หมอสูติคู่มือถือคุณ

หมอสูติคู่มือถือคุณ ความรู้ทางสูตินรีเวช ที่จัดมาคู่มือถือคุณ ทันสมัย อัพเดท เชื่อถือได้ สำหรับทุกคน

💊 ผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมได้หรือไม่?คำตอบคือ “ประสิทธิภาพยังดี และไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างมีนั...
16/09/2026

💊 ผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมได้หรือไม่?

คำตอบคือ “ประสิทธิภาพยังดี และไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” แต่ในบางคนอาจไม่ใช่ทางเลือกแรก เพราะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของ “ลิ่มเลือดอุดตัน”

✅ ประสิทธิภาพยังดี

หลักฐานส่วนใหญ่พบว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมยังป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีในผู้หญิงที่มีน้ำหนักมากหรือมีภาวะอ้วน หากรับประทานถูกต้องและสม่ำเสมอ

น้ำหนักตัวที่มากขึ้นอาจทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ผลต่อประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดมีเพียงเล็กน้อยและข้อมูลยังไม่สอดคล้องกัน จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาเอง

✅ ไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างชัดเจน

งานวิจัยโดยรวมยังไม่พบหลักฐานว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมเป็นสาเหตุโดยตรงของน้ำหนักเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

บางคนอาจรู้สึกบวมน้ำ คัดตึงเต้านม หรืออยากอาหารเปลี่ยนไปในช่วงแรก แต่ไม่เท่ากับการเพิ่มขึ้นของไขมันในร่างกาย และอาการมักดีขึ้นเมื่อใช้ยาไประยะหนึ่ง

⚠️ แล้วทำไมจึงไม่ค่อยแนะนำในผู้หญิงอ้วน?

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพหรือการเพิ่มน้ำหนัก แต่อยู่ที่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ

ภาวะอ้วนเองทำให้ร่างกายมีการอักเสบเรื้อรัง เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น และอาจมีการไหลเวียนของเลือดดำช้าลง เมื่อใช้ยาคุมที่มีเอสโตรเจนร่วมด้วย ความเสี่ยงทั้งสองส่วนจึงเสริมกัน

ข้อมูลพบว่า ผู้หญิงอ้วนที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมมีความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันประมาณ 5–8 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงอ้วนที่ไม่ได้ใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าเป็นการเพิ่มขึ้นของ “ความเสี่ยงสัมพัทธ์” โดยโอกาสเกิดจริงในหญิงวัยเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่ยังค่อนข้างต่ำ แต่เนื่องจากมีวิธีคุมกำเนิดอื่นที่มีประสิทธิภาพดีและไม่เพิ่มความเสี่ยงจากเอสโตรเจน จึงมักเลือกวิธีเหล่านั้นก่อน

🩸 ลิ่มเลือดอุดตันอันตรายเพียงใด?

ลิ่มเลือดอาจเกิดที่หลอดเลือดดำส่วนลึกของขา เรียกว่า DVT ทำให้ขาข้างหนึ่งบวม ปวด แดง หรือร้อน

หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่ปอด จะเกิด pulmonary embolism หรือ PE ทำให้หอบเหนื่อยเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก ใจสั่น ไอเป็นเลือด หน้ามืด ความดันตก และในรายรุนแรงอาจเสียชีวิตอย่างฉับพลันได้

แม้รักษาทัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีขาบวมปวดเรื้อรังจาก post-thrombotic syndrome หรือมีความดันหลอดเลือดปอดสูงเรื้อรังภายหลัง

🚨 หากกำลังใช้ยาคุมและมีอาการขาบวมปวดข้างเดียว หอบเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด หรือหมดสติ ควรไปโรงพยาบาลทันที

📌 ไม่ใช่ว่าผู้หญิงอ้วนทุกคนห้ามใช้

* BMI 30–34.9 kg/m² และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น: โดยทั่วไปยังสามารถใช้ได้หลังประเมินเป็นรายบุคคล
* BMI ≥35 kg/m²: หลายแนวทางเห็นว่าความเสี่ยงมักมากกว่าประโยชน์ จึงควรพิจารณาวิธีอื่นก่อน
* หากสูบบุหรี่ อายุมาก ความดันสูง เบาหวาน ไมเกรนชนิดมี aura เคยมีลิ่มเลือด มีภาวะ thrombophilia หลังคลอด หรือกำลังจะผ่าตัดใหญ่และต้องนอนนาน ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้น

🩸 Placenta previa: Lower-segment placental-bed bleeding Manage อย่างไร???เราจะต้องทำ 2 อย่างพร้อมกันครับ: Resuscitate + ...
15/09/2026

🩸 Placenta previa: Lower-segment placental-bed bleeding Manage อย่างไร???

เราจะต้องทำ 2 อย่างพร้อมกันครับ: Resuscitate + Stop bleeding

จุดสำคัญนึงที่ต้องเข้าใจในกรณีเลือดออกในภาวะนี้เป็นเลือดที่ออกจากส่วนล่างของมดลูกซึ่งมักคือส่วนของบริเวณที่รกเกาะอยู่เดิม แถวๆนี้กล้ามเนื้อมดลูกไม่ได้เยอะ ไม่ได้หนาแบบส่วนอื่น เลือดออกในกลุ่มนี้จึงมักตอบสนองต่อยาไม่ดีเท่าการตกเลือดจาก uterine atony ที่มักคุ้นๆกันนะครับ

••••••••

แนวทางการดูแล PPH จากบริเวณ lower segment จากภาวะรกเกาะต่ำที่อยากแนะนำ

1️⃣ Placenta separated?
❌ รกไม่แยกไม่ลอก/ ให้สงสัย PAS → STOP—ห้ามดึงหรือแซะรกอย่างรุนแรง
Leave placenta in situ → activate PAS team → เตรียม hysterectomy อาจเหมาะสมกว่า

2️⃣ รกแยกลอกได้เองแล้ว หรือลอกได้ไม่ยากจากการช่วยด้วยการดึงหรือเซาะ: การหยุดเลือดที่แนะนำคือให้ยา + กดจุดเลือดออก

* Oxytocin 5 IU slow IV → infusion 20–40 IU
* TXA 1 g IV over 10 min ภายใน 3 ชั่วโมง; ซ้ำ 1 g หลัง 30 นาที หากยังออก
* หากมี atony: methylergometrine 0.2 mg IM/slow IV ห้ามใช้ใน HTN/PE; misoprostol 800 µg SL

3️⃣ เย็บ placental bed
ใช้ Figure-of-eight suture หรือ Z-suture อันนี้สำคัญมากนะครับ อย่างที่เกริ่นข้างต้น ภาวะนี้เลือดออกอาจไม่ตอบสนองดีกับยาเหมือนภาวะอื่นๆ อาจต้องใช้การเย็บครับ ✌️✌️✌️

4️⃣ เลือดยังออกแบบ diffuse เย็บแล้วไม่เบา ไม่ดีขึ้น
พิจารณาใส่ Bakri balloon ที่ lower segment เติมทีละน้อยจนหยุดเลือด โดยมาก ได้ถึง 250–500 mL

5️⃣ ไม่ได้ผลทั้งยา และการเย็บ placental bed ให้พิจารณา
* Balloon + compression suture = Uterine sandwich

6️⃣ เลือดยังออก/unstable/DIC
➡️ Early hysterectomy—อย่ารอจนเกิด irreversible shock ตัดจบเร็ว ดีกว่าครับ

✅ ดังนั้น
“ไม่แซะรุนแรง–กด–เย็บ–บอลลูน–รัด–ตัดสินใจตัดรวดเร็ว” ครับ ✅

15/09/2026
🩺 คุณเคยปวดคอ บ่า ไหล่ และหลัง โดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรไหมครับ?เชื่อหรือไม่ว่า…หนึ่งในสาเหตุของความปวด อาจเป็นเพราะคุณเป็...
14/09/2026

🩺 คุณเคยปวดคอ บ่า ไหล่ และหลัง โดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรไหมครับ?

เชื่อหรือไม่ว่า…หนึ่งในสาเหตุของความปวด อาจเป็นเพราะคุณเป็น “หมอผ่าตัด”

เรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับจริงนะครับ 🔎

งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งติดเซนเซอร์วัดท่าทางระหว่างผ่าตัด พบว่าศัลยแพทย์ใช้เวลาประมาณ 65% ของการผ่าตัดในท่าที่เสี่ยงต่อคอปวด และประมาณ 30% ในท่าที่เสี่ยงต่อหลังปวดครับ ✨✨✨

และเหล่าหมอผ่าตัดทั้งหมดนั้น มากกว่า 3 ใน 4 ไม่เคยได้รับการฝึกเรื่องท่าทางการผ่าตัดอย่างเป็นระบบมาก่อนเลย ถูกฝึกเพียงการทำผ่าตัดผู้ป่วยกันมากกว่า

ขณะที่การสำรวจลงไปที่สูตินรีแพทย์ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ พบว่า มากกว่าครึ่งเคยบาดเจ็บจากการทำงานผ่าตัด
และ ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือหลังและไหล่เช่นเดียวกัน บางรายต้องลดงานผ่าตัด และบางรายต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาตนเองก็มีครับ แบบผ่าตัดได้ค่าผ่าตัด แล้วเอาค่าผ่าตัดไปนวด นวดบ่อยๆก็ขยับไปฝังเข็ม วนไปแบบนี้ 🎶🎵🎶🎵🎤

••••••••

⚠️ ทำไมหมอผ่าตัดจึงปวด?

เพราะระหว่างจดจ่อกับผู้ป่วย เราอาจเผลอ…

🔴 ก้มคอและยื่นศีรษะไปข้างหน้า
🔴 ห่อไหล่หรือยกไหล่ค้าง
🔴 โน้มหลังเพื่อเข้าใกล้แผล
🔴 เหยียดแขนไกลจากลำตัว
🔴 บิดเอวหรือลงน้ำหนักข้างเดียว
🔴 ยืนในท่าเดิมนานหลายชั่วโมง

แม้แต่ละครั้งจะใช้แรงไม่มาก แต่เมื่อเกิดซ้ำทุกวัน อาจสะสมเป็นอาการปวดเรื้อรัง เอ็นอักเสบ หรือรบกวนความสามารถในการผ่าตัดในอนาคตได้

📸 แล้วคุณเคยสังเกตท่ายืนผ่าตัดของตัวเองหรือยัง?

ลองให้เพื่อนร่วมทีมหรือลองให้หมอดมยาบนหัวเตียงแอบถ่ายภาพคุณตอนผ่าตัดจากด้านข้างดูสักครั้งนะครับ

คุณอาจพบว่า ท่าคอยื่น หลังงอ ไหล่ยก หรือแขนเอื้อมของตัวเองนั่นแหละ อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของความปวดครับ

ยืนให้ตรง ก้มให้น้อย ขยับให้บ่อยกันนะครับ ✌️

ท่าขาหยั่งกับท่าชันเข่า ต่างกันอย่างไร และท่าไหนเหมาะกับการคลอดของคุณมากกว่ากัน ?สองท่านี้ดูคล้ายกัน เพราะคนท้องนอนเอนหล...
12/09/2026

ท่าขาหยั่งกับท่าชันเข่า ต่างกันอย่างไร และท่าไหนเหมาะกับการคลอดของคุณมากกว่ากัน ?

สองท่านี้ดูคล้ายกัน เพราะคนท้องนอนเอนหลังและงอเข่าเหมือนกัน แต่มีจุดต่างสำคัญคือ “ขาของคุณแม่วางอยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้ควบคุมขา” ครับ

……..

🟠 ท่าขาหยั่ง หรือ lithotomy

ขาทั้งสองข้างถูกยกขึ้น วางบนที่รองขา และกางออกในตำแหน่งที่เหมาะกับการทำคลอด

ลองนึกภาพว่า “คุณแม่ฝากขาไว้กับอุปกรณ์” เมื่อวางแล้วจึงหุบขา เหยียดขา หรือเปลี่ยนท่าได้ไม่สะดวกนัก ถูกกำหนดไว้ตรงนั้น

ข้อดีของท่านี้ก็คือแพทย์มองเห็นและเข้าถึงช่องคลอดกับฝีเย็บได้ชัด มีพื้นที่สำหรับช่วยคลอดและทำหัตถการ จึงเหมาะเมื่อจำเป็นต้อง

• ใช้เครื่องดูดสุญญากาศหรือคีมช่วยคลอด
• ช่วยคลอดในภาวะฉุกเฉิน
• ตรวจแผลและเย็บซ่อมแผลหลังคลอด
• ทำหัตถการที่ต้องการพื้นที่และความแม่นยำ

ข้อจำกัดคือ หากกางขามากเกินไปหรืออยู่ในท่านาน อาจทำให้เมื่อย ปวดหลัง ปวดสะโพก หรือเกิดแรงกดบริเวณขาได้ คุณแม่ยังไม่สามารถขยับขาและเปลี่ยนท่าได้อย่างอิสระ บางคนคลอดยากคลอดนานเส้นประสาทอาจถูกกดทับไปช่วงนึงได้เลย

…….

🟢 ท่าชันเข่า หรือ dorsal recumbent

คุณแม่นอนเอนหลัง งอเข่า และวางฝ่าเท้าบนเตียง โดยไม่ใช้ขาหยั่งเข้ามาเกี่ยวข้องในจังหวะนี้

“เท้าของคุณแม่ยังแตะพื้นเตียง” คุณแม่จึงยังควบคุมขาของตนเองได้ จะหุบเข่า กางเข่า เหยียดขาพัก หรือเปลี่ยนไปนอนตะแคงในบางช่วงเวลาเช่นพักการเบ่งตอนมดลูกคลายตัวก็ทำได้ง่ายกว่า

ข้อดีคือ

• เท้ามีจุดยัน จึงรู้สึกมั่นคงกว่า
• ปรับขาและสะโพกตามความสบายได้มากขึ้น
• ไม่ต้องกางขาค้างไว้บนขาหยั่ง
• เปลี่ยนท่าระหว่างรอคลอดและช่วงเบ่งได้ง่าย
• โดยทั่วไปสบายต่อหลัง สะโพก และต้นขามากกว่า

ข้อจำกัดคือ ทีมผู้ทำคลอดอาจเข้าถึงช่องคลอดได้ไม่สะดวกเท่าท่าขาหยั่ง โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือเย็บแผล

…….

แล้วท่าไหนดีกว่า?

ถ้าเป็นการคลอดปกติ ไม่มีภาวะฉุกเฉิน และไม่ต้องใช้เครื่องมือ “ท่าชันเข่าวางเท้าบนเตียง” มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะกว่า เพราะคุณแม่ยังควบคุมขาและปรับท่าได้เอง

ส่วน “ท่าขาหยั่ง” มีประโยชน์เมื่อแพทย์ต้องเข้าถึงช่องทางคลอดอย่างชัดเจน เช่น ช่วยคลอดด้วยเครื่องมือ ทำหัตถการ หรือตรวจและเย็บแผล แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ทุกคนต้องขึ้นขาหยั่งตั้งแต่เริ่มเบ่งจนคลอดเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองท่ายังเป็นท่านอนหงาย หากนอนราบสนิทนานเกินไป น้ำหนักของมดลูกอาจกดเส้นเลือดใหญ่ คุณแม่บางคนจึงรู้สึกหน้ามืด คลื่นไส้ หรือความดันลดลงได้ การยกหัวเตียง เอนลำตัว หรือตะแคงเล็กน้อยเมื่อทำได้ จะช่วยให้สบายและลดการกดเส้นเลือดนะครับ อย่าราบสนิทครับ ยกหัวเตียงเล็กน้อยช่วยได้ครับ

จำง่าย ๆ ว่า

“ท่าชันเข่าให้คุณแม่ควบคุมขา
ท่าขาหยั่งให้ทีมทำคลอดเข้าถึงได้ชัด”

……..

องค์กรสำคัญแนะนำอย่างไร?

🌏 WHO — องค์การอนามัยโลก

WHO แนะนำให้ผู้คลอด #เลือกท่าที่ตนเองต้องการ รวมถึงท่าตั้งตรง ทั้งในผู้ที่ได้รับและไม่ได้รับ epidural ดังนั้น WHO ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ท่าขาหยั่งเป็นท่าประจำสำหรับทุกคน จุดเน้นคือความสบาย สิทธิในการเลือก และการสนับสนุนการคลอดตามธรรมชาติ

🇺🇸 ACOG — วิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

ACOG ระบุว่าไม่มีท่าใดท่าหนึ่งที่ต้องบังคับให้ผู้คลอดทุกคนใช้ และ #สนับสนุนการเปลี่ยนท่าระหว่างการคลอด เพื่อเพิ่มความสบายและอาจช่วยให้ทารกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ตราบใดที่ยังสามารถติดตามและดูแลความปลอดภัยของแม่กับลูกได้ นอกจากนี้ ACOG ยังเตือนว่าการนอนหงายราบอาจทำให้ความดันลดและพบการชะลอตัวของอัตราการเต้นหัวใจทารกได้บ่อยขึ้น

🇬🇧 RCOG — ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร

RCOG ไม่ได้กำหนดให้ท่าขาหยั่งเป็นท่ามาตรฐานสำหรับการคลอดปกติ ข้อมูลสำหรับผู้คลอดของ RCOG #สนับสนุนท่าตั้งตรงหรือท่านอนตะแคง ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสใช้เครื่องมือช่วยคลอด และระบุว่าท่าคุกเข่า ท่าคลาน หรือนอนตะแคงอาจช่วยลดความรุนแรงของการฉีกขาดได้ แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ vacuum หรือ forceps ผู้คลอดมักต้องอยู่ในท่าที่รองรับขา เพื่อให้ทำหัตถการได้ปลอดภัย

🇬🇧 NICE — แนวทางการดูแลการคลอดของสหราชอาณาจักร

NICE แนะนำให้ผู้คลอดเคลื่อนไหวและเลือกท่าที่สบาย แต่ควร #หลีกเลี่ยงการนอนหงายราบ ในผู้ที่ได้รับ epidural ท่านอนตะแคงอาจเพิ่มโอกาสคลอดทางช่องคลอดได้เอง อย่างไรก็ตาม สามารถใช้ท่าอื่นได้ตามความสบายและความปลอดภัย

🌐 FIGO — สหพันธ์สูตินรีแพทย์นานาชาติ

FIGO #สนับสนุนให้เปลี่ยนท่าตามความสบาย โดยท่านั้นต้องไม่รบกวนการติดตามหัวใจทารกหรือการรักษาที่จำเป็น สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับ epidural ท่าตั้งตรงหรือท่านอนตะแคงอาจลดการใช้เครื่องมือช่วยคลอดเมื่อเทียบกับท่านอนหงายหรือท่าขาหยั่ง ส่วนผู้ที่ได้รับ epidural หลักฐานยังไม่ชัดว่าท่าตั้งตรงดีกว่าท่านอน ดังนั้น FIGO จึงลงท้ายด้วยการสนับสนุนให้ผู้คลอดเลือกท่าที่เหมาะกับตนเอง

สรุปความเหมือนและความต่าง

ทั้ง WHO, ACOG, RCOG และ FIGO เห็นตรงกันว่า

✅ ไม่ควรบังคับให้ผู้คลอดปกติทุกคนอยู่ในท่าขาหยั่ง
✅ ควรเปิดโอกาสให้เลือกและเปลี่ยนท่าตามความสบาย
✅ ควรหลีกเลี่ยงการนอนหงายราบเป็นเวลานาน
✅ ท่าที่เลือกต้องไม่ขัดขวางการติดตามความปลอดภัยของแม่และลูก
✅ ท่าขาหยั่งยังมีประโยชน์เมื่อจำเป็นต้องช่วยคลอดหรือทำหัตถการ

นี่คือหน้าฝน และคือช่วงเวลาของการระบาดของ RSV ในปัจจุบันการสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับทารกแรกเกิดนั้นมีสองแบบก็คือ1. การให้วั...
11/09/2026

นี่คือหน้าฝน และคือช่วงเวลาของการระบาดของ RSV

ในปัจจุบันการสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับทารกแรกเกิดนั้นมีสองแบบก็คือ

1. การให้วัคซีนในช่วงตั้งครรภ์เพื่อให้ส่งต่อให้ทารกมีภูมิคุ้มกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์และต่อเนื่องไปจนหลังคลอดหลายๆเดือน
2. การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว

ทั้งสองวิธีเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

……..

วันนี้ผมขอมาทบทวนและย้ำ 3 ชุดต้วเลขสำคัญ หากคุณอยากใช้วิธีที่ 1 คือ การฉีดวัคซีน RSV ขณะตั้งครรภ์เพื่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพครับ

24-36 , 28-32 และ 15

……..

24-36 สัปดาห์คือคำแนะนำที่ราชวิทยาลัยแนะนำให้ฉีดอยู่ในช่วงนี้นะครับ เพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นและส่งต่อไปทารกจะดีในช่วงนี้ครับ

28-32 สัปดาห์ ตัวเลขนี้สำคัญมากๆๆๆๆๆ เพราะช่วงนี้คือช่วงที่อยากแนะนำให้ฉีดมากที่สุดครับ วัคซีนจะเกิดประโยชน์มากที่สุดหากได้รับในช่วงอายุครรภ์นี้ครับ

15 วัน คือจำนวนวันที่คนท้องที่ได้รับวัคซีนยังไม่ควรคลอด เพราะช่วงเวลาครึ่งเดือนนี้ร่างกายคนท้องจะได้สร้างภูมิได้ดีเพียงพอและส่งต่อให้ทารกในท้องได้ประโยชน์ก่อนเขาจะคลอดออกมาครับ

……..

ฝากพวกเรานะครับ ช่วงนี้ระบาด และถ้าจะรับทั้งทีอยากให้ได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด คิดถึงสามชุดตัวเลขนี้ไว้เสมอนะครับ

1 ใน 6 นั้นเชื่อว่า  #น่าจะมีเรา 🎖️••••••••สธ มีการทำงานเป็นระบบและวางแผนต่อเนื่อง คาดว่าในอนาคต สธ คงจะสามารถดูแลการสร้...
08/09/2026

1 ใน 6 นั้นเชื่อว่า #น่าจะมีเรา 🎖️

••••••••

สธ มีการทำงานเป็นระบบและวางแผนต่อเนื่อง คาดว่าในอนาคต สธ คงจะสามารถดูแลการสร้างคนของระบบได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้ด้วย สธ เอง และเมื่อวันนั้นมาถึง คุณคิดว่า อยากบอกอะไรไว้บ้างไหมครับ ?? 🎖️✌️

👇

🤰🤱 ตอนตั้งครรภ์หมอบอกให้เลี่ยง NSAIDs แต่พอคลอดกลับให้กิน—หมอจำผิดอะไรหรือเปล่า?คุณแม่หลายคนคงเคยสงสัยว่า“ตอนท้องปวดหัว ...
06/09/2026

🤰🤱 ตอนตั้งครรภ์หมอบอกให้เลี่ยง NSAIDs แต่พอคลอดกลับให้กิน—หมอจำผิดอะไรหรือเปล่า?

คุณแม่หลายคนคงเคยสงสัยว่า

“ตอนท้องปวดหัว ปวดฟัน หมอไม่ค่อยอยากให้กิน ibuprofen แต่หลังคลอด ทั้งที่ยังให้นมลูกอยู่ ทำไมถึงกินได้?”

คำตอบคือ ยาไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เส้นทางที่ยาไปถึงลูกเปลี่ยนไปครับ

💊 NSAIDs คือยาอะไร?

NSAIDs คือยาแก้ปวดที่ช่วย “ลดการอักเสบ” ด้วย ตัวอย่างที่คุ้นเคย ได้แก่ ibuprofen, diclofenac, naproxen และ mefenamic acid หรือ Ponstan

ยากลุ่มนี้จึงเหมาะกับอาการปวดที่มีการอักเสบร่วมด้วย เช่น

● ปวดข้อ ข้ออักเสบ หรือเกาต์กำเริบ
● ปวดฟัน เหงือกบวม
● กล้ามเนื้อหรือเอ็นอักเสบ ข้อเท้าแพลง
● ปวดประจำเดือนหรือไมเกรนบางชนิด
● ปวดแผลผ่าตัด

หลังคลอดก็ช่วยลดอาการปวดแผลฝีเย็บ ปวดแผลผ่าตัดคลอด และปวดท้องจากมดลูกบีบตัวได้ดี หากมีเต้านมคัดหรือเต้านมอักเสบ ยาก็ช่วยลดปวดและอักเสบได้เช่นกัน แต่ไม่ได้ใช้แทนยาปฏิชีวนะในกรณีที่มีการติดเชื้อ

🤰 แล้วทำไมตอนตั้งครรภ์จึงต้องระวัง?

ขณะตั้งครรภ์ รกเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างแม่กับลูก ยาบางชนิดที่แม่รับประทานสามารถผ่านรกเข้าไปถึงทารกได้โดยตรง

NSAIDs ลดการสร้างสารที่เรียกว่า prostaglandins ซึ่งนอกจากเกี่ยวข้องกับอาการปวดแล้ว ยังมีหน้าที่สำคัญต่อไต หลอดเลือด และหัวใจของทารกในครรภ์ด้วย

ความเสี่ยงจึงขึ้นอยู่กับช่วงอายุครรภ์

🔸 ก่อน 20 สัปดาห์

ไม่ได้หมายความว่า NSAIDs ห้ามใช้ทุกกรณี แต่โดยทั่วไปแพทย์จะเลือกพาราเซตามอลก่อน หากจำเป็นต้องใช้ NSAIDs จริง ๆ ควรให้แพทย์พิจารณาเป็นรายกรณี ใช้ขนาดต่ำที่สุดและช่วงสั้นที่สุด

🔸 ตั้งแต่ประมาณ 20 สัปดาห์

ช่วงนี้ไตของทารกเริ่มมีบทบาทสำคัญในการสร้างน้ำคร่ำ หาก NSAIDs ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง ทารกอาจสร้างปัสสาวะน้อยลง จนน้ำคร่ำน้อยและไตทำงานผิดปกติได้

แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีรายงานว่าอาจเกิดขึ้นหลังใช้ยาต่อเนื่องประมาณ 48 ชั่วโมง จึงไม่ควรซื้อรับประทานเอง

🔸 ตั้งแต่ประมาณ 28–30 สัปดาห์ขึ้นไป

NSAIDs อาจทำให้หลอดเลือดสำคัญในหัวใจของทารกที่เรียกว่า ductus arteriosus ปิดก่อนเวลา รวมทั้งอาจเพิ่มระยะเวลาการเลือดออกของแม่และรบกวนการหดรัดตัวของมดลูกในช่วงคลอด

ช่วงท้ายของการตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงอย่างชัดเจน เว้นแต่สูติแพทย์เห็นว่ามีเหตุจำเป็นเฉพาะ

ข้อยกเว้นที่อยากย้ำคือ aspirin ขนาดต่ำที่สูติแพทย์สั่งเพื่อป้องกันครรภ์เป็นพิษ เป็นการใช้คนละขนาดและคนละวัตถุประสงค์กับ aspirin แก้ปวด คุณแม่ไม่ควรหยุดยานี้เองครับ

🤱 พอคลอดแล้ว ทำไม ibuprofen จึงใช้ได้?

หลังคลอด “สะพานผ่านรก” ไม่มีแล้ว ยาจึงไม่ได้เข้าสู่ตัวลูกโดยตรงเหมือนตอนอยู่ในครรภ์

ยาจะต้องผ่านจากเลือดแม่เข้าสู่น้ำนมก่อน ซึ่งสำหรับ ibuprofen มีเพียงปริมาณน้อยมาก อีกทั้งยาอยู่ในร่างกายไม่นานและไม่ค่อยสะสมในตัวลูก ปริมาณที่ทารกได้รับจากน้ำนมยังต่ำกว่าขนาดยาที่ใช้รักษาทารกโดยตรงหลายเท่า

ด้วยเหตุนี้ ibuprofen จึงเป็นหนึ่งในยาแก้ปวดและลดการอักเสบที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณแม่ให้นม

✅ ให้นมต่อได้ตามปกติ
✅ ไม่ต้องปั๊มนมทิ้ง
✅ ไม่ต้องเว้นนมหลายชั่วโมง
✅ ไม่จำเป็นต้องจัดเวลาให้ลูกกินนมก่อนรับประทานยา

อย่างไรก็ตาม คำว่า “กินได้ระหว่างให้นม” ไม่ได้หมายความว่า NSAIDs ทุกตัวเหมาะเท่ากัน

โดยทั่วไป ibuprofen เป็นตัวเลือกแรก และ diclofenac ก็สามารถใช้ได้ ส่วน naproxen และยาที่ออกฤทธิ์นานควรใช้เพียงช่วงสั้น ๆ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

และไม่ควรกิน NSAIDs ซ้ำซ้อนกัน เช่น กิน ibuprofen แล้วเพิ่ม diclofenac หรือ Ponstan เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกระเพาะอาหาร ไต และเลือดออก โดยไม่ได้เพิ่มผลแก้ปวดมากเท่าที่คิด

ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร โรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตที่ควบคุมไม่ได้ ภาวะเลือดออกง่าย แพ้ NSAIDs หรือกำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

📌 note :

1. ตอนตั้งครรภ์ ยาผ่านรกถึงลูกได้โดยตรง จึงต้องระวัง โดยเฉพาะหลัง 20 สัปดาห์

2. หลังคลอด ibuprofen ผ่านน้ำนมน้อยมาก จึงใช้ได้โดยไม่ต้องหยุดให้นม

3. ใช้ยาขนาดต่ำที่สุดเท่าที่ได้ผล และใช้ช่วงสั้นที่สุดเสมอ

ดังนั้น ไม่ใช่ว่า NSAIDs เป็น “ยาร้ายตอนท้อง” หรือ “ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หลังคลอด” แต่เป็นเรื่องของการเลือกยาให้เหมาะกับช่วงเวลา สุขภาพของแม่ และสุขภาพของลูกครับ

🩸 เคยผ่าคลอด…การตั้งครรภ์ครั้งใหม่ต้องตรวจให้รู้ว่า “รกเกาะอยู่ตรงไหน”การอัลตราซาวนด์ไม่ได้มีไว้ดูเพียงว่า 👶🏻 ลูกแข็งแรง...
05/09/2026

🩸 เคยผ่าคลอด…การตั้งครรภ์ครั้งใหม่ต้องตรวจให้รู้ว่า “รกเกาะอยู่ตรงไหน”

การอัลตราซาวนด์ไม่ได้มีไว้ดูเพียงว่า 👶🏻 ลูกแข็งแรงหรือโตตามเกณฑ์เท่านั้นนะครับ

ยิ่งสำหรับคุณแม่ที่เคยผ่าตัดคลอด สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ต้องตรวจให้ชัดเจนว่า

📍 รกอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำ
📍 อยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังของมดลูก
📍 รกนั้นเกาะตรงกับแผลผ่าคลอดเดิมหรือไม่ และเกาะปิดปากมดลูกไหม

โดยเฉพาะหากพบว่า รกเกาะต่ำหรือปิดปากมดลูก และอยู่ด้านหน้าบริเวณแผลผ่าคลอดเดิม ต้องระวังภาวะอันตรายมากๆๆๆๆๆที่เรียกว่า

🚨 Placenta Accreta Spectrum: PAS
หรือ ภาวะรกเกาะติดแน่นและลุกล้ำผิดปกติ

••••••••

🔎 PAS คืออะไร?

โดยปกติ หลังทารกคลอดแล้ว รกจะลอกตัวออกจากผนังมดลูก จากนั้นมดลูกจะหดรัดตัวเพื่อช่วยหยุดเลือด

✅ รกปกติ: หลังลูกคลอด รกควรลอกออกได้เองหรือมีการช่วยโดยทีมก็ออกได้ไม่ยากเย็น

แต่ในภาวะ PAS รกไม่ได้เกาะอยู่เพียงผิวของมดลูก รกอาจฝังแน่นลงไปตรงบริเวณแผลผ่าคลอดเดิม ลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก และในรายรุนแรงอาจทะลุไปถึงกระเพาะปัสสาวะหรืออวัยวะข้างเคียงเลยครับ

🚨 PAS: รกจึงฝังแน่นจนไม่สามารถลอกออกได้ตามปกติ

หากไม่ทราบมาก่อนและพยายามดึงหรือลอกรกออก อาจเปิดหลอดเลือดขนาดใหญ่จำนวนมากฉีกขาดทำให้เลือดออกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนอาจควบคุมไม่ได้

•••••••

⚠️ ทำไมคนที่เคยผ่าคลอดจึงเสี่ยงมากขึ้น?

แผลผ่าคลอดเดิมอาจทำให้ชั้นเยื่อบุและกล้ามเนื้อมดลูกบริเวณนั้นไม่สมบูรณ์

หากครั้งใหม่นั้น เมื่อรกมาฝังตรงตำแหน่งแผล จึงมีโอกาสที่รกจะเกาะลึกผิดปกติครับ

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมีทั้ง

🔴 รกเกาะปิดปากมดลูก

🔴 ประวัติเคยผ่าคลอด

••••••••

📊 ตัวเลขที่ควรรู้และจำให้ได้

ในหญิงตั้งครรภ์ที่มี รกเกาะปิดปากมดลูก ความเสี่ยงเกิด PAS จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่เคยผ่าคลอด

🟢 ไม่เคยผ่าคลอด
ความเสี่ยงประมาณ 3%

🟡 เคยผ่าคลอด 1 ครั้ง
ความเสี่ยงประมาณ 11%
หรือประมาณ 1 ใน 10 คน

🟠 เคยผ่าคลอด 2 ครั้ง
ความเสี่ยงประมาณ 40%
หรือประมาณ 4 ใน 10 คน

🔴 เคยผ่าคลอด 3 ครั้ง
ความเสี่ยงประมาณ 61%
หรือประมาณ 6 ใน 10 คน

🚨 เคยผ่าคลอดตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไป
ความเสี่ยงประมาณ 67%
หรือเกือบ 2 ใน 3 คน

❗ตัวเลขเหล่านี้เป็นความเสี่ยงในผู้ที่มี รกเกาะปิดปากมดลูกร่วมด้วย ไม่ได้หมายความว่าคนที่เคยผ่าคลอดทุกคนจะมีความเสี่ยงสูงเท่ากันนะครับ

แต่ยิ่งเคยผ่าคลอดหลายครั้ง และรกยิ่งเกาะใกล้แผลเดิมมากเท่าใด ยิ่งต้องตรวจหา PAS อย่างจริงจัง

••••••••

🏥 PAS ไม่ใช่แค่ “รกเกาะต่ำแล้วผ่าคลอด” ตามปกติ

ในกรณีรกเกาะปิดปากมดลูกทั่วไป แพทย์สามารถวางแผนผ่าคลอด เลือกตำแหน่งเปิดมดลูกเพื่อหลีกเลี่ยงรก นำทารกออก และโดยมากรกยังสามารถลอกตัวออกได้ตามปกติ

แต่ถ้าเป็น PAS การผ่าตัดจะซับซ้อนและอันตรายกว่ามาก เพราะอาจเกิดปัญหาหลายอย่างพร้อมกัน

🩸 รกไม่สามารถลอกออกจากผนังมดลูกได้
🩸 การพยายามลอกรกอาจทำให้เลือดออกมหาศาล
🩸 อาจต้องให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดจำนวนมาก
🩸 อาจเกิดภาวะช็อกหรือเลือดไม่แข็งตัว
🩸 อาจบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต หรือลำไส้
🩸 อาจต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต
🩸 ทารกอาจจำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนด
🩸 หลายรายอาจต้องตัดมดลูกเพื่อควบคุมเลือดและช่วยชีวิต

ดังนั้น การผ่าตัด PAS จึงไม่ใช่การผ่าคลอดธรรมดา แต่เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องเตรียมพร้อมทั้ง

👩🏻‍⚕️ ทีมสูติแพทย์นรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด
💉 ทีมวิสัญญีแพทย์
🧑🏻‍⚕️ ศัลยแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
🩸 ธนาคารเลือดและเลือดสำรอง
🏥 ห้องผ่าตัดและหอผู้ป่วยวิกฤต

••••••••

✅ คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดควรทำอย่างไร?

📌 แจ้งแพทย์ว่าเคยผ่าคลอดกี่ครั้ง ตำแหน่งการผ่าครั้งนั้นลงแผลแตกต่างจากทั่วไปอะไรไหม
📌 ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อระบุตำแหน่งของรกให้ชัด
📌 หากรกอยู่ต่ำ อยู่ด้านหน้า หรืออยู่ตรงแผลเดิม ควรตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้าน PAS
📌 ติดตามอัลตราซาวนด์ตามนัด แม้ยังไม่มีอาการหรือไม่มีเลือดออก

การพบรกเกาะต่ำในช่วงกลางการตั้งครรภ์ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น PAS ทุกราย และรกจำนวนมากอาจเลื่อนสูงขึ้นเมื่อมดลูกโตขึ้นนะครับ

แต่ในผู้ที่เคยผ่าคลอด ภาวะนี้ต้องได้รับการติดตามจนทราบตำแหน่งและลักษณะของรกอย่างชัดเจน เพราะจริงอยู่มี่ถ้าเกาะต่ำและด้านหน้าจะเสี่ยงมาก แต่ก็เคยเจอเกาะสูงด้านข้างหรือหลังเป็น PAS ก็มีได้

💡 ข้อความสำคัญที่อยากให้ทุกคนจำ

เคยผ่าคลอด อย่าดูแค่ว่าลูกอยู่ตรงไหน
ต้องตรวจให้รู้ด้วยว่า “รกอยู่ตรงไหน” ต่ำหรือไม่ มีร่องรอยผิดปกติไหมนะครับ

🤰💊 คนท้องควรได้รับวิตามินเอวันละเท่าไร และไม่ควรเกินเท่าไร?เรื่องนี้ทำให้หลายคนสับสน เพราะบางแหล่งบอกว่า “วิตามินเอจำเป็...
30/08/2026

🤰💊 คนท้องควรได้รับวิตามินเอวันละเท่าไร และไม่ควรเกินเท่าไร?

เรื่องนี้ทำให้หลายคนสับสน เพราะบางแหล่งบอกว่า “วิตามินเอจำเป็นต่อทารก” แต่บางแห่งกลับเตือนว่า “คนท้องห้ามกินวิตามินเอ”

ความจริงคือ…

✅ คนท้องจำเป็นต้องได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอ
⚠️ แต่ถ้าได้รับวิตามินเอชนิด retinol มากเกินไป โดยเฉพาะช่วงแรกของการตั้งครรภ์ อาจเป็นอันตรายต่อทารกได้

🎯 สรุปตัวเลขที่ควรจำ

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป

👉 ควรได้รับประมาณ 2,500–3,000 IU ต่อวัน
👉 ไม่ควรเกิน 10,000 IU ต่อวัน

ตัวเลขนี้เป็นการเทียบในรูปวิตามินเอชนิด retinol หรือ preformed vitamin A และเป็นปริมาณรวมจากอาหารและวิตามินเสริม

สิ่งสำคัญที่สุดคือ…

🚨 10,000 IU เป็นเพดานสูงสุด ไม่ใช่ปริมาณที่แนะนำให้กินทุกวัน

🌎 แต่ละองค์กรแนะนำอย่างไร?

🇺🇸 ACOG และ NIH สหรัฐอเมริกา

แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์อายุ 19–50 ปีได้รับวิตามินเอประมาณ 2,567 IU ต่อวัน เมื่อเทียบเป็น retinol

ส่วนปริมาณสูงสุดของ preformed vitamin A คือ 10,000 IU ต่อวัน

🇪🇺 EFSA สหภาพยุโรป

แนะนำปริมาณที่ควรได้รับประมาณ 2,300 IU ต่อวัน

และกำหนดเพดานสูงสุดของ preformed vitamin A ในหญิงตั้งครรภ์ไว้ที่ 10,000 IU ต่อวัน เช่นเดียวกัน

🌍 องค์การอนามัยโลก—WHO

WHO ไม่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทั่วไปกินวิตามินเอเสริมเป็นกิจวัตร หากไม่มีภาวะขาดวิตามินเอ

เฉพาะในพื้นที่ที่ประชากรมีภาวะขาดวิตามินเอรุนแรง WHO จึงแนะนำให้เสริมได้ไม่เกิน

👉 10,000 IU ต่อวัน หรือ
👉 25,000 IU สัปดาห์ละครั้ง

การให้ในขนาดนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ซื้อรับประทานเอง

🇬🇧 NHS สหราชอาณาจักร

NHS ใช้คำแนะนำแบบระมัดระวัง โดยให้หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงอาหารเสริมที่มีวิตามินเอชนิด retinol รวมถึงน้ำมันตับปลา และแนะนำให้เลือกวิตามินรวมที่ผลิตสำหรับหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ

🤔 ทำไมคำแนะนำจึงดูไม่เหมือนกัน?

เพราะแต่ละองค์กรกำลังพูดถึง “คนละเรื่อง”

🔹 ACOG, NIH และ EFSA บอกว่า ร่างกายหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินเอรวมวันละเท่าไร

🔹 WHO พูดถึงขนาดอาหารเสริมสำหรับประชากรที่มีภาวะขาดวิตามินเอรุนแรง

🔹 NHS ใช้คำแนะนำแบบระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้คนท้องได้รับ retinol ซ้ำซ้อนจากวิตามินหลายชนิด

ดังนั้น เมื่อ WHO กล่าวถึง 10,000 IU ต่อวัน จึงไม่ได้หมายความว่าคนท้องทั่วไปควรกินวิตามินเอขนาดนี้ทุกวัน

💊 ยาบำรุงครรภ์ที่มีธาตุเหล็กและวิตามินเอ กินได้ไหม?

โดยทั่วไปกินได้ครับ

ยาบำรุงหรือ prenatal vitamin มักมีธาตุเหล็ก กรดโฟลิก ไอโอดีน และวิตามินหลายชนิดรวมกัน บางยี่ห้อมีวิตามินเออยู่ด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอันตรายเสมอไป

หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตสำหรับหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ และรับประทานตามขนาดที่แพทย์หรือฉลากกำหนด โดยทั่วไปสามารถรับประทานได้

แนะนำให้ตรวจฉลากเพิ่มเติมว่า

✅ เป็นสูตรสำหรับหญิงตั้งครรภ์
✅ รับประทานเพียงวันละหนึ่งหน่วยตามที่กำหนด
✅ วิตามินเอมาจาก beta-carotene ทั้งหมดหรือบางส่วน
✅ ปริมาณ preformed vitamin A รวมไม่เข้าใกล้หรือเกิน 10,000 IU ต่อวัน

สิ่งที่ควรระวังคือ

❌ อย่ากินยาบำรุงครรภ์มากกว่าขนาดที่กำหนด
❌ อย่ากิน prenatal vitamin สองยี่ห้อพร้อมกัน
❌ อย่ากินซ้อนกับวิตามินผิว วิตามินรวม หรือผลิตภัณฑ์น้ำมันตับปลา
❌ อย่าซื้อวิตามินเอเดี่ยวมาเสริมเอง

หากแพทย์บอกว่าขาดธาตุเหล็ก ไม่ควรเพิ่มยาบำรุงครรภ์จากวันละหนึ่งเม็ดเป็นสองเม็ดเอง เพราะนอกจากธาตุเหล็กจะเพิ่มแล้ว วิตามินเอและสารอาหารชนิดอื่นก็จะเพิ่มตามไปด้วย

แพทย์อาจเลือกให้ ธาตุเหล็กแยกต่างหาก ซึ่งควบคุมขนาดได้เหมาะสมและปลอดภัยกว่าครับ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอสูติคู่มือถือคุณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์