KCMH Advanced Diabetes Clinic

KCMH Advanced Diabetes Clinic คลินิกเบาหวานเฉพาะทางรพ.จุฬาฯ ดูแลผู้เป็นเบาหวานที่ใช้ CGM, insulin pump โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

14/09/2026

Don’t let diabetes define you 🩵
ผู้เป็น T1D สามารถทำตามความฝันได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆค่ะ

ในโพสคือ Alexander Zevrev ที่เพิ่งได้แชมป์ US open เค้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ตั้งแต่ 4 ขวบ ค่ะ

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเบาหวาน ฮอร์โมนและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมนำเสนอผลงานวิชาการในการ...
19/08/2026

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเบาหวาน ฮอร์โมนและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมนำเสนอผลงานวิชาการในการประชุม International Diabetes Federation Western Pacific Region Congress 2026 (IDF WPR 2026) ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย 🇦🇺

ในปีนี้ ศูนย์ฯ มีผลงานได้รับการนำเสนอในรูปแบบ Physical Poster จำนวน 2 เรื่อง

🔹 Improving Access to Diabetes Technology Through a Specialized Clinic: An Experience from a University Hospital in Bangkok, Thailand

นำเสนอประสบการณ์การพัฒนา Advanced Diabetes Clinic เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยีเบาหวานอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ CGM ภายใต้บริบทการดูแลจริงของประเทศไทย

🔹 Prevalence and Clinical Correlates of Diabetes Distress among People with Type 2 Diabetes Mellitus in a Tertiary Hospital in Bangkok, Thailand

ศึกษาภาวะ Diabetes Distress ในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อสะท้อนความสำคัญของมิติด้านจิตใจและภาระจากการดูแลเบาหวาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้เป็นเบาหวานอย่างครอบคลุม

✨ การนำเสนอผลงานทั้ง 2 เรื่อง สะท้อนการทำงานของศูนย์ฯ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบบริการ ไปจนถึงการดูแลด้านจิตสังคมของผู้เป็นเบาหวาน โดยนำข้อมูลจากการดูแลผู้ป่วยจริงมาต่อยอดเป็นงานวิจัยและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับนานาชาติ

IDF WPR Congress 2026
📍 Melbourne, Australia
📅 18–21 August 2026

Facebook: KCMH Advanced Diabetes Clinic

16/07/2026
ประโยชน์ของ cgm ตามหลักฐานงานวิจัยในปัจจุบันค่ะ
17/06/2026

ประโยชน์ของ cgm ตามหลักฐานงานวิจัยในปัจจุบันค่ะ

Update DM technology from ADA 2026 Pump, CGM และ AID สารพัดยี่ห้อ รวมถึงอุปกรณ์แสดงผลน้ำตาล ให้มองเห็นได้ง่าย โดยไม่ต้อง...
07/06/2026

Update DM technology from ADA 2026
Pump, CGM และ AID สารพัดยี่ห้อ
รวมถึงอุปกรณ์แสดงผลน้ำตาล ให้มองเห็นได้ง่าย โดยไม่ต้องพกมือถือไว้ตลอดเวลา
รวมถึง implantable cgm ที่ตอนนี้ใส่ได้ 1 ปี
และ glucose sensor ที่ใส่ในเส้นเลือดเลย (คล้ายๆ pacemaker) ใช้ได้ 3 ปี
เกือบทั้งหมด ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย

‼️มารู้จัก compression low กันช่วงนี้ cgm มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทำให้บางทีอาจจะมีคนมาปรึกษา ว่าน้ำตาลต่ำ โดยเฉ...
08/05/2026

‼️มารู้จัก compression low กัน
ช่วงนี้ cgm มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทำให้บางทีอาจจะมีคนมาปรึกษา ว่าน้ำตาลต่ำ โดยเฉพาะกลางคืน เป็นอะไรมั้ย ทำให้นอนไม่ดีรึเปล่า

🔴 Compression low คือ การที่ค่าน้ำตาลจาก cgm ต่ำ โดยที่น้ำตาลในเลือดไม่ได้ต่ำจริงๆ

❓เกิดจากอะไร?
CGM วัดน้ำตาลจาก interstitial fluid (ของเหลวระหว่างเซลล์) ซึ่งบางที การที่ของเหลวระหว่างเซลล์ไหลเวียนไม่สะดวก เช่น โดนกดทับ ก็ทำให้ CGM อ่านค่าต่ำกว่าความเป็นจริงได้
ดังนั้น compression low มักเกิดตอนกลางคืน (เช่น นอนทับ) 🛌

🔎 จะรู้ได้ยังไงว่าเป็น compression low
กราฟจะเหมือนตกหลุมค่ะ เป็นแอ่ง เป็นท้องช้าง เป็นถ้วย หรืออะไรที่แนวๆนั้น คือลงแล้วก็ขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างตามในภาพ

✏️ สรุปคือ ถ้าเป็น compression low ไม่ต้องทำอะไรค่ะ น้ำตาลไม่ได้ต่ำจริงๆ

📍สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่า cgm เป็นเครื่องมือ monitoring ไว้ตรวจติดตาม แต่ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัย การจะวินิจฉัยเบาหวาน หรือน้ำตาลต่ำ ใดๆ (โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน) ยังต้องอาศัยการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานค่ะ

04/05/2026

‘DSMES และ CGM’ ช่วยผู้ป่วย ‘เบาหวานชนิดที่ 1’
เพิ่มคุณภาพชีวิต ทั้งสุขภาพกาย-ใจ
เข้าถึงได้เมื่อครอบคลุมใน ‘สิทธิบัตรทอง’

แพทย์ย้ำความสำคัญความรู้เพื่อการดูแลตนเองและอุปกรณ์ติดตามระดับน้ำตาล ช่วยผู้ป่วย “เบาหวานชนิดที่ 1” มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดโรคแทรกซ้อน-อายุยืนยาวได้ โดยเฉพาะการใช้เครื่อง “CGM” ที่ช่วยวัดค่าได้ตลอดเวลา ร่วมกับความเข้าใจในการดูแลตนเอง “เจาะ-นับ-ฉีด-กิน” หนุนบรรจุให้มีในทุกสิทธิการรักษา ภายหลัง “บัตรทอง” เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม ด้านผู้ป่วยยืนยันประโยชน์หลังใช้เครื่อง CGM เพิ่มความสะดวก-ให้การดูแลที่ดีขึ้น

ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล อุปนายกคนที่ 2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ Type 1 Diabetes (T1D) เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติของผู้ป่วยที่ทำให้ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย แต่จะพบบ่อยในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น โดยอาการที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป คือมีน้ำตาลในเลือดสูง ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำเยอะ ผอมลง แต่จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต จึงจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้ารับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ได้ตั้งแต่ในช่วงแรกที่เริ่มมีอาการไม่สบาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงอันตรายลงไปได้

ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี กล่าวว่า สำหรับวิธีรักษาผู้ป่วย T1D คือการให้อินซูลินจากภายนอกเข้าไปทดแทนในส่วนที่ร่างกายผลิตไม่ได้ โดยจะมีอินซูลินที่ใช้อยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่าอินซูลินพื้นฐาน ฉีดวันละ 1-2 ครั้ง กับอีกชนิดเรียกว่าอินซูลินก่อนมื้ออาหาร ซึ่งต้องคำนวณอาหารทุกมื้อที่จะรับประทานเข้าไป ว่าต้องใช้ปริมาณอินซูลินฉีดเข้าไปเท่าไรเพื่อให้ค่าระดับน้ำตาลสัมพันธ์กัน ดังนั้นสิ่งที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีคือทักษะการดูแลตนเองและอุปกรณ์ตรวจวัดน้ำตาล โดยมีทั้งแบบเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว หรือที่เป็นเครื่องวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) เพื่อให้ทราบถึงค่าน้ำตาลว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สมดุลหรือไม่ และทำการแก้ไขหากอยู่ในเกณฑ์ที่มากเกินไปหรือต่ำเกินไป

“ถ้าร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน อาจมีเลือดเป็นกรด แล้วไม่สบาย อาเจียน ท้องเสีย ฯลฯ เป็นภาวะฉุกเฉินที่คนไข้จำเป็นต้องเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ส่วนภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ถ้ามีน้ำตาลในเลือดสูงนานแล้วควบคุมไม่ได้ ก็จะมีผลต่อหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไต ตา เซลล์ประสาทส่วนปลาย หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ฯลฯ ได้เหมือนกับคนไข้เบาหวานทั่วไป” ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี กล่าว

ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี กล่าวว่า ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วย T1D จึงควรที่จะต้องได้รับองค์ความรู้ที่เรียกย่อ ๆ ว่า “DSMES (Diabetes Self Management Education and Support)” ได้รับการฝึกให้สามารถ “เจาะ นับ ฉีด กิน” เพื่อควบคุมน้ำตาลได้ พร้อมกับเข้าถึงอุปกรณ์ DM Technology ในการดูแลตัวเอง ซึ่งผู้ป่วยภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) นอกจากที่จะได้รับยาอินซูลินเพียงพอตามชนิด ได้รับอุปกรณ์เจาะน้ำตาลปลายนิ้วและแผ่นตรวจแล้ว ในปัจจุบันผู้ป่วยที่มีความสามารถในการดูแลตนเอง และใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามเกณฑ์ข้อบ่งชี้ ยังสามารถเลือกใช้เครื่อง CGM ได้ ภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ปัจจุบันที่เพิ่มเติมเข้ามา

ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี กล่าวอีกว่า หากผู้ป่วยมีโอกาสได้ใช้เครื่อง CGM จะพบว่าสามารถช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้ โดยปัจจุบันแม้สิทธิการรักษาอื่นๆ จะให้ผู้ป่วยเข้าถึงเครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้วรวมถึงแผ่นตรวจได้แล้ว แต่อาจยังไปไม่ถึงในเรื่องของเครื่อง CGM หากเป็นไปได้ส่วนตัวจึงอยากสนับสนุนให้ทุกสิทธิการรักษา สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหลาย เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศไทยดีขึ้น

น.ส.วรมล หอมอบ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชั้นปีที่ 6 และผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 กล่าวว่า ส่วนตัวพบอาการและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น T1D เมื่อปี 2563 ตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงแรกจึงค่อนข้างตกใจเพราะยังไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เข้าใจว่าเป็นโรคที่จะเกิดกับคนที่มีอายุแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาแล้วจึงได้เริ่มเรียนรู้และดูแลอาการตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการทานอาหาร การฉีดยา การใช้ชีวิตต่างๆ

น.ส.วรมล กล่าวว่า ในช่วงแรกที่เริ่มรักษาโดยใช้ปากกาฉีดยา 4 ครั้งต่อวัน ควบคู่กับการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว พบว่าค่อนข้างมีอุปสรรคในแง่ของการต้องหาที่หลบฉีดยาเมื่ออยู่นอกสถานที่ ขณะเดียวกันก็มีความห่วงกังวลตลอดเวลา เมื่อทำกิจกรรมใดๆ แล้วกลัวว่าน้ำตาลจะตกหรือไม่ ไปไหนก็สนุกได้ไม่เต็มที่เหมือนเพื่อนๆ เพราะต้องคอยกังวลเรื่องค่าน้ำตาล กลายเป็นภาระทางจิตใจ จากที่เจาะนิ้ววันละ 4 ครั้งก็อาจต้องเจาะเพิ่ม กลายเป็นค่าใช้จ่ายแผ่นตรวจที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

น.ส.วรมล กล่าวอีกว่า ในภายหลังตนได้มีการเปลี่ยนมาใช้เครื่อง CGM ควบคู่กับอินซูลินปั๊ม พบว่าการใช้ชีวิตมีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องคอยหาที่หลบฉีดยา ขณะเดียวกันเซนเซอร์ CGM ก็ช่วยให้เราสามารถรู้ค่าน้ำตาลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดความกังวลใจเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลไปได้มาก สุขภาพจิตก็ดีขึ้น นอกจากนี้ตัว CGM ยังช่วยสะท้อนให้เราเห็นได้ทันทีว่าอาหารแต่ละชนิดที่ทานเข้าไปส่งผลกับค่าน้ำตาลอย่างไร เราทำการนับคาร์บถูกต้องหรือไม่ ช่วยให้รู้จักตัวเองได้มากขึ้น เพราะร่างกายของแต่ละคนก็ตอบสนองต่ออาหารการกินแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน

“สิทธิบัตรทอง นอกจากที่จะเบิกในเรื่องของยาอินซูลินได้ ปัจจุบันยังสามารถเบิก CGM เซนเซอร์ได้ ช่วยให้เราลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก เพราะตัวเซนเซอร์เองก็ค่อนข้างแพง และต้องคอยเปลี่ยนทุก 7 วัน ซึ่งส่วนตัวมองว่าสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงเครื่อง CGM ได้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว อาจเพียงเพิ่มทางเลือกยี่ห้อที่หลากหลายได้มากขึ้น” น.ส.วรมล กล่าว

ด้าน นายสุธี รัตนะพล ผู้ปกครองผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อายุ 6 ปี กล่าวว่า บุตรสาวของตนพบว่าป่วยเป็น T1D เมื่อตอนอายุ 2 ขวบ 8 เดือน เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าอาจติดเชื้อโควิด แต่เมื่อพามาตรวจจึงทราบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน หลังจากนั้นได้มีการส่งต่อพบทีมสหสาขาวิชาชีพเฉพาะในโรงพยาบาลในเครือข่าย T1DDAR CN เพื่อเรียนรู้ DSMES จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแล โดยเช้ามาจะทำการเจาะเลือดวัดค่าน้ำตาล แล้วฉีดยาตามระดับที่แพทย์กำหนดไว้ให้ ซึ่งจะฉีดใน 3 ช่วง คือ เช้า เย็น และก่อนนอน ส่วนการดูแลอื่นๆ ก็คล้ายกับเด็กปกติทั่วไป แต่จะเน้นไปที่เรื่องอาหารการกินมากกว่าที่ต้องเข้าใจในรายละเอียด “การนับคาร์บ” ในแต่ละมื้อ

นายสุธี กล่าวว่า ในช่วงหลังเมื่อได้มีการนำเครื่อง CGM มาใช้ ทำให้ตนสามารถติดตามดูค่าน้ำตาลของลูกทางไกลได้ อย่างเช่นในเวลาที่ต้องออกไปทำงานข้างนอก หากพบว่าลูกมีค่าน้ำตาลต่ำ ตนก็สามารถโทรติดต่อให้คนที่อยู่กับลูกในเวลานั้นจัดการหาอะไรให้ทานได้ เป็นต้น ซึ่งการใช้สิทธิบัตรทองช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือที่มีราคาสูง หรือการพบแพทย์ในแต่ละครั้งที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท แต่เมื่อตนขอใบส่งตัวมาตามสิทธิบัตรทองแล้วก็ได้รับการสนับสนุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ช่วยให้ตนสามารถดูแลบุตรสาวได้

//////////////////////// 03 พฤษภาคม 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
1.สายด่วน สปสช. 1330
2.ช่องทางออนไลน์
• ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
• Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
https://www.facebook.com/NHSO.Thailand

28/04/2026

เทคนิค การฉีดอินซูลิน
- ใช้เข็มยาวแค่ 4 มม. หากยาวไป อาจฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทำให้ยาอินซูลิน ออกฤทธิ์เร็วไป เกิดน้ำตาลต่ำ hypoglycemia และหมดฤทธิ์เร็วไป เกิดน้ำตาลดีดขึ้นสูง hyperglycemiaในมื้อถัดไปได้
- ฉีดวนบริเวณหน้าท้อง (หรือ ต้นขา ต้นแขน ) ไม่ฉีดซ้ำที่เดิมที่เคยฉีด ควรห่างจากที่ฉีดเดิม อย่างน้อย 1 ซม.

https://youtu.be/2fRfjb5DFN8?si=ycGbTrnEM3iRJUt-

เป็นเบาหวาน ถ้ามีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติค่ะ การใช้เทคโนโลยี เช่น cgm หรือ insulin ...
23/04/2026

เป็นเบาหวาน ถ้ามีความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติค่ะ
การใช้เทคโนโลยี เช่น cgm หรือ insulin pump นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการดูแลตนเองของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีชุดสิทธิประโยชน์จากสปสช. ด้วย

ชีวิตยังเดินต่อ
กับความใฝ่ฝันที่ยังคงอยู่
ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1
ในหมู่มวลของโรคที่คนไทยเป็นกันบ่อยๆ โรคเบาหวานดูจะเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิต และไม่เพียงความหนักของโรคที่บังคับให้คนต้องดูแลตัวเองเท่านั้น แต่การเป็นโรคเบาหวานในคนหนึ่งคนยังต้องแลกมาด้วย ‘ต้นทุน’ ที่สูงลิ่ว เพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานบางราย ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องกินหวานมากจนเป็นโรค เพราะในบางคนแม้จะดูแลตัวเองดีเท่าไร ก็ยังคงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการกิน แต่เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลาย โดยภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ขาดอินซูลิน จนกลายเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในที่สุด
บทสัมภาษณ์นี้จะพาไปฟังคำบอกเล่าของผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในวันที่พวกเขาต้องดูแลตัวเองมากขึ้น ฉายภาพการใช้ชีวิต ภาระที่ต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า พวกเขายังจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติ ที่มีฝันและเส้นทางของตัวเองเหมือนเดิมได้หรือไม่
• ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ได้เป็นเพราะไม่ดูแลตัวเอง
“ลูกสาวผมใช้ชีวิตปกติเลย กินแบบระมัดระวังด้วยซ้ำ เพราะคุณแม่คุมเรื่องโภชนาการอย่างดี น้องน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ด้วยซ้ำ ไม่ได้ติดของหวานเกินกว่าเด็กทั่วไป แปลว่าน้องใช้ชีวิตดีมาตลอด ไม่คิดว่าจะมาเป็น”
นี่เป็นคำบอกเล่าของ ธนกฤต ปิ่นเจริญ คุณพ่อผู้มีลูกสาววัย 11 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คำบอกเล่านี้ชี้ว่า โอกาสในการเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ได้ผูกติดอยู่กับมุมมองที่ว่า เป็นเบาหวานแปลว่า ผู้ป่วยคนนั้นไม่ดูแลสุขภาพ เพราะแม้ครอบครัวจะดูแลอย่างดี แต่ยังคงมีโอกาสที่โรคนี้จะถามหาอยู่เสมอ
ธนกฤตเริ่มเห็นความผิดปกติหลังพบว่า ลูกสาวปัสสาวะในช่วงกลางคืนถี่และถี่มากขึ้นเรื่อยๆ รอบโถสุขภัณฑ์มีมดตอม ขณะเดียวกันก็เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย และร่างกายซูบผอมแม้จะกินอาหารในปริมาณปกติก็ตาม
“จนท้ายที่สุด เขาก็อ่อนเพลียจนไม่มีแรงเลยพาไปพบแพทย์ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่โรงพยาบาลรวมแพทย์ บังเอิญว่าคุณหมอเวรที่อยู่วอร์ดเด็กเป็นคุณหมอที่จบด้านต่อมไร้ท่อโดยเฉพาะ คุณหมอเลยจับตรวจเลือดเช็กน้ำตาล ค่าออกมาเป็น 400 กว่า คุณหมอสันนิษฐานตั้งแต่แรกว่า น่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และสรุปผลออกมาก็เป็นจริงๆ” ธนกฤตเล่า
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กวัย 11 ปี ไม่แตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ วรมล หอมอบ ที่พบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในวัย 18 ปี ด้วยบริบทที่หลายคนแทบจะไม่นึกฝันเลยว่าจะเป็นเธอ ด้วยนิสัยดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ยังไม่นับรวมความฝันที่เธออยากจะเรียนแพทย์รักษาคน
“เริ่มวินิจฉัยตอนอายุ 18 ปี ก่อนหน้านั้นใช้ชีวิตปกติเลย ไม่ได้กินหวานเยอะ เป็นคนกินน้อยและผอมมากด้วย ช่วงที่มีอาการคือตอนปิดเทอม ม.6 รู้สึกเพลียมาก หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย และน้ำหนักลดลงไปประมาณ 2-3 กิโลกรัมภายในเดือนเดียว รู้สึกเพลียจนทำงานไม่ค่อยไหว คุณแม่เลยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล ตรวจเจอน้ำตาลสูงและมีภาวะเลือดเป็นกรด (DKA) ตอนแรกแอดมิตห้อง ICU จากนั้นก็ตรวจเลือดหาค่าแอนติบอดีจนพบว่า เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
“เราตกใจมาก เพราะเราผอมมากและกินเหมือนเด็กปกติทั่วไป แอบงงว่าทำไมเราถึงเป็น รู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง ตื่นมาก็ยังหวังว่าจะไม่เป็น ตกใจและแอบร้องไห้กับแม่ ตอนแรกบอกเพื่อนสนิทแค่คนเดียว เพราะกลัวและอาย ไม่อยากให้ใครรู้ เข้าใจไปเองว่ามันเป็นโรคของผู้สูงอายุหรือคนที่พฤติกรรมการกินไม่ดี แต่โชคดีที่มาเป็นตอนอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมพอดี เลยไม่ต้องเจอคนเยอะเหมือนเด็กๆ ที่ต้องไปโรงเรียนแล้วอาจจะโดนเพื่อนล้อ”
ไม่เพียงแต่สภาพร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง แต่ยังรวมถึงสภาพจิตใจของพวกเขา และผู้ดูแลข้างกายอย่างพ่อแม่อีกด้วย
ธนกฤตเล่าว่า ลูกสาวของตนเผชิญกับการถูกล้อเลียนภายในโรงเรียนในช่วงแรกๆ ด้วยภาพจำที่หลายคนมองว่า ผู้ป่วยไม่ดูแลสุขภาพ ซึ่งกระทบจิตใจของลูกสาวตนอย่างมาก ขณะที่วรมลก็ตกอยู่ในความกังวลกับการที่ใครต่อใครจะมารับรู้ว่าเธอป่วยเป็นโรคนี้
ทว่าสิ่งที่ต้องคิดให้หนักมากกว่ามุมมองของสังคมต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือพวกเขาจะอยู่อย่างไรให้ได้กับโรคนี้ไปจนสุดทาง ยังคงใช้ชีวิต หายใจอยู่ร่วมกับโรคนี้ได้โดยไม่ต้องละทิ้งตัวตน ความฝันของตัวเองไป
• ใช้ชีวิตอยู่ให้ได้กับโรคนี้
การทำใจเผชิญกับโรคว่ายากแล้ว แต่การใช้ชีวิตกับโรคนั้นมีความท้าทายยิ่งกว่า หลังคำวินิจฉัยของแพทย์ประจักษ์ชัดว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ทั้งผู้ป่วยหรือแม้กระทั่งคนใกล้ชิดต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างทันที โดยเฉพาะการกิน และกิจวัตรประจำวันที่ต้องเดินหน้าแบบมี ‘ดีเทล’ มากขึ้น
หลังรู้อาการของตนเอง วรมลหยุดร้องไห้กับแม่และยับยั้งความตกใจเพื่อเริ่มต้นดูแลตัวเองตามแพทย์สั่งทุกประการ จากคนกินน้อยต้องเปลี่ยนเป็นกินให้ครบ 3 มื้อและตรงเวลา จากเดิมที่กินแค่ 2 มื้อ ค่อยปรับนิสัยการกินให้ดีขึ้น เช่น หันมากินข้าวไม่ขัดสี และเริ่มทำอาหารกินเอง ที่สำคัญวรมลต้องคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารแต่ละมื้อ วางแผนไว้ในใจว่าจะกินอะไรบ้าง เพื่อคำนวณอินซูลินที่จะฉีดตามเข้าไปในร่างกายหลังมื้ออาหารจบลง
“ช่วงแรกๆ เราจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าปากกาฉีดอินซูลินอยู่ เวลาไปกินข้าวกับเพื่อน เราก็จะถามเขาเลยว่าหลังจากมื้อนี้แล้วจะไปกินอะไรต่อไหม จะได้คำนวณอินซูลินเผื่อเอาไว้เลย”
วรมลยังคงใช้ชีวิตตามปกติ เธอไม่จำเป็นต้องงดของหวานด้วยการเมินร้านกาแฟหรือร้านเบเกอรี การปฏิเสธอาหารจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเธอไม่สามารถคำนวณปริมาณน้ำตาลจากเมนูนั้นได้ ดังนั้นทุกอย่างที่เธอกินต้องมี ‘ดีเทล’ ได้แก่ ส่วนประกอบในฉลากและองค์ประกอบต่างๆ ในอาหาร
“เราจะค่อนข้างเนิร์ดกับเรื่องส่วนผสมของอาหารเอามากๆ ถ้าไม่มีฉลากบอกส่วนผสมก็จะค้นหาตรงนั้นเลยว่า เมนูนี้ทำมาจากอะไร แล้วก็กะปริมาณคาร์บเอา ถ้าจะหลีกเลี่ยงก็จะเป็นขนมไทยหรือเมนูที่กะคาร์บ (ปริมาณคาร์โบไฮเดรต) ยากๆ”
ด้านธนกฤต ผู้มีลูกสาวที่ต้องอยู่กับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เช่นเดียวกัน ก็เข้าสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐานกันชนิดที่ว่าปรับกันทั้งบ้าน คนในครอบครัวต่างลดการกินหวาน เพื่อไม่ให้ลูกสาวเสียเปรียบจากการไม่มีโอกาสได้กินของหวานเหมือนกับคนในครอบครัว และเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายจิตใจของลูกสาว “เมื่อไรที่อนุญาตให้เขากิน เราจึงกินพร้อมกัน” ธนกฤตเล่า
ความอันตรายของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สิ่งที่ตามมาคืออาการหิวโซ มึนงง เวียนศีรษะ ตาลาย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดชักหมดสติและเข้าสู่ภาวะโคม่า วิธีการรับมือคือการกินน้ำหวานและลูกอม ซึ่งต้องพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา แม้กระทั่งบนหัวเตียงเพื่อให้หยิบมากินได้ทันทีหากมีสัญญาณเตือนว่า น้ำตาลกำลังตก
อย่างไรก็ตาม การรอให้อาการเริ่มแสดงออกอาจเสี่ยงต่อร่างกายมากเกินไป สิ่งที่จะช่วยส่งสัญญาณเตือนก่อนจะเข้าสู่ภาวะที่อันตรายคือ เทคโนโลยีอย่างเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะทำงานควบคู่กับอุปกรณ์สำหรับฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย แน่นอนว่า เหล่านี้มี ‘ราคา’ ที่ต้องจ่าย
“เครื่องปั๊มอินซูลินที่ฉีดอินซูลินเข้าร่างกายตอนน้ำตาลในเลือดสูงมีราคาประมาณ 2-2.5 แสนบาทต่อเครื่อง เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่องหรือ CGM ชุดละ 2,500 บาท ซึ่งใน 1 เดือนต้องใช้ 4 ชุด รวม 1 หมื่นบาทต่อเดือน ยังไม่นับรวมชุดเข็ม ถ้าเป็นรายจ่ายต่อเดือนก็จะตกเดือนละประมาณ 4 หมื่นบาท” ธนกฤตเล่าพร้อมถอนหายใจ
“ผมยังคิดเลยว่า ถ้าลูกของผมเรียนจบไปแล้ว เขาจะต้องมีเงินเดือนเท่าไร ถึงจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายสุขภาพของตัวเขาเองได้”
ส่วนวรมลผ่านการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดค่าน้ำตาล ทั้งแบบดั้งเดิมที่ต้องเจาะเลือดปลายนิ้ว 4 ครั้งต่อวัน และแบบใหม่ที่ใช้เครื่อง CGM ตีราคาต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่ออยู่ร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ราว 1.7-2 หมื่นบาทต่อเดือน หากเธอต้องรับภาระรายจ่ายนี้ ก็นับเป็นเงินที่มูลค่าสูงสำหรับนักศึกษาแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน
ทั้งนี้ทั้งลูกสาวของธนกฤตและวรมล ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทเข้ารับการรักษา จึงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายไปได้มาก โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้บรรจุสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นเบาหวานก่อนอายุ 30 ปี ให้บริการครอบคลุมในหลายด้าน รวมถึงนวัตกรรม เครื่อง CGM ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเจาะปลายนิ้ว
สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่คุมน้ำตาลยากหรือน้ำตาลต่ำบ่อย การเรียนรู้ทักษะที่ช่วยฝึกผู้ป่วยและครอบครัวให้กะคาร์บและการอยู่ร่วมกับโรค รวมทั้งมีโรงพยาบาลในเครือข่ายกว่า 100 แห่งที่ผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ โดยมีแพทย์เฉพาะทางคอยดูแลและติดตามผลผ่านระบบออนไลน์
“ตอนนี้เราใช้สิทธิบัตรทองช่วยได้เยอะมาก เพราะยาอินซูลินเบิกได้ฟรี ขณะที่ CGM ก็ซื้อได้ในราคาที่ถูกลงกล่องละประมาณ 5,000 บาท ซึ่งตอนนี้สิทธิบัตรทองให้เบิกได้ฟรีแล้ว และถ้าเข้าโครงการ T1DDAR CN ก็สามารถเบิกเซนเซอร์วัดค่าได้ฟรีครั้งละ 13 สัปดาห์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จากเดือนละเกือบ 2 หมื่นบาท เหลือเพียงหลักพันบาทเท่านั้น” วรมลระบุ
เช่นเดียวกันกับธนกฤตที่เล่าให้ฟังว่า บัตรทองช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของเขาได้มาก ทั้งนี้เขายังมองว่า มีอุปกรณ์บางอย่างที่ยังไม่สามารถเบิกได้ภายใต้สิทธิบัตรทอง เช่น เครื่องปั๊มอินซูลิน ทำให้เขายังคงต้องเสียเงินกับการซื้ออุปกรณ์สูงอยู่
ธนกฤตมองเห็นว่า การเข้าถึงอุปกรณ์สำหรับดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นสำคัญ และสร้างความแตกต่างอย่างมากในด้านคุณภาพชีวิตระหว่างผู้ป่วยที่มีอุปกรณ์กับไม่มีอุปกรณ์
ขณะเดียวกันเขายังชี้ว่า รัฐยังต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้ครอบครัวที่ยังคงขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิการรักษา เข้าถึงสิทธิเหมือนกับที่ลูกสาวของตนได้รับ เพื่อให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
ด้านวรมลเผยถึงความคาดหวังต่อรัฐในอนาคต เธออยากให้มีการสนับสนุนปั๊มอินซูลินซึ่งมีราคาหลักแสนบาทเพิ่มเติม และหลายคนยังคงเข้าไม่ถึง รวมถึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงตัวยาอินซูลินสูตรที่ดีกว่านี้ในโรงพยาบาลขนาดเล็ก
“เพราะการฉีดยาวันละ 4 ครั้งควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่าสูตรฉีดเช้า-เย็น และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เข้าถึงการเรียนรู้วิธีดูแลตนเองและได้ทบทวนสม่ำเสมอ ส่วนอุปกรณ์ตรวจน้ำตาลเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าทุกคนเข้าถึง CGM ได้ก็จะช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตและการดูแลตัวเองให้ดียิ่งขึ้นอีก เพราะ CGM ทำให้เราเห็นระดับน้ำตาลของตัวเองตลอดเวลา จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า อาหารที่เรากินมีผลต่อน้ำตาลเราอย่างไรบ้าง” วรมลระบุ
• ชีวิตยังคงเดินหน้า ความใฝ่ฝันยังคงอยู่
การเริ่มต้นเดินทางไปพร้อมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เนื่องจากน้อยคนนักที่จะทำความเข้าใจกับโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะคนที่ดูแลตัวเองดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
ทว่าในวันนี้เราอาจต้องปรับมุมมองกันเสียใหม่ว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ได้มีต้นทางมาจากการละทิ้งสุขภาพร่างกายของตัวเอง แต่เกิดขึ้นจากความผิดปกติในร่างกาย
“จากที่รีเสิร์ชดู คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ทั่วโลกดูแลตัวเองดีมาก สุขภาพแข็งแรง เป็นนักกีฬาด้วยซ้ำ เพราะเขาพัฒนาเรื่องการใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก
“ในฐานะผู้ปกครอง ผมว่าเราต้องให้ความเข้าใจลูกว่า เขาไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป แค่ขาดฟังก์ชันบางอย่างในร่างกายซึ่งทดแทนได้ และให้กำลังใจว่า ในอนาคตเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลกว่านี้” ธนกฤตพูดด้วยความหวัง
ในฐานะนักศึกษาแพทย์ที่ใกล้จะเข้าสู่เส้นชัยและโบยบินจากการศึกษาเข้าสู่การทำงานอย่างเต็มรูปแบบ วรมลเล่าว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับเส้นทางวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเธอแม้แต่น้อย หากรู้จักการจัดการตัวเองและจัดการให้เป็น เธอพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า “ในอนาคตหลังใช้ทุนครบตั้งใจจะเลือกเรียนต่อด้านอายุรศาสตร์ เพราะอยากเข้ามาดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไปแบบที่เราเป็นอยู่นี้” และย้ำว่า เธอทำทุกอย่างได้แบบคนปกติ และใกล้ๆ นี้ก็มีแผนจะไปดำน้ำลึกด้วย
“อยากบอกว่า โรคนี้ไม่ได้เกิดจากทำตัวเอง อยากให้ทุกคนได้รับสิทธิการรักษาที่ดีที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดูแลตัวเองให้ดีแล้วอยากทำอะไรก็ทำเลย โรคนี้ไม่ใช่ข้อห้ามในการทำตามความฝัน” วรมลกล่าวทิ้งท้าย
ภาพ: ธนดิษ​ ศรียานงค์
#เบาหวานชนิดที่1 #สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ #บัตรทอง #30บาทรักษาทุกโรค #สวัสดิการ #สุขภาพ #สปสช

ที่อยู่

อาคารภูมิสิริ ชั้น 4 โซน C , 1873 Rama IV Road
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KCMH Advanced Diabetes Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์