The S Physiotherapy and Pain Center

The S Physiotherapy and Pain Center คลินิกเวชกรรมและกายภาพบำบัด

+++ประวัติความเป็นมาของการทำกายภาพบำบัด ด้วยคลื่นกระแทก  Extracorporeal Shockwave Therapy (ESWT) หรือเรียกอีกอย่างว่า กา...
03/04/2021

+++ประวัติความเป็นมาของการทำกายภาพบำบัด ด้วยคลื่นกระแทก

Extracorporeal Shockwave Therapy (ESWT) หรือเรียกอีกอย่างว่า การรักษาด้วยคลื่นกระแทก เริ่มใช้นำมารักษาเป็นครั้งแรกใน ปี พ.ศ. 2525 สำหรับการสลายนิ่วในท่อปัสสาวะ

จากความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้จากนั้นได้มีการศึกษา ESWT ในสาขาศัลยกรรมกระดูกซึ่งพบว่าสามารถคลายซีเมนต์ได้ในการแก้ไขการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งหมด

นอกจากนี้การศึกษาในสัตว์ทดลองในช่วงทศวรรษที่ 1980 พบว่า ESWT สามารถเพิ่มการเชื่อมต่อกระดูก เพิ่มการตอบสนองต่อการฟื้นตัวของกระดูก และช่วยในการรักษาภาวะกระดูกหัก

+++คุณลักษณะของ Shockwave

คลื่นกระแทกเป็นคลื่นเสียงที่มีลักษณะเฉพาะทางกายภาพ ใช้หลักการการเปลี่ยนแปลงของความดันสูงสุดตามด้วยความดันต่ำ ภายในระยะเวลาสั้นๆ (10 มิลลิวินาที) มีช่วงคลื่นความถี่กว้าง (0-20 MHz) และแอมพลิจูดแรงดันสูง (0-120 MPa)

ลักษณะเหล่านี้ทำให้เกิดคลื่นช็อกเวฟที่เป็นบวกและลบ เฟสบวกก่อให้เกิดแรงทางกลโดยตรงในขณะที่เฟสลบจะสร้าง โพรง (cavitation) และฟองก๊าซซึ่งต่อมาจะระเบิดด้วยความเร็วสูงทำให้เกิดคลื่นช็อกเวฟลูกที่สองตามมา

เมื่อเปรียบเทียบกับคลื่นอัลตร้าซาวด์ความดันสูงสุดของคลื่นช็อกจะสูงกว่าความดันสูงสุดของคลื่นอัลตร้าซาวด์ประมาณ 1,000 เท่า

+++กลไกการทำงานของ Shockwave

กลไกการออกฤทธิ์ของ Shockwave อาจเกิดได้จาก การกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (neovascularization) ในบริเวณที่บาดเจ็บ กระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ประกอบเป็นเส้นเอ็น (tenocytes) และการสังเคราะห์โปรตีนเพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและการเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อ

+++หลักการทำกายภาพบำบัดด้วย Shockwave เพื่อรักษาภาวะต่างๆ

คลื่นกระแทกเป็นการรบกวนแรงกดดันชั่วคราวที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในพื้นที่สามมิติ ผลกระทบต่อเนื้อเยื่อที่สำคัญ ได้แก่ การเกิดโพรงอากาศซึ่งเป็นผลมาจากระยะเชิงลบของการแพร่กระจายคลื่นโดยตรงและผลของโพรงอากาศทางอ้อมทำให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดและการตายของเซลล์ ซึ่งจะกระตุ้นการสร้างกระดูกหรือเนื้อเยื่อใหม่

+++ข้อบ่งชี้ในการบำบัดด้วยคลื่นกระแทก

การบำบัดด้วย Shockwave ใช้เป็นหลักในการรักษาภาวะกล้ามเนื้อและกระดูกที่พบบ่อย ได้แก่

- เอ็นกล้ามเนื้อส่วนบนและส่วนล่างอักเสบ
- กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
- กลุ่มอาการกระดูกแข้งแตกหักร้าว (stress fracture) จากการวิ่ง
- เอ็นกระดูกข้อสะบ้าอักเสบ (Patellar tendinopathy)
- เอ็นพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciopathy)
- การแตกหักของกระดูกที่ไม่เชื่อมกันเป็นเวลานาน
- ข้อเข่าเสื่อม

+++ข้อห้ามสำหรับ ESWT ในกายภาพบำบัด

- การตั้งครรภ์
- เส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทบาดเจ็บ
- มีใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- มีบาดแผลเปิด
- ได้รับการเปลี่ยนข้อต่อ
- มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด รวมถึงการเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย
- มีการติดเชื้อในตำแหน่งรักษา
- มีเนื้อเยื่อมะเร็ง

🤓🤓สรีระท่าทางของร่างกายที่ดีควรเป็นอย่างไร ?ท่าทางที่ดีเป็นมากกว่าการยืนตัวตรงเพื่อให้คุณดูดีที่สุด !!สรีระร่างกายเป็นส่...
19/03/2021

🤓🤓สรีระท่าทางของร่างกายที่ดีควรเป็นอย่างไร ?

ท่าทางที่ดีเป็นมากกว่าการยืนตัวตรงเพื่อให้คุณดูดีที่สุด !!

สรีระร่างกายเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพในระยะยาวของคุณ
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสรีระร่างกายของคุณไม่มีปัญหา การยืนหรือเคลื่อนไหวที่ผิดวิธี่ จะทำให้เกิดความเจ็บปวด การบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้

🧐🧐สรีระท่าทางของร่างกาย (posture) คืออะไร?

สรีระท่าทางของร่างกาย (posture) เกิดจากการทำงานประสานกันของกลุ่มกล้ามเนื้อเพื่อรักษาความมั่นคง โดยแบ่งหลักๆเป็น 2 ประเภท คือ
1. สรีระท่าทางของร่างกายขณะเคลื่อนไหว (dynamic posture) เช่น ขณะเดิน ขณะวิ่ง ขณะก้มโค้งตัวเพื่อเก็บของที่ตกบนพื้น
2. สรีระท่าทางของร่างกายขณะอยู่นิ่ง (static posture) เช่น ขณะนั่งหรือยืนเฉยๆ หรือ แม้แต่ขณะนอนหลับ

สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณต้องแน่ใจว่าคุณมีสรีระท่าทางของร่างกายทั้งในขณะเคลื่อนไหว และขณะอยู่นิ่งที่ดี

😎😎การประเมินท่าทาง ทำได้อย่างไร ?

กุญแจสำคัญในการจัดท่าทางที่ดี คือ การจัดตำแหน่งของกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังมีเส้นโค้งตามธรรมชาติสามส่วน เชื่อมจาก คอ หลังส่วนต้น และหลังส่วนล่าง การจัดสรีระท่าทางที่ถูกต้องควรรักษาส่วนโค้งเหล่านี้ให้อยู่ในมุมความโค้งที่พอเหมาะ อีกทั้งแนวของศีรษะ หัวไหล่ และสะโพกต้องสมดุลกัน

- ในท่าทางที่เหมาะสม เส้นแรงโน้มถ่วงควรผ่านจุดเฉพาะของร่างกาย สิ่งนี้สามารถสังเกตหรือประเมินได้โดยใช้ลูกดิ่งเพื่อประเมินเส้นกึ่งกลางของร่างกาย
- เส้นนี้ควรผ่านใบหู ข้อไหล่ ข้อต่อสะโพก ปุ่มมกระดูกขา (greater trochanter of the femur) ส่วนหน้าของข้อเข่า และตาตุ่มเท้าด้านนอก (lateral malleolus)
- เมื่อมองจากด้านหน้าหรือด้านหลังเส้นแนวตั้งที่ผ่านจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายในทางทฤษฎีควรแบ่งร่างกายออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันโดยให้น้ำหนักตัวกระจายเท่า ๆ กันระหว่างสองเท้า

ในขณะที่ประเมินท่าทางควรสังเกตความสมมาตรและการหมุน / การเอียงในมุมมองด้านหน้าด้านข้างและด้านหลัง โดย ประเมิน
1. การจัดตำแหน่งศีรษะ
2. ความโค้งของกระดูกสันหลังส่วนคอ ส่วนทรวงอก และส่วนเอว
3. ความสมมาตรระดับไหล่
4. สมมาตรเชิงกราน
5. ข้อต่อสะโพกเข่าและข้อเท้า

😞😞สรีระท่าทางที่ไม่ดีส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร?

ท่าทางที่ไม่ดีอาจไม่ดีต่อสุขภาพของคุณ การหย่อนหรือการโน้มตัวมากเกิน จะทำให้เกิดปัญหาดังเช่นง

- การจัดระบบกล้ามเนื้อและกระดูกของคุณไม่ตรงแนว
- เพิ่มแรงกดบนกระดูกสันหลังทำให้มีแนวโน้มที่จะบาดเจ็บและความเสื่อม
- ทำให้เกิดอาการปวดคอไหล่และหลัง
- ลดความยืดหยุ่น
- ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อผิดปกติ
- ส่งผลต่อการทรงตัวและเพิ่มความเสี่ยงในการล้ม
- ทำให้อาหารย่อยยากขึ้น
- ทำให้หายใจได้ยากขึ้น

มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างท่าทางและความเจ็บปวด ที่บอกว่าท่าทางที่ไม่ดีเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง การศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าท่าทางที่ดีขึ้นและการควบคุมท่าทางสามารถรักษาความเจ็บปวดในระยะยาวได้

อาการบาดเจ็บจากการวิ่ง🏃‍♀️🏃🏻จุดที่นักวิ่งมักเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่ เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ (Plantar F...
02/03/2021

อาการบาดเจ็บจากการวิ่ง🏃‍♀️🏃🏻

จุดที่นักวิ่งมักเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่ เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ (Plantar Fasciitis) , ข้อเท้าแพลง (Ankle Sprains) , เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis) , กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกอักเสบ(Iliotibial Band Syndrome) ,กล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบ (Shin Sprint ), กระดูกอ่อนข้อเข่าอักเสบ(Patellofemoral Pain Syndrome) เป็นต้น 🤔😳

สาเหตุของอาการการบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากหลายสาเหตุ 🤔 เช่น Warm up ที่น้อยเกินไป ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ หรือฝึกซ้อมหนักและหักโหมเกินไป รวมไปถึงการเลือกรองเท้าที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้เช่นเดียวกัน😮😮

หากเกิดอาการบาดเจ็บสามารถปฐมพยาบาลด้วยวิธีง่ายๆโดยการใช้หลัก “RICE”
- R(Rest) =หยุดพัก
- I(Ice) =ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมภายใน48hrแรกหลังเกิดการบาดเจ็บ
- C(Compression) =ใช้ผ้ายืดพันบริเวณที่บวดเจ็บไม่ให้บวมเพิ่มขึ้น
- E(Elevation) =ยกขึ้นสูงกว่าระดับหัวใจเพื่อช่วยลดอาการบวม

หากนักวิ่งมีอาการปวดหรือบวมซึ่งส่งผลต่อการวิ่ง การรักษาทางกายภาพบำบัดมีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยเลเซอร์กำลังสูง (High Power Laser Therapy) , การรักษาด้วยอัลตราซาวน์(Ultrasound Therapy) ,การประคบเย็น เพื่อลดอาการปวด ลดการอักเสบ เร่งขบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และเส้นเอ็น เป็นต้น 🙂

นอกจากนี้ นักวิ่งยังต้องออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลำตัว สะโพก ต้นขา กล้ามเนื้อเข่า และข้อเท้า ให้กลับมาแข็งแรงรวมไปถึงยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังวิ่งเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าวเพื่อป้องกันและลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นได้คะ. 😃🏃🏻🏃‍♀️

Q4: สามารถนำการรักษาทางกายภาพบำบัดมารักษาโรคออฟฟิศซินโดรมได้อย่างไรบ้าง?🧐A: หลังจากการประเมินอาการจากการซักประวัติและตรว...
03/02/2021

Q4: สามารถนำการรักษาทางกายภาพบำบัดมารักษาโรคออฟฟิศซินโดรมได้อย่างไรบ้าง?🧐

A: หลังจากการประเมินอาการจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ✍🏻

นักกายภาพบำบัดจะเลือกใช้วิธีการรักษาทางกายภาพบำบัดที่สอดคล้องกับปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น การบำบัดด้วยการออกกำลังกาย การขยับข้อต่อ การจัด ดัด ดึง ข้อต่อ การยืดกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท การรักษาด้วยคลื่นอัลตร้าซาวนด์ (Ultrasound therapy) การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave therapy) การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical stimulation) การบำบัดโดยใช้แสงเลเซอร์ (Laser therapy) การรักษาโดยใช้ความร้อนหรือเย็น เป็นต้น 👍🏻

ซึ่งแต่ละวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ระดับความรุนแรง และข้อจำกัดของร่างกายในแต่ละบุคคล 🤔

นอกจากนี้ การให้โปรแกรมการออกกำลังกายที่บ้านหรือที่ทำงาน การปรับสภาพแวดล้อมการทำงานและท่าทางก็มีส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการซ้ำๆ ได้ในอนาคต😊

#กายภาพบำบัด #ปวดหลัง #ปวดคอบ่าไหล่ #ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง #ออฟฟิศซินโดรม #การทำกายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดรักษาออฟฟิศซินโดรม

Q2: สามารถกินยาเพื่อรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมได้หรือไม่ ?🧐A: การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีหลากหลายวิธี การรับประทานยาเป็...
27/01/2021

Q2: สามารถกินยาเพื่อรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมได้หรือไม่ ?🧐

A: การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีหลากหลายวิธี การรับประทานยาเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อรักษาอาการ บรรเทาอาการปวดหรือชาที่เกิดขึ้น 💊

แต่อย่างไรก็ตาม ออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุมาจากท่าทางและการเคลื่อนไหวขณะทำงาน การวิเคราะห์ถึงสาเหตุและการรักษาจึงควรสอดคล้องกับสาเหตุของปัญหา มิเช่นนั้นหลังจากอาการปวดบรรเทาลงได้ด้วยการใช้ยาก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำๆ

การใช้ยาจึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ รวมถึงการใช้ยาบางกลุ่มอย่างต่อเนื่องอาจมีผลอันไม่พึงประสงค์ในระยะยาว🙂

Q3: รักษาอย่างไรถึงจะเหมาะสม ? 🤔

A: การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมควรปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล แต่ละคนมีสาเหตุของปัญหาและโครงสร้างของร่างกายแตกต่างกัน รวมถึงตอบสนองการรักษาในแต่ละแบบแตกต่างกันไป

การรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัดเป็นการรักษาและบำบัดอาการในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มอาการที่มีสาเหตุมาจากท่าทางและการเคลื่อนไหวของออฟฟิศซินโดรม

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การวิเคราะห์ท่าทาง โครงสร้างร่างกายที่มีปัญหา การประเมินการเคลื่อนไหวและอาการต่างๆ ที่ผิดปกติ จากนั้นนักกายภาพบำบัดจึงจะเลือกวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม และเป็นการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำๆ ได้ในระยะยาว😄

#กายภาพบำบัด #ปวดหลัง #ปวดคอบ่าไหล่ #ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง #ออฟฟิศซินโดรม #การทำกายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดรักษาออฟฟิศซินโดรม

Q: คนที่เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมจะมีอาการอย่างไรบ้างA: กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมักเริ่มต้นจากอาการปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่งหรือห...
20/01/2021

Q: คนที่เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมจะมีอาการอย่างไรบ้าง

A: กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมักเริ่มต้นจากอาการปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่งหรือหลายบริเวณของร่างกาย อาการปวดอาจเป็นจุดเล็กๆ หรือปวดเป็นบริเวณกว้าง ปวดตึงร้าวไปบริเวณใกล้เคียง โดยอาจอยู่ในระดับปวดตึงเล็กน้อยจนถึงปวดรุนแรงจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ บางรายอาจมีอาการชาแขนขา ปวดศีรษะหรืออาการเมื่อยล้าง่ายกว่าปกติร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุดังกล่าวมาจากการอยู่ในท่าทางเดิมนานๆ มีลักษณะการทำงานซ้ำๆ ต่อเนื่องกันในท่าใดท่าหนึ่ง หรือมีการทรงท่าหรือเคลื่อนไหวในลักษณะที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมขณะทำงาน เช่น การนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การใช้งานโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์แท๊บเล็ต การพิมพ์งาน การเขียนหนังสือนานๆ ซึ่งล้วนแต่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลังทำงานหนัก มีอาการเกร็งตัวมากกว่าปกติ หรือแม้แต่การวางมือบนเม้าส์หรือคีย์บอร์ดนานๆ ทำให้ข้อมือมีการกระดกและเกร็งข้อนิ้วต่อเนื่อง ทำให้เกิดอาการปวดตึงแขนหรือชาบริเวณมือตามมาได้ นอกจากนี้ ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ โดยรอบที่ทำงานก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดอาการกลุ่มออฟฟิศซินโรดม เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำหรือสูงเกินไป แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรือห้องทำงานจ้าเกินไปหรือมืดเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอย คอบ่า และรอบดวงตาทำงานหนักกว่าปกติ เก้าอี้ทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้แขนขาและลำตัวอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่างๆ ได้ เป็นต้น
#กายภาพบำบัด #ปวดหลัง #ปวดคอบ่าไหล่ #ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง #ออฟฟิศซินโดรม #การทำกายภาพบำบัด #กายภาพบำบัดรักษาออฟฟิศซินโดรม

26/12/2020

เคยมั้ย ปวดกรามแล้วร้าวมาถึงขมับ ปวดจนหงุดหงิด รอให้หายเป็นอาทิตย์ก็ไม่ดีขึ้น มาพบคุณหมอปกป้อง ผู้เชี่ยวชาญด้านใบหน้าขากรรไกรและทีมแพทย์และนักกายภาพที่ดิเอส มีวิธีรักษาให้แน่ #อย่ารอให้เรื้อรัง

 #อาการปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่ หลัง  #อาการออฟฟิศซินโดรม  #ข้อเข่าเสื่อม  #บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาสามารถปรึกษาอาการและแนวทาง...
26/12/2020

#อาการปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่ หลัง #อาการออฟฟิศซินโดรม #ข้อเข่าเสื่อม #บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

สามารถปรึกษาอาการและแนวทางการรักษาได้ฟรี!! กับนักกายภาพผู้เชี่ยวชาญ

แอดไลน์ https://lin.ee/CinUVau เพื่อปรึกษาได้เลย

S physiotherapy and Pain center

ที่อยู่

459/21-22 Suanplu Soi 8
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 14:00 - 20:00
อังคาร 14:00 - 20:00
พุธ 14:00 - 18:00
พฤหัสบดี 14:00 - 20:00
ศุกร์ 14:00 - 20:00
เสาร์ 10:30 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+6622874922

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The S Physiotherapy and Pain Centerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง The S Physiotherapy and Pain Center:

ทางลัด

แชร์