีสารโปรตีนพิวรีน (purine) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนในร่างกายไปเป็นสารยูริคเช่น เครื่องในสัตว์, สัตว์ปีก, น้ำซุป, ปลาซาร์ดีน, ปลาไส้ตัน, หอยเชลล์, ปลาทู, น้ำปลา, กะปิ, ถั่วต่างๆ, กระถิน, ชะอม

3.ภาวะที่มีการสลายและสร้างสารยูริคมากกว่าปกติ เช่น ภาวะเม็ดเลือดแตกตัวมากกว่าปกติ

4. ยาบางชนิด เช่น แอสไพรินขนาดต่ำ, ยาขับปัสสาวะ, การดื่มสุรา, แอลกอฮอล์

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน มีอาการปวดบวมแดงร้อนตามข้อต่างๆ ที่พบบ่อย ได้แก่ ข้อหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า เป็นต้น มักอักเสบเฉียบพลันรุนแรงทันทีและคงอยู่ 5 – 7 วัน แล้วค่อยๆ ทุเลาลง

หากผู้ป่วยละเลยไม่รับการรักษาตั้งแต่เป็นในครั้งแรก ก็จะเป็นบ่อยขึ้นและนานวันเข้าจะมีการทำลายของข้อ ทำให้ข้อค่อยๆ พิการ บางครั้งพบภาวะนิ่วยูริคในไต ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงได้ นอกจากนั้นอาจมีการสะสมผลึกของกรดยูริคเป็นก้อนใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรคนี้ที่เรียกว่า ตุ่มโทไฟ (Tophi)ในบริเวณใกล้ข้อที่เคยอักเสบ เช่น ที่ติ่งหู, ข้อศอก, นิ้ว, ตาตุ่ม ซึ่งอาจแตกออกเกิดเป็นแผลเป็นหรืออาจติดเชื้อเป็นฝีหนองแล้วเป็นแผลเรื้อรังได้

โดยปกติโรคเก๊าท์เป็นโรคเรื้อรังที่จะติดตัวผู้ป่วยไปจนตาย ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจนะครับ เพราะผู้ป่วยยังคงสามารถมีชีวิตที่เป็นสุขและยืนยาวเช่นคนปกติทั่วไปได้ ถ้ารู้จักที่จะดูแลรักษาตัวเองให้ดี แต่หากปล่อยปละละเลย ไม่เพียงต้องทรมานกับโรคไปเรื่อยๆ ในระยะยาวยังอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่สำคัญตามมาได้ เช่น ข้อพิการ,นิ่วในไต,ไตวาย ฯลฯ

ในการรักษาข้ออักเสบเฉียบพลัน แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบ เช่น ยาโคลชิซีน (Colchicine) ร่วมกับยาลดการอักเสบอื่นๆ เพื่อลดอาการปวดข้อ/บวมแดงร้อนรอบๆ ข้อ ซึ่งยามีผลข้างเคียงทำให้ท้องเดิน มวนท้องได้ และให้หลีกเลี่ยงการนวดคลึงบริเวณที่อักเสบด้วย

หากมีภาวะข้ออักเสบบ่อยๆ หรือมีภาวะกรดยูริคในเลือดสูงร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดระดับกรดยูริคในเลือดเมื่อจำเป็น เนื่องจากยามีผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ภาวะผื่นแพ้ยาได้

สำหรับการปฏิบัติตัวที่จะช่วยมิให้อาการของโรคเก๊าท์กำเริบขึ้นได้นั้น นอกจากผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ตามนัด และทานยาที่ช่วยควบคุมระดับกรดยูริคในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอแล้ว ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากควรลดน้ำหนัก แต่ไม่ควรลดโดยการอดอาหารอย่างฉับพลันเพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้ ควรดื่มน้ำมากๆ ทุกวัน แต่ให้หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ รวมถึงการใช้ยาแอสไพรินและยาขับปัสสาวะ เพราะจะทำให้ไตขับกรดยูริคได้น้อยลง ทำให้โรคปวดข้อกำเริบได้ หลีกเลี่ยงการกินเลี้ยงหรือโต๊ะจีน และในขณะที่มีอาการปวดข้อ ควรงดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง แต่ถ้าไม่มีอาการปวดข้อและรับประทานยาควบคุมกรดยูริคอยู่เป็นประจำ ก็อาจไม่จำเป็นต้องควบคุมอาหารเคร่งครัดมากนัก

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ โรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ ดังนั้น คนในครอบครัวของผู้ป่วยควรไปรับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับของกรดยูริคด้วยนะครับ เพื่อที่ว่าจะได้หาทางป้องกันมิให้เป็นโรคนี้เสียแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนปรากฏอาการเลยจะทุกข์ทรมานร่างกายเสียเปล่าๆ แถมยังพลอยทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ไปด้วย

ไม่ต้องทนปวดจากเก๊าท์กำเริบ ทานดีเค๊าท์ขับกรดและบำรุงไตครับ

สอบถาม/สั่งซื้อ โทร.092-2611978 ธนากร

อาการปวดบริเวณส้นเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อเท้า กระดูกงอกที่ฝ่าเท้...
14/11/2020

อาการปวดบริเวณส้นเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อเท้า กระดูกงอกที่ฝ่าเท้าหรือที่เส้นเอ็นร้อยหวาย กระดูกเท้าบิดผิดรูป โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ หรือ กระดูกหัก เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดโรค เชื่อว่าเป็นเพราะความเสื่อมบริเวณที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าเกาะกับกระดูก ซึ่งพบมาก ในผู้หญิงวัยกลางคน ยืนหรือเดินนาน ๆ น้ำหนักตัวมาก ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือ เท้าแบน เท้าบิด

อาการที่พบได้บ่อย คือ หลังจากนอนหรือนั่งสักพักหนึ่ง เมื่อเริ่มเดินลงน้ำหนักจะรู้สึกปวดส้นเท้ามาก แต่ หลังจากที่เดินไปได้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลาลง แต่ถ้าเดินนาน ๆ ก็อาจปวดมากขึ้นอีกได้ มักจะปวดมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า และจะดีขึ้นในช่วงตอนสาย หรือ ตอนบ่าย ถ้ากระดกข้อเท้าขึ้นหรือกดที่ส้นเท้า จะปวดมากขึ้น

(ผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 30-70 ถ้าถ่ายภาพรังสีของเท้า จะพบว่ามีกระดูกงอกที่ไต้ฝ่าเท้าได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะพบกระดูกงอกจากภาพรังสี แต่ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับอาการปวดส้นเท้า จึงไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีทุกคน) โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ รักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่อาจจะต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือน อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้ารักษาไปแล้ว 6 – 9 เดือน ก็ยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด

แนวทางการรักษาด้วยตนเอง

1 ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด หรือ กิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การยืนหรือ เดินนาน ๆ เป็นต้น และควรออกกำลังที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น

2 บริหาร เพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง และ เส้นเอ็นฝ่าเท้า

3 หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า และ ใส่รองเท้าที่เหมาะสม ขนาดพอดีไม่หลวมเกินไป มีพื้นรองเท้าที่นุ่ม และมีแผ่นรองรับอุ้งเท้าให้นูนขึ้น อาจใช้แผ่นนุ่มๆ รองที่ส้นเท้า (หนา ½ นิ้ว) ใส่รองเท้าส้นสูงประมาณ 1 – 1.5 นิ้ว หรือ ใช้แผ่นยางสำหรับรองส้นเท้าโดยเฉพาะ เช่น Heel cups , Tuli cups เป็นต้น

4 ประคบด้วยความร้อนหรือความเย็น หรือ ใช้ยานวด นวดฝ่าเท้า หรือ ใช้ผ้าพันที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า

5 ลดน้ำหนัก เพราะถ้าน้ำหนักมาก เส้นเอ็นฝ่าเท้าก็ต้องรับน้ำหนักมาก ทำให้ผลการรักษาไม่ดี และ หายช้า

แนวทางการรักษารองช้ำ(โดยแพทย์)
1 การรับประทานยา เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ

2 ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ บริเวณส้นเท้าจุดที่ปวด แต่ไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน เพราะอาจทำให้เกิดเส้นเอ็นฝ่าเท้าเปื่อยและขาดได้ ก่อนจะฉีดต้องทำความสะอาดที่ผิวหนังอย่างดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ขณะฉีดยาสเตียรอยด์จะรู้สึกปวดแล้วก็จะชา แต่หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ ( ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ) ก็อาจเกิดอาการปวดซ้ำอีกครั้ง จึงควรรับประทานยา หรือ ประคบด้วยน้ำอุ่น กันไว้ก่อน

3 ทำกายภาพบำบัด เช่น ใช้ความร้อนลึก (อัลตร้าซาวด์) ดัดยืดเส้นเอ็นฝ่าเท้า ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เป็นต้น

4 ใส่เฝือกชั่วคราวให้ข้อเท้ากระดกขึ้น ในตอนกลางคืน หรือ ถ้าเป็นมาก อาจต้องใส่เฝือกตลอดทั้งวัน

5 การผ่าตัด จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล คือ อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับการรักษาอย่างเต็มที่ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 – 9 เดือน หรือ สาเหตุการปวดเกิดจากเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าถูกกดทับ

วิธีบริหารฝ่าเท้า ข้อเท้า และขา
07/11/2020

วิธีบริหารฝ่าเท้า ข้อเท้า และขา

เป็นเก๊าท์ ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป ดีเค๊าท์มีส่วยช่วยขับกรดยูริกและบำรุงไตจ้า สอบถาม/ปรึกษา/สั่งซื้อ โทรเลย 092-2611978 ธนา...
05/11/2020

เป็นเก๊าท์ ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป ดีเค๊าท์มีส่วยช่วยขับกรดยูริกและบำรุงไตจ้า สอบถาม/ปรึกษา/สั่งซื้อ
โทรเลย 092-2611978 ธนากร

กรดยูริก (Uric acid) คืออะไร เกิดจากอะไร?กรดยูริก (Uric acid) คือของเสียในร่างกาย เกิดจากการย่อยสลายเบสพิวรีน (Purine) ท...
04/11/2020

กรดยูริก (Uric acid) คืออะไร เกิดจากอะไร?

กรดยูริก (Uric acid) คือของเสียในร่างกาย เกิดจากการย่อยสลายเบสพิวรีน (Purine) ที่เป็นส่วนประกอบของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ โดยใช้เอนไซม์ยูริเคส (Uricase) ในกระบวนการเปลี่ยนพิวรีนเป็นกรดยูริก

กรดยูริกสร้างจากอวัยวะในร่างกาย หลักๆ คือ ตับและลำไส้เล็ก อยู่ในเลือดในรูปของ โมโนโซเดียมยูเรต (Monosodium urate: MSU) เพื่อให้สามารถละลายน้ำและขับออกจากร่างกายได้

อวัยวะหลักที่ขับกรดยูริกออกจากร่างกายคือ ไต ในรูปของน้ำปัสสาวะ ดังนั้นหากไตมีปัญหา ก็จะส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้

กรดยูริกมีประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายหรือไม่?
กรดยูริกไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะเป็นของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายเซลล์ จึงเป็นสารที่ต้องกำจัดออกจ

หากการสร้างและการกำจัดกรดยูริกเป็นไปตามปกติ ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ แต่ถ้าหากมีความผิดปกติใน 2 กลไก ได้แก่ การสร้างกรดยูริกมากเกินไป (Over production ) เช่น การรับประทานอาหารที่มีเบสพิวรีนสูง หรือการกำจัดกรดยูริกในร่างกายน้อยลง (Decrease excretion) ก็จะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด

5 ปัจจัยที่มีผลต่อระดับกรดยูริก มีดังนี้

- อายุ เด็กจะมีระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่าผู้ใหญ่

- เพศ เพศชายจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าเพศหญิง

- โรคร่วมต่างๆ เช่น โรคเลือด โรคมะเร็ง จะทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้ เนื่องจากการสร้างที่จะมีมากกว่าปกติ และโรคไต เช่น ไตวาย หรือความดันโลหิตสูงที่จะลดการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย

- การรับยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาแอสไพริน สามารถทำให้กรดยูริกเพิ่มขึ้นได้

- การรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารที่มีพิวรีน (Purine) สูง และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทำให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้นได้

ที่อยู่

100/92 ซอยรามคำแหง 118 เขตสะพานสูง
Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รู้เรื่องเก๊าท์ ที่เราไม่อยากเป็นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง รู้เรื่องเก๊าท์ ที่เราไม่อยากเป็น:

ทางลัด

แชร์