ตลาดนัดครอบครัว

ตลาดนัดครอบครัว สารบัญเพจ สามารถเข้าดูได้ที่รูปภาพ (Photo) ตามช่วงอายุและปัญหาพฤติกรรมได้เลยค่ะ

ตลาดนัดสำหรับแบ่งปันความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับทุกเรื่องพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก สาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ
20/09/2026

ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

19/09/2026

ก่อนลูกจะเข้าโรงเรียน การฝึกขับถ่ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะคะ เมื่อถึงช่วงอายุหนึ่งเด็กควรจะเลิกใส่แพมเพิร์ส และสามารถเข้าห้องน้ำขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระได้ โดยเด็ก ๆ อาจจะใช้เวลาในการเลิกแพมเพิร์สต่างกัน และเทคนิควิธีการที่จะเลิกก็มีหลากหลายวิธีเช่นกัน

💡 ดังนั้นขอชวนรับชมบทเรียนออนไลน์ตอนสั้นในหัวข้อ “การฝึกการขับถ่าย 🚽” โดย อ.พญ.กอบรัตน์ จิรพัฒนกุล (หมอผิง) กุมารแพทย์สาขาพัฒนาการและพฤติกรรม จากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก สาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สามารถนำไปปรับใช้กับเด็ก ๆ ในการฝึกฝนการขับถ่าย ส่วนหนึ่งเพื่อที่จะเตรียมตัวในการเข้าสู่โรงเรียนกันนะคะ 🧡✨️

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ #ฝึกขับถ่าย #เลิกแพมเพิร์ส #พัฒนาการเด็ก

💢 เมื่อเด็กกังวล เรารีบปลอบ หรือช่วยให้เขารับมือ?บทความโดยครูเพชร นักจิตบำบัดวันนี้อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจอารม...
18/09/2026

💢 เมื่อเด็กกังวล เรารีบปลอบ หรือช่วยให้เขารับมือ?

บทความโดยครูเพชร นักจิตบำบัด

วันนี้อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจอารมณ์เด็กผ่านมุมมองของ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) และเรียนรู้วิธีที่พ่อแม่จะช่วยให้เด็กค่อย ๆ รับมือกับความกังวลได้อย่างเหมาะสมกันค่ะ

คุณพ่อคุณแม่เคยได้ยินประโยคเหล่านี้จากลูกกันบ้างไหมคะ?
“หนูไม่อยากไปโรงเรียน”
“ถ้าพ่อแม่เป็นอะไรขึ้นมา หนูจะทำยังไง?”
“หนูทำไม่ได้หรอก”
“ครูต้องว่าหนูแน่ ๆ”
“ถ้าทำผิด ทุกคนต้องคิดว่าหนูไม่เก่ง”

สำหรับผู้ใหญ่ ประโยคเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเด็ก ความคิดเหล่านี้สามารถทำให้เกิดความกังวล กลัว โกรธ เสียใจ หรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่างได้

เมื่อเด็กมีอารมณ์ที่ท่วมท้น ผู้ใหญ่มักพยายามช่วยด้วยการบอกว่า
“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีอะไรหรอก”
“คิดมากไปเอง”
“เรื่องแค่นี้เอง ไร้สาระ”
“อย่าร้องไห้”

แม้คำพูดเหล่านี้เกิดจากความหวังดี แต่บางครั้งกลับไม่ได้ช่วยให้เด็กจัดการกับอารมณ์ได้ดีขึ้น เพราะสิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่เพียงการที่ผู้ใหญ่ทำให้อารมณ์ไม่ดีนั้นหายไป แต่คือการที่เด็กเรียนรู้ว่า อารมณ์คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง

หนึ่งในกรอบความคิดที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี คือ การปรับความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT)

CBT มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้เป็นตัวกำหนดอารมณ์โดยตรงทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญ คือ เราตีความ หรือคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

🏫 ให้ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งกำลังจะไปโรงเรียน
เหตุการณ์: พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียน
เด็กคนที่ 1 อาจคิดว่า
“พรุ่งนี้คงได้เล่นกับเพื่อน”
จึงรู้สึกตื่นเต้นและดีใจ

แต่เด็กคนที่ 2 อาจคิดว่า
“ถ้าครูถามแล้วตอบไม่ได้ล่ะ?”
จึงรู้สึกกังวลและกลัว

ดังนั้น เหตุการณ์เดียวกันอาจนำไปสู่อารมณ์ที่แตกต่างกันได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีวิธีมองและตีความสถานการณ์ไม่เหมือนกัน โดยสามารถอธิบายง่าย ๆ ด้วยวงจร
เหตุการณ์ → ความคิด/การตีความ → อารมณ์ → พฤติกรรม

และเมื่อเด็กมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น หลีกเลี่ยง ไม่กล้าเข้าไปเล่นกับเพื่อน ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือถามผู้ใหญ่ซ้ำ ๆ เพื่อให้ตัวเองมั่นใจขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจช่วยให้เด็กสบายใจในตอนนั้น แต่ก็อาจทำให้เด็กยิ่งคิดว่า “ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ตัวเองจะไม่ปลอดภัย” ในครั้งต่อไป

⭐️ แล้วเราจะช่วยเด็กได้อย่างไรบ้าง?
จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นการ “แก้ความคิด” ของเด็กทันที แต่ควรเริ่มจากการช่วยให้เด็กสังเกต และเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง

1. เริ่มจาก “เห็นอารมณ์” ก่อนจะ “แก้อารมณ์”
เด็กบางคนยังบอกไม่ได้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร แทนที่จะถามเด็กว่า “ทำไมถึงกลัว?”
ลองชวนเด็กสังเกตตัวเองว่า
“ตอนที่ต้องไปโรงเรียน หนูรู้สึกอะไรในร่างกายตัวเองบ้าง?” เช่น
• หัวใจเต้นเร็วไหม?
• ท้องหนูเป็นยังไง?
• ตัวเกร็งหรืออยากขยับตัวหนีไหม?
• ถ้าให้เลือก ความรู้สึกนี้ใกล้เคียงกับ “ไม่สบายใจ” “กังวล” หรือ “กลัว” มากที่สุด?

👶🏻 สำหรับเด็กเล็ก อาจใช้ภาพใบหน้า สี หรือระดับความรู้สึกช่วยได้ เช่น
0 = สบาย ๆ 😊
1 = เริ่มไม่สบายใจ 🥺
2 = กังวล 😞
3 = กังวลมาก 😔
4 = กลัวมาก 😖
5 = กลัวจนอยากหนี 😫

💖 สิ่งสำคัญ คือ สิ่งที่เรากำลังฝึกไม่ใช่การที่เด็กระบุอารมณ์ได้ถูก แต่คือการช่วยให้เด็กเริ่มสังเกตได้ว่า “ตอนนี้ตัวเด็กกำลังรู้สึกอะไร และร่างกายกำลังบอกอะไรบ้าง”

2. ชวนลูกคิดแบบ “นักสืบ” แยกความคิดออกจากข้อเท็จจริง
เด็กที่กังวลมักคาดการณ์ล่วงหน้า เช่น
“ครูต้องดุหนูแน่ ๆ”
“เพื่อนต้องไม่ชอบเราแน่”
“ถ้าสอบไม่ได้ พ่อแม่ต้องผิดหวังแน่”

เมื่อเด็กมีความคิดที่ทำให้กังวล ผู้ใหญ่อาจอยากรีบบอกว่า “ไม่จริงหรอก” หรือ “อย่าคิดแบบนั้น” แต่แทนที่จะบอกว่าเด็กควรคิดอย่างไร ลองชวนเด็กสำรวจความคิดนั้นเหมือนเป็น “นักสืบ” เช่น

เมื่อเด็กบอกว่า “ไม่มีใครอยากเล่นกับหนูแน่ ๆ เพราะเขาไม่ชอบหนู”
ลองถามว่า
“อะไรทำให้หนูคิดแบบนั้น?”
“มีอะไรที่ทำให้คิดว่าเป็นแบบนั้นบ้าง?”
“แล้วมีอะไรที่อาจไม่เป็นแบบนั้นบ้าง?”
“สิ่งที่หนูคิดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว หรือเป็นสิ่งที่หนูกำลังกังวลว่าจะเกิดขึ้น?”
“ถ้าเพื่อนยังไม่เล่นด้วยตอนนี้ แปลว่าเขาไม่ชอบหนูเสมอไปไหม?”
“ถ้าเป็นเพื่อนของหนูที่คิดแบบนี้ หนูจะบอกเขาว่าอย่างไร?”

คำถามเหล่านี้ช่วยให้เด็กค่อย ๆ เห็นว่า เรื่องเดียวกันอาจมองได้หลายมุม และความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเท็จจริงเสมอไป
เราอาจช่วยให้เด็กเปลี่ยนจาก
“มันต้องเกิดขึ้น”
เป็น
“หนูกำลังกังวลว่า มันอาจจะเกิดขึ้น”

การช่วยเด็กด้วย CBT ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนความคิดให้เป็นเรื่องดี หรือมองโลกในแง่บวกเสมอไป แต่คือการช่วยให้เด็กมองสถานการณ์ได้หลายทาง และเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น

เมื่อเด็กคิดว่า “ครูต้องดุหนูแน่ ๆ” เราอาจไม่ได้ตอบว่า “ไม่หรอก ครูไม่ดุหนูแน่นอน”
แต่ลองชวนคิดว่า
“เราไม่รู้แน่ ๆ ว่าครูจะดุไหม แต่ถ้าครูดุจริง ๆ หนูคิดว่าหนูจะทำอย่างไรได้บ้าง?”

เด็กอาจเริ่มมองเห็นว่า
“ครูอาจไม่ดุ”
“ครูอาจจะแค่เตือน” หรือ
“ถ้าครูดุ เราฟังแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ”

แต่ถ้าเด็กเล่าว่าเคยถูกครูดุ หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้กังวลจริง ควรรับฟังและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบชวนเด็กเปลี่ยนมุมมอง

3. อย่าพยายามทำให้เด็ก “ไม่กังวล” แต่สอนให้เด็ก “อยู่กับความกังวลได้”

เพราะความกังวลเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติ และเราไม่สามารถทำให้เด็กไม่รู้สึกกังวลได้ตลอดเวลา แต่ช่วยให้เด็กค่อย ๆ ทำสิ่งที่กังวลได้ทีละขั้น เช่น

เหตุการณ์: เด็กไม่กล้าเข้าไปเล่นกับเพื่อน
เราไม่พยายามไปบอกเด็กว่า
“เข้าไปเล่นเลยสิ ไม่มีอะไรหรอก”

แต่ค่อย ๆ ชวนเด็กลองจากสิ่งที่ยังพอทำไหว โดยบอกเด็กว่า
“วันนี้ลองเดินไปดูเพื่อนก่อนดีไหม?”

เมื่อสังเกตว่าเด็กพร้อมมากขึ้น ให้ลองพูดกับเด็กว่า
“หนูลองเข้าไปยืนใกล้ ๆ เพื่อนดูไหมคะ แม่ยืนรออยู่ตรงนี้นะ”

จากนั้นหากเด็กเริ่มอยากมีส่วนร่วม ให้ลองพูดกับเด็กว่า
“ถ้าหนูพร้อม หนูลองถามเพื่อนไหมว่า ‘ขอเล่นด้วยได้ไหม?’”

💖 สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่การให้เด็กหายกังวลก่อนจึงจะลองทำได้ แต่สามารถค่อย ๆ ลองไปพร้อมกับความรู้สึกกังวล และค้นพบว่าความกังวลไม่ได้แปลว่า “หนูจะทำไม่ได้”

4. สอนเด็กว่า “ความรู้สึกมีขึ้นและมีลงได้”
เด็กบางคนเมื่อเริ่มรู้สึกกังวล อาจคิดว่า “จะรู้สึกกังวลแบบนี้ตลอดไป” ผู้ใหญ่มีส่วนช่วยให้เด็กเห็นว่าความกังวลมีระดับที่เปลี่ยนแปลงได้ “เหมือนคลื่นที่ค่อย ๆ สูงขึ้น แล้วค่อย ๆ ลดลง”
เมื่อเด็กเริ่มรู้สึกกังวล อาจพูดว่า

“ตอนนี้คลื่นความกังวลกำลังสูงขึ้นนะ หนูลองอยู่กับมันก่อน เดี๋ยวมันค่อย ๆ เปลี่ยนไป” 🌊
จากนั้นชวนเด็กเลือกวิธีช่วยให้ตัวเองรับมือได้ เช่น
• หายใจช้า ๆ
• กำมือและค่อย ๆ คลาย
• วางเท้าบนพื้นและสังเกตสิ่งรอบตัว
• เดินหรือขยับร่างกาย
• ฟังเพลง
• พูดกับตัวเองว่า “หนูกำลังกังวล แต่หนูยังรับมือกับมันได้”

💖 สิ่งสำคัญคือ เครื่องมือเหล่านี้ไม่ควรถูกนำมาใช้ในลักษณะที่ว่า “ทำสิ่งนี้เพื่อให้ความกังวลหายทันที” แต่ควรบอกกับเด็กว่า “เราทำสิ่งนี้เพื่อช่วยให้ร่างกายสงบพอที่จะคิดและเลือกได้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร” เช่น

“เราหายใจช้า ๆ ไม่ใช่เพื่อให้หายกลัว หรือกังวลทันที แต่เพื่อให้ตัวเราสงบลง แล้วค่อยมาคิดกันว่าหนูจะทำอะไรต่อได้บ้าง”

5. ระมัดระวัง “การช่วยมากเกินไป” ของผู้ใหญ่
เมื่อเด็กกังวล ผู้ใหญ่มักอยากช่วยทันที เช่น ตอบคำถามซ้ำ ๆ รับรองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือทำสิ่งต่าง ๆ แทนเด็ก เช่น

“ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะโทรหาครูให้”
“ครูไม่ดุหรอก แม่ถามมาแล้ว”
“ถ้าหนูไม่กล้าเข้าไปเล่นกับเพื่อน เดี๋ยวแม่ไปด้วย”

การช่วยในระยะสั้นอาจทำให้เด็กสบายใจขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นทุกครั้ง เด็กอาจเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่า “ถ้าฉันรู้สึกกังวล ฉันต้องมีผู้ใหญ่มาช่วยจึงจะปลอดภัย”

เราจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการทำให้เด็ก “มั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น” มาเป็นการช่วยให้เด็กมั่นใจว่า “ถึงจะเกิดอะไรขึ้น หนูก็มีความสามารถที่จะรับมือได้” เช่น

“ไม่ต้องกลัว แม่รู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เปลี่ยนเป็น
“แม่รู้ว่าหนูกังวล และแม่เชื่อว่าหนูค่อย ๆ รับมือกับความรู้สึกนี้ได้”

หรือ “เดี๋ยวแม่ทำให้”
เปลี่ยนเป็น
“หนูลองคิดดูว่า หนูอยากลองทำอะไรด้วยตัวเองก่อน?”

⭐️ สุดท้ายนี้ การช่วยเหลือที่สำคัญกว่า อาจไม่ใช่การทำให้เด็กไม่รู้สึกกังวลเลย แต่คือการที่มีผู้ใหญ่อยู่เคียงข้างในวันที่เด็กยังรู้สึกกังวล และค่อย ๆ ช่วยสร้างความมั่นใจว่า “เราอาจควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและรับมือกับมันได้ค่ะ”

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

✨️ รับสมัครผู้ช่วยวิจัย 1 ตำแหน่ง (วุฒิป.ตรี/ป.โท) ✨️ผู้สมัครสามารถส่งเอกสารประกอบการสมัครมาที่อีเมล dbp.chula@gmail.com...
15/09/2026

✨️ รับสมัครผู้ช่วยวิจัย 1 ตำแหน่ง (วุฒิป.ตรี/ป.โท) ✨️

ผู้สมัครสามารถส่งเอกสารประกอบการสมัครมาที่อีเมล [email protected] หรือที่สาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ตึก สก. ชั้น 3 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับผู้ช่วยโครงการวิจัย โดยมีคุณสมบัติดังนี้
1. ไม่จำกัดเพศ
2. วุฒิการศึกษา ระดับปริญญาตรี/ปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จิตวิทยา ครุศาสตร์ สังคมศาสตร์ บัญชี หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
3. สามารถเดินทางไปทำงานนอกสถานที่กับทางหน่วยงานได้ (ต่างจังหวัด)
4. หากมีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงาน ด้านการทำวิจัย การเงินและงบประมาณ การเบิก-จ่าย จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
5. งานวิจัยไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในห้องปฏิบัติการ

เอกสารประกอบการสมัคร✨️
1. รูปถ่าย 1 นิ้ว
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
3. สำเนาวุฒิการศึกษา
4. CV ของผู้สมัคร

หน้าที่รับผิดชอบ✨️
1. จัดการงานเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและงบประมาณ การเบิกจ่ายในโครงการวิจัย
2. จัดการงานเอกสารที่เกี่ยวกับงานวิจัย และการรายงานผลการดำเนินการ
3. ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
4. ติดต่อนัดหมายอาสาสมัครที่เข้าร่วมงานวิจัย
5. งานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

เวลาทำงาน จันทร์-ศุกร์ (หยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
สัญญาจ้าง: พิจารณาต่อสัญญาทุกปี
ค่าตอบแทน: 19,500-22,800 บาท/เดือน (ตามวุฒิการศึกษา)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-2564943 (ในเวลาราชการ)

**หมดเขตรับสมัคร วันที่ 30 กันยายน 2569**

 #ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ
13/09/2026

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

📱 “ใช้จอก่อน 2 ขวบ = พัฒนาการล่าช้า?” จริงหรือแค่ความเข้าใจผิดบทความโดย หมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะช่วงที่ผ่านมา มีการถ...
11/09/2026

📱 “ใช้จอก่อน 2 ขวบ = พัฒนาการล่าช้า?” จริงหรือแค่ความเข้าใจผิด

บทความโดย หมอเค…ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ

ช่วงที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันมากว่า การให้เด็กใช้สื่อหน้าจอก่อนอายุ 2 ขวบ จะทำให้สติปัญญาลดลง หรือทำให้เด็กพูดช้าจริงหรือไม่?

คำตอบจากงานวิจัยโดยหมอเค และคณะ ไม่ใช่ “ใช้จอแล้วพัฒนาการล่าช้า” ครับ

แต่สิ่งที่งานวิจัยพบ และอยากให้พ่อแม่สนใจ คือ…

👉 เด็กที่เริ่มได้รับสื่อหน้าจอเร็วกว่า
👉 ได้รับสื่อหน้าจอในปริมาณมากกว่า 6.5 ชั่วโมงต่อวัน และเป็นเวลานานหลายเดือน
👉 และพ่อแม่พูดสื่อสารกับเด็กน้อยในระหว่างที่เปิดสื่อหน้าจอ

มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ลดลงเมื่ออายุ 2 ปี และพัฒนาการด้านสติปัญญาที่อายุ 2 ปี ก็สัมพันธ์กับพัฒนาการในช่วงอายุ 3 และ 4 ปี

ความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกันยังพบในพัฒนาการด้านอื่นด้วย ได้แก่
🗣️ ภาษา
✋ กล้ามเนื้อมัดเล็ก
👀 การรับรู้ทางการมองเห็น

แต่ก่อนจะตีความกันไปไกล ขอเล่างานวิจัยนี้ให้ฟังกันก่อนครับ

งานวิจัยนี้ศึกษาอะไร?

งานวิจัยเรื่อง
“Screen media exposure in the first 2 years of life and preschool cognitive development: a longitudinal study”
https://www.nature.com/articles/s41390-020-0831-8

ตีพิมพ์ใน Pediatric Research ปี 2020 ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ในเครือ Nature

เป็นการศึกษาติดตามระยะยาวในเด็กปกติ 291 คน ตั้งแต่อายุ 6 เดือน โดยติดตามที่อายุ 6, 12, 18 เดือน, 2, 3 และ 4 ปี และมีเด็ก 274 คนที่ติดตามจนถึงอายุ 4 ปี

ที่สำคัญ เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กปกติตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีโรคประจำตัว มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย และมีพัฒนาการด้านสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติเมื่ออายุ 6 เดือน

แล้ว “สื่อหน้าจอ” หมายถึงอะไร?

ไม่ได้หมายถึงแค่การที่เด็ก “นั่งดูโทรศัพท์” เท่านั้นครับ

งานวิจัยเก็บข้อมูลสื่อหน้าจอทุกประเภทด้วย 24-hour media diary รวมเวลาจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด รวมถึงกรณีที่มีการเปิดสื่ออยู่ในบริเวณเดียวกับเด็ก แม้เด็กจะไม่ได้ดูโดยตรง

นักวิจัยให้ความสนใจ 3 เรื่องสำคัญ คือ

1️⃣ เด็กเริ่มได้รับสื่อหน้าจอเมื่ออายุเท่าไร
2️⃣ เด็กได้รับสื่อหน้าจอในปริมาณสูงเป็นเวลานานกี่เดือน
3️⃣ พ่อแม่หรือผู้ดูแลพูดคุยหรือร้องเพลงกับเด็กระหว่างใช้สื่อหน้าจอมากน้อยเพียงใด

โดย “การได้รับสื่อหน้าจอในปริมาณสูง” ในงานวิจัยนี้ หมายถึงปริมาณที่สูงกว่า upper quartile ของเด็กในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งในข้อมูลนี้คือมากกว่า 6.5 ชั่วโมงต่อวัน

แล้วผลออกมาเป็นอย่างไร?

เด็กที่เริ่มได้รับสื่อหน้าจอเร็วกว่า + ได้รับในปริมาณสูงเป็นเวลานานหลายเดือน + มีการพูดสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับเด็กน้อยกว่า มีความสัมพันธ์กับคะแนนพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ต่ำลงเมื่ออายุ 2 ปี

และเมื่อดูพัฒนาการด้านอื่น ๆ ก็พบว่า

📌 การได้รับสื่อหน้าจอในปริมาณสูงเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านสติปัญญา ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการรับรู้ทางการมองเห็นที่ต่ำลง

📌 การพูดสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับเด็กในช่วงใช้จอน้อยลงมีความสัมพันธ์กับคะแนนด้านภาษาที่ต่ำลงมากกว่าพัฒนาการด้านอื่น ๆ

📌 การเริ่มได้รับสื่อหน้าจอเร็วขึ้นมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านความเข้าใจภาษาและการแสดงออกทางภาษาที่ต่ำลง

แต่ตรงนี้สำคัญมากครับ ❗

งานวิจัยนี้ ไม่ได้บอกว่า

❌ เด็กทุกคนที่ใช้จอก่อน 2 ขวบจะพูดช้า
❌ เด็กที่ใช้จอจะมีสติปัญญาต่ำ
❌ การใช้จอเป็น “สาเหตุ” โดยตรงของพัฒนาการล่าช้า
❌ เด็กจะต้องมีระดับสติปัญญาถึงขั้นบกพร่อง

เพราะการศึกษานี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ใช่การทดลองที่สามารถสรุปเหตุและผลได้โดยตรง

และที่สำคัญ เด็กเกือบทั้งหมดในการศึกษานี้ยังมีพัฒนาการและสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ดังนั้น ประเด็นของงานวิจัยนี้จึงไม่ใช่

“ใช้จอแล้วลูกจะพัฒนาการล่าช้า”

แต่เป็นคำถามว่า…

“ถ้าเด็กได้รับจอเร็ว ได้รับในปริมาณมากต่อเนื่อง และในช่วงนั้นมีการพูดคุยกับเด็กน้อยลง เด็กจะยังได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพหรือไม่?”

เพราะวัยเด็กเล็กเป็นช่วงที่การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างมากจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ไม่ใช่เพียงการรับข้อมูลจากอุปกรณ์

👨‍👩‍👧 “พ่อแม่” ก็มีความสำคัญไม่แพ้ “จอ”

งานวิจัยพบว่าการเลี้ยงลูกเชิงบวกมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านสติปัญญา และพัฒนาการด้านต่าง ๆ และเป็นตัวกลางหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสื่อหน้าจอในปริมาณสูงสะสมกับพัฒนาการด้านสติปัญญา และด้านต่าง ๆ ด้วย

ดังนั้น ในชีวิตประจำวัน พ่อแม่ยังสามารถสร้างโอกาสให้ลูกได้ผ่าน

❤️ การพูดคุย
❤️ การอ่านหนังสือด้วยกัน
❤️ การเล่นร่วมกัน
❤️ การทำกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำ
❤️ การมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และผู้ดูแล

แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร?

🔹 ชะลอการให้เด็กได้รับสื่อหน้าจอตั้งแต่ก่อนอายุ 2 ปี

🔹 หลีกเลี่ยงการเปิดสื่อหน้าจอทิ้งไว้โดยที่เด็กไม่ได้ดู หรือให้เด็กได้รับสื่อหน้าจอในปริมาณมากเกินไป

🔹 หากเปิดสื่อหน้าจอ พ่อแม่ควรพูดคุยสื่อสารกับเด็กระหว่างเปิดสื่อหน้าจอไปด้วย

🔹 ส่งเสริมการเลี้ยงลูกเชิงบวก ผ่านกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน

เพราะสุดท้ายแล้ว…

เราไม่ได้กำลังต่อสู้กับ “หน้าจอ”

แต่เรากำลังพยายามทำให้แน่ใจว่า เด็กได้รับโอกาสในการพูดคุย เล่น เรียนรู้ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวมากพอ

บทความนี้เขียนขึ้นเพราะอยากเห็นเด็ก ๆ ได้รับโอกาสให้พัฒนาได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น

ไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำให้พ่อแม่และผู้ปกครองรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกหลานของตนเอง

ไม่ต้องเลี้ยงลูกให้สมบูรณ์แบบครับ
แค่พยายามสร้างโอกาสให้ลูกได้ “เติบโตกับคน” มากกว่า “เติบโตกับจอ” ก็มีความหมายแล้ว ❤️

ผมเคยให้สัมภาษณ์ในรายการชัวร์ก่อนแชร์ เกี่ยวกับประเด็นการงดจอก่อน 2 ขวบ สามารถดูเพิ่มได้ตามลิงก์นี้ครับ
https://youtu.be/roHfquDa5wM?si=h2mI8XHSvmXqkqaP

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

อยากให้ "เพจตลาดนัดครอบครัว" พัฒนาเพื่อทุกคนมากขึ้น... ช่วยบอกเราหน่อยนะคะ! 🩷✨️​เพราะเพจนี้คือพื้นที่สำหรับครอบครัว เกี่...
10/09/2026

อยากให้ "เพจตลาดนัดครอบครัว" พัฒนาเพื่อทุกคนมากขึ้น... ช่วยบอกเราหน่อยนะคะ! 🩷✨️

​เพราะเพจนี้คือพื้นที่สำหรับครอบครัว เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวก แอดมินอยากจัดเนื้อหาสาระที่ตรงใจกับความต้องการของทุกคนที่สุดค่ะ
​เลยอยากชวนทุกคนมาสละเวลาสั้นๆเพียง 1-2 นาที ช่วยทำ "แบบสอบถามความพึงพอใจ" ให้หน่อยนะคะ ชอบอะไร อยากให้เพิ่มเติมส่วนไหน หรืออยากเห็นอะไรในเพจนี้ สามารถแจ้งได้เลยค่ะ 😊

​ 🔶️ คลิกทำแบบสอบถามที่นี่เลย 👉🏻👉🏻 https://forms.gle/gzHzdqHXFP8vaMZs5
ความคิดเห็นของทุกคนมีค่า ขอบคุณที่เสียสละเวลามาร่วมกันพัฒนาเพจตลาดนัดครอบครัวค่ะ 🙏✨

09/09/2026

👑 มหัศจรรย์...นิทานสร้างได้ 📜🦄

ใครว่าเด็กเล็กฟังผู้ใหญ่ไม่รู้เรื่อง เพราะยังพูดไม่ได้ หลายครั้งที่ผู้ใหญ่พูดคุยกับเด็ก เด็กอาจไม่เข้าใจความหมาย แต่จะเริ่มสังเกตได้จากน้ำเสียง สีหน้า และท่าทาง ดังนั้นกิจกรรมการอ่านนิทานจึงสามารถทำได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก แม้เด็กจะไม่เข้าใจเนื้อหาในตอนนี้ แต่ก็ได้รับประโยชน์มากมายจากการฟังนิทาน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นสามารถติดตามได้ในคลิปวิดีโอนี้ค่ะ 👶✨️

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

07/09/2026

ถ้าคุณอยากมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเชิงบวก มาลองเข้าร่วมอบรมกับเราใน ✨️ โครงการพัฒนาผู้ปกครองและสหวิชาชีพต้นแบบ (Training for the trainers) ✨️ กันนะคะ ทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะมีเครือข่ายในการช่วยส่งต่อข้อมูลความรู้ดี ๆ ไปสู่สังคมของเราในวงกว้างค่ะ 💖💖

ติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครรอบต่อไปได้ทางเพจตลาดนัดครอบครัวนะคะ 😊🎉

#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ

ที่อยู่

สาขาวิชาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารฯ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ถนนพระราม 4
Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตลาดนัดครอบครัวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ตลาดนัดครอบครัว:

ทางลัด

แชร์