ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talk

ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talk เครียด ปัญหาชีวิต..ปรึกษาออนไลน์กับ? กรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้า
Please make appointment at
064-9945499
Line ID : (มี@ด้วยค่ะ)

เมื่อเด็กต้องพบเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายอย่างไม่คาดคิด อยู่กับสิ่งเหล่านั้นในระยะเวลานานๆ จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจขั...
28/08/2026

เมื่อเด็กต้องพบเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายอย่างไม่คาดคิด อยู่กับสิ่งเหล่านั้นในระยะเวลานานๆ จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจขั้นรุนแรง ส่งผลให้เด็กฝังใจ ทำให้เกิดอาการป่วยทางจิตได้ สุขภาพจิตของพ่อแม่ของเด็กที่แสดงออกถึงความวิตกกังวล ซึมเศร้าหลังเกิดเหตุการณ์มีส่วนสำคัญต่อการเกิด PTSD ในเด็กได้

โรคหรืออาการผิดปกติทางจิตใจหลังจากประสบสถานการณ์รุนแรง รวมถึงอันตรายต่างๆ ที่วงการแพทย์เรียกว่า PTSD (Post-traumatic stress disorder) คือ สภาวะป่วยทางจิตใจหลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ที่ไม่คาดฝัน สถานการณ์อันตรายที่คุกคามต่อชีวิตของผู้นั้นหรือคนอื่นๆ ทั้งที่ต้องตกเป็นผู้เผชิญกับเหตุการณ์เองโดยตรง หรืออาจได้เห็นเป็นพยานรับรู้ในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงการสูญเสียบุคคลที่รักในเหตุการณ์นั้นๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างมาก เพราะเหตุการณ์นั้นมีความรุนแรงมากพอที่จะทำให้เกิดอาการและปัญหาในการยอมรับปรับตัว เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความเครียดจากการสูญเสียทั่วไป แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงเกินกว่าปกติ อันได้แก่

▪︎ภัยธรรมชาติต่างๆ อุทกภัย แผ่นดินไหว
▪︎อุบัติเหตุร้ายแรง รวมถึงอุบัติภัยหมู่
▪︎การก่อจลาจล การต้องเผชิญกับสงคราม
การฆาตกรรม บุคคลอันเป็นที่รักฆ่าตัวตาย
▪︎การถูกทำร้ายร่างกาย คุกคามทางเพศ เช่น การถูกข่มขืน การถูกทรมาน
▪︎เด็กที่อยู่ในครอบครัวหรือบ้านที่มีความรุนแรง

⭐️อาการของ PTSD คือ กลุ่มอาการที่เกิดได้กับทุกเพศและวัย ประกอบด้วย 4 หัวข้อ

1.คิดว่าอยู่ในเหตุการณ์นั้น (Re-experiencing) การคิดวนเวียนถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ หรือบางครั้งนึกถึงความทรงจำเลวร้ายนั้นขึ้นมาเอง ทำให้รู้สึกเหมือนต้องไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมาจนตกใจกลัว (Flashback) ฝันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นซ้ำๆ หรือมีปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจเวลาต้องเจอสัญลักษณ์ สิ่งของหรือสถานการณ์ที่ลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

2.กลัวและหลีกเลี่ยง (Avoidance) กลัวสถานที่หรือสถานการณ์หลังจากประสบเหตุนั้นๆ หลีกเลี่ยงที่จะคิดและรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ไม่กล้าเผชิญกับปัจจัยสิ่งเร้าภายนอกที่จะทำให้นึกถึงเหตุการณ์ เช่น กลัวสถานที่ สถานการณ์ กิจกรรม บทสนทนา

3.มีความรู้สึกนึกคิดในทางลบ (Negative alteration of cognition and mood) คือการไม่มีอารมณ์ในทางบวก ไม่มีความสุขและไม่สนใจที่จะร่วมกิจกรรมนั้นๆ การรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น มีความเชื่อและคาดหวังที่เป็นไปในทางลบอย่างต่อเนื่อง มีการตีความขยายออกไปในทางลบ บางรายไม่สามารถจดจำส่วนที่สำคัญของเหตุการณ์นั้นได้ทำให้อาจมีความคิดบิดเบือนจากสาเหตุและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาของเหตุการณ์ ซึ่งความคิดดังกล่าวจะนำไปสู่การตำหนิตัวเองและคนอื่น ส่งผลให้มีอารมณ์ฝังใจในทางลบ ขี้โกรธ ขี้อาย ขี้กลัว รู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา

4.อาการตกใจและหวาดกลัว (Hyperarousal symptoms) เป็นอาการคอยจับจ้อง คอยระวังตัว ตื่นตัว และมักมีอาการหงุดหงิด ตกใจง่าย โกรธง่าย รวมถึงสะดุ้งและผวาง่ายขึ้นกับเสียงดังๆ ส่งผลให้ขาดสมาธิ นอนหลับไม่สนิท หลับยาก หรือชอบสะดุ้งตื่นในขณะที่นอนหลับ

ถ้าหลังจากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ผ่านไปแล้ว 4 สัปดาห์แต่ยังคงมีอาการเหล่านี้อยู่ หรือบางรายที่อาการเกิดขึ้นในภายหลัง อาการดังกล่าวจะมีผลต่อทั้งการเรียนการทำงานในชีวิตประจำวันให้แย่ลง

⭐️ปัจจัยที่บ่งบอกได้ว่าเด็กๆ อาจอยู่ในภาวะ PTSD

1.ความรุนแรงที่ได้รับ
2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความหมายต่อผู้ป่วยมากน้อยแค่ไหน
3.ความยาวนานของระยะเวลาที่ประสบเหตุการณ์
4.บุคลิกและวิธีการเผชิญต่อสภาวะความเครียดผู้ป่วยเอง
5.อายุเด็ก
6.ประสบการณ์เก่าที่เคยมีมาก่อน
7.สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย
8.การขาดการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง
9.เด็กต้องเผชิญกับความยากลำบากทางด้านจิตใจสังคมอย่างต่อเนื่อง

สุขภาพจิตของพ่อแม่ของเด็กที่แสดงออกถึงความวิตกกังวล ซึมเศร้าหลังเกิดเหตุการณ์มีส่วนสำคัญต่อการเกิด PTSD ในเด็ก ได้ รวมถึงการที่พ่อแม่ไม่สนับสนุน ไม่ให้กำลังใจ ไม่เป็นมิตรกับเด็ก การเลี้ยงดูแบบบังคับ

⭐️PTSD คือ อาการที่ต้องเข้ารับการบำบัดรักษาหรือไม่
การรักษาช่วยเหลือถือเป็น
การรักษาช่วยเหลือถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและรีบปฎิบัติทันที โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นในช่วงแรก เพราะถ้าเพิกเฉย ทอดทิ้ง ไม่รักษา หรือให้การช่วยเหลือช้าก็จะทำให้เด็กกลายเป็นผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังไปนาน

⭐️การดูแลโรค PTSD ในเบื้องต้นควรทำอย่างไร

1.คอยติดตามอาการทางจิตใจ
2.ฟื้นฟูชุมชนให้กลับสู่ปกติโดยเร็ว
3.คัดกรองอาการ สังเกตพฤติกรรมและอาการของเด็ก
4.ประเมินระดับความบกพร่องในการใช้ชีวิตของผู้ประสบภัยเพื่อหาโรคร่วมทางจิตเวชที่อาจเกิดขึ้นได้ อันได้แก่
•โรคซึมเศร้า
•โรควิตกกังวล
•โรคกลัว
•การใช้สุรายาเสพติด
(โดยจำเป็นต้องมีผู้ปกครองเข้าร่วมในการประเมินด้วยอย่างยิ่ง)

⭐️ข้อแนะนำในทางจิตเวชเด็ก เมื่อเกิดอาการ PTSD ในเด็ก
▪︎การให้ผู้ดูแลหลักๆ ของเด็กให้ความสำคัญในการตอบสนอง ให้กำลังใจเด็ก รับฟัง ปลอบโยน ทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจถึงความปลอดภัย ให้เค้ามั่นใจว่าเค้ามีผู้ดูแล ปกป้องและมีที่พึ่ง
▪︎หลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ที่ไม่มีผลต่อการรักษา หรือการสัมภาษณ์เพื่อการนำเสนอข่าว
▪︎ไม่ให้เด็กผู้ประสบภัย ต้องคอยเล่าเรื่องซ้ำๆ
▪︎ไม่พูดจาซ้ำเติมในเชิงตำหนิให้เด็กรู้สึกผิด แต่เปิดโอกาสให้เด็กพูดคุยในส่วนที่เด็กอยากจะพูดคุยและความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์
▪︎พยายามให้เด็กได้ทำกิจกรรมตามปกติ เพื่อค่อยๆ ให้เด็กได้กลับสู่สภาพเดิม โดยมีผู้ใหญ่หรือพ่อแม่คอยดูแลให้กำลังใจอยู่เสมอ เพราะผู้ปกครองถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยรักษาอาการหรือโรคจากเหตุการณ์นั้นๆ ได้ดี

ที่มา: จิตแพทย์แนะ การดูแลจิตใจเด็ก หลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง https://share.google/it8Eg2z00YTaWqssY

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #สุขภาพจิต

เปิดลิสต์ 10 อาหารโซเดียมสูง ตัวการทำลายไต พร้อมทำความเข้าใจปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการจริงๆ ในแต่ละวันเคยสังเกตตัวเอ...
25/08/2026

เปิดลิสต์ 10 อาหารโซเดียมสูง ตัวการทำลายไต พร้อมทำความเข้าใจปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการจริงๆ ในแต่ละวัน

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า... ทุกครั้งที่สั่งก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวกะเพรา เรามักจะมีนิสัยหยิบเครื่องปรุงมาใส่ ทั้งน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มสายชู หรือพริกป่นลงไปแบบไม่ยั้ง โดยที่ "ยังไม่ได้ชิมรสชาติเลยแม้แต่คำเดียว" หรือบางคนเห็นข้าวกะเพราไข่ดาวปุ๊บ จัดการราดพริกน้ำปลาทั้งบนไข่ดาวและบนข้าวทันที ทั้งที่ความจริงแล้วอาหารจากแม่ค้าก็มีรสชาติกลมกล่อมอยู่แล้ว

พฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ ทำให้เรากำลังบริโภค “โซเดียม” เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังอย่าง "ไตวาย" ในที่สุด

⭐️“โซเดียม” คืออะไร และร่างกายต้องการแค่ไหน?
ในความเป็นจริงแล้ว โซเดียมไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสียทีเดียว เพราะมันคือสารอาหารที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสมดุลของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิต ช่วยการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และการดูดซึมสารอาหาร

แต่ปัญหาคือ "ร่างกายคนเราต้องการโซเดียมในปริมาณจำกัด" โดยองค์การสุขภาพแนะนำให้บริโภคน้อยกว่า 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน (ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำปลาเพียงแค่ครึ่งช้อนโต๊ะเท่านั้น!) หากเกินกว่านี้ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างแน่นอน

⭐️เช็กด่วน! 10 อาหาร "โซเดียมสูงปรี๊ด" ภัยเงียบทำลายไต

หากไม่อยากให้ไตพังก่อนวัยอันควร ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการกินอาหารเหล่านี้

1.ซอสและเครื่องปรุงรสเค็ม: น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ ซุปก้อน ซุปผง และเต้าหู้ยี้

2.ซอสปรุงรสหลากรสชาติ: ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก และน้ำจิ้มสุกี้

3.อาหารตากแห้ง: กุ้งแห้ง ปลาสลิดตากแห้ง ปลาหมึกแห้ง และหมูแดดเดียว

4.อาหารหมักดอง: ผักกาดดอง ปลาร้า และเต้าเจี้ยว

5.ขนมขบเคี้ยว: มันฝรั่งทอดกรอบ (ที่มักโรยเกลือเพิ่ม) ปลาเส้น สาหร่ายอบกรอบ ขนมปัง และเค้ก

6.อาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์ปรุงรส: หมูหยอง หมูยอ ไส้กรอก แหนม ลูกชิ้น และอาหารกระป๋องทุกชนิด

7.อาหารสำเร็จรูป: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก/ข้าวต้มซอง และข้าวกล่องแช่แข็ง

8.ขนมที่ใส่ผงฟู: เค้ก ขนมปัง คุกกี้ แพนเค้ก (เพราะผงฟูมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบหลัก)

9.เครื่องดื่มเกลือแร่: ที่มักใส่โซเดียมสูงเพื่อทดแทนเหงื่อ (ควรดื่มเฉพาะเวลาสูญเสียเหงื่อมากๆ เท่านั้น)

10.เนื้อแดง: เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู ซึ่งตามธรรมชาติจะมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าเนื้อขาวอย่างเนื้อไก่หรือเนื้อปลา

สรุปง่ายๆ: เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ แค่ "ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง" และลดการกินอาหารแปรรูปหรืออาหารเค็มจัด เพียงเท่านี้ก็ช่วยเซฟไตและยืดอายุสุขภาพหัวใจให้อยู่กับเราไปได้อีกนาน

ที่มา: 10 อาหารโซเดียมสูงมีอะไรบ้าง เปิดตัวเลขห้ามกินเกินเท่าไหร่ ในแต่ละวัน https://share.google/hDNZPC2fvrJFAdugt

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

กินอาหารที่มีวิตามินดี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ แต่ควรได้รับในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัย ไม่มากหรือน้อยเกินไป ควบคู่กั...
29/07/2026

กินอาหารที่มีวิตามินดี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ แต่ควรได้รับในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัย ไม่มากหรือน้อยเกินไป ควบคู่กับการกินอาหารหลากหลาย และมีประโยชน์รักษาสุขภาพ และรักษามาตรการต่างๆ

วิตามินดี เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีบทบาทในการเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสามารถหาได้จากหลายประเภท เช่น ปลาที่มีไขมันสูงอย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาซาร์ดีน รวมถึงอาหารอื่น ๆ อย่างเห็ด ตับ และไข่แดง การเลือกบริโภคอาหารที่มีวิตามินดีเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการเสริมสุขภาพโดยรวม

⭐️วิตามินดี คืออะไร
วิตามินดี หรือ "วิตามินแดด" เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและจำเป็นต่อร่างกายเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน นอกจากบทบาทหลักนี้ วิตามินดี ยังมีคุณสมบัติช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ควบคุมการติดเชื้อ และลดการอักเสบ จึงมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม

⭐️แหล่งของวิตามินดี
ร่างกายสามารถได้รับวิตามินดีจากแหล่งต่างๆ เช่น อาหารที่มีวิตามินดี เช่น ปลาแซลมอน ปลาเฮอริ่ง และไข่แดง แต่การรับประทานเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ เนื่องจากการผลิตวิตามินดีจากแสงแดดช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินชนิดนี้ได้อย่างเต็มที่ วิตามินดีมี 2 ชนิดหลัก คือ

1.วิตามินดี2 (Ergocalciferol) - ได้จากพืชและเชื้อรา
2.วิตามินดี3 (Cholecalciferol) - พบในสัตว์และร่างกายมนุษย์ โดยวิตามินดี3 มีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือดได้ดีกว่าวิตามินดี 2

⭐️อาหาร ที่มีวิตามินดี
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ โดยมักพบในอาหารเหล่านี้

1.ปลานิล
2.ปลาทับทิม
3.ปลาตะเพียน
4.ปลาแซลมอน
5.ปลาแมคคอแรล
6.ปลาทูน่ากระป๋อง
7.ไข่แดง
8.ตับ
9.นม
10.เห็ด

⭐️ปริมาณวิตามินดีที่เหมาะสมกับช่วงวัย
ปริมาณวิตามินดีที่เหมาะสมในแต่ละวัยต่อวัน คือ

วัย 6–12 เดือน ควรได้รับ 10 ไมโครกรัมต่อวัน
วัย 1-70 ปี ควรได้รับ 15 ไมโครกรัมต่อวัน
วัยผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 20 ไมโครกรัมต่อวัน
ประโยชน์ของวิตามินดีต่อสุขภาพ
บำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ – ช่วยควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง ลดความเสี่ยงกระดูกหักในผู้สูงอายุ และช่วยป้องกันการหกล้ม
เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน – ช่วยควบคุมการอักเสบและสนับสนุนการต่อสู้กับเชื้อโรค ลดความเสี่ยงโรคติดเชื้อ เช่น ปอดบวมและโควิด-19
สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด – มีการเชื่อมโยงระหว่างการขาดวิตามินดีกับโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่อย่างไรก็ตามยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติม
เสริมสร้างอารมณ์และสุขภาพจิต – วิตามินดีมีผลกระตุ้นการผลิตเซโรโทนิน ซึ่งช่วยลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล
การพัฒนาของกระดูกในเด็ก – ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกอ่อนในเด็กและกระดูกนิ่มในผู้ใหญ่

อันตราย หากได้รับวิตามินดีมากเกินไป
หากได้รับวิตามินดีมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยเรียกภาวะนี้ว่า อาการเป็นพิษ เนื่องจากได้รับวิตามินดีเกิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อเด็กวัยกำลังโต และในบางรายที่มีอาการหนักอาจจะเสียชีวิตจากการล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้

อันตราย หากได้รับวิตามินดีน้อยเกินไป
แต่หากได้รับปริมาณที่น้อยเกินไปหรือขาดวิตามินดี จะส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกอ่อนในเด็ก และกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่มีอาการชักหรือฟันผุ รวมถึงอาจทำให้ติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น และเมื่อติดเชื้อแล้วกลไกในการกำจัดเชื้อของร่างกายในคนที่มีวิตามินดีเพียงพอจะดีกว่าคนที่ขาดวิตามินดีอีกด้วย

วิตามินดี หาได้จาก “แสงแดด”
นอกจากนี้ ร่างกายยังสามารถรับวิตามินดีได้จากแสงแดดขณะทํากิจกรรมหรือออกกําลังกายกลางแจ้ง โดยให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดอย่างน้อย 15-20 นาทีทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00–10.00 น. และ 16.00–17.00 น.

ในช่วงนี้ วิตามินชนิดอื่น ๆ ทั่วไปก็สำคัญเช่นกัน จึงควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย เน้นการกินผักและผลไม้ เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ในการเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค พร้อมทั้งออกกําลังกายเป็นประจําสมํ่าเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จัดการความเครียด งดสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

6 วิตามิน-แร่ธาตุ ที่ช่วยจัดการกับโรค "ความดันโลหิตสูง"
จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในที่ร่มตลอดเวลา

ที่มา: https://www.sanook.com/health/29917/

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์

⭐️สมองล้า (Mental Fatigue) คืออะไร?ภาวะสมองล้า หรือที่หลายคนเรียกว่า Brain Fog คือภาวะที่รู้สึกว่าความสามารถด้านความคิด ...
10/07/2026

⭐️สมองล้า (Mental Fatigue) คืออะไร?
ภาวะสมองล้า หรือที่หลายคนเรียกว่า Brain Fog คือภาวะที่รู้สึกว่าความสามารถด้านความคิด สมาธิ และความจำลดลงจากปกติ
ผู้ที่มีภาวะนี้มักรู้สึกเหมือนมี “หมอก” ปกคลุมสมอง ทำให้คิดช้าลง ประมวลผลไม่ทัน ตอบสนองช้ากว่าปกติ และจัดการงานต่างๆ ได้ยากขึ้น

⭐️สาเหตุที่ทำให้สมองล้า
ภาวะสมองล้าไม่ได้เกิดจากการพักผ่อนไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
• ใช้งานสมองหนักต่อเนื่อง การทำงานที่ต้องใช้ความคิดมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ประชุมต่อเนื่อง อ่านเอกสารยาวๆ หรือโฟกัสงานเดิมนานเกินไป อาจทำให้ระบบประสาทที่ควบคุมความสนใจทำงานหนักจนล้า
• นอนไม่พอ หรือคุณภาพการนอนไม่ดี แม้นอนครบชั่วโมงตามปกติ แต่หากคุณภาพการนอนไม่ดี หลับไม่ลึก ตื่นบ่อย หรือพักแล้วไม่สดชื่น สมองก็อาจไม่ได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการคิดและความจำลดลงในระหว่างวัน
• ความเครียดสะสม ความเครียดและความกังวลเรื้อรัง ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานหนัก สมองเหนื่อยล้า สมาธิลดลง และอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย
• ขาดสารอาหารและปัจจัยทางร่างกายอื่นๆ เช่น ขาดน้ำ ขาดวิตามินบางชนิด โดยเฉพาะวิตามินบี พักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สารกระตุ้น หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ก็ส่งผลต่อการทำงานของสมองและทำให้เกิดความล้าได้เช่นกัน

⭐️อาการของสมองล้า
ภาวะสมองล้าอาจส่งผลได้ทั้งด้านความคิด ร่างกาย และอารมณ์ โดยมีอาการที่พบได้บ่อย ดังนี้
• อาการทางความคิด เช่น คิดช้าลง ขาดสมาธิ จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ยาก ความจำลดลง หลงลืมง่าย คิดไม่ออก หรือรู้สึกเหมือนมีหมอกในหัว
• อาการทางร่างกาย เช่น เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก ง่วงนอนตลอดเวลา ปวดศีรษะ รู้สึกเฉื่อยชา และไม่มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ
• อาการทางอารมณ์ เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย รู้สึกเครียด วิตกกังวล หมดแรงใจ หรือไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายและสมองกำลังต้องการการพักฟื้นอย่างจริงจัง

⭐️สมองล้าอาจเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง
แม้ภาวะสมองล้าจะพบได้จากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือความเครียดสะสม แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะทางสุขภาพบางอย่างได้ เช่น
• ภาวะเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า ความเครียดเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิตส่งผลต่อสมาธิ ความจำ และพลังงานในการใช้ชีวิต ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและคิดไม่ออกได้ง่าย
• ภาวะนอนไม่หลับ หรือโรคที่รบกวนการนอน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ แม้นอนนานก็ยังรู้สึกไม่สดชื่น
• ภาวะขาดวิตามินหรือโลหิตจาง โดยเฉพาะการขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก หรือภาวะโลหิตจาง ที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองและระดับพลังงานของร่างกาย
• โรคเกี่ยวกับฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ เช่น ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ เบาหวาน หรือฮอร์โมนไม่สมดุล ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย สมองตื้อ และไม่มีสมาธิ
• โรคทางระบบประสาทหรือโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ไมเกรน โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือภาวะหลังติดเชื้อบางชนิด ที่อาจทำให้เกิดอาการ Brain Fog ได้ หากมีอาการสมองล้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนกระทบต่อการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินสาเหตุและรับการดูแลอย่างเหมาะสม

⭐️ทำไมแค่ “นอนหลับ” ถึงไม่พอ?
หลายคนคิดว่าแค่นอนเยอะ ๆ แล้วอาการล้าจะหายไปเอง แต่ในความเป็นจริง อาการสมองล้าไม่ได้แก้ได้ด้วยการนอนเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ดังนี้
• จำนวนชั่วโมงไม่เท่ากับคุณภาพการนอน แม้นอนครบ 7–8 ชั่วโมง แต่หากหลับไม่ลึก ตื่นบ่อย หรือเป็นภาวะนอนแล้วไม่สดชื่น (Non-restorative Sleep) สมองก็อาจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แม้จะนอนนานพอแล้วก็ตาม
• สมองต้องการการพักมากกว่า “การหลับตา” แม้การนอนจะสำคัญ แต่สมองยังต้องการการพักแบบมีคุณภาพ (Active Recovery) เช่น การหยุดรับข้อมูล พักสายตา เดินเล่น ทำกิจกรรมเบา ๆ หรือใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดภาระของระบบประสาทได้ดี
ปัจจัยอื่นนอกจากการนอน หากยังมีความเครียดสะสม ทำงานหนัก ขาดสารอาหาร หรือใช้ชีวิตภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ต่อให้นอนมากเพียงใด สมองก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้าได้อยู่ดี ดังนั้น การนอนหลับเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาสมองล้า จำเป็นต้องดูแลปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งความเครียด รูปแบบการใช้ชีวิต โภชนาการ และการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้สมองได้ฟื้นตัวอย่างแท้จริง

⭐️วิธีฟื้นฟูสมองล้าอย่างได้ผล
การฟื้นฟูภาวะสมองล้า ควรดูแลควบคู่กันทั้งร่างกาย จิตใจ และวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อให้สมองกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
• ปรับคุณภาพการนอน นอนและตื่นให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ ลดคาเฟอีนช่วงบ่ายหรือเย็น งดใช้หน้าจอก่อนนอน จัดห้องนอนให้เงียบ มืด และสบาย
• จัดสมดุลการทำงานและการพัก ใช้เทคนิคทำงานเป็นรอบ เช่น Pomodoro ลุกเดินหรือยืดเส้นยืดสายระหว่างวัน หลีกเลี่ยงการทำหลายอย่างพร้อมกันตลอดเวลา
• ออกกำลังกายและฝึกสมาธิ การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ส่วนการฝึกสติหรือสมาธิช่วยลดความเครียด และเพิ่มสมาธิในการทำงาน
• ดูแลโภชนาการ รับประทานอาหารให้สมดุล ดื่มน้ำให้เพียงพอ และได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อระบบประสาทอย่างเหมาะสม
• ลดแรงกดดันทางใจ หาเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมที่ชอบ พูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกว่ารับมือไม่ไหว
ภาวะสมองล้าไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะส่งผลกระทบต่อทั้งความคิด ร่างกาย และอารมณ์ การฟื้นฟูจึงไม่ใช่เพียงแค่การนอนพักเท่านั้น แต่ต้องดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งคุณภาพการนอน การใช้ชีวิตประจำวัน การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และโภชนาการที่เหมาะสม เมื่อสมองได้รับการพักฟื้นอย่างเพียงพอ ก็จะกลับมาสดชื่น มีพลัง และพร้อมใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

ที่มา: กรมสุขภาพจิต

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #เครียด

วิกฤตวัยกลางคน คืออะไร เมื่อถึงวัยกลางคน หลายคนอาจได้ทำความรู้จักกับคำว่า ‘วิกฤตวัยกลางคน’ คือ การคิดหมกมุ่นวนเวียนเกี่ย...
05/07/2026

วิกฤตวัยกลางคน คืออะไร เมื่อถึงวัยกลางคน หลายคนอาจได้ทำความรู้จักกับคำว่า ‘วิกฤตวัยกลางคน’ คือ การคิดหมกมุ่นวนเวียนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตของตนเองจนส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้มีอายุระหว่าง 35-50 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เป็นช่วงที่ได้สำรวจตรวจสอบตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ได้ถือเป็นเรื่องเลวร้าย หากเปลี่ยนมาเป็นพลังบวก เป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ก้าวข้ามวิกฤตนั้น

อาการแบบไหนน่าเป็นห่วง หลากหลายวิกฤตที่เกิดขึ้น ประดังประเดเข้ามาในช่วงนี้ อาจเป็นเรื่องยากที่ทำให้ใครหลายคนยังไม่สามารถผ่านมันไปได้ จนเริ่มมีอาการรุนแรงที่สังเกตเห็นได้ชัดเกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ควรไปพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอรับคำปรึกษาและการช่วยเหลือแล้ว
• คิดมาก นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ
• เบื่ออาหาร กินไม่ลง น้ำหนักลดต่อเนื่อง
• ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงาน งานมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง
• เครียดจนส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น ทะเลาะกับคู่รัก พ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนร่วมงาน
• เบื่อ หมดพลัง หมดความสนใจหรือความสุขในการทำกิจกรรมต่างๆ
• รู้สึกไร้ค่า รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง
• ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ในชีวิตอย่างหุนหันพลันแล่น เช่น ลาออก หย่าร้าง ย้ายบ้าน

⭐️สาเหตุหลักของวิกฤตวัยกลางคนเกิดจากอะไร วิกฤตวัยกลางคนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เพราะแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่าง 4 สาเหตุหลักหรือปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงวัยนี้ เช่น
1. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง คนในช่วงวัยกลางคน มีอาการของคนที่เข้าสู่วัยทอง ประสิทธิภาพในการทำงานช้าลง ส่งผลทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดง่าย และเบื่อหน่ายตนเอง
2. ความเสื่อมถอยของร่างกาย ช่วงวัยนี้สภาพร่างกายอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ส่งผลให้ความคล่องตัวในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง
3. พบกับความสูญเสีย เช่น การเสียชีวิตของคนที่รักและผูกพัน ในช่วงวัยนี้มักพบกับการสูญเสียของคนที่ใกล้ชิดบ่อยมากขึ้น
4. ชีวิตไม่เป็นไปตามคาดหวัง เมื่อมาถึงช่วงวัยนี้ ชีวิตน่าเริ่มอิ่มตัวและประสบความสำเร็จตามที่คิดหวังไว้ ทั้งชีวิตคู่และการงาน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชีวิตยังไม่ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้รู้สึกกดดันกับตนเองและขาดความสุขกับชีวิต

⭐️วิกฤตวัยกลางคน ตั้งรับได้อย่างไร
1. เปิดใจรับความเปลี่ยนแปลง โฟกัสปัจจุบันมากกว่าอดีต เพราะทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรให้ชีวิตดีขึ้น ลองคิดและลงมือทำสิ่งที่วางแผนไว้
2. คุยกับคนที่มีพลังบวก ระบายความในใจ เมื่อมีปัญหาอย่าเก็บไว้คนเดียว พยายามออกไปคุยกับคนที่มีพลังบวก อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว หรือจิตแพทย์ก็ได้ การได้พูดคุยช่วยให้เราได้ระบายสิ่งที่เก็บไว้ออกมา ช่วยให้ได้ทบทวนและเป็นการระบายความเครียดอย่างหนึ่ง
3. กลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง ลองกลับมาทำตัวเป็นนักเรียน เรียนรู้เรื่องที่สนใจอีกครั้ง แล้ววางแผนทำอย่างจริงจัง เช่น อบรม สัมมนา สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ ช่วยให้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แล้วยังช่วยให้มุมมองต่อชีวิตของเราเปลี่ยนไปได้ด้วย
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากทำให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดและป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าได้ด้วย
5. ทำสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น การเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนอื่นมีชีวิตที่ดี บรรลุเป้าหมาย และมีความสุข ช่วยให้เรามีความสุขตามไปด้วยได้เช่นกัน

วิกฤตวัยกลางคนเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นไป การมองอย่างเข้าใจ การเตรียมตัว และเตรียมใจเข้าสู่วัยนี้ทำให้ก้าวผ่านวิกฤตวัยกลางคนไปได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข

ที่มา: กรมสุขภาพจิต

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #วัยกลางคน #วิกฤต #สุขภาพจิต

ในปัจจุบันเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ในบางครั้งสมาร์ทโฟเปรียบเสมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของมน...
27/06/2026

ในปัจจุบันเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ในบางครั้งสมาร์ทโฟเปรียบเสมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะ สมาร์ทโฟนสามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งนี้รวมถึงการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) เช่น Facebook Instagram และ Instant messaging อื่น ๆ ด้วย

เดิมทีมนุษย์เป็นสัตว์สังคมซึ่งต้องการการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ดังนั้นการที่เราสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้นมากในปัจจุบัน ทำให้มีความเสี่ยงในการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ได้ง่ายขึ้นมากตามไปด้วย โดยเราสามารถสังเกตตนเองว่ามีอาการของโรคติดสื่อสังคมออนไลน์นี้ได้จากลักษณะอาการหลายประการที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะพบ

เดิมทีมนุษย์เป็นสัตว์สังคมซึ่งต้องการการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ดังนั้นการที่เราสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้นมากในปัจจุบัน ทำให้มีความเสี่ยงในการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ได้ง่ายขึ้นมากตามไปด้วย โดยเราสามารถสังเกตตนเองว่ามีอาการของโรคติดสื่อสังคมออนไลน์นี้ได้จากลักษณะอาการหลายประการที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะพบ

ปัญหาการติด Social media และอาจก่อให้เกิดภาวะของโรคซึมเศร้า โรคเครียด วิตกกังวล สมาธิสั้น และไบโพลาร์ได้เนื่องจากการจดจ่ออยู่กับสมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานตลอดวันจะทำให้มีเวลาในการพักผ่อนน้อยลง และเกิดการฝั่งตัวเองในโลกออนไลน์มากเกินไปจนตัดขาดจากผู้คนรอบข้าง ผู้ป่วยบางรายใช้ชีวิตในโลกสมมติมากกว่าโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีก เริ่มต้นเช็กอาการกันได้ดังนี้

1.อยู่กับโซเชียลมีเดีย มากกว่าที่ตั้งใจไว้

2.ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย มักจะมีอาการกระวนกระวายใจหรือหงุดหงิด

3.หากเราพยายามที่จะควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของตัวเองแต่ไม่สามารถควบคุมได้

4.คิดถึงโซเชียลมีเดีย อยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม

5.เวลาที่เครียดมักจะใช้โซเชียลมีเดียเพื่อคลายเครียด

6.มีการโกหกหรือปิดบัง เพื่อที่จะได้เล่นโซเชียลมีเดีย

7.โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการทำงานหรือเกิดปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

ลักษณะอาการเหล่านี้ เป็นตัวชี้บอกได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์เริ่มมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ซึ่งตัวเราเองสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดสื่อสังคมออนไลน์ได้ในเบื้องต้น ได้แก่ พยายามจำกัดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียให้ลดลงหรือกำหนดเวลาให้แน่ชัด โดยสามารถใช้การตั้งเตือนก่อนที่จะครบเวลาที่กำหนดช่วยด้วย และพยายามหากิจกรรมอื่นทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น งานอดิเรกที่สนใจ การออกกำลังกาย การพบปะเพื่อนหรือญาติ การไปท่องเที่ยว การหากิจกรรมคลายความเครียด

ดังนั้นหากพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีอาการของ Social Addiction ดังกล่าวข้างต้น แล้วไม่สามารถจัดการกับตัวเองด้วยวิธีเบื้องต้นได้ ก็ควรนัดหมายเข้าพบจิตแพทย์เพื่อคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาปัญหา Social addiction และโรคร่วมอื่น ๆ ทางจิตเวชต่อไป

ที่มา: Social Addiction โรคติดสื่อสังคมออนไลน์ เสี่ยงก่อภาวะ ซึมเศร้า https://share.google/EYCvli8I3hdkC2y8B

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ #ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง...
20/06/2026

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

โรคร่าเริง หากได้ยินชื่อนี้ในครั้งแรก หลายคนอาจคิดว่า เป็นโรคที่มีอาการไม่ต่างจาก โรคไฮเปอร์ ของผู้ที่มีพฤติกรรมอยู่ไม่ส...
07/06/2026

โรคร่าเริง หากได้ยินชื่อนี้ในครั้งแรก หลายคนอาจคิดว่า เป็นโรคที่มีอาการไม่ต่างจาก โรคไฮเปอร์ ของผู้ที่มีพฤติกรรมอยู่ไม่สุขหรืออยู่ไม่นิ่ง แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ และวันนี้ Tonkit360 จะพามาทำความรู้จักกับ โรคร่าเริง กันค่ะ ว่ามีอาการเป็นอย่างไร สามารถรักษาได้หรือไม่

⭐️ทำความรู้จัก “โรคร่าเริง”
เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่อดหลับอดนอนอย่างต่อเนื่อง อาการแบบนี้มักเกิดกับผู้ที่ชอบอ่านหนังสือแบบหามรุ่งหามค่ำต่อเนื่องกันหลายวัน หรือผู้ที่ต้องทำงานช่วงกลางคืนและพักผ่อนตอนกลางวันแทน และพฤติกรรมเช่นนี้ยังส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวน

⭐️โรคร่าเริง มีอาการอย่างไร?
ผู้ที่เป็นโรคร่าเริง ในช่วงกลางวัน จะมีอาการรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงนอนตลอดเวลา หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย และไม่มีสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน

ขณะที่ในช่วงกลางคืน จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างเต็มที่ ไอเดียพรั่งพรู ไม่หลับไม่นอน มีอาการลืมวันลืมคืน จนทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างที่ควร หรือที่เรียกว่า “กลางวันง่วงซึม กลางคืนตาสว่าง” นั่นเอง

⭐️พฤติกรรมแบบใด เสี่ยงเป็นโรคร่าเริง
•นอนดึกหรือนอนเช้า
ผู้ที่เป็นโรคร่าเริงมักจะมีพฤติกรรมชอบนอนดึกหรือนอนเช้าทีเดียว โดยโรคนี้มักเกิดกับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ นักเขียน ครีเอทีฟ ทำงานในวงการบันเทิง หรือผู้ที่จำเป็นต้องทำงานอยู่กะกลางคืน

•ติดเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์
ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้มี “แสงสีฟ้า” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ประสาทตื่นตัว ฉะนั้น จึงควรงดเล่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอนประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายของคุณได้ปรับสภาพให้พร้อมก่อนเข้านอน

•ตื่นสาย
เมื่อคุณนอนดึก ก็ไม่แปลกที่ต้องตื่นสาย ซึ่งการตื่นสายนอกจากทำให้ร่างกายไม่สดชื่นเท่าที่ควรแล้ว ยังเป็นเหตุให้คุณต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทั้งรีบไปโรงเรียนหรือไปทำงาน ทำให้อดทานข้าวเช้า เป็นเหตุให้มีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะแทรกซ้อนขึ้นมาได้

•ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้ดี ส่งผลให้มีแรงและรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่หากคุณดื่มติดกันบ่อย ๆ หรือดื่มช่วงก่อนเข้านอน จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้

⭐️โรคร่าเริง มีวิธีรักษาอย่างไร
การรักษาโรคร่าเริงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงคุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ ดังนี้

▪︎ปรับเวลานอนใหม่
จากเดิมที่เคยนอนดึก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ขอให้คุณลองเปลี่ยนเวลานอนใหม่ ด้วยการเข้านอนตั้งแต่ช่วงเวลา 22.00 น. เนื่องจากช่วงเวลา 22.00-02.00 น. เป็นช่วงที่โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาในขณะที่คุณหลับ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย

▪︎ปรับนิสัยการทานอาหาร
ใครจะเชื่อว่า การทานอาหารก็มีผลต่อผู้เป็น “โรคร่าเริง” เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการทานอาหารที่มีแป้งเยอะ ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการง่วงนอนในตอนกลางวันได้ง่าย ฉะนั้น ลองเปลี่ยนมาทานเนื้อสัตว์ที่ติดมัน และเนื้อปลาให้มากขึ้น รวมถึงลดทานแป้ง เพียงเท่านี้จะช่วยให้ร่างกายมีความตื่นตัวมากขึ้นในช่วงกลางวัน และนอนหลับได้อย่างสบายในช่วงกลางคืน

▪︎ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย นอกจากช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรง ยังช่วยให้ร่างกายของคุณมีความตื่นตัว ไม่รู้สึกง่วงนอนในเวลากลางวัน ยิ่งหากคุณออกกำลังกายตอนเช้า จะช่วยให้ร่างกายเกิดความกระปรี้กระเปร่าพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในตอนกลางวันมากขึ้นอีกด้วย

▪︎ตั้งนาฬิกาปลุก
หากรู้ตัวว่า ไม่สามารถตื่นนอนเองได้ ขอให้หาผู้ช่วยอย่าง “นาฬิกาปลุก” มาใช้ซะ โดยคุณอาจตั้งนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือก็ได้ เมื่อร่างกายของคุณเริ่มชินกับเวลาที่ต้องตื่นเป็นประจำ หลังจากนั้นอาจไม่ต้องพึ่งพานาฬิกาปลุกอีกต่อไป

▪︎ฟังเพลงระหว่างวัน
เมื่อคุณรู้สึกว่า การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังไม่สามารถช่วยให้รู้สึกตื่นตัว ลองเปิดเพลงฟังระหว่างวัน เพื่อคลายเครียดและเพิ่มความตื่นตัวของร่างกาย แต่อย่าเลือกเพลงช้านะคะ ไม่งั้นอาจได้นั่งหลับคาโต๊ะทำงานแน่ ๆ ส่วนเพลงตื๊ด ๆ แนว EDM ก็ฟังได้ แค่อย่าเผลอสนุก จนลุกมาแดนซ์เท่านั้นเอง

▪︎ดื่มน้ำเปล่า
การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ที่สำคัญ “น้ำ” ยังเป็นตัวลดความหนืดของเลือด ทำให้คุณไม่รู้สึกง่วงนอน

แม้ชื่อ “โรคร่าเริง” อาจฟังดูไม่น่ากลัว แต่ความจริงเป็นโรคที่มีอันตรายไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะยิ่งระบบการทำงานภายในร่างกายผิดเพี้ยนมากเท่าใด ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อร่างกายมากตามไปด้วย ดังนั้น คุณควรหันมาใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น

ที่มา: https://www.sanook.com/health/12585อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช #กลางคืนนอนไม่หลับ #ปัญหาการนอน #สุขภาพจิต

หลายคนคงเคยเจอปัญหา ตากแดดแล้วปวดหัว โดยเฉพาะช่วงเที่ยงหรือบ่ายที่แดดร้อนแรงสุดๆ เมื่อเจอแดดก็รู้สึกวิงเวียน หนักหัว อ่อ...
28/05/2026

หลายคนคงเคยเจอปัญหา ตากแดดแล้วปวดหัว โดยเฉพาะช่วงเที่ยงหรือบ่ายที่แดดร้อนแรงสุดๆ เมื่อเจอแดดก็รู้สึกวิงเวียน หนักหัว อ่อนแรง บางรายถึงขั้นคลื่นไส้หรือเป็นลม มาดูสาเหตุ วิธีรับมือ และวิธีทำให้ร่างกายทนแดดได้มากขึ้นกันดีกว่า

⭐️ทำไมตากแดดแล้วปวดหัว ?
เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับความร้อนสูงเกินไป ระบบควบคุมอุณหภูมิจะทำงานหนักโดยเฉพาะ "สมอง" ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ พอร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน ก็จะเริ่มเกิดอาการต่างๆ เช่น

•ปวดศีรษะ หนักหัว
•วิงเวียน คลื่นไส้
•เหงื่อออกมาก หรือไม่มีเหงื่อเลยในบางกรณี
•หายใจถี่ ใจเต้นแรง
•รู้สึกสับสน อ่อนแรง

⭐️วิธีแก้เมื่อตากแดดแล้วปวดหัว
1. หาที่ร่มหรือที่เย็นโดยด่วน
เข้าไปในอาคารเปิดแอร์ หรือย้ายไปอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อลดการสะสมของความร้อนในร่างกาย

2. ดื่มน้ำทันที
เลือกน้ำเปล่าเย็นเล็กน้อยหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ เพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไป ควรหลีกเลี่ยงน้ำเย็นจัดหรือกาแฟที่อาจทำให้ร่างกายเสียสมดุล

3. ประคบเย็นบริเวณท้ายทอย หน้าผาก หรือข้อมือ
ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและบรรเทาอาการปวดหัวได้เร็วขึ้น

4. นอนพัก
หากอาการยังไม่ดีขึ้น ให้เอนตัวนอนในท่าศีรษะสูง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวแรงๆ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง

⭐️วิธีทำให้ร่างกายทนแดดได้ดีขึ้น
1. ฝึกออกแดดวันละนิด
เริ่มจากการอยู่กลางแดดอ่อนๆ ช่วงเช้า 7.00-8.00 น. ทีละ 10–15 นาที ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอทุกวัน
ร่างกายที่ขาดน้ำจะต้านทานความร้อนได้น้อยลง ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร โดยเฉพาะในวันที่มีแดดแรง

3. กินอาหารช่วยต้านแดด
อาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยให้ร่างกายรับมือกับความร้อนได้ดีขึ้น

4. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี
ควรเลือกเสื้อผ้าโทนสว่าง เนื้อผ้าบางเบา ไม่รัดแน่น และมีหมวกหรือร่มติดตัวไว้เสมอ

⭐️เพลียแดด กี่วันหาย
เพลียแดด (heat exhaustion) โดยทั่วไปจะดีขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังได้พักในที่เย็นและดื่มน้ำ แต่บางรายอาจยังอ่อนเพลียต่อเนื่องได้ประมาณ 1–2 วัน ทั้งนี้เกิดจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากเหงื่อมาก ทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ไม่ดี หากดูแลด้วยการพัก ดื่มน้ำหรือเกลือแร่ และหลีกเลี่ยงความร้อน อาการมักหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ตัวร้อนจัด สับสน อาเจียนไม่หยุด หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเป็นภาวะฮีทสโตรกซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้

⭐️ตากแดดแล้วปวดหัว แบบไหนควรไปพบแพทย์
หากตากแดดแล้วปวดหัว ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น เป็นลมหมดสติ ตัวร้อนจัด ไม่มีเหงื่อออก หรือสับสน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นอาการของฮีทสโตรก ที่อันตรายถึงชีวิตได้

แดดเมืองไทยไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าคุณมีอาการตากแดดแล้วปวดหัวอยู่บ่อยๆ อย่าชะล่าใจ! นอกจากรู้วิธีรับมือเบื้องต้นแล้ว การปรับพฤติกรรมและเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับสภาพอากาศร้อนจะช่วยให้ชีวิตประจำวันของคุณสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสุขภาพดีกว่าเดิม

ที่มา: https://www.sanook.com/health/37189/

อยู่ที่ไหนก็ปรึกษาได้..ปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
😊ไว้ใจ วางใจ สบายใจ..เพราะเราเข้าใจ
#ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
จากคลินิกเฉพาะทางจิตเวช...ที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
โทร 064-9945499

#คลินิกที่มีการแนะนำบอกต่อกันมากที่สุด
#ปรึกษาจิตแพทย์ #คลินิกจิตเวช

ที่อยู่

อาคารตั้งฮั่วปัก ชั้น3J หัวลำโพง (MRTหัวลำโพง ทางออก1)
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 22:00
อังคาร 08:00 - 22:00
พุธ 08:00 - 22:00
พฤหัสบดี 08:00 - 22:00
ศุกร์ 08:00 - 22:00
เสาร์ 08:00 - 22:00
อาทิตย์ 08:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66649945499

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ The Mind Talk:

ทางลัด

แชร์