Psychoทูเดย์

Psychoทูเดย์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Psychoทูเดย์, โชคชัย4 ลาดพร้าว, Bangkok.

#ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง..เอาของดีออกมาใช้ให้ถูกเวลา(จังหวะชีวิต)

@มุมมองใหม่ของใครบ้างคน
@ส่งต่อสาระดีๆที่เป็นต้นทุน🙂ในการเรียนรู้ชีวิต
*********************
#จิตวิทยาประจำวัน
#ประยุกต์ความรู้เพื่อนำมาใช้ได้จริง
#จิตวิทยาในตัวคุณ

เพิ่งเจอเคสเดอแบก  แบกคำพูดเพื่อน      เขาโทษเราว่าเราผิด
22/05/2026

เพิ่งเจอเคส
เดอแบก
แบกคำพูดเพื่อน
เขาโทษเราว่าเราผิด

แค่ข้อมูลเล็กๆ ที่ได้มา สมองซึมเศร้า ก็สามารถตีความเหมารวมทั้งหมดว่า กรูผิดเอง กรูไม่ดีเอง ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่ได้มีเรื่งออะไรเลย


ในคนทั่วไป
เวลาเราเจอใครสักคน แล้วมี “จุดเล็กๆ” ที่ไม่ชอบ
เช่น น้ำเสียง ท่าทาง หรือคำพูดบางคำ
หลายครั้งสมองไม่ได้หยุดแค่นั้นค่ะ

มันจะค่อยๆ ต่อภาพให้ใหญ่ขึ้น
จาก “ไม่ชอบอย่างหนึ่ง”
→ “คนนี้ไม่น่าไว้ใจว่ะ”
→ “คนนี้คนไม่ดีแน่ๆ”

ทั้งที่ข้อมูลจริงมีแค่นิดเดียว
เหมือนเจอแค่จิ๊กซอว์ชิ้นเดียว
แต่เหมารวมภาพทั้งภาพแล้วว่าแย่


สมองทำแบบนี้เพราะมันชอบ “ทางลัด”
การวิเคราะห์คนทั้งคนละเอียดๆ ใช้พลังงานสูงมาก

ดังนั้นเวลามีข้อมูลด้านลบโผล่มา
สมองจึงชอบรีบสรุปเร็ว
เพื่อให้เราตัดสินใจได้ไวขึ้น
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย

สิ่งนี้เรียกว่า Horn effect
หรืออคติการเหมารวมด้านลบค่ะ


เบื้องหลังของมัน
คือการทำงานร่วมกันของสมองหลายส่วน

อะมิกดาลา (amygdala)
จะคอยสแกนสิ่งที่ดู “ไม่น่าไว้ใจ”
หรืออาจเป็นภัยต่อเราอย่างรวดเร็ว

จากนั้นจะส่งสัญญาณเตือนขึ้นมา
ก่อนที่สมองส่วนคิดวิเคราะห์ละเอียด
อย่าง dorsolateral prefrontal cortex (dlPFC)
จะทันประมวลผลครบด้วยซ้ำ

สุดท้ายเลยเกิดเป็นการ “ตัดสินเร็ว”
ที่ไม่ได้แม่นเสมอไป
แล้วเผลอเอาจุดเล็กๆ
ไปทำนายภาพรวมทั้งหมดของคนๆ นั้น


🧠 แต่พอเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า
กลไกนี้กลับหันปลายกระบอกเข้าหาตัวเองค่ะ

คนทั่วไปอาจใช้กับคนอื่น
แต่ซึมเศร้ามักใช้กับ “ตัวเอง”


ความผิดพลาดเล็กๆ แค่ครั้งเดียว
ไม่ได้จบแค่ “วันนี้เราพลาด”

แต่มันลามกลายเป็น

“เราไม่เก่ง”
“เราไม่มีค่า”
“เราเป็นภาระ”
“เราแย่ไปหมด”

เหมือนสมองหยิบจิ๊กซอว์ชิ้นเดียว
แล้วตัดสินทั้งชีวิตทันที


ในภาวะซึมเศร้า
อะมิกดาลาจะไวต่อสิ่งลบมากขึ้น

คำพูดเล็กๆ สีหน้าคนอื่น
หรือความผิดพลาดธรรมดา
จะถูกตีความแรงกว่าปกติ

ขณะเดียวกัน
สมองส่วน dorsolateral prefrontal cortex (dlPFC)
ที่ควรช่วยดึงกลับมาคิดตามเหตุผล
กลับทำงานลดลง

จึงเบรกความคิดด้านลบได้ยากขึ้น
เหมือนมีเบรก แต่เหยียบไม่ค่อยอยู่


นอกจากนี้
สมองส่วน ventromedial prefrontal cortex (vmPFC)
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินคุณค่าของตนเอง
ก็มักมีรูปแบบการทำงานที่ผิดไป

ทำให้ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับตัวเอง
ถูก “แปะน้ำหนัก” มากเกินจริง

ในขณะที่เรื่องดีๆ
กลับถูกลดความสำคัญลง


รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวกับการคิดวนซ้ำ
(default mode network: DMN)

เครือข่ายนี้จะทำงานเวลาสมองอยู่กับตัวเอง
คิดย้อน คิดซ้ำ ทบทวนเรื่องเดิม

และในซึมเศร้า
DMN มักจะจับอยู่กับความผิดพลาด
แล้วเปิดวนซ้ำเรื่อยๆ

🔹 “ทำไมตอนนั้นพูดแบบนั้น”
🔹 “เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้”
🔹 “คนอื่นคงมองเราแย่”
🔹 “เราคงไม่ดีพอจริงๆ”

ยิ่งวน
ความคิดยิ่งดูเหมือน “ความจริง”


เมื่อระบบทั้งหมดทำงานร่วมกัน

อะมิกดาลา → ขยายด้านลบ
dlPFC → เบรกไม่อยู่
vmPFC → ลดคุณค่าตัวเอง
DMN → คิดวนไม่ยอมปล่อย

สุดท้าย
เรื่องเล็กๆ จึงถูกขยายเป็นภาพทั้งชีวิต


โดยสรุปก็คือ

Horn effect เดิมที
ถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้สมอง “ตัดสินใจเร็ว”

แต่ในภาวะซึมเศร้า
มันกลับกลายเป็นกลไก
ที่ทำให้คนๆ หนึ่ง

⚠️ ตัดสินตัวเองรุนแรงเกินความจริง
⚠️ เอาความผิดพลาดจุดเดียว
ไปเหมารวมทั้งคุณค่าของตัวเอง
⚠️ และติดอยู่กับภาพนั้นซ้ำๆ


ทั้งที่บางครั้ง
สิ่งที่เขามองว่า
“ตัวฉันมันแย่ไปหมด”

อาจเริ่มจาก
จิ๊กซอว์เพียงชิ้นเดียวเท่านั้นค่ะ

วิธีการคิดแบบนี้ จะหายไป ยืดหยุ่นมากขึ้น
เมื่อรักษาค่ะ

ประวัติศาสตร์มนุษย์...และบรรพบุรุษของโลกใบนี้ขอแชร์คะ
22/05/2026

ประวัติศาสตร์มนุษย์...และบรรพบุรุษของโลกใบนี้
ขอแชร์คะ

22/05/2026

นวัตกรรมประยุกต์ใช้
คนคิดเก่ง คนกินก็ฟินไปเลย

เตาอบพิชช่า
ขอแชร์คะ

พัฒนาการเป็นอีกส่วนสมองก็อีกส่วน ที่ต้องใส่ใจโดยคนในครอบครัวสังเกตุลูกมีการเรียนรู้บกพร่อง หรือไม่
22/05/2026

พัฒนาการเป็นอีกส่วน
สมองก็อีกส่วน ที่ต้องใส่ใจ
โดยคนในครอบครัว
สังเกตุลูกมีการเรียนรู้บกพร่อง หรือไม่

22/05/2026

แมงเม่าจากนักออกแบบการเงินเพื่อครอบครัว

โครงสร้างครอบครัวซับซ้อนแต่การเข้าใจไม่ยากทั้งการเงินความมั่นคงและการออกแบบทรัพย์ของครอบครัว

เท่ห์มากอาชีพนี้

ขอแชร์คะ

22/05/2026
22/05/2026

🧠 สมาธิสั้น ไม่ใช่แค่ "นิสัยขี้เกียจ" แต่เป็นเรื่องของ "สมอง" ที่ต่างออกไป

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนถึงวอกแวกง่าย นั่งนิ่งๆ ไม่ได้ หรือชอบผัดวันประกันพรุ่งบ่อยๆ? หลายคนมักมองว่าคนกลุ่มนี้ "ขาดความวินัย" หรือ "ขี้เกียจ"
แต่คือโรคสมาธิสั้น (ADHD)

มาเข้าใจกันว่า ข้างในสมองนั้นเกิดอะไทำไมพวกเขาถึงควบคุมตัวเองได้ยากกว่าคนอื่น

# # 🩻 3 จุดเปลี่ยนในสมองของ ADHD
ถ้าเราเปิดภาพสแกนสมองดู จะพบความแตกต่างหลักๆ อยู่ 3 ส่วนสำคัญครับ:

1. สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำงานช้าลง
สมองส่วนนี้เปรียบเสมือน "ผู้บริหารใหญ่" ของร่างกาย มีหน้าที่วางแผน จัดระเบียบ ยับยั้งชั่งใจ และจดจ่อ แต่ในคนที่เป็นสมาธิสั้น เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนนี้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการคิดและควบคุมตัวเองทำงานได้ไม่เต็มที่

2. สารเคมีในสมอง "โดปามีน" ต่ำกว่าปกติ
โดปามีน (Dopamine) คือสารแห่งความสุขและแรงจูงใจ เมื่อคนทั่วไปทำงานสำเร็จ สมองจะหลั่งสารนี้ออกมาทำให้รู้สึกฟิน แต่คนเป็น ADHD จะมีสารนี้ต่ำมาก สมองของพวกเขาจึงต้องวิ่งวุ่นหา "สิ่งเร้าใหม่ๆ" ตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว

3. การส่งสัญญาณ (Frontostriatal) ติดขัด
สมองเรามีเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างการคิดและการเคลื่อนไหว เมื่อเส้นทางนี้ส่งสัญญาณหากันได้ไม่ดี ผลที่ตามมาคือ อาการหุนหันพลันแล่น คิดปุ๊บทำปั๊บ หรือขยับตัวยุกยิกอยู่ตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นสมอง

# # 🧩 3 อาการหลักที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
จากความผิดปกติทางชีววิทยาข้างต้น จึงหล่อหลอมออกมาเป็นพฤติกรรม 3 แบบที่เราเห็นกันบ่อยๆ:

* Inattention (หลุดโฟกัสง่าย): วอกแวกเก่ง ลืมเก่ง เพราะสมองส่วนหน้ากรองสิ่งรบกวนรอบตัวไม่ได้
* Hyperactivity (ซน ไม่อยู่นิ่ง): ต้องขยับร่างกาย ขยับนิ้ว หรือเดินไปมา เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้สมองตื่นตัว
* Impulsivity (หุนหันพลันแล่น): รอคอยไม่เป็น พูดแทรก เพราะเบรกในสมองส่วนหน้าทำงานไม่ทัน

# # 💡 เปลี่ยนความเข้าใจ = เปลี่ยนชีวิต

การเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยาทำให้เราตระหนักได้ว่า "สมาธิสั้นไม่ใช่โรคทางจิตใจ แต่เป็นโรคทางชีววิทยา" การบอกให้พวกเขา 'พยายามมากกว่านี้' หรือ 'ตั้งใจหน่อย' จึงอาจไม่ช่วยอะไร เพราะมันเหมือนกับการบอกคนสายตาสั้นให้พยายามมองให้ชัดขึ้นโดยไม่ให้แว่นตา

ปัจจุบันเราสามารถช่วยสมองกลุ่มนี้ได้ผ่านการปรับพฤติกรรม การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อลดสิ่งเร้า และการใช้ยาที่ช่วยเพิ่มสารโดปามีนให้สมดุล ซึ่งช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ให้ออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ 🚀

20/05/2026
20/05/2026

ไม่ใช่ทุกความคิดที่ต้องพูดออกไปทันที⁣
ไม่ใช่ทุกข้อมูลที่รับมา จะทำให้เราตัดสินใครได้!⁣

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมว่าหลายท่านคงได้เห็นปรากฏการณ์ที่เหล่าอินฟูหรือดาราออกมา “ขอโทษ” เต็มหน้าฟีดไปหมด (จากกรณีของคุณทราย สก็อต) มันทำให้ผมตระหนักเลยว่า.. การตัดสินใจ “พูด” หรือ “โพสต์” อะไรออกไปในเสี้ยววินาที! อาจเกิดแรงกระเพื่อมเชิงลบ (Ripple Effect) กลับมาที่ตัวเองแบบไม่ทันตั้งตัว!⁣

บทความนี้ ขอมีส่วนร่วมในการกระตุก Social Awareness ที่เราควรต้องมีก่อนโพสต์ ก่อนวิจารณ์ ก่อนสรุปเรื่องราวของคนอื่น ผ่านการใช้ 7 Filters ตามหลัก Social and Emotional Learning (SEL) ที่จะช่วยกรองความคิดก่อนกลายเป็นคำพูดครับ⁣

──────────⁣
❶ Intention — เจตนาของเราคืออะไร?⁣

ฉันพูด/หรือโพสต์สิ่งนี้เพื่ออะไร?⁣
• เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์⁣
• เพื่อช่วยเหลือ ⁣
• เพื่อสร้างความเข้าใจ ⁣
• หรือเพียงเพื่อระบายอารมณ์และทำร้ายผู้อื่น ⁣

SEL ช่วยให้เราเข้าใจแรงจูงใจภายในของตนเอง ก่อนที่คำพูดจะส่งผลต่อคนอื่น⁣

❷ Choice — เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดหรือไม่?⁣

ทุกความคิดไม่จำเป็นต้องถูกพูดออกมา⁣
การมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง⁣
การเลือก “ไม่พูดทันที” บางครั้งเป็นการตัดสินใจที่รับผิดชอบที่สุด⁣

❸ Compassion — ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เราอยากได้รับคำพูดแบบนี้ไหม?⁣

Compassion ไม่ใช่แค่ความสงสาร แต่คือการรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น และตั้งใจที่จะไม่เพิ่มภาระทางอารมณ์ให้เขา⁣

❹ Empathy — เราเข้าใจบริบทของเขาทั้งหมดหรือยัง?⁣

เราอาจยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด⁣
สิ่งที่เห็นภายนอกอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของเรื่องราว⁣
Empathy ช่วยให้เราเปิดใจรับฟังความจริงที่เรายังไม่รู้ แทนที่จะรีบตัดสินด้วยสิ่งที่เห็นแค่ผิวเผิน⁣

❺ Active Listening — เราฟังครบทุกด้านแล้วหรือยัง?⁣

เราได้ฟังอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่รอฟังเพื่อโต้แย้ง⁣
การรับฟังอย่างตั้งใจช่วยลดการตัดสินจากข้อมูลไม่ครบถ้วน⁣

❻ Respectful Words — คำพูดของเราให้เกียรติหรือด้อยค่า?⁣

เห็นต่างได้ แต่สื่อสารยังไงก็ได้โดยไม่ต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกด้อยค่า⁣

การใช้คำพูดที่ให้เกียรติ (Relationship Skills) ช่วยสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย (Psychological Safety) ทำให้คนพร้อมเปิดรับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารจริงๆ มากกว่าการสร้างกำแพงป้องกันตนเอง⁣

❼ Timing — ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะจะพูดไหม?⁣

บางครั้งอีกฝ่ายยังไม่พร้อมฟัง หรือสถานการณ์ยังไม่เหมาะ คำพูดที่ดีที่สุดในเวลาที่ผิด ก็อาจไม่สร้างประโยชน์ใดเลย⁣




ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ 🤔 จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!? ⁣
──────────⁣

#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม⁣

ที่อยู่

โชคชัย4 ลาดพร้าว
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Psychoทูเดย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Psychoทูเดย์:

ทางลัด

แชร์