11/08/2026
#เพราะรักแท้ไม่ทำร้ายกัน
💔 "รักแท้ ไม่ทำร้ายกัน" รู้จัก "ความรุนแรงในคู่รัก" (Intimate Partner Violence)
โดย นพ.ชวิน พรหมชัยวัฒนา
หลายคนเข้าใจว่าความรุนแรงในคู่รักคือแค่ "การทำร้ายร่างกาย" เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วความรุนแรงในคู่รักมีหลายรูปแบบ ทั้ง
🔸 ร่างกาย ตบ ตี ผลัก บีบคอ
🔸 จิตใจ ดูถูก ข่มขู่ ควบคุม หึงหวงเกินเหตุ
🔸 เพศ บังคับมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม
🔸 เศรษฐกิจ ควบคุมการเงิน ห้ามทำงาน ยึดรายได้
องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ผู้หญิงทั่วโลกราว 1 ใน 3 คน เคยประสบความรุนแรงทางร่างกายและ/หรือทางเพศจากคู่รักหรือบุคคลอื่นในช่วงชีวิตหนึ่ง และที่น่าห่วงคือ เยาวชนหญิงอายุ 15-19 ปีที่เคยมีความสัมพันธ์ เกือบ 1 ใน 4 คน เคยเผชิญความรุนแรงจากคู่รักมาแล้วเช่นกัน ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ
🧩 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความรุนแรงในคู่รัก
WHO ชี้ว่าความรุนแรงมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่สาเหตุเดียว เช่น
🔖 ระดับบุคคล/ครอบครัว – เคยเห็นหรือเคยถูกกระทำความรุนแรงในวัยเด็ก มีทัศนคติยอมรับความรุนแรงหรือมองว่าผู้ชายมีสิทธิ์เหนือกว่า ปัญหาสุขภาพจิตหรือการใช้สารเสพติด ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
🔖 ระดับชุมชน/สังคม – ค่านิยมที่ยอมรับความไม่เท่าเทียมทางเพศ ความยากจน การขาดการสนับสนุนทางสังคมและกฎหมาย
⚠️ ทำไมการหยุดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญ
งานทบทวนวรรณกรรมทางการแพทย์พบว่า หากไม่มีการเข้าแทรกแซงหรือหยุดพฤติกรรม ความรุนแรงในคู่รักมักดำเนินไปเป็นวงจรซ้ำ ๆ โดยช่วง "สะสมความตึงเครียด" และช่วง "ระเบิดอารมณ์รุนแรง" มีแนวโน้มถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันไปในแต่ละคู่ แต่ภาพรวมนี้ตอกย้ำว่า การขอความช่วยเหลือตั้งแต่สัญญาณแรกเริ่ม สำคัญกว่าการรอให้ "ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย"
🚩 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต
ถูกควบคุมพฤติกรรม/การเงินมากผิดปกติ, ถูกดูถูกหรือข่มขู่บ่อยครั้ง, รู้สึกกลัวคู่รักของตัวเอง, ถูกโดดเดี่ยวจากครอบครัว-เพื่อนฝูง
🔒 ทำไมการออกจากความสัมพันธ์ที่รุนแรงจึงยากนัก
คำถามที่มักได้ยินคือ "ทำไมไม่ออกมาซะที" ซึ่งโดยไม่ตั้งใจอาจตอกย้ำความรู้สึกผิดของผู้ถูกกระทำ ในทางจิตวิทยามีกลไกหลายอย่างที่อธิบายเรื่องนี้ได้ เช่น
📌 Trauma bonding (สายใยผูกพันจากบาดแผล) – เมื่อผู้กระทำสลับไปมาระหว่างทำร้ายกับขอโทษหรือทำดี (intermittent reinforcement) จิตใจจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะผูกพันกับ "ช่วงเวลาดี ๆ" ที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะรอ
📌 Learned helplessness (ภาวะหมดหนทางที่เรียนรู้) – เมื่อเคยพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หรือออกมาหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ จะค่อย ๆ รู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตตัวเองได้อีกต่อไป
📌 Coercive control (การควบคุมด้วยอำนาจบีบบังคับ) – ผู้กระทำมักตัดขาดผู้ถูกกระทำจากครอบครัว เพื่อน หรือควบคุมด้านการเงิน ทำให้ขาดทรัพยากรและเครือข่ายที่จำเป็นต่อการออกมา
📌 ความกลัวต่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจริง – งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ช่วงเวลาที่ตัดสินใจแยกทางหรือพยายามแยกทาง เป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการถูกทำร้ายรุนแรงหรือถึงชีวิตมากที่สุด ความกลัวจึงไม่ใช่ปฏิกิริยาเกินเหตุ
📌 ปัจจัยอื่นร่วมด้วย – ภาระทางเศรษฐกิจ ความห่วงใยบุตร ความอับอายหรือแรงกดดันทางสังคม/วัฒนธรรม และความหวังว่า "เขาจะเปลี่ยน"
💎 กลไกเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอของผู้ถูกกระทำ แต่เป็นผลจากกลยุทธ์ควบคุมของผู้กระทำผสมกับข้อจำกัดรอบตัว การตำหนิว่า "ทำไมไม่ออกมา" มีแต่จะเพิ่มความอับอายและทำให้ขอความช่วยเหลือยากขึ้น
🔐 ไม่จำเป็นต้องออกให้สำเร็จในครั้งเดียว หลายคนต้องใช้เวลาและพยายามหลายครั้งกว่าจะออกมาได้จริง การกลับไปอีกครั้งไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
ในสัปดาห์ถัดไปเราจะมาพูดถึง สิ่งที่ทำได้เมื่อกำลังเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์ รวมถึงช่องทางขอความช่วยเหลือกันครับ
เพราะร่างกายและจิตใจนั้นเชื่อมโยงกัน 💙💚
📲 สนใจสอบถามหรือนัดหมายล่วงหน้า กด https://lin.ee/ZfniNdq
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการ
📞 Tel : 093-332-2511, 093-597-9997
📩 Email : [email protected]
🌏 https://www.bodyandmindclinicbkk.com/
📘 Facebook : bodyandmindclinic
💚 Line :
#กายใจคลินิก #จิตแพทย์ #จิตแพทย์เด็ก #จิตแพทย์ผู้สูงอายุ #คลินิกจิตเวช #ซึมเศร้า #เครียด #วิตกกังวล #แพนิค #ย้ำคิดย้ำทำทำ #นอนไม่หลับ #สมาธิสั้น #จิตเวชในผู้ป่วยทางกาย #จิตเวชที่รักษายาก #ปัญหาความสัมพันธ์ #อุ่นใจ #เป็นส่วนตัว #เพราะร่างกายและจิตใจนั้นเชื่อมโยงกัน