21/11/2016
https://www.facebook.com/surasak.jayajitadara/posts/10154035009756161
Chill Guide : จังหวัดไหน? เที่ยวได้ทั้งปี หนึ่งในสถานที่ที่เราอยากแนะนำคงเป็นกาญจนบุรี เมืองที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาและสายน้ำ ยิ่งในช่วงหน้ากรีนซีซั่นเมืองนี้ก็ยิ่งเพิ่มความชุ่มฉ่ำ ต้นไม้ใบหญ้าตลอดการเดินทางก็ผลิใบเป็นสีเขียวสุดสดชื่น ที่เห็นแล้วก็พาทำให้เราสบายตาสบายใจไปด้วย แถมกาญจนบุรียังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สามารถไปเที่ยวได้แม้ว่าจะมีวันหยุดเพียงน้อยนิดทั้งแบบไปเช้า-เย็นกลับ แต่ถ้าใครกลัวจะเหนื่อยหรือเที่ยวไม่เต็มที่ก็หาวันว่างเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืนแบบทริปที่เราได้เดินทางกันในครั้งนี้กับ ทริป 2 วัน 1 คืน ตามหาความสุขช่วงกรีนซีซั่น นอนแพริมน้ำ เช็คอินร้านชิค เดินเล่นชิลๆ ที่กาญจนบุรี ที่พูดได้เลยว่าการตามหาความสุขครั้งนี้เราได้กลับมาแบบเต็มกระเป๋า!!! แล้วนำกลับมาแจกกันในรีวิวนี้ >>>http://www.chillpainai.com/scoop/7230/
Day : 1 (กรุงเทพฯ-ต้นจามจุรียักษ์ --ปราสาทเมืองสิงห์-เข้าที่พักเช็คอิน)
จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งวันนี้เราจะแวะไปเที่ยวชมความสวยงามของต้นจามจุรียักษ์ หรือต้นก้ามปูยักษ์ที่อำเภอด่านมะข้ามเดี้ย ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี ขนาด 10 คนโอบ จากนั้นเดินทางต่อไปยังปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งการเรียนรู้และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ภายในพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์แบ่งพื้นที่เข้าชมเป็นสัดส่วนต่างๆ มีทั้งโซนอาคารจัดแสดง และโซนโบราณสถานอีก 4 แห่ง สำหรับจุดที่น่าสนใจ เป็นตัวปราสาทที่ตั้งอยู่บนสนามหญ้าสีเขียว ที่สามารถเดินเข้าจากประตูทั้งสี่ทิศ เพื่อไปภายในพื้นที่ปราสาทที่มีความตื่นตาตื่นใจในการสร้าง
หลังจากชมความสวยงามและความอัศจรรย์ในการสร้างปราสาทในยุคโบราณแล้ว เราก็เตรียมเดินทางกันต่อเพื่อไปยังที่พักของเราในคืนนี้นั้นคือ ไทรโยควิว รีสอร์ท ที่พักริมแม่น้ำแควน้อยบรรยากาศสุดชิล ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม เบื้องหน้าเป็นสายน้ำแควน้อย เบื้องหลังเป็นทิวเขาที่อยู่ไกลออกไป สำหรับที่นี่เราจองมาเป็นที่พักโซนแพในราคาคนละ 1200 บาท รวมที่พักสำหรับ 1 คืน อาหารเย็นและอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ และยังรวมกิจกรรมล่องแพชมวิวอีกด้วย
หลังเช็คอินเข้าที่พักเราก็มาเตรียมตัวกันที่โซนริมน้ำเพื่อรอเวลาไปล่องแพ ซึ่งจะมีด้วยกัน 2 รอบคือ 16.00 น. และ 17.00 น. ซึ่งการล่องแพจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที ใครที่หนีร้อนมาตอนนี้ก็ถึงเวลาที่คุณจะได้กระโดดน้ำ ลอยคอ แช่น้ำเย็นๆ กันให้ชุ่มฉ่ำไปถึงหัวใจ หรือถ้าใครอยากจะนั่งชมวิวสวยๆ ถ่ายรูปเล่นบนแพก็เก๋ไก๋สบายใจไปอีกแบบ
เสร็จจากกิจกรรมล่องแพ ก็ถึงเวลาอาบน้ำแต่งตัวเมื่อมารับประทานอาหารเย็นกันที่แพริมน้ำ ซึ่งโซนอาหารเย็นจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 18.00 น. ไปจนถึง20.30 น. เมนูอาหารนั้นก็มีให้เลือกรับประทานกันหลายเมนูแบบไม่อั้น ใครไม่อิ่มก็เติม โดยมีทั้งเมนูอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม ใครที่รับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วอยากจะนั่งเม้าท์มอยกันเพลินๆ ที่แพก็เปิดไปจนถึงเช้า แต่ถ้าใครอยากจะจับกลุ่มหน้าห้องพักก็ต้องระวังเรื่องเสียงที่จะรบกวนเพื่อนห้องข้างกันด้วยนะคะ
Day : 2 (เช็คเอ้าท์-น้ำตกไทรโยคน้อย-สะพานข้ามแม่น้ำแคว-เดินเล่นปากแพรก-เช็คอินร้านกาแฟสิทธิสังข์-กรุงเทพฯ)
วันนี้เราตื่นมารับประทานอาหารเช้ากันที่ห้องอาหารโซนเดิม ซึ่งห้องอาหารจะเปิดตั้งแต่ 6.30 น. ไปจนถึง 9.30 น. เมนูอาหารเช้าก็เป็นเมนูเบาๆ มีขนมปังปิ้ง ข้าวต้ม ข้าวผัด ชา กาแฟ โอวัลติน ซึ่งในช่วงเช้าอากาศก็เย็นสบาย เพลิดเพลินก็ต่อการรับระทานเป็นที่สุด
หลังอิ่มเอมกับอาหารเช้า เราก็เก็บกระเป๋าเตรียมเช็คเอ้าท์เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายอื่นๆ ของวันนี้ ซึ่งระหว่างทางเราก็ได้แวะเที่ยวกันที่ น้ำตกไทรโยคน้อย น้ำตกเล็กๆ ริมทางที่ไม่ต้องใช้แรงในการปีนป่ายมากมาย ซึ่งภานในพื้นที่น้ำตกเราสามารถเช่าเสื่อมานั่งชิลๆ ตามจุดที่เราชอบได้ หรือจะสั่งอาหารมารับประทานก็ฟินไปอีกแบบทั้ง ส้มตำ น้ำตก ลาบ ไก่ย่าง เมนูอาหารอีสานง่ายๆ แต่ก็ต้องช่วยกันรักษาความสะอาดกันด้วยนะคะ “กินแล้วเก็บขยะทิ้งกันให้เรียบร้อย”
จากน้ำตกเรามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองแล้วแวะมาถ่ายรูปเล่นกันที่จุดแลนมาร์คของเมืองกาญจน์ นั่นคือสะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ จากสะพานข้ามแม่น้ำแควเราไปกันต่อที่บริเวณปากแพรก เดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปเล่นกับตึกรามบ้านช่องในย่านนี้ที่ยังคงความสวยงามในอดีตให้เราได้สัมผัส บ้างหลังเป็นที่พัก บ้างหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เล่าประวัติความเป็นมา และบ้างหลังห็ผลันมาเป็นร้านกาแฟบรรยากาศชิคๆ แล้วเราก็ได้แวะเช็คอินกันที่ร้านสิทธิสังข์ ร้านกาแฟตึกเก่าสีเหลืองที่ได้เปิดให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งอดีตกับการเก็บสะสมของเก่ามากมายให้เราได้นั่งพักเหนื่อยเพลินไปกับบรรยากาศสบายๆภายในร้าน
หลังจากอิ่มอร่อยกับเมนูอาหาร เครื่องดื่มที่ร้านสิทธิสังข์ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องโบกมือเมืองกาญจน์กันแล้ว ทริปเที่ยวเมืองกาจน์ เป็นทริปที่ใครมีเวลาว่างน้อยก็สามารถมากันได้ ไม่ต้องรอให้ให้มีวันหยุดยาว แถมในช่วงหน้าฝนหรือช่วงกรีนซีซั่นนี้เมืองยังเหมือนถูกทาไปด้วยสีเขียมทั่วทั้งเมือง ต้นไม้น้อยใหญ่ผลิใบใหม่ อากาศก็เย็นสบายน่าเที่ยวเป็นที่สุด ใครที่เหนื่อยๆ เบื่อๆ ลองแท็กชวนชวนคุณออกมาเที่ยวกันในวันหยุดนี้ แล้วเก็บความสุขใส่กระเป๋าไปใช้กัน
การเดินทางโดยรถส่วนตัวไปยังที่พัก : ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านจังหวัดนครปฐม จากนั้นเปลี่ยนไปทางราชบุรี - บ้านโป่ง จนเห็นป้ายกาญจนบุรีก็เลี้ยวเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 323 จากนั้นขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยกท่าล้อให้เลี้ยวขวา ใช้ถนนเลี่ยงเมืองกาญจนบุรี 367 จนถึงสี่แยกแก่งเสี้ยนแล้วให้เปลี่ยนเส้นทางมาใช้ทางหลวงหมายเลข 323 ขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงอ.ไทรโยค
การเดินทางด้วยรถสาธารณะไปยังที่พัก : จากกรุงเทพฯนั่งรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือนังรถทัวร์ได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ มาส่งตัวเมืองกาญฯ หรือ บขส.กาญฯ แล้วนั่งรถตู้หรือรถบัสสาย กาญจนบุรี - ทองผาภูมิ, กาญจนบุรี - สังขละบุรี แล้วให้บอกพี่กระเป๋ารถเมลล์ว่าลงบ้านแก่งจอ แล้วให้รอหน้าปากทางเข้ารีสอร์ทจะมีรถของไปรับค่ะ (ซึ่งต้องแจ้งทางที่พักล่วงหน้าด้วยนะคะก่อนเดินทาง)
ค่าใช้จ่าย ทริป 2 วัน 1 คืน ตามหาความสุขช่วงกรีนซีซั่น นอนแพริมน้ำ เช็คอินร้านชิค เดินเล่นชิลๆ ที่กาญจนบุรี
คาที่พัก 1,200 บาท/คน
ค่ากิน 500 - 700 บาท/คน
รวม 1,900 บาท/คน (ยังไม่รวมค่าเดินทาง)