แบ่งปันความรู้ปัญหาสุขภาพกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ by JAH.

แบ่งปันความรู้ปัญหาสุขภาพกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ by JAH. อธิบายไขข้อสงสัยอาการของโรคต่างๆท?

06/07/2021

ผู้ที่มีโรคประจำตัวตาม 4 กลุ่มเสี่ยงนี้ ❗️❗️❗️ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก❗️❗️❗️ เพราะสารพิษอาจปนเปื้อนมาในอากาศและน้ำจากฝนได้

ส่งกำลังใจให้ทุกคนปลอดภัย🙏🙏🙏
06/07/2021

ส่งกำลังใจให้ทุกคนปลอดภัย🙏🙏🙏

สองจุดนี้ใกล้กันมากครับ ทั้งโรงงานกิ่งแก้ว และโรงงานที่ลาดกระบัง ใครที่อยู่ในอาศัยแถบนี้ ระมัดระวังตัว และติดตามข่าวสารด้วยนะครับ

🤨น้ำไขข้อ คืออะไร? สำคัญอย่างไร?🤨น้ำไขข้อ หรือ น้ำมันไขข้อ คือ น้ำหล่อลื่นที่อยู่ภายในข้อเข่า มีความเหนียว ลื่น ลักษณะเห...
19/05/2021

🤨น้ำไขข้อ คืออะไร? สำคัญอย่างไร?🤨


น้ำไขข้อ หรือ น้ำมันไขข้อ คือ น้ำหล่อลื่นที่อยู่ภายในข้อเข่า มีความเหนียว ลื่น ลักษณะเหมือนไข่ขาว ทำหน้าที่ช่วยลดการเสียดสี และ แรงกระแทก ของอวัยวะส่วนต่างๆ ภายในหัวเข่า ทำให้เราเดิน วิ่ง และ เคลื่อนไหวร่างกาย ได้อย่างสะดวก ซึ่งร่างกายของมนุษย์ จะมีการผลิตน้ำไขข้อ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องระมัดระวัง ก็คือ ไม่ควรให้หัวเข่าของเรา ได้รับแรงกระแทก หรือ อุบัติเหตุใดๆ เพราะจะทำให้น้ำไขข้อแห้งได้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อหัวเข่าของเรามากที่สุด


น้ำไขข้อ มีหน้าที่ช่วยลดการเสียดสี และ แรงกระแทก ของอวัยวะส่วนต่างๆ ภายในหัวเข่า ดังนั้นเราจึง ไม่ควรปล่อยให้น้ำไขข้อแห้งเด็ดขาด เพราะข้อต่างๆ ที่อยู่ภายในหัวเข่า จะเกิดการเสียดสีจนอักเสบได้ เมื่อปล่อยให้อักเสบ นานเข้า ก็จะกลายเป็น โรคข้อเข่าเสื่อม นั่นเอง โดยเราสามารถสังเกตอาการน้ำไขข้อแห้งได้จาก

1. รู้สึกปวดหัวเข่า งอเข่าแล้วเจ็บ เดินแล้วเจ็บเข่า เคลื่อนไหวเข่าไม่สะดวก

2. มีเสียงดังกรอบแกรบ ภายในข้อเข่า ขณะเคลื่อนไหวร่างกาย

3. มีอาการขัดหัวเข่า เข่าตึง

4. เข่าบวม อาจมีรอยแดง หรือ รู้สึกร้อนร่วมด้วย

5. เข่าโก่งงอ

หากมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น สันนิษฐานได้ว่า คุณอาจเกิดภาวะน้ำไขข้อแห้ง และ กำลังจะกลายเป็น โรคข้อเข่าเสื่อม นั่นเอง


วิธีตรวจน้ำมันไขข้อแห้ง สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

แพทย์ จะทำการวินิจฉัยโรค เพื่อให้ทราบผลที่แน่ชัด โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ และ ประเมินร่างกาย เช่น

☑️ อายุกี่ปี? เพราะคนที่อายุมาก เสี่ยงต่อน้ำไขข้อแห้ง ลดลงเรื่อยๆ ไขข้อกระดูกเสื่อมได้ ตามความเสื่อมสภาพของร่างกายนั่นเอง

☑️ น้ำหนักตัวเท่าไหร่? ยิ่งคนที่มีน้ำหนักตัวมาก มีโอกาสเสี่ยงต่อน้ำไขข้อแห้งมาก เพราะเข่า แบกรับน้ำหนักตัวมากเกินไป เกิดการเสียดสีภายในข้อเข่า เป็นประจำนั่นเอง

☑️ เคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ที่เข่าหรือไม่? เพราะหากเคยเกิดอุบัติเหตุ ก็อาจส่งผลให้เข่าได้รับการบาดเจ็บ ประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันไขข้อลดลง น้ำไขข้อกระดูกแห้งได้

☑️ พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นอย่างไร? เช่น ชอบนั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง หรือนั่งพับเพียบ ติดต่อกันนานๆ เป็นประจำหรือไม่ เพราะท่าทางเหล่านี้ เสี่ยงต่อภาวะน้ำไขข้อแห้ง และเข่าเสื่อมได้ด้วย

☑️ ระยะเวลาของการปวดเข่า นานเท่าใด?

☑️ ลักษณะการเคลื่อนไหวของเข่า เป็นไปอย่างยากลำบาก หรือไม่?


และนอกจากนี้ แพทย์จะทำการตรวจน้ำไขข้อแห้ง ด้วยวิธีอื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เช่น

✔️ การตรวจหาบอลลอตเมนท์ (Ballottement) เพื่อดูแรงดันของน้ำในข้อเข่า

✔️ การตรวจหาบัลไซน์ หรือ บอลลูนไซน์ (Bulge Sign / Balloon Sign) กรณีที่น้ำในข้อเหลือน้อย เพื่อดูแรงกระเพื่อมของน้ำ ที่ผิวด้านนอกของเข่า

✔️ การตรวจด้วยการส่องกล้อง

✔️ การตรวจด้วยการเอ็กซเรย์

✔️ ตรวจการเสียดสีภายในข้อ (Crepitation)

✔️ ตรวจหาความมั่นคงแข็งแรงของข้อ (Stability) เป็นต้น


🩺วิธีการรักษา🩺

1. การฉีดกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) 💉

2. การฉีดเกล็ดเลือด (Platelet Rich Plasma) 🩸

3. รับประทานยาไขข้อกระดูก 💊

4. รับประทานคอลลาเจนประเภทที่ 2 (Collagen Type 2) 🥛


ขอบคุณข้อมูลจาก https://mirott.com/synovial-fluid-dry/
🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏

🤗💁 วิตามินต่างๆที่สำคัญต่อร่างกาย 💁‍♂️🤗1. วิตามินที่ละลายในไขมัน    วิตามินเอ ดี อี และเค จะละลายในไขมันหรือน้ำมันเท่านั...
05/05/2021

🤗💁 วิตามินต่างๆที่สำคัญต่อร่างกาย 💁‍♂️🤗

1. วิตามินที่ละลายในไขมัน

วิตามินเอ ดี อี และเค จะละลายในไขมันหรือน้ำมันเท่านั้น เพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ หากได้รับมากเกินจะเก็บสะสมไว้ในร่างกาย


2. วิตามินที่ละลายในน้ำ

วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี จะอยู่ในร่างกาย 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการใช้งาน จะถูกขับออกมาทางไตกับปัสสาวะ โอกาสที่จะสะสมในร่างกายจึงมีน้อย

ประโยชน์ของ วิตามิน ( Vitamin ) ชนิดต่างๆ

- วิตามินเอ

วิตามินเอ ประกอบด้วยสาระสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ เรตินอล (Retinal) และแคโรทีน (Carotene) วิตามินเอมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นในเวลากลางคืนดีขึ้น รวมถึงช่วยเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวดูสุขภาพดี ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดรอยจุดด่างดำ และช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน

พบในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ นม เนย ผักและผลไม้ที่มีสีเขียวและสีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง คะน้า มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 900 ไมโครกรัมในผู้ชาย และ 700 ไมโครกรัมในผู้หญิง อย่างไรก็ตามไม่ควรได้รับเกิน 3,000 ไมโครกรัม

🥦🥬🥒🥦🥬🥒🥕🍊🍅🥕🍊🍅


- วิตามินดี

วิตามินดี ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกาย ส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุนและโรคกระดูกบาง หากขาดวิตามินดีจะทำให้ปวดเมื่อย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โดยปกติแล้วร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าและตอนเย็น

ดังนั้น จึงควรสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ อย่างน้อยวันละ 15-20 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง หรือ รับประทานอาหารจำพวก นม ไข่ น้ำมันตับปลา หรือเนื้อปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า หรือจากอาหารเสริม เป็นต้น โดยจะช่วยเก็บแคลเซียมเข้ากระดูก ป้องกันโรคกระดูกบางและกระดูกพรุนได้ ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการคือ วันละ 5 ไมโครกรัม และไม่ควรเกินวันละ 50 ไมโครกรัม

🌥⛅️🌤☀️☀️🌤⛅️🌥


- วิตามินอี

วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงทำให้สุขภาพผิวเป็นปกติ โดยพบในกลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย อัลมอนด์ เป็นต้น ปริมาณที่ควรได้รับ ไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน

🥫🌾🌾🌾🌾🌾🌾🌾🌾🥫


- วิตามินเค

วิตามินเค ส่วนประกอบสำคัญในการแข็งตัวของเลือด ในเด็กที่วิตามินเคในเลือดต่ำ จะมีอาการเลือดออกผิดปกติ หากขาดวิตามินเคจะส่งผลให้เลือดออกง่าย หรือเลือดไหลแล้วหยุดช้า พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ ไข่แดง น้ำมันถั่ว ตับ เนื้อหมู เป็นต้น ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับคือ 80 ไมโครกรัมต่อวัน

🥚🥓🥜🍗🍖🍖🍗🥜🥓🥚


– วิตามินบี 1

วิตามินบี 1 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไทอะมีน ส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการนำกระแสประสาท ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต ช่วยบำรุงผิว เส้นผม และสมอง ป้องกันโรคเหน็บชา หากขาดจะเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

อาการของผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 คือ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว มีอาการเหน็บชาตามมือและเท้า

พบในเนื้อหมู เมล็ดทานตะวัน ข้าวซ้อมมือ ซึ่งจะพบมากที่เปลือกและจมูกของข้าว หากเป็นข้าวขัดสีจะพบปริมาณวิตามิน บี 1 น้อยกว่าข้าวซ้อมมือถึง 10 เท่า ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.5 มิลลิกรัม

🌾🥩🌾🥩🌾🥩🌾🥩

– วิตามินบี 2

วิตามินบี 2 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไรโบฟลาวิน เกี่ยวข้องกับการสร้างเส้นผม เล็บ และผิวหนัง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการทำงานของสายตา โดยเฉพาะบริเวณเรตินาของลูกตา ถ้าขาดวิตามินและแร่ธาตุตัวนี้ จะทำให้เป็นโรคปากนกกระจอกได้

พบในอาหารจำพวกข้าว ธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ นม เครื่องในสัตว์ ตับ ผักใบเขียว โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.2 มิลลิกรัม

🥑🥜🥦🍗🥩🥦🥜🥑

– วิตามินบี 3

วิตามินบี 3 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไนอาซิน หรือ ไนอาซินามายด์ ช่วยเรื่องผิวหนังแห้งเมื่อเจอแสงแดด ถ้าขาดมากจะพบอาการท้องเสีย สมองเบลอ เกิดอาการขี้หลงขี้ลืมได้

พบในอาหารจำพวก ตับ เนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต ถั่ว จมูกข้าว ยีสต์ ผักใบเขียว ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 35 มิลลิกรัมต่อวัน

🥦🥜🌾🌾🥜🥦


– วิตามินบี 5

วิตามินบี 5 ประกอบด้วยสารสำคัญ แพนโททินิก แอซิด ช่วยเผาผลาญสารอาหาร เสริมสร้างฮีโมโกลบิน เป็นส่วนสำคัญของฮอร์โมนและสารสื่อประสาทที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ หากขาดวิตามินชนิดนี้ จะก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่เท้า รวมถึงอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง เป็นต้น

พบมากในอาหารจำพวกเนื้อไก่ เนื้อวัว ตับ มันฝรั่ง เมล็ดทานตะวัน ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 6 มิลลิกรัมต่อวัน

🥓🥩🍖🍗🍗🍖🥩🥓


– วิตามินบี 6

วิตามินบี 6 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไพริด็อกซิน จะเกี่ยวกับระบบของเส้นประสาท ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีส่วนช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ตัวช่วยในการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ความอยากอาหารและอารมณ์ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน หากขาดวิตามินบี 6 จะเกิดภาวะซีด โลหิตจางได้ และอาจเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันได้

พบมากในเนื้อสัตว์ ปลา ไก่ ตับ มันฝรั่ง กล้วย แตงโม นม ไข่แดง ข้าวกล้อง รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ เมล็ดงา ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน

🐟🐔🐟🐔🐟🐔


– วิตามินบี 7

วิตามินบี 7 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไบโอตีน จะเกี่ยวกับเรื่องผิวหนัง ถ้าขาดจะเป็นผิวหนังอักเสบ ลำไส้อักเสบ พบในดอกกะหล่ำ ถั่ว กล้วย ปลาแซลมอน ไข่ ตับ งา

🐔🐟🥜🍌🍌🥜🐟🐔


– วิตามินบี 9

วิตามินบี 9 ประกอบด้วยสารสำคัญ โฟลิกแอซิด จะเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือด หากขาดจะเป็นโรคโลหิตจางได้ พบในถั่ว ผักโขม บรอกโคลี คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักกาดหอม ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน

🥗🥦🥬🥒🥒🥬🥦🥗

– วิตามินบี 12

วิตามินบี 12 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไซยาโนโคบาลามิน ช่วยให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หากขาดจะเกิดอาการโลหิตจางได้ มีขนาดเม็ดเลือดแดงโตกว่าปกติ พบในกลุ่มเนื้อสัตว์ นม เนย ไข่แดง โยเกิร์ต ร่างกายต้องการวันละ 2.4 ไมโครกรัม



- วิตามินซี

วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนังและเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผนังหลอดเลือด ช่วยสมานแผล ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นทำให้เกิดการสร้างกระดูกและฟัน

พบใน ส้ม ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ผักโขม แคนตาลูป มะเขือเทศ มะละกอ มันฝรั่ง ฝรั่ง สับปะรด หากขาดจะเกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ซีด แผลหายยาก ปริมาณที่แนะนำต่อวันคือ 60 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

🍏🍎🍐🍊🍋🍌🍉🍇🍓🍈🍒🍑🥭🍍🥥🥝🍅🍆🥑🥦🥬

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
https://mw-wellness.com/health/6364

🧐 เพราะอะไร? จึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่🤓 การทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้...
05/05/2021

🧐 เพราะอะไร? จึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่


🤓 การทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้เช่น


👩‍⚕️ การขาดวิตามิน

หากขาดวิตามินเอจะมีความผิดปกติที่ตาและผิวหนัง เยื่อบุตาและกระจกตาขุ่นมัว เกิดตาฟางหรือตาบอดกลางคืน ผิวหนังแห้งแตก บางทีผมร่วง เล็บเปราะ

🤦‍♀️ ขาดวิตามินบี 1 จะเป็นโรคเหน็บชา อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ปวดศรีษะ นอนไม่หลับ

😫 ขาดวิตามินบี 2 จะเป็นโรคปากนกกระจอก เป็นแผลที่มุมปาก ผิวหนังอักเสบ คัน และปวดแสบร้อนที่ตา

🥶 ขาดวิตามิน ซี ทำให้เกิดโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน และมีความต้านทานโรคต่ำ

🧑‍🦽 ขาดวิตามินดี ทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน

🩸 ขาดวิตามินเค ทำให้เลือดไม่แข็งตัว เวลามีบาดแผลเลือดจะออกมาก
การขาดแร่ธาตุ

🤯 ขาดธาตุไอโอดีน จะเป็นโรคคอพอก ถ้าขาดตั้งแต่เด็ก ทำให้เจริญเติบโตช้า ร่างกายเตี้ยแคระแกรน สติปัญญาเสื่อม ทางเหนือและทางอีสานเป็นโรคนี้กันมาก บางทีเรียกว่าโรคเอ๋อ

🤢 ขาดธาตุเหล็ก จะเป็นโรคโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซีด ลิ้นอักเสบ เล็บเปราะบาง

🦵 ขาดธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส จะเป็นโรคกระดูกอ่อนในเด็ก และเป็นโรคกระดูกผุและหักง่ายในผู้ใหญ่

🥱 การขาดคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และบางทีทำให้สมองเสื่อมได้

🥺 การขาดโปรตีน โดยเฉพาะในเด็กทำให้ร่างกาย
แคระแกรน สมองเสื่อม ปัญญาอ่อน ร่างกายอ่อนแอ ติดโรคได้ง่าย

👨‍🎨 ถ้าขาดไขมันจะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินบางชนิดได้ เช่น วิตามินพวกที่ละลายในไขมันคือ วิตามิน A D E และK

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/13152

ที่อยู่

83-85 ถนน คลองสาน แขวง คลองต้นไทร เขต คลองสาน
Bangkok
10600

เบอร์โทรศัพท์

+66636507210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แบ่งปันความรู้ปัญหาสุขภาพกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ by JAH.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง แบ่งปันความรู้ปัญหาสุขภาพกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ by JAH.:

ทางลัด

แชร์