Ezerra Thailand Ezerra sebamed physiogel atopalm eucerin Laroche
sudocrem smooth-e เวชสำอาง วิตามิน แท้ ราคาถูก ส่งไว ได้ของชัวร์ มีหน้าร้านชัดเจน

Ezerra โด่งดังจากการจ่ายของหมอผิวหนังไม่ว่าจะเป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชน จนมาพูดปากต่อปาก review ทางเวปไซต์ (Pantip/Jeban) Ezerra "More Than Moisturise" ตาม concept ของเค้าเลยครับ


https://www.facebook.com/EzerraThailand/messages

รายละเอียดสินค้า ต่างๆของ Ezerra ตามลิงค์นี้
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.238152659729285.1073741833.115793301965222&type=1


สินค้า สุขภาพและความงามอื่นๆ สอบถามมาได้คะ

ข้อมูล//รูป เกี่ยวกับ ยา//ครีม ต่างๆในเพจ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาอันตราย

ไม่ว่าจะเป็นรูปประกอบหรือคำอธิบายใดๆ เป็นเพียงการแสดงข้อมูลสินค้า
มิได้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อสินค้าแต่อย่างใด

🇰🇷ประเทศเกาหลีใต้ แบ่งเขตการปกครองระดับจังหวัด (Provinces) ออกเป็น 9 จังหวัด (แบ่งตามการบริหารคือ 6 จังหวัดทั่วไป และ 3 ...
22/08/2026

🇰🇷ประเทศเกาหลีใต้ แบ่งเขตการปกครองระดับจังหวัด (Provinces) ออกเป็น 9 จังหวัด (แบ่งตามการบริหารคือ 6 จังหวัดทั่วไป และ 3 จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ)

จังหวัดทั่วไป (6 จังหวัด)

จังหวัดคย็องกี (Gyeonggi-do) – พื้นที่ล้อมรอบกรุงโซลและอินชอน

จังหวัดชุงช็องเหนือ (Chungcheongbuk-do) – ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง

จังหวัดชุงช็องใต้ (Chungcheongnam-do) – ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดคย็องกี

จังหวัดช็อลลาใต้ (Jeollanam-do) – อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เด่นเรื่องเกาะและชายฝั่ง

จังหวัดคย็องซังเหนือ (Gyeongsangbuk-do) – ศูนย์กลางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ทางตะวันออก

จังหวัดคย็องซังใต้ (Gyeongsangnam-do) – อยู่ทางตอนใต้ ติดกับปูซาน

จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ (3 จังหวัด)

จังหวัดเจจู (Jeju Special Autonomous Province) – เกาะท่องเที่ยวทางใต้

จังหวัดคังว็อน (Gangwon Special Autonomous Province) – พื้นที่ภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือ

จังหวัดช็อนบุก / ช็อลลาเหนือ (Jeonbuk Special Autonomous State) – โดดเด่นเรื่องวัฒนธรรมและอาหาร

เขตการปกครองระดับเทียบเท่าจังหวัดเพิ่มเติม
นอกจาก 9 จังหวัดข้างต้นแล้ว เกาหลีใต้ยังมีเมืองขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างการปกครองระดับเดียวกับจังหวัดอีก 8 แห่ง

นครพิเศษ (1 แห่ง): กรุงโซล (Seoul)

นครปกครองตนเองพิเศษ (1 แห่ง): เซจง (Sejong)

มหานคร (6 แห่ง)
ปูซาน
อินชอน
แทกู
ควังจู
แทจอน
อุลซัน

โอมากาเสะ เชฟเทเบิ้ล 6 จานเด็ด ร้านอาหารแห่งนี้มีชื่อว่า “ความรัก”ร้านนี้ไม่มีเมนูให้เปิด ไม่มีพนักงานเดินมาถามว่า “รับอ...
26/07/2026

โอมากาเสะ เชฟเทเบิ้ล 6 จานเด็ด
ร้านอาหารแห่งนี้มีชื่อว่า “ความรัก”

ร้านนี้ไม่มีเมนูให้เปิด ไม่มีพนักงานเดินมาถามว่า “รับอะไรดีคะ” เพราะเชฟใหญ่ของร้าน… ชื่อว่า มิสเตอร์โชคชะตา ร้านนี้มีกติกาเดียว คนกินไม่มีสิทธิ์เลือก ทุกจานเชฟจะค่อยๆทยอยเสิร์ฟออกมาตามลำดับ

หน้าที่ของเรามีอย่างเดียว คือ นั่งลง แล้วกินทุกจานที่เขาเสิร์ฟ

จานแรก : รสหวาน

เชฟคนนี้มักเริ่มต้นด้วยของหวานเสมอ

จากคนคนหนึ่งที่เราเคยเห็นว่าธรรมดา คนนั้นจะกลายเป็นคนพิเศษ จากข้อความสั้น ๆ จะกลายเป็นความสุขทั้งวัน คำว่า “ฝันดีนะ” จะทำให้ยิ้มอยู่คนเดียวได้ตั้งแต่หัวค่ำจนเช้า ช่วงนั้นโลกเหมือนถูกถ่ายผ่านฟิลเตอร์สีชมพู

เขาหัวเราะ เราก็หัวเราะ เขาชอบอะไร เราก็ชอบตาม แม้แต่ข้อเสียของเขา เราก็ยังตีความว่าน่ารัก

แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธจานนี้ได้ และเพราะจานนี้แหละที่ทำให้ลูกค้าเต็มร้าน

จานที่สอง : รสเปรี้ยว

เมื่อหวานมากพอ เชฟก็เติมรสเปรี้ยวในกับลิ้นเราบ้าง เขาจะเริ่มเสิร์ฟจานนี้ให้เรา

เริ่มมีการงอน เริ่มมีการหึง เริ่มมีการเช็กว่า “ถึงบ้านหรือยัง”
เราจะรู้สึกได้เลยว่าชีวิตมีสีสันขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น แน่นอนมันไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันคือเครื่องปรุงที่ทำให้เรารู้ว่า คนคนนี้… เริ่มมีผลต่อความรู้สึกของเราทั้งชีวิตแล้ว

จานที่สาม : รสเผ็ด รสแซ่บ

นี่คือช่วงที่ความรักร้อนที่สุด

จะคิดถึงกันตลอดเวลา อยากเจอกันทุกวัน ยามทะเลาะก็ทะเลาะกันแรง และยามดีกันก็แรงไม่แพ้ตอนมีปากมีเสียง หัวใจเหมือนหม้อไฟเดือดพล่าน ที่ถ้าไม่ใส่ม๋าล่า ก็คงต้มยำกุ้งน้ำข้นใส่พริกยี่สิบเม็ด ประมาณนั้น

นักกินรู้ว่าจานนี้มันร้อนมันแสบปากแสบลิ้น แต่ก็ไม่ยักมีใครยอมวางช้อน

จานที่สี่ : รสจืด

แล้วจู่ๆ เชฟก็วางแกงจืดลงตรงหน้า

วันที่ไม่มีดอกไม้ ไม่มีเซอร์ไพรส์ ไม่มีบทสนทนายาวเหยียดจากมืดจนเช้า เหลือเพียงคนสองคน นั่งกินข้าว ดูโทรทัศน์ คุยกันเรื่องค่าน้ำค่าไฟ และคุยกันว่าพรุ่งนี้จะซื้อไข่ไก่ร้านไหน

หลายคนคิดว่า ความรักหมดอายุแล้ว แต่จริง ๆ มันเป็นเพียงแค่ความตื่นเต้นที่หมดอายุลงมากกว่า

และชีวิตจริง… เพิ่งเริ่มต้น

จานที่ห้า : รสขม รสขื่น

สำหรับหลายคน จานนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้

การจากลา คำโกหก ความผิดหวัง หรือวันที่คนอีกคนเดินจากไป มันขมมันขื่นเสียจนเราเชื่อว่า ชีวิตจะไม่มีวันหวานอีกแล้ว และที่สำคัญ อาหารจานนี้ ไม่มีน้ำตาลยี่ห้อไหนพอจะช่วยได้เลย
มีแต่“เวลา”เท่านั้น

หลายคนผ่านจานนี้ไปได้ หลายคนเข็ดกับร้านนี้ แล้วเดินออก ยอมกินให้ครบคอร์ส

จานสุดท้าย : รสฝาด

คนส่วนใหญ่ไม่ชอบรสฝาด เพราะมันไม่หวาน ไม่เปรี้ยว ไม่แซ่บ ไม่ขม มันแค่…ฝาด

เหมือนรอยยิ้มบาง ๆ เวลาเจอแฟนเก่า เหมือนความลังเล เวลาจะเริ่มต้นกับใครอีกครั้ง ไม่ว่าจะคนใหม่หรือคนเดิม และก็เหมือนหัวใจที่ไม่ได้เจ็บแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าสดใสเหมือนเดิม

แปลกดี ในตำรายาไทย รสฝาดกลับเป็นรสที่ช่วยสมานแผล มันค่อย ๆ ปิดบาดแผลที่รสขื่นกับรสเผ็ดเคยกรีดไว้ ค่อย ๆ ทำให้หัวใจกลับมาแข็งแรง

จนวันหนึ่ง เราจะพบว่า เราไม่ได้ลืมอดีต เราเพียงแค่ไม่เจ็บกับมันอีกแล้ว

เมื่อกินครบทั้งหกจาน นักกินทุกคนจะค้นพบว่า เชฟไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเราเลย เขาเพียงแค่สอนให้ลิ้นของเรารู้จักทุกรสชาติของชีวิต

และคนที่เคยผ่านอาหารทั้งหกจานมาแล้ว จะไม่หลงระเริงกับของหวานมากเกินไป จะไม่ติดใจรสเปรี้ยวมากจนโหยหา และจะไม่หวาดกลัวกับรสขมรสขื่นอีกต่อไป

เพราะเราจะรู้ดีว่า… ไม่ว่าเชฟจะเสิร์ฟอะไร สุดท้าย เราก็จะกินมัน และผ่านไปได้เสมอ

จากนั้น เชฟก็หันมาบอกกับเราก่อนเช็กบิลว่า

“คนที่ยังไม่เคยผิดหวังในความรัก ไม่ใช่คนโชคดีที่สุด
แต่อาจคือคนที่ยังได้ชิมอาหารไม่ครบทั้งคอร์ส”

ว่ากันว่า คนที่เกิดระหว่างปี 1992-1999 คือกลุ่มคนที่มีวัยเด็กที่หายากที่สุดในประวัติศาสตร์! เราทันยุคที่ต้องต่ออินเตอร์เ...
22/07/2026

ว่ากันว่า คนที่เกิดระหว่างปี 1992-1999 คือกลุ่มคนที่มีวัยเด็กที่หายากที่สุดในประวัติศาสตร์!

เราทันยุคที่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตอืดๆจากโทรศัพท์บ้าน ทันยุคที่จอคอมพิวเตอร์ตูดใหญ่ๆ ทันใช้แผ่นดิสก์ ไรท์แผ่นซีดี ฟังเพลงจากเทป ฯลฯ และเราก็เป็นรุ่นบุกเบิกติดโซเชียลก่อนใครเค้า ตั้งแต่เว็บกระปุก เด็กดี MSN เราบุกเบิกการตุ๊งรูป หน้าเทาปากแดงมาตั้งแต่สมัย Hi5 (อดีตที่อยากลบแต่ลืมพาสเวิร์ด ดีที่เจ๊งไปแล้วอิดอก)

คนกลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า "Zillennials" หรือลูกผสมระหว่าง Millennials และ Gen Z โดยนักสังคมวิทยาจาก Boston University อธิบายว่า คนรุ่นนี้เติบโตมาในจุดที่เรียกว่า "Sweet Spot" หรือจุดลงตัวทางประวัติศาสตร์เทคโนโลยี โดยนักวิจัยด้านพฤติกรรมมนุษย์มักจัดให้เป็น "เจเนอเรชันสะพานเชื่อม" เพราะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มีความทรงจำในวัยเด็กแบบ Analog (เช่น เล่นกลางแจ้ง รอโทรศัพท์บ้าน ดูม้วน VHS) แต่เป็นกลุ่มแรกที่เริ่มใช้ชีวิตวัยรุ่นด้วยระบบ Digital (สมาร์ตโฟน และ โซเชียลมีเดีย ยุคแรก)

คนกลุ่มนี้มีสกิลพิเศษแบบ "Hybrid" ที่เข้าใจความคลาสสิกของการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งหน้าจอ แต่ก็สามารถเล่นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้คล่องแคล่วไม่แพ้เด็กยุคใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างจาก Gen Z ที่โตมากับโลกดิจิทัลเต็มตัวตั้งแต่เกิด อีกทั้ง PYMNTS และ Bank of America รายงานในปี 2023 ว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อตลาดทุนสูงมาก เนื่องจากเข้าใจบริบทการทำงานทั้งแบบดั้งเดิม และแบบยืดหยุ่นของคนรุ่นใหม่....

คอนโดปล่อยเช่า 10 ห้อง เงินเข้าเดือนละเกือบ 1.5 แสนแต่พี่ไผ่ไม่เคยยื่นภาษีสักปีไม่ใช่เพราะอยากโกง — แต่เพราะกลัวว่า "ยื่...
22/07/2026

คอนโดปล่อยเช่า 10 ห้อง เงินเข้าเดือนละเกือบ 1.5 แสน
แต่พี่ไผ่ไม่เคยยื่นภาษีสักปี

ไม่ใช่เพราะอยากโกง — แต่เพราะกลัวว่า "ยื่นแล้วจะไม่เหลืออะไร"

พอกฎหมายใหม่บังคับให้ต้องโผล่เข้าระบบ...
เขาถึงเพิ่งรู้ว่าที่กลัวมาทั้งชีวิต คือกลัวผิดจุด

เริ่มจากประกาศฉบับหนึ่ง ที่คนปล่อยเช่าหลายคนยังไม่ทันตั้งตัว
4 กันยายน 2568 "ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย" กลายเป็น ธุรกิจควบคุมสัญญา อย่างเป็นทางการ

ของเดิมคุมเฉพาะคนมีห้องเช่า "5 ห้องขึ้นไป"
ฉบับใหม่ลดเหลือ "3 ห้องขึ้นไป" ก็เข้าข่ายแล้ว
แปลว่า...
คนที่มีคอนโด / ห้องเช่า / บ้านแบ่งห้อง แค่ 3 ห้อง
ปล่อยเช่ารายเดือน–รายปี (ไม่รวมรายวันแบบโรงแรม)
ก็ต้องใช้สัญญามาตรฐาน ห้ามเอาเปรียบผู้เช่า
สิ่งที่กฎหมายบังคับ / ห้าม เช่น —
• เงินประกัน + ค่าเช่าล่วงหน้า เก็บรวมกันได้ไม่เกิน 3 เดือนของค่าเช่า
• หมดสัญญา ต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน (หักค่าเสียหายได้เฉพาะที่มีหลักฐาน)
• คิดค่าน้ำ–ค่าไฟเกินจริงไม่ได้
• เข้าห้องผู้เช่าตามใจไม่ได้ ต้องแจ้งล่วงหน้า
• ผู้เช่าอยู่ครบครึ่งสัญญา บอกเลิกล่วงหน้า 30 วันได้
• ห้ามให้ผู้เช่ารับผิดในความเสียหายที่ไม่ใช่ความผิดของเขา หรือจากการใช้งานตามปกติ
ฝ่าฝืน — โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อสัญญาที่เอาเปรียบถือเป็นโมฆะ
(ประกาศฉบับเต็ม ราชกิจจาฯ อยู่ในคอมเมนต์)

แต่ประเด็นที่ทำให้พี่ไผ่เงียบไป ไม่ใช่แค่เรื่องสัญญา
เพราะพอต้องทำสัญญาให้ถูกแบบ เงินเข้าทุกห้องก็เริ่มมี "ร่องรอย"

ตัวตนคนให้เช่าที่เคยเงียบ ๆ ก็เริ่มมีที่มาที่ไป
เข้าระบบสัญญาแล้ว — มันก็พาไปสู่ระบบภาษีโดยอัตโนมัติ

พี่ไผ่เลยเปิดข้อกังวลใจว่า จริง ๆ ปล่อยเช่ามาหลายปี
คอนโดสิบกว่าห้อง ค่าเช่าไล่ตั้งแต่เดือนละ 7 พัน ไปจนถึงสามหมื่น
รวมรายได้ตกปีละประมาณ 1.7 ล้าน
ปนกันไปทั้งค่าเช่า
ทั้งบางห้องขายให้ผู้เช่า
ขายได้ก็เอาไปซื้อห้องใหม่
ไม่เคยยื่นเลย เพราะคิดว่า "รายได้สูงขนาดนี้ ยื่นไปมีแต่โดนหนัก"

ผมชวนพี่ไผ่คิดใหม่ทีละชั้น
อย่างแรกที่พี่ไผ่เพิ่งฉุกคิด —
ทุกห้องมี "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ที่ท้องถิ่นส่งหนังสือประเมินมาทุกปีอยู่แล้ว
แปลว่ารัฐรู้ว่าพี่ถือทรัพย์อยู่กี่แห่ง ตั้งแต่ยังไม่ทันแจ้งอะไรเลย
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไม "หลบ" มันถึงไม่รอดในระยะยาว
ทีนี้มาดูตัวภาษีค่าเช่ากันจริง ๆ
ค่าเช่าห้อง = เงินได้ประเภท 40(5)(ก)
กฎหมายให้เลือก "หักค่าใช้จ่าย" ได้ 2 ทาง
• แบบเหมา — สิ่งปลูกสร้าง 30%
• แบบตามจริง — ตามความจำเป็นและสมควร (พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 พ.ศ.2502 มาตรา 5)
ถ้าเดินทางแรก (เหมา 30%)
รายได้ 1.7 ล้าน หัก 30% เหลือเงินได้ ~1.19 ล้าน
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว แล้วคำนวณภาษีขั้นบันได
ตกประมาณ 147,500 บาท/ปี
นี่แหละ... "เกือบแสนห้า" ที่พี่ไผ่กลัวมาตลอด

แต่พอไล่ของจริงที่อยู่ในมือพี่ไผ่ —
• ทรัพย์รวมทั้งพอร์ตเกิน 20 ล้าน (มูลค่าทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับหนี้ที่กู้)
• หลายห้องยังผ่อนแบงก์ → ดอกเบี้ยจ่ายทั้งปี 3–4 แสน
• ค่าส่วนกลางทุกห้องรวมกันอีกหลายแสน
• ยังไม่นับค่าเสื่อมอาคาร ค่าซ่อมแซม ค่าประกัน
รวม ๆ แล้ว "ค่าใช้จ่ายจริง" เกิน 30% ไปไกลมาก
พอเปลี่ยนมาเลือกหักตามจริง —
ค่าใช้จ่ายจริงที่พี่ไผ่พิสูจน์ได้ อยู่ที่ราว 1.42 ล้าน (ดอกเบี้ย + ค่าส่วนกลาง + ค่าเสื่อมอาคาร ฯลฯ)
1.7 ล้าน − 1.42 ล้าน − ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 = เงินได้สุทธิเหลือ 220,000
แต่ภาษีไม่ได้ลงไปถึงศูนย์ เพราะกฎหมายมี "ขั้นต่ำ" กันไว้ —
คนที่มีเงินได้ประเภท 40(2)–(8) เกินปีละ 120,000 ต้องคำนวณภาษี 2 วิธี แล้วเสียตัวที่สูงกว่า
• วิธีที่ 1 (ม.48(1)) : เงินได้สุทธิ × อัตราก้าวหน้า = ~3,500
• วิธีที่ 2 (ม.48(2)) : รายได้ทั้งก้อน × 0.5% = 8,500
เสียตัวที่สูงกว่า = 8,500 บาท — นี่แหละ "ไม่ถึงหมื่น" ที่แท้จริง
จากทางเหมา 147,500 เหลือ 8,500 ตามทางตามจริง
รายได้ 1.7 ล้านเท่าเดิม ทรัพย์ชุดเดิม คนเดิม — ประหยัดปีละ 139,000
เปลี่ยนแค่ "ทางที่เลือกหักค่าใช้จ่าย" เท่านั้น
จากที่ต้องหลบทั้งชีวิต กลายเป็นเสียถูกต้อง — แถมเบากว่าเดิม

แต่ทางตามจริง ไม่ได้แปลว่านึกตัวเลขเอาเอง
พ.ร.ฎ.11 มาตรา 5 เขียนชัดว่าต้อง "พิสูจน์ได้ตามความจำเป็นและสมควร"
= ต้องมีเอกสารครบ ใบเสร็จดอกเบี้ยจากแบงก์ บิลค่าส่วนกลาง ทะเบียนทรัพย์ ตารางค่าเสื่อม
ไม่มีหลักฐาน = หักตามจริงไม่ได้ = เด้งกลับไปเสียแพงเหมือนเดิม
เกมนี้ไม่ได้ชนะที่วันยื่นแบบ — แต่ชนะที่ "เอกสารหลังบ้าน" ที่เตรียมไว้ตั้งแต่วันแรก

และยังมีอีกเกมที่พี่ไผ่ต้องแยกให้ขาด
พี่ไผ่ชอบขายห้องให้ผู้เช่า แล้วเอาเงินไปซื้อห้องใหม่
ตรงนี้เป็น "คนละภาษี" กับค่าเช่า
และนี่คือจุดที่ "ย้อนแย้ง" ที่สุด —
ตอนขาย กรมที่ดินหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก "ราคาประเมินทุนทรัพย์" (มาตรา 49 ทวิ) ไม่ใช่กำไรจริง
หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีที่ถือครอง แล้วค่อยคูณอัตราก้าวหน้า
พี่ไผ่เลือกได้ว่าจะให้ "จบที่กรมที่ดิน" หรือ "นำมารวมยื่น ภ.ง.ด.90"
ถ้าเลือกรวมยื่น — เอา WHT ที่กรมที่ดินหักไว้มาเป็นเครดิต (มาตรา 60)
พอรวมทั้งปีแล้ว รายจ่ายจริงมักมากกว่ารายได้ ภาษีที่แท้จริงเลยต่ำหรือแทบไม่มี
ส่วนที่ถูกหักเกินไว้ — ขอคืนได้
แถมยิ่งถือทรัพย์นาน ค่าใช้จ่ายเหมาที่กฎหมายให้ยิ่งลดลง (ปีแรก 92% ค่อย ๆ ลดจนเหลือ 50%)
ภาษีที่กรมที่ดินหักตอนขายจึงยิ่งสูงขึ้น — แต่นั่นไม่ใช่ "เสียเพิ่ม"
มันคือเงินที่ "ตั้งท่ารอขอคืน" ถ้าวางเกมถูก
"ปล่อยเช่า" กับ "ขาย" คนละภาษี คนละวิธียื่น
แยกให้ขาดแล้วคำนวณก่อน — ไม่ใช่จับปนกันมั่ว ๆ แล้วหวังว่าจะถูก

พี่ไผ่ไม่ได้แพ้เพราะรายได้สูง
แต่เกือบแพ้เพราะ "กลัวผิดจุด" — เลยเลือกหลบ
ทั้งที่ทางถูกต้องมันเบากว่าเยอะ
ภาษีอสังหาฯ ไม่ได้แพ้ตอนยื่นแบบ
แต่แพ้ตั้งแต่วันที่วางเกมผิด

ถ้าคุณปล่อยเช่าหลายห้อง แล้วยังไม่แน่ใจว่ากำลังเดินทาง "เหมา" หรือทาง "ตามจริง"
หรือกำลังกลัว ๆ อยู่ว่ายื่นไปแล้วจะโดนหนัก...

คุยกันก่อนดีกว่า ให้เราช่วยวางเกมภาษีการเช่าให้ถูกตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา

Track 07 : ภาษีปล่อยเช่าอสังหาฯ (Onsite)
26 กรกฎาคม 2569 — Starbucks สาขาถนนราษฎร์พัฒนา

นี่คือคลาสวางโครงสร้างภาษีการเช่าทั้งระบบ
ที่ทุกคนจะได้ "หลักคิด" ของตัวเองกลับไปวางเกมเอง —
• ปล่อยเช่าบ้าน–คอนโด
• ปล่อยเช่าที่ดินเปล่า (7-11 / Makro / ร้านค้าเช่า ฯลฯ)
• สร้างอาคารบนที่ดินเช่า สัญญาระยะยาว BTO / BOT / BOD
• ขายอสังหาฯ ให้ต่างชาติแบบ Leasehold
• Pool Villa — ปล่อยเช่าเองแบบมีบริการเสีย VAT / ให้เช่าช่วงเป็นสัญญาเช่าไม่มี VAT
• Airbnb / Service Apartment
• การถือทรัพย์ ภาษีระหว่างทาง จนถึงจุด Exit — คำนวณให้จบตั้งแต่ต้นถึงภาษีก้อนสุดท้าย
• มีรายได้หลายทาง วางแผนทั้งรูปแบบบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

ทักมาคุยกันก่อน ดีกว่าไปวางเกมผิดตั้งแต่วันแรก

LINE :
#รู้รอบอสังหาและภาษี #ภาษีปล่อยเช่า #กฎหมายควบคุมสัญญาเช่า #สคบ #วางเกมภาษี #ภาษีอสังหา

ตอนยังหนุ่มยังสาว หากมีคนแซวว่า “ทำไมเชยจัง ชอบแต่ของเก่า รู้เรื่องอดีตไปหมด”และเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี กลับมีคนบอกว่า ...
22/07/2026

ตอนยังหนุ่มยังสาว หากมีคนแซวว่า “ทำไมเชยจัง ชอบแต่ของเก่า รู้เรื่องอดีตไปหมด”

และเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี กลับมีคนบอกว่า “ทำไมยังไม่ตกรุ่นเลย เรื่องใหม่ ๆ ก็ตามทันหมด”

ให้เชื่อเถิด สองประโยคนี้ แท้จริงแล้วเป็นประโยคเดียวกัน

คนที่รักอดีต โดยไม่ปฏิเสธอนาคต มักจะเดินผ่านทุกยุคสมัยได้อย่างสบาย

บางที คำชมที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การถูกเรียกว่า “ทันสมัย”
แต่อาจเป็นการถูกเรียกว่าเป็นคนที่“ไม่มียุคสมัย”

เพราะสิ่งที่ไม่มีวันตกยุค ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือความอยากรู้อยากเห็น และอยากเรียนรู้

“มายากลของคนขายของ“กลองรัว ม่านเปิด โชว์มายากลกำลังจะเริ่มแล้วครับเป็นธรรมดาของการดูมายากล นั่นคือ นอกจากความสนุกตื่นเต้...
22/07/2026

“มายากลของคนขายของ“

กลองรัว ม่านเปิด โชว์มายากลกำลังจะเริ่มแล้วครับ

เป็นธรรมดาของการดูมายากล นั่นคือ นอกจากความสนุกตื่นเต้นแล้ว คนดูมักจะพยายามจับผิดนักมายากลว่าซ่อนของไว้ตรงไหน มือไวขนาดไหน วันนี้ก็เช่นกัน ผมจะลองชวนท่านผู้อ่านมามองโลกในแง่ร้าย ด้วยการจับผิดนักการตลาดกันดูบ้าง เพราะจะว่าไป อาชีพนักการตลาดก็ทำตัวไม่ผิดอะไรกับอาชีพนักมายากล นั่นคือเสกยอดขายมหัศจรรย์มาให้ได้เห็นอยู่เป็นนิจ

ฉากแรก แม่บ้านคนหนึ่งเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยตั้งใจจะซื้อไข่ไก่สักแผงหนึ่ง

สี่สิบห้านาทีต่อมา แม่บ้านคนนั้นกำลังเข็นรถที่มีน้ำยาซักผ้า ขนม มาม่า น้ำยาปรับผ้านุ่ม กาแฟ และปลากระป๋องหกกระป๋อง ส่วนไข่ไก่ที่ตั้งใจมาซื้อ กลับอยู่ก้นรถเข็นแทบมองไม่เห็น

คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองมาเลือกซื้อของ แต่ในหลายกรณี แท้จริงแล้ว “ของ” ต่างหากที่กำลังเลือกขายเรา

สายช็อปทั้งหลายที่เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตหรือกดไถแอปพลิเคชันช้อปออนไลน์ และมักหยิ่งทะนงในความฉลาดและสมเหตุสมผลของตัวเอง ว่ากำลัง “เลือกซื้อของ” จากป้ายราคาที่คุ้มค่าที่สุดด้วยการคำนวณอย่างรอบคอบ

แต่ในความเป็นจริงอันน่าตลก นั่นคือ หลายครั้งเราไม่ได้ซื้อของจาก “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินค้า แต่เรากลับตกอยู่ภายใต้การร่ายคาถาของนักการตลาดที่ใช้กลยุทธ์

การจับผิดของเราเริ่มแล้ว

“ราคา” ที่เราเห็นบนป้าย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินบาท... แต่มันเป็น “มายากล” ชิ้นโบว์แดงที่ถูกออกแบบมาเพื่อบงการให้เราควักเงินจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่เรายังเดินยิ้มแก้มปริเพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชนะในเกมช็อปปิ้งนี้

และนี่คือเบื้องหลังกลลวงสลับฉากในซูเปอร์มาร์เก็ตที่คนใจอ่อนต้องระทวยทุกราย

มายากล โชว์ที่ 1 ยอมขาดทุนตัวเดียว เพื่อเกี่ยวกำไรทั้งตะกร้า

เช้าวันหยุดวันหนึ่ง คุณฉุยเปิดดูใบปลิวของซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน แล้วสายตาเหลือบไปเห็นป้ายตัวโตๆ ว่า “ไข่ไก่แผงละ 85 บาท” หรือ “เนื้อหมูกิโลละ 110 บาท” ซึ่งถูกกว่าตลาดสดหรือโชห่วยอย่างเห็น ๆ สมองส่วนเหตุผลของคุณฉุยจะรีบทำงานทันทีแบบเหมารวมว่า “โอ้โห! ห้างนี้ของถูกมาก ทั้งห้างต้องถูกแบบนี้แน่ๆ”

ในทางพฤติกรรมศาสตร์เรียกกลนี้ว่า Loss Leader Pricing นั่นคือห้างยอมเลือกสินค้าจำเป็นที่คนซื้อบ่อยจนจำราคาแม่นมาหั่นราคาจน “ยอมขาดทุน” หรือเท่าทุนเป๊ะๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นเบ็ดตกปลาตัวใหญ่

ความท้าทายของห้างมีแค่ข้อเดียวคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้คุณฉุยขับรถมาเหยียบห้างให้ได้” เพราะเขารู้ดีว่าน้อยคนนักที่จะยอมขับรถวนหาที่จอด เข็นรถเข็นคันใหญ่เพื่อมาหยิบไข่ไก่แผงเดียวแล้วเดินกลับบ้าน ทันทีที่คุณฉุยมีรถเข็นอยู่ในมือและมีความรู้สึกว่า “มาทั้งทีเอาให้คุ้ม” คุณฉุยจะเริ่มหยิบผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ซอสปรุงรส หรือขนมขบเคี้ยวใส่รถเข็นตามมา

ความลับคือ สินค้าตัวประกอบเหล่านั้นแหละที่ห้างตั้งราคาไว้เท่าเดิม หรือแอบแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อยด้วยซ้ำ ซึ่งมันมีอัตรากำไรสูงลิบลิ่วจนสามารถกลับมาชดเชยค่าไข่ไก่ที่ขาดทุนไปได้อย่างสบายๆ ห้างยอมขาดทุนเงินสิบบาทในมือคุณฉุย เพื่อไปดักเก็บเงินร้อยเงินพันในรถเข็นของคุณฉุยแทน

แต่ไม่เห็นเป็นไรนี่ คนซื้อภูมิใจที่ได้ซื้อของถูก แค่นี้ก็ถือว่าวิน-วิน ใช่มั้ยครับคุณฉุย กลนี้สนุกดีทั้งคนเล่นและคนดู

มายากล โชว์ที่ 2 "ผู้ล่อลวง" หรือThe Decoy Effect

ทริกนี้คือกลวิธีที่ร้านป๊อปคอร์นใช้สับขาหลอกให้คุณฉุยเลือกไซส์ที่แพงที่สุดโดยที่คุณฉุยคิดว่าตัวเอง "ฉลาด"

ถ้ามีแค่ 2 ทางเลือก ไซส์ S ราคา 60 บาท กับ ไซส์ L ราคา 120 บาท คุณฉุยจะเลือกไซส์ไหน
มาดูผลลัพธ์ จากการสำรวจแบบสอบถามกันครับ

คนส่วนใหญ่จะเลือกไซส์ S เพราะรู้สึกว่าไซส์ L มันแพงเกินไปตั้งเท่าตัว กินไม่หมดหรอก

เอาใหม่ นักมายากล ส่ง "ตัวล่อ" (Decoy) เข้ามาอีกตัว

-ไซส์ S ราคา 60 บาท
-ไซส์ M ราคา 110 บาท (นี่แหละคือตัวล่อ)
-ไซส์ L ราคา 120 บาท

ผลลัพธ์ออกมาแล้ว พอมีไซส์ M โผล่เข้ามา สมองคุณฉุยจะสับสนทันทีครับ และจะเลิกคิดเรื่องไซส์ S ไปเลย แล้วหันมาเปรียบเทียบ M กับ L แทน พร้อมกับอุทานในใจว่า "เฮ้ย เพิ่มเงินอีกแค่ 10 บาทก็ได้ไซส์ L เบิ้มๆ แล้วนะ ใครซื้อไซส์ M ก็บ้าแล้ว"

สุดท้าย ร้านป๊อปคอร์นสามารถปิดยอดขายไซส์ L ราคา 120 บาทได้ถล่มทลาย ทั้งที่ตอนแรกในใจเราอยากจ่ายแค่ 60 บาทด้วยซ้ำ ความจริงคือ ร้านไม่ได้กะสร้างไซส์ M มาเพื่อขายครับ เขาสร้างมันมาเพื่อเป็น "ตัวล่อ" ให้ไซส์ L ดูคุ้มค่าขึ้นมาในพริบตาต่างหาก พวกร้านขายกาแฟชั้นนำก็ใช้วิธีนี้กันเยอะ จำประโยคนี้กันได้มั้ยครับ “เพิ่มอีกสิบบาท ได้ไซส์ใหญ่เลยนะคะ”

มายากล โชว์ที่ 3 กลหวงของ “จำกัดจำนวนซื้อ”

นี่คือกลเม็ดที่จิตวิทยาทำงานได้อย่างแสบสันและสะใจที่สุด คือการที่ห้างแกล้งทำเป็น “หวงของ”

นักช็อปคงเห็นบ่อย ๆ ว่ามันชอบมีป้ายติดว่า “ปลากระป๋องลดราคา 30%” คนทั่วไปเดินผ่านก็อาจจะหยิบติดมือไปลองสักกระป๋องสองกระป๋องตามความจำเป็น แต่ถ้าห้างเติมประโยคทองคำลงไปบนป้ายว่า “ลด 30%! จำกัดสิทธิ์ซื้อได้คนละไม่เกิน 6 กระป๋องเท่านั้น” ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นทันที

จู่ๆ ตัวเลข “6”จะกลายเป็น “สมอเรือ” ที่หย่อนลึกลงไปในหัวสมองของเรา โจทย์ในใจจะเปลี่ยนจาก “ฉันอยากกินกี่กระป๋อง?” กลายเป็น “ทำอย่างไรให้ฉันได้ผลประโยชน์สูงสุดจากโควตาที่เขาให้มา”

มนุษย์เรามีสัญชาตญาณโบราณติดตัวมาตั้งแต่ยุคถ้ำ อะไรที่หาได้ยากหรือถูกจำกัด สิ่งนั้นจะดูมีค่าขึ้นมาทันที ไอ้ตัวความกลัวที่จะเสียเปรียบหรือพลาดโอกาสนี่แหละที่จะเข้ามาปิดสวิตช์ความใจเย็น

ผลคือจากที่ตั้งใจจะซื้อแค่กระป๋องเดียว คุณฉุยกลับกวาดปลากระป๋องจนครบโควตา 6 กระป๋องตรงตามแผนการตลาดของห้างเป๊ะๆ โดยไม่มีใครบังคับ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องมายากล หรือแค่ทฤษฎีลอยๆ แต่มีงานวิจัยชิ้นประวัติศาสตร์ที่โด่งดังมากของ ศาสตราจารย์ ไบรอัน แวนซิงก์ จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เขาได้ทำการทดลองร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกา โดยแอบเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าอย่าง "ซุปกระป๋อง Campbell's" ลดราคาเป็นประจำทุกสัปดาห์ แล้วสังเกตพฤติกรรมของผู้ซื้อจริงจำนวนหลายร้อยคน

สัปดาห์แรก ติดป้ายว่า"ซุปกระป๋องลดราคาพิเศษ (ไม่จำกัดจำนวนซื้อต่อคน)" ผลลัพธ์คือ ลูกค้าเดินมาหยิบซุปเฉลี่ยคนละ 3.3 กระป๋อง

สัปดาห์ต่อมา เปลี่ยนป้ายเป็น"ซุปกระป๋องลดราคาพิเศษ (จำกัดสิทธิ์ซื้อได้ไม่เกินคนละ 12 กระป๋อง)" ผลลัพธ์น่าทึ่งมากครับ เพราะยอดซื้อเฉลี่ยต่อคนพุ่งกระฉูดขึ้นไปเป็น 7 กระป๋องทันที มันพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว ทั้งที่เป็นซุปยี่ห้อเดิม รสเดิม และลดราคาเท่าเดิมเป๊ะ

การทดลองของ ไบรอัน แวนซิงก์ ชิ้นนี้กลายเป็นหลักฐานคาตาที่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราพร้อมจะยอมควักเงินจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทันที เพียงเพราะจิตใต้สำนึกถูกกระตุ้นด้วยคำว่า "จำกัดจำนวน"

มายากล โชว์ที่ 4 กลยุทธ์เร่งยอด... ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งประหยัด

อีกหนึ่งป้ายที่เราเห็นจนชินตาคือ “ซื้อ 1 ชิ้นราคาปกติ, ซื้อ 3 ชิ้นลด 10%, ซื้อ 5 ชิ้นลด 15%”

กลวิธีนี้คือนักมายากลในนามของนักการตลาดที่กำลังเปลี่ยนโฟกัสในสมองของเรา จากเดิมที่เราจะคิดว่า “ฉันต้องจ่ายเงินเท่าไหร่สำหรับของชิ้นนี้” ให้กลายเป็น “ถ้าฉันหยิบเพิ่มอีกแค่ 2 ชิ้น ฉันจะประหยัดเงินได้ตั้งหลายสิบบาทเลยนะ”สมองจะมองว่าการหยิบของเพิ่มคือ “ชัยชนะและการออมเงิน” ทั้งที่ในความจริงเรากำลังควักเงินจ่ายเยอะขึ้นกว่าตอนแรกเพื่อของที่เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้ด่วนขนาดนั้น

สมมติแชมพูขวดละ 100 บาท คุณตั้งใจเดินมาซื้อขวดเดียว แผนเดิมคือเงินออกจากกระเป๋า 100 บาท แต่พอโดนโปรโมชั่น 5 ชิ้นลด 15% ล่อใจ คุณจะเปลี่ยนใจหยิบ 5 ขวดทันที จ่ายเงินรวม 425 บาท

ในมุมของร้าน ยอดขายโตขึ้นทันที 4 เท่ากว่าๆ ในวันเดียว ได้เงินไปฝากกินดอกเบี้ยเพิ่ม แถมยังเป็นการผลักภาระการเก็บสต็อกสินค้าในโกดังมาไว้ที่ตู้เก็บของในบ้านลูกค้าแทนได้อย่างแนบเนียน ส่วนคุณฉุยก็เดินกลับบ้านพร้อมความรู้สึกฟินว่าประหยัดไปได้ 75 บาท ทั้งที่จริงๆ เงินในกระเป๋าหายวับไปมากกว่าแผนเดิมถึง 325 บาท

กลองรัว คนดูปรบมือ ฟินทั้งคนดู ฟินทั้งคนแสดง

แล้วทางรอดในโลกมายากลล่ะ มีไหม

ในโลกทุนนิยมที่สู้กันด้วยจิตวิทยาและกลไกประสาทวิทยาศาสตร์ ป้ายราคาจึงไม่เคยใสซื่อ ห้างสรรพสินค้าไม่ได้ทำหน้าที่แค่จัดวางสินค้า แต่พวกเขาคือนักออกแบบพฤติกรรมมนุษย์ที่รู้ว่าสมองของเราจะหวั่นไหวและสปาร์กกับตัวเลขแบบไหนตอนที่เหนื่อยล้าจากการเดินช้อปปิ้ง

คุณฉุยอาจจะไม่มีวันเอาชนะระบบ AI หรือห้องแล็บวิทยาศาสตร์ของนักการตลาดที่คิดค้นทริกเหล่านี้ขึ้นมาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุด ทุกครั้งที่เราเห็นป้าย “ลดราคา” “ยิ่งซื้อเยอะยิ่งคุ้ม” หรือ “จำกัดจำนวนซื้อคนละไม่เกิน...”

ความจริงที่น่าสนใจคือ. นักการตลาดไม่ได้หลอกเราให้ซื้อของที่เราไม่ต้องการ

เพราะถ้าสินค้าไม่มีประโยชน์จริง ต่อให้ลดราคาเท่าไรก็คงขายไม่ออก

แต่สิ่งที่พวกเขาทำเก่งกว่านั้นมาก พวกเขาเปลี่ยนวิธีที่เรามองสิ่งเดียวกัน จากคำถามว่า “ฉันต้องการสิ่งนี้ไหม” ให้กลายเป็น “ฉันกำลังพลาดโอกาสดี ๆ อยู่หรือเปล่า”

จากคำถามว่า “ฉันจะจ่ายเท่าไร” ให้กลายเป็น “ฉันประหยัดได้เท่าไร”

และจากคำถามว่า “ฉันอยากได้กี่ชิ้น” ให้กลายเป็น “ฉันควรใช้สิทธิ์ที่เขาให้มาคุ้มที่สุดไหม”

และนั่นคือมายากลที่แท้จริง เพราะสินค้าไม่ได้เปลี่ยน ราคาอาจไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่กรอบความคิดในหัวของเราเปลี่ยนไปแล้ว

ทุกครั้งที่เราเดินผ่านป้าย
“ลดล้างสต๊อก”
“ซื้อ 3 แถม 1”
“จำกัดสิทธิ์คนละ 6 ชิ้น”
หรือ
“เหลือเพียง 2 ชิ้นสุดท้าย”

สิ่งที่กำลังแข่งขันกันจึงไม่ใช่กระเป๋าสตางค์กับสินค้า แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “เหตุผล” กับ “อารมณ์” ภายในหัวของเราเอง

และที่น่าสนุกก็คือ ต่อให้คุณฉุยรู้ทันกลลวงทั้งหมดในบทความนี้แล้ว วันพรุ่งนี้ คุณฉุยก็ยังอาจหยิบปลากระป๋อง 6 กระป๋องกลับบ้านอยู่ดี เพราะนักมายากลที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ทำให้คุณฉุยไม่เห็นกล

แต่คือคนที่ทำให้คุณฉุยเห็นกลแล้ว ยังเต็มใจจะปรบมือให้เขาอยู่ดี

และแล้ว ดนตรีก็บรรเลงขึ้นอย่างสุขสม นักมายากลโค้งรับ ปิดม่าน
…………..

รวมรายได้ กำไร อัตรากำไร ร้านค้าปลีกท้องถิ่นไทย รายได้หลัก 1,000 ล้าน | BrandCase1. จังหวัดภูเก็ต - ซุปเปอร์ชีปบริษัท ซุ...
19/07/2026

รวมรายได้ กำไร อัตรากำไร ร้านค้าปลีกท้องถิ่นไทย รายได้หลัก 1,000 ล้าน | BrandCase

1. จังหวัดภูเก็ต - ซุปเปอร์ชีป

บริษัท ซุปเปอร์ชีป จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 15,754 ล้านบาท กำไร 80 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 0.5%

จำนวนสาขา : ประมาณ 100 สาขา (ในจังหวัดภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, พังงา และกระบี่)
___________________________

2. จังหวัดเชียงราย - ธนพิริยะ

บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 3,107 ล้านบาท กำไร 213 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 6.9%

จำนวนสาขา : 58 สาขา (ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา)
___________________________

3. จังหวัดอุบลราชธานี - ยงสงวน

บริษัท ยงสงวนกรุ๊ป จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 2,776 ล้านบาท กำไร 73 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 2.6%

จำนวนสาขา : 22 สาขา (ในจังหวัดอุบลราชธานี)
___________________________

4. จังหวัดลำพูน - แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท

บริษัท แจ่มฟ้า เซฟมาร์ท จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 2,420 ล้านบาท กำไร 61 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 2.5%

จำนวนสาขา : 25 สาขา (ในจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่)
___________________________

5. จังหวัดสระบุรี - เอกภาพซูเปอร์

บริษัท เอกภาพซุปเปอร์ซัพพลาย จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 2,173 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 0.7%

จำนวนสาขา : 50 สาขา (ในจังหวัดสระบุรี, ลพบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, นครนายก, นครราชสีมา, เพชรบูรณ์, กรุงเทพมหานคร และสุพรรณบุรี)
___________________________

6. จังหวัดอุดรธานี - ห้างตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์

บริษัท ตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,966 ล้านบาท กำไร 30 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 1.5%

จำนวนสาขา : 2 สาขา (ในจังหวัดอุดรธานี)
___________________________

7. จังหวัดเชียงใหม่ - ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต

บริษัท ตันตราภัณฑ์ซุปเปอร์มาร์เก็ต (1994) จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,713 ล้านบาท กำไร 149 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 8.7%

จำนวนสาขา : 9 สาขา ในจังหวัดเชียงใหม่ และ 2 สาขา ใน สปป.ลาว (ใช้ชื่อ วิวมอลล์ซูเปอร์มาร์เก็ต)
___________________________

8. จังหวัดกระบี่ - Mother Marché ซูเปอร์มาร์เก็ต

บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,435 ล้านบาท กำไร 24 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 1.7%

จำนวนสาขา : 22 สาขา (ในจังหวัดกระบี่, สุราษฎร์ธานี และพังงา)
___________________________

9. จังหวัดสงขลา - K&K ซุปเปอร์สโตร์

บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน)

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,387 ล้านบาท กำไร 33 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 2.4%

จำนวนสาขา : 34 สาขา (ในจังหวัดสงขลา, พัทลุง, สตูล และปัตตานี)
___________________________

10. จังหวัดสมุทรสาคร - บิ๊กซ้ง ซุปเปอร์สโตร์

บริษัท บิ๊กซ้ง ซุปเปอร์สโตร์ จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,235 ล้านบาท กำไร 7 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 0.6%

จำนวนสาขา : 7 สาขา (ในจังหวัดสมุทรสาคร)
___________________________

11. จังหวัดระยอง - แสงทองซูเปอร์สโตร์

บริษัท เอกวรนันท์ จำกัด

ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,224 ล้านบาท กำไร 7 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไร 0.6%

จำนวนสาขา : 5 สาขา (ในจังหวัดระยอง)

References
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- SET

อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ยังไปได้ไหม  #อสังหาริมทรัพย์  #ภูเก็ตเวลาจะดู ศักยภาพการเติบโตของภูเก็ต ว่ายังไปได้ไหม จะดูนักท่อ...
18/07/2026

อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ยังไปได้ไหม #อสังหาริมทรัพย์ #ภูเก็ต

เวลาจะดู ศักยภาพการเติบโตของภูเก็ต ว่ายังไปได้ไหม จะดูนักท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้แล้วครับ

ภูเก็ต ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว อย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือ เมืองที่คนย้ายมาอยู่ครับ Relocation Economy

ดูจากนี้ครับ
ดูว่า มีโรงเรียนเปิดมากไหม ดูว่า โรงพยาบาลเปิดมากไหม เพราะพวกนี้คือ ไว้สำหรับ คนอยู่ยาว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวครับ

ปริมาณนักเรียน ที่มากกว่าโรงเรียน ทำให้โรงเรียน นานาชาติเปิดตัวกันเยอะมากครับ เพิ่มเป็นเกือบ ยี่สิบแห่งแล้วมั้ง เร็วๆนี้ ก็เปิดตัว

NLCS North London Collegiate School หนึ่งในโรงเรียนของอังกฤษที่มีชื่อเสียงที่สุด มาเปิดตรง ม่านิก ครับ คาดเปิดสอน 2571

NCLS เปรียบเหมือน “Harrow” หรือ “Eton” ครับ

กับ Glenalmond เป็นโรงเรียนประจำเก่าแก่ในสกอตแลนด์ เปิดใน Thanyapura ครับ

โรงพยาบาลครับ Bumrungrad Phuket บำรุงราษ เปิดตรง Blueport (ใกล้ Blue Canyon) และ ท่าเรือ Yacht Haven ครับ การพัฒนาไปทางเหนือของเกาะ

โรงพยาบาล ม.อ. แห่งใหม่ ตรงหน้า สนามกอล์ฟ Red Mountain กระทู้ครับ

สิ่งที่เห็นนี่คือไม่ใช่ แค่ โรงพยาบาล หรือ โรงเรียน แต่คือ ทุนใหญ่ เขากล้ามาลงทุนครับ

ความเสี่ยง ก็คือ Infrastucture พัฒนาได้เร็วเท่ากับคนมาอยู่ไหม เพราะถ้า มาอยู่แล้ว รถติด น้ำไม่ไหล ไฟดับ น้ำท่วม แบบนี้ คนก็ไม่อยู่ครับ และถ้าคนไม่อยู่ ราคาอสังหาริมทรัพย์ ก็ไม่ขยับ หรือตกเหมือนกันครับ

อย่างผมก็จะย้ายไป ภูเก็ตเหมือนกัน คือ Relocation แล้วทำงาน Remote เอาเลย เพราะ กรุงเทพก็ไม่น่าอยู่ครับ ย้ายตามผมไปเลยครับ 555

#รวยกว่าย่อมดีกว่า

นักท่องเที่ยวจีนหายไปไหน… และใครกำลังเดินเข้ามาแทนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคำถามหนึ่งที่วนอยู่ในวงการท่องเที่ยวและอสังหาฯ ไท...
21/03/2026

นักท่องเที่ยวจีนหายไปไหน… และใครกำลังเดินเข้ามาแทน

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคำถามหนึ่งที่วนอยู่ในวงการท่องเที่ยวและอสังหาฯ ไทย

จีนหายไปไหน?

ก่อนโควิด ปี 2019

นักท่องเที่ยวจีนมาไทย 11 ล้านคน
คิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด
ปี 2025 ตัวเลขจีนเหลือแค่ 13.58% ของนักท่องเที่ยวรวม พวกเขาจากไปไหน?

และถ้า trend นี้ยังดำเนินต่อ ปีนี้อาจได้แค่ 4–5 ล้านคน ซึ่งลดลงไปมาก

ครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่ตัวเลขต่ำกว่า 5 ล้าน
ลดไป 34% ในปีเดียว

ทำไม?

เหตุผลมีหลายชั้นค่ะ

- เศรษฐกิจจีนชะลอตัว
- ค่าบาทแข็งทำให้ไทยแพงขึ้น
- และมีเหตุการณ์สำคัญที่กระทบภาพลักษณ์
ไทยในสายตาชาวจีน ”นักแสดงชื่อดัง Wang Xing ถูกล่อลวงมา ไทยแล้วถูกลักพาตัวข้ามแดนไปเมียนมา”

เรื่องนี้แพร่กระจายบน social media จีนอย่างรวดเร็ว กลายเป็น narrative ว่า

“ไทยไม่ปลอดภัย”

แต่ขณะที่จีนกำลังลด…

มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเพิ่ม

คือ อิสราเอล

นักท่องเที่ยวอิสราเอลพักเฉลี่ย 18.5 วันต่อทริป
และใช้จ่ายเฉลี่ย 83,000 บาทต่อคน
หรือ 4,500 บาทต่อวัน สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 8%

ประเทศที่มีประชากรราว 10 ล้านคน
ส่งนักท่องเที่ยวมาไทยมากกว่าหลายประเทศใหญ่ในยุโรป

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่อง

ช่วงปลายปี 2025 เกิดกระแสถกเถียงครั้งใหญ่
เมื่อคลิปนักท่องเที่ยวอิสราเอลในเกาะพะงันกลายเป็น viral
หลังมีการพูดว่า “My money builds Thailand”

ชุมชนไทยในพื้นที่เริ่มตั้งคำถาม
ร้านอาหารบางแห่งบนเกาะพะงันติดป้าย

“No Israel”

เจ้าของร้านรายหนึ่งบอกว่าหลังจากขอให้กลุ่มลูกค้าอิสราเอลออกไป ร้านของเขาถูกรีวิวกว่า 4,000 รีวิวลบ คะแนนร้านร่วงจาก 4.8 เหลือ 2.2 เกิดคำถามที่น่าสนใจขึ้นมาว่า…

จีน 11 ล้านคน ใช้จ่ายเฉลี่ยต่ำ พักสั้น มาเป็น tour group

อิสราเอล ใช้จ่ายสูง พักยาว มาเป็นครอบครัว อยู่แบบ long-stay

ไทยต้องการนักท่องเที่ยวแบบไหน?

จำนวน หรือ คุณภาพ?

และถ้าคุณภาพ…

เราพร้อมรับมือกับผลกระทบทางวัฒนธรรมและสังคมที่ตามมาด้วยไหม?

ทางการไทยยืนยันว่าตัวเลขอิสราเอลที่อยู่ในไทย ณ ปัจจุบัน คือประมาณ 31,892 คน ไม่มีสัญญาณผิดปกติจากข้อมูล immigration

แต่ความรู้สึกในพื้นที่ บางทีไม่ได้วัดด้วยตัวเลข

คุณคิดว่า

ไทยควร “เลือก” นักท่องเที่ยวได้ไหม?

และระหว่างปริมาณกับคุณภาพ
คนท้องถิ่นได้ประโยชน์จากอะไรมากกว่ากัน?

ชวนคุยกันอย่างสุภาพ
เห็นต่างได้ค่ะ

—— เม่าปากแดง ——

ที่อยู่

Nhongkaem
Bangkok
10160

เบอร์โทรศัพท์

+66956071609

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ezerra Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Ezerra Thailand:

ทางลัด

แชร์