ภูมิแพ้แก้ได้ Allergic march

ภูมิแพ้แก้ได้ Allergic march เผยแพร่ความรู้โรคภูมิแพ้ ชุมชนชาวภูมิแพ้ประเทศไทย Strengthening Science through Specialist Collaboration

06/09/2026
18/08/2026

🌧️ เมื่อฤดูฝนเดินทางมาถึง สิ่งที่มักมาเยือน คือ "แก๊งเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจ" ที่ซ่อนตัวอยู่ในอากาศหรือสิ่งของที่เราต้องหยิบจับร่วมกันบ่อย ๆ
📊 จากรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่และเชื้อสาเหตุโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ประจำสัปดาห์ที่ 29 - 30 (ระหว่างวันที่ 12 - 25 กรกฎาคม 2569) ภายใต้โครงการ Flu-RightSize ได้สะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่าสนใจผ่านการตรวจตัวอย่างจากโรงพยาบาลเครือข่ายใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งช่วยให้เราเห็นเบื้องหลังการแพร่ระบาดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
🔬 จากการวิเคราะห์ตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการจำนวน 292 ราย พบผลบวกถึง 176 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 60.3 โดยเชื้อที่ครองแชมป์การตรวจพบสูงสุดในช่วงสองสัปดาห์นี้ คือ Rhinovirus/Enterovirus ที่พบมากถึง 83 ราย (ร้อยละ 28.4) ตามมาด้วย Parainfluenza type 1 - 4 จำนวน 33 ราย (ร้อยละ 11.3) และ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) จำนวน 30 ราย (ร้อยละ 10.3) นอกจากนี้ ยังพบ SARS-CoV-2 จำนวน 15 ราย (ร้อยละ 5.1) และ Bocavirus 13 ราย (ร้อยละ 4.5) ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า มีความหลากหลายของเชื้อโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจที่กำลังหมุนเวียนกันแพร่เชื้อ
👶 เมื่อเจาะลึกกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเข้าเกณฑ์ SARI (Severe acute respiratory infection) จำนวน 147 ราย จากข้อมูลชี้ให้เห็นกลุ่มเสี่ยง "เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี" จำนวน 99 ราย (ร้อยละ 67.4) รองลงมาคือกลุ่มอายุ 5 - 17 ปี จำนวน 34 ราย (ร้อยละ 23.1) ซึ่งในกลุ่มผู้ป่วย SARI เหล่านี้ เมื่อตรวจหาเชื้อไวรัสเชิงลึก พบการติดเชื้อ Rhinovirus/Enterovirus มากที่สุดถึง 59 ราย (ร้อยละ 40.1) ข้อมูลเชิงลึกนี้ตอกย้ำว่า กลุ่มเด็กเล็กยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง
🛡️ เพื่อความปลอดภัยและตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ที่มักแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง ขอแนะนำให้ยึดหลักปฏิบัติ "ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด" อย่างเคร่งครัด
▪️ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อไอ/จาม หรืออยู่ในที่สาธารณะ
▪️ ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์
▪️ หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย
▪️ หากป่วยควรพักรักษาที่บ้าน และรีบพบแพทย์
และอย่าลืม...ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความรุนแรงจากการติดเชื้อโดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง 💉
#กองระบาดวิทยา

คนไทยแพ้ผลไม้ที่โมเลกุลใดTLP เป็นโปรตีนที่พืชสร้างขึ้นตามธรรมชาติและพบได้ในผลไม้หลายชนิด โปรตีน TLP จากผลไม้ต่างชนิดกันม...
18/08/2026

คนไทยแพ้ผลไม้ที่โมเลกุลใด

TLP เป็นโปรตีนที่พืชสร้างขึ้นตามธรรมชาติและพบได้ในผลไม้หลายชนิด โปรตีน TLP จากผลไม้ต่างชนิดกันมีโครงสร้างบางส่วนคล้ายกัน ทำให้ IgE ที่จำ TLP ของผลไม้ชนิดหนึ่ง อาจไปจับกับ TLP ของผลไม้อีกชนิดหนึ่งได้ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า cross-reactivity

ในกลุ่มผู้ป่วยไทยที่มีรูปแบบการแพ้เด่นไปทาง TLP ผลไม้ที่มีรายงานอาการร่วมบ่อย ได้แก่ ลูกพลับ กีวี ละมุด อะโวคาโด และทุเรียน

ผลการทดลองในระดับโมเลกุลก็พบว่า IgE บางส่วนสามารถจับข้ามระหว่าง TLP ของกล้วยและ TLP ของกีวีได้ จึงสนับสนุนแนวคิดว่า โปรตีนในกลุ่มเดียวกันอาจเป็นหนึ่งในตัวเชื่อมของการแพ้ผลไม้หลายชนิด

อย่างไรก็ตาม การมี IgE ต่อ TLP ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแพ้ผลไม้ทุกชนิดที่มี TLP ดังนั้น ถ้าเป็นคนที่แพ้กล้วย แต่กินทุเรียน อะโวคาโด หรือกีวีได้ตามปกติหลังจากเหตุการณ์แพ้ผลไม้ครั้งแรกไปแล้วโดยไม่มีอาการ ก็ไม่ได้มีเหตุผลที่จะต้องงดผลไม้เหล่านั้นเพียงเพราะมี TLP เหมือนกัน

ในทางกลับกัน หากเคยรับประทานผลไม้บางชนิดแล้วไม่เคยแพ้ แต่อยู่ ๆ กลับมาแพ้ผลไม้หลายชนิดมากขึ้น เป็นไปได้สูงว่า คุณอาจกำลังแพ้โมเลกุลนี้อยู่ (โดยเฉพาะถ้าอยู่ในบริบทของเมืองไทย) แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ เพื่อประเมินโดยละเอียดต่อไป

🩸 ถ้าประวัติแพ้กล้วยชัด แต่ตรวจเลือดไม่ขึ้น?

จุดนี้ก็พบได้ ในผู้ป่วยไทยส่วนน้อยบางราย ที่ประวัติแพ้กล้วยชัดเจน แต่พอไปตรวจเลือดภูมิชนิด IgE ที่มีตรวจทั่วไปต่อสารสกัดกล้วยกล้วย (Banana-specific IgE) แล้วผลออกมาเป็นลบลวง (false negative test) เนื่องจากการตรวจแบบใช้สารสกัดรวมอาจไม่ได้มีความไวมากพอ เนื่องจากโปรตีนที่คนไทยแพ้มีลักษณะค่อนข้างจำเพาะต่างจากภูมิภาคอื่น

ดังนั้น ผลตรวจเลือดที่เป็นลบเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้แปลว่า “ไม่แพ้” เสมอไป โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติอาการหลังรับประทานอาหารค่อนข้างชัด การวินิจฉัยยังต้องเอาประวัติ ผลตรวจ และในบางกรณีการทดสอบเพิ่มเติมมาประกอบกัน

🍌 สรุป

ผู้ป่วยไทย ข้อมูลชุดนี้ชี้ว่า Thaumatin-like protein หรือ TLP โดยเฉพาะ Mus a 4 เป็นหนึ่งในสารก่อภูมิแพ้ที่พบเด่นมาก และความคล้ายคลึงของ TLP ในผลไม้หลายชนิดอาจช่วยอธิบายว่า ทำไมคนบางกลุ่มจึงมีอาการกับผลไม้หลายชนิดร่วมกัน

ในอนาคต การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้อาหารจึงอาจไม่ได้หยุดเพียงคำถามว่า
“แพ้อาหารอะไร?”

แต่อาจต้องลงไปอีกระดับว่า
“แพ้โปรตีนตัวไหนในอาหารนั้น?” และจะได้เชื่อมโยงไปยังข้อมูลการแพ้ข้ามและประเมินความเสี่ยงในการเกิดปฏิกิริยาแพ้ที่รุนแรงได้

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมบางคนแพ้เพียงกล้วย ในขณะที่บางคนมีอาการกับผลไม้หลายชนิด และอาจช่วยให้คำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงอาหารได้แม่นยำขึ้น ก่อนการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ครับ 

Full text: https://doi.org/10.1016/j.alit.2026.07.004

#แพ้อาหาร #ภูมิแพ้อาหาร #แพ้กล้วย #แพ้ผลไม้ #อาการแพ้อาหาร #ภูมิแพ้

ทำไมคนไทยถึงแพ้กล้วย แพ้ผลไม้? ผลการศึกษาในผู้ใหญ่ที่แพ้กล้วยรวมทั้งสิ้น 239 คน ซึ่งเป็นชาวไทย 169 คน และชาวออสเตรีย 70 ...
15/08/2026

ทำไมคนไทยถึงแพ้กล้วย แพ้ผลไม้?

ผลการศึกษาในผู้ใหญ่ที่แพ้กล้วยรวมทั้งสิ้น 239 คน ซึ่งเป็นชาวไทย 169 คน และชาวออสเตรีย 70 คน เปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่า “แพ้กล้วย” ในระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม แพ้ที่โปรตีนชนิดใด และเป็นชนิดเดียวกันหรือไม่

ทีมวิจัยรวบรวมประวัติอาการและตรวจ IgE ต่อสารสกัดจากกล้วย จากนั้นทำการแยกวิเคราะห์ลงไปถึงโปรตีนแต่ละโมเลกุล

ผลการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจ

❤️ ผู้ป่วยไทย 92.3% เคยมีปฏิกิริยาแพ้ทั่วร่างกาย (systemic reaction) เช่น มีผื่นลมพิษ อาการทางเดินอาหาร หรืออาการทางระบบหายใจ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีอาการทางช่องปากและคอ (oral allergy syndrome) นำมาก่อน

❤️ ในขณะที่ผู้ป่วยออสเตรีย เพียง 55.7% มีปฏิกิริยาแพ้ทั่วร่างกาย และส่วนใหญ่เป็นอาการในช่องปากและคอเท่านั้น

เมื่อแยกดูทีละโมเลกุล จะพบความแตกต่าง
🏀 ผู้ป่วยไทย 90.5% มี IgE ต่อสาร Mus a 4 ซึ่งเป็น thaumatin-like protein หรือ TLP ของกล้วย เทียบกับ 45.7% ในกลุ่มออสเตรีย

จุดที่น่าสังเกต คือ
🏀 ผู้ป่วยไทย 78.1% มีรูปแบบที่แพ้ต่อโมเลกุล TLP เด่น ค่อนข้างเกาะกลุ่มกัน ในขณะที่ผู้ป่วยออสเตรียมี IgE ต่อโปรตีนก่อภูมิแพ้ทั้ง TLP และ สารก่อภูมิแพ้ตัวอื่นๆร่วมด้วยหลายตระกูลมากกว่า

🏀 ข้อมูลนี้บ่งว่า การรับรู้ภูมิไว ที่เหนี่ยวนำให้ผู้ป่วยไทยแพ้ผลไม้ ซึ่งเกาะกลุ่มกันในกลุ่ม TLP น่าจะมีต้นกำเนิดที่แตกต่างจากผู้ป่วยออสเตรีย

✅ TLP คืออะไร?
TLP เป็นโปรตีนที่พืชสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตนเองและพบได้ในผลไม้หลายชนิด ในผู้ป่วยไทยกลุ่มที่มี TLP เป็นรูปแบบเด่น ผู้ที่เคยรับประทานผลไม้ต่าง ๆ รายงานอาการต่อลูกพลับ กีวี ละมุด อะโวคาโด และทุเรียนบ่อยที่สุด คำอธิบายหนึ่งคือ IgE อาจจดจำส่วนของ TLP ที่มีโครงสร้างคล้ายกันในผลไม้ต่างชนิด หรือที่เรียกว่า cross-reactivity

งานนี้พบว่า การแพ้ที่โมเลกุลของ TLP นั้น เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดปฏิกิริยาทั่วร่างกาย (systemic reaction)

🍌 เราตั้งต้นแพ้ TLP จากที่ไหน?
เมื่อนำซีรัมของผู้ป่วยไทย 9 รายมาศึกษาเพิ่มเติม ผลที่ได้มีสองรูปแบบ บางรายอาจเริ่มก่อภูมิไวจาก TLP ของกล้วย แต่อีกกลุ่มอาจเริ่มจาก TLP ของพืชแหล่งอื่น

ทางผู้วิจัยจึงตั้งนิยามของ “TLP syndrome” ซึ่ง เป็นกลุ่มอาการที่เจอในผู้ที่แพ้ต่อ TLP ซึ่งนำมาสู่การแพ้ผลไม้หลายชนิดและเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาทั่วร่างกายและปฏิกิริยารุนแรง ซึ่งต้องรอการรายงานจากภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม ว่าพบปรากฏการณ์เดียวกันกับในผู้ป่วยประเทศไทยหรือไม่

ปัจจุบันแม้ว่าเราจะยังระบุไม่ได้ว่า แหล่งใดเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้ผู้ป่วยไทยกลุ่มนี้เกิดการก่อภูมิไวต่อ TLP นี่เป็นคำถามที่พวกเรานักวิจัยต้องศึกษาต่อไป เพราะหากค้นพบจุดเริ่มต้น อาจช่วยวางแนวทางป้องกันการแพ้ และต่อยอดไปสู่การรักษาในอนาคต

ท่านที่สนใจสามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/42595651/

ขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง
27/06/2026

ขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง

โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ขอแสดงความเคารพและอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ

แพทย์หญิงพัชรวรรณ สืบมี
อายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติสซั่ม

ขอไว้อาลัยและแสดงความเสียใจกับครอบครัวของท่าน
คณะผู้บริหาร และบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

กำหนดพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ วันพฤหัสบดี 2 กค 2569
ณ เมรุวัดหนองยาง ต.เมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ 32120
https://share.google/K9EMBS6AwGvLx28Bf

“ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” เสมอไปเมื่ออาหารเสริมที่กินเพื่อสุขภาพ อาจเป็นสาเหตุของภาวะตับบาดเจ็บหลายคนรู้สึกว่าอา...
02/06/2026

“ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” เสมอไป

เมื่ออาหารเสริมที่กินเพื่อสุขภาพ อาจเป็นสาเหตุของภาวะตับบาดเจ็บ

หลายคนรู้สึกว่าอาหารเสริมและสมุนไพรน่าจะปลอดภัยกว่ายา เพราะหาซื้อได้ง่าย และมักมีคำว่า “ธรรมชาติ” อยู่บนฉลาก

แต่ในทางการแพทย์ เราพบ ภาวะตับบาดเจ็บจากสมุนไพรและอาหารเสริม หรือ herbal and dietary supplement–induced liver injury (HILI) มากขึ้นเรื่อย ๆ

หัวข้อนี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในการประชุม EASL Congress 2026 ภายใต้ชื่อที่น่าสนใจมากว่า
“Supplement-induced liver injury: When wellness becomes a disease” หรือเมื่อสิ่งที่รับประทานเพื่อดูแลสุขภาพ กลับกลายเป็นสาเหตุของโรค

---

ปัญหานี้พบมากขึ้นจริงหรือไม่?

ข้อมูลจากเครือข่าย Drug-Induced Liver Injury Network (DILIN) ในสหรัฐอเมริกา พบว่า สัดส่วนของผู้ป่วยตับบาดเจ็บที่สัมพันธ์กับสมุนไพรและอาหารเสริมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 7% ในช่วงปี 2004–2005 เป็นประมาณ 20%ในช่วงปี 2013–2014

ข้อมูลจากประเทศอื่น ๆ แตกต่างกันค่อนข้างมาก เช่น สเปนเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 13% ในช่วงเวลาประมาณ 10 ปี ขณะที่บางประเทศในเอเชียรายงานสัดส่วนสูงกว่านั้นมาก

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ เพราะแต่ละประเทศมีรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรม และระบบเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน

แต่ภาพรวมค่อนข้างชัดว่า
*ภาวะตับบาดเจ็บจากสมุนไพรและอาหารเสริมกำลังเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นทั่วโลก*

---

ผลิตภัณฑ์ชนิดใดที่ควรระวัง?

การศึกษาจากสหรัฐอเมริกาซึ่งสำรวจผู้ใหญ่ 9,685 คน พบว่า มีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชในช่วง 30 วันที่ผ่านมา 731 คน หรือ 7.5%

ในจำนวนนี้ มีผู้ใช้สมุนไพร 6 กลุ่มที่เคยมีรายงานเกี่ยวข้องกับภาวะตับบาดเจ็บ ได้แก่

* ขมิ้นชันหรือสารสกัดเคอร์คูมิน (*turmeric/curcumin*)
* สารสกัดชาเขียว (*green tea extract*)
* โสมอินเดีย (*Ashwagandha*)
* ส้มแขก (*Garcinia cambogia*)
* ข้าวยีสต์แดง (*red yeast rice*)
* แบล็กโคฮอช (*Black cohosh*)

การมีชื่ออยู่ในรายการนี้ *ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่รับประทานจะมีปัญหาตับ* และไม่ได้หมายความว่า ต้องงดผลิตภัณฑ์ทุกชนิดโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น การใช้ขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบของอาหารทั่วไป ย่อมแตกต่างจากการรับประทานสารสกัดเข้มข้นทุกวัน

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษ คือ ผลิตภัณฑ์สารสกัดขนาดสูง สูตรผสมหลายชนิด และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน

---

เหตุใดอาหารเสริมจึงเป็นประเด็นที่ยิ่งต้องระวัง?

อาหารเสริมบางชนิดอาจมีผลต่อตับจากตัวสารออกฤทธิ์เอง แต่ในหลายกรณี ปัญหาไม่ได้เกิดจากสมุนไพรเพียงชนิดเดียว

สิ่งที่พบได้ ได้แก่

* การควบคุมคุณภาพอาจไม่เข้มงวดเทียบเท่ายา
* ผลิตภัณฑ์อาจมีสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช หรือสารพิษอื่น
* ส่วนประกอบจริงอาจไม่ตรงกับฉลาก
* ผลิตภัณฑ์หนึ่งชนิดอาจผสมสารหลายอย่าง ทำให้หาสาเหตุได้ยาก
* บางผลิตภัณฑ์อาจมียาหรือสารออกฤทธิ์ที่ไม่ได้ระบุบนฉลาก

กลไกที่ทำให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บก็มีได้หลายรูปแบบ บางชนิดทำให้เกิด oxidative stress หรือรบกวนการทำงานของไมโทคอนเดรีย บางชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันเฉพาะบุคคล และบางชนิดทำให้เกิดภาวะน้ำดีคั่ง

จึงเป็นไปได้ว่า คนสองคนรับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน แต่มีผลต่อร่างกายไม่เหมือนกัน

---

ควรใช้อาหารเสริมอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น?

ไม่ได้หมายความว่า อาหารเสริมทุกชนิดเป็นอันตราย หรือทุกคนต้องหยุดรับประทานทั้งหมด

แต่ก่อนเริ่มใช้ ควรตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ และผลิตภัณฑ์มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่

หากรับประทานอาหารเสริม สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอยู่ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีผลเลือดตับผิดปกติ ควรนำฉลากหรือบรรจุภัณฑ์มาให้แพทย์ดูด้วย เพราะชื่อผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบมีความสำคัญต่อการหาสาเหตุ

หากมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้อาเจียนมาก อ่อนเพลียผิดปกติ คันทั่วตัว หรือรู้สึกสับสน ควรหยุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่จำเป็นและพบแพทย์โดยเร็ว

ส่วนยาประจำที่แพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

---

สรุป

อาหารเสริมอาจมีประโยชน์ในบางกรณี แต่ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง

คำว่า ธรรมชาติ บอกเพียงแหล่งที่มา
ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าปลอดภัย

แหล่งข้อมูล:
EASL/ALEH Symposium: Supplement-induced liver injury — When wellness becomes a disease, EASL Congress 2026
Likhitsup A, et al. Estimated Exposure to 6 Potentially Hepatotoxic Botanicals in US Adults. JAMA Network Open. 2024.
AASLD Practice Guidance on Drug, Herbal, and Dietary Supplement–Induced Liver Injury. Hepatology. 2023.

#อาหารเสริม #สมุนไพร #ตับอักเสบ #พิษต่อตับ #สุขภาพ

เตรียมรับเอลนีโญ: อากาศร้อนขึ้น ฝนแปรปรวน และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้นองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว...
02/06/2026

เตรียมรับเอลนีโญ: อากาศร้อนขึ้น ฝนแปรปรวน และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และกำลังเข้าสู่ภาวะ เอลนีโญ (El Niño)

------------------------------------
เอลนีโญคืออะไร?

เอลนีโญเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ El Niño–Southern Oscillation (ENSO) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระบบลมในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน

เอลนีโญ (El Niño): น้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นกว่าปกติ มักทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและรูปแบบฝนเปลี่ยนไป

**ต่างจากคำว่า ลานีญา (La Niña): น้ำทะเลบริเวณเดียวกันเย็นกว่าปกติ ผลกระทบต่อฝนและอุณหภูมิมักแตกต่างจากเอลนีโญ ส่วนคำว่า ENSO-neutral: หมายถึงสภาวะขณะนั้นยังไม่เข้าสู่ภาวะเอลนีโญหรือลานีญาอย่างชัดเจน

การเกิดเอลนีโญและลานีญาแต่ละพื้นที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน

------------------------------------
สถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร?

แบบจำลองล่าสุดประเมินว่า ช่วงเดือน มิถุนายน–สิงหาคม 2026 มีโอกาสเกิดเอลนีโญประมาณ 80% และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นราว 90% ในช่วงหลายเดือนถัดไป โดยอาจต่อเนื่องอย่างน้อยถึงเดือนพฤศจิกายน

เอลนีโญครั้งนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับปานกลาง และอาจรุนแรงได้

------------------------------------
เอลนีโญส่งผลอย่างไร?

เอลนีโญมักทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเปลี่ยนรูปแบบของฝนในหลายพื้นที่

บางภูมิภาคอาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่บางพื้นที่มีความเสี่ยงฝนน้อย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน

พื้นที่ที่มักมีฝนลดลง ได้แก่ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อเมริกากลาง แคริบเบียน และบางส่วนของเอเชียตอนใต้

ส่วนบางพื้นที่ของอเมริกาใต้ สหรัฐอเมริกาตอนใต้ แอฟริกาตะวันออก และเอเชียกลาง อาจมีฝนเพิ่มขึ้น

------------------------------------
แล้วคนทั่วไปจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องอากาศร้อนหรือฝนตกน้อย แต่ส่งต่อมาถึงชีวิตประจำวันหลายด้าน

1. สุขภาพ
อากาศร้อนจัดเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เป็นลม และลมแดด ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และผู้ทำงานกลางแจ้งเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

2. น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค
หากฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำอาจลดลง กระทบทั้งน้ำใช้ในครัวเรือนและน้ำสำหรับการเกษตร

3. อาหารและค่าครองชีพ
เมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลงหรือเสียหายจากฝนที่แปรปรวน ราคาพืชผักและอาหารบางชนิดอาจสูงขึ้น เกษตรกรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

4. การทำงานและรายได้
อากาศร้อนจัดทำให้การทำงานกลางแจ้งยากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากความร้อน

5. น้ำท่วมฉับพลันในบางพื้นที่
แม้ภาพรวมของฤดูกาลอาจแห้งกว่าปกติ แต่ยังเกิดฝนตกหนักในบางช่วงได้ น้ำท่วมฉับพลันอาจกระทบการเดินทาง บ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค และการเข้าถึงบริการสุขภาพ

------------------------------------
ประเทศไทยควรจับตาอะไร?

สำหรับประเทศไทย ยังไม่ควรสรุปว่า ฝนจะน้อยลงทุกพื้นที่และทุกวัน

สิ่งที่อาจพบได้ คือ อากาศร้อนขึ้น ฝนทิ้งช่วง การกระจายตัวของฝนผิดปกติ หรือฝนตกหนักในบางพื้นที่ แม้ภาพรวมของฤดูกาลอาจแห้งกว่าปกติ

สภาพอากาศจริงยังขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งพื้นที่ ช่วงเวลา และปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศอื่น เช่น Indian Ocean Dipole

------------------------------------
สิ่งที่ควรเตรียมรับมือ
วางแผนการใช้น้ำให้เหมาะสม
ติดตามพยากรณ์อากาศระดับพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
ระวังการทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนจัด
ใส่ใจผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง
เตรียมรับทั้งฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนักฉับพลัน

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่า climate change ทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง

แต่ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น เพราะมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศที่อุ่นขึ้นเอื้อต่อทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้ว

------------------------------------
สรุป

เอลนีโญไม่ได้หมายถึงเพียง “อากาศร้อนขึ้น” หรือ “ฝนน้อยลง”

สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ คือ ความแปรปรวนของอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพ น้ำ อาหาร การเกษตร การทำงาน และค่าครองชีพในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

แหล่งข้อมูล: WMO El Niño/La Niña Update และ Global Seasonal Climate Update, พฤษภาคม–มิถุนายน 2026

https://wmo.int/news/media-centre/wmo-prepare-el-nino?access-token=Y0qE1XztCZT7VZrFwUErPN7veERMVRy3tSP-sw-f_KM&fbclid=IwY2xjawSLykxleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFaV053YkJicExNQnZmMlMyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHkdYaxDemgQdzR_FCHTLAMV6iup4M39UPwu2D9vJhW4J6OhMpe_FhUWwxQbQ_aem_Tu_CzMoJ5GjZrt68rRq81A

#เอลนีโญ #สภาพอากาศสุดขั้ว #ภัยแล้ง

🌍 World Asthma Day 2026 — ปีนี้ พลาดไม่ได้จริงๆ“การรักษา Asthma แบบเดิม…อาจไม่พออีกต่อไป”สำหรับบุคคลากรแพทย์อัปเดต GINA ...
23/05/2026

🌍 World Asthma Day 2026 — ปีนี้ พลาดไม่ได้จริงๆ
“การรักษา Asthma แบบเดิม…อาจไม่พออีกต่อไป”

สำหรับบุคคลากรแพทย์
อัปเดต GINA 2026 แบบครบ จบใน 1 ชั่วโมง โดยสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทยครับ
พร้อมเจาะลึก Precision Asthma Management ที่ใช้ได้จริงใน practice

✔ เข้าใจง่าย
✔ เห็นภาพชัด
✔ นำไปใช้ได้ทันที

ดูจบ = อัปสกิลการรักษาให้แม่นขึ้น 💡

📅 26 May 2026
⏰ 16:00 - 17:00
📍 LIVE บน Docquity เท่านั้น!

🔗 ลิงก์รับชม: https://docquity.app.link/xqclHDrXU2b

Parainfluenza  virus
25/03/2026

Parainfluenza virus

ไวรัสตัวหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้จัก…แต่เจอบ่อยกว่าที่คิด

กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดำเนินโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในประเทศไทย โดยจัดตั้งเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวังใน 8 จังหวัด เก็บตัวอย่างผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัด (ILI) และผู้ป่วยอาการรุนแรง (SARI) อย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 120–200 ตัวอย่าง และตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR ที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคทางเดินหายใจถึง 23 ชนิด

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทีมเฝ้าระวังของเราได้เก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยหลายร้อยราย
ผลที่ได้…น่าสนใจ

หลายคนอาจคิดว่า
“ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดใช่ไหม?”
คำตอบคือ… ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
เพราะเชื้อที่พบ “มากเป็นอันดับต้น ๆ”
กลับไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่
แต่เป็นไวรัสที่ชื่อว่า

เชื้อนี้พบประมาณ 14% ของผู้ป่วย
มากกว่าไข้หวัดใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก

แล้วมันคือเชื้ออะไร?
Parainfluenza ไม่ใช่เชื้อใหม่
และก็ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่
แต่มันคือ “ไวรัสทางเดินหายใจอีกตัวหนึ่ง”
ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายหวัด
เช่น ไอ เจ็บคอ และมีไข้เล็กน้อยถึงปานกลาง
ในผู้ใหญ่ อาจเหมือนเป็นหวัดธรรมดา
แต่ในเด็กเล็ก บางรายอาจมีอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่า (croup) หรือหายใจลำบากได้

จุดที่หลายคนอาจยังไม่รู้
เมื่อป่วยในช่วงนี้
หลายคนมักคิดว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่”
แต่ในความเป็นจริง
มีไวรัสอีกหลายชนิดที่กำลังหมุนเวียนอยู่
และ Parainfluenza ก็เป็นหนึ่งในนั้น

🔍 แยกง่าย ๆ แบบไม่ต้องเป็นหมอ
• 🤒 ไข้สูง ปวดเมื่อยมาก → มักเป็น ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
• 👶 ไอ หอบ ในเด็กเล็ก → ระวัง RSV
• 🤧 ไอ เจ็บคอ ไข้ไม่สูงมาก → อาจเป็น Parainfluenza

แล้วต้องกังวลไหม?
คำตอบคือ ไม่ต้องตระหนก…แต่ควรรู้เท่าทัน เพราะโดยส่วนใหญ่ Parainfluenza มีอาการไม่รุนแรง และสามารถหายได้เอง

สิ่งสำคัญคือ
การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

😷 วิธีป้องกันที่ใช้ได้กับทุกไวรัส
• ใส่หน้ากากเมื่อมีอาการไอ จาม หรือป่วย
• ล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกวิธี
• พักผ่อนให้เพียงพอ
เป็นวิธีง่าย ๆ แต่ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคได้จริง

📊 ข้อมูลระบบเฝ้าระวังบอกเราว่า
โลกของ “โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ”
ไม่ได้มีเพียงไข้หวัดใหญ่
แต่มีไวรัสหลายชนิด
ที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
และ Parainfluenza
คือหนึ่งในเชื้อที่ “พบได้บ่อย แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึง”

สุดท้าย…
การรู้จักเชื้อเหล่านี้
ไม่ใช่เพื่อให้เรากลัว
แต่เพื่อให้เรา “เข้าใจ และดูแลตัวเองได้ดีขึ้น”
เพราะบางครั้ง
ความรู้…ก็เป็นวัคซีนที่ดีที่สุด 😷😷😷

#กองระบาดวิทยา

ที่อยู่

Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ภูมิแพ้แก้ได้ Allergic marchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ภูมิแพ้แก้ได้ Allergic march:

ทางลัด

แชร์

ประเภท