Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตวิทยาการปรึกษา - ให้บริการด้านสุขภาพจิต
บทความเกี่ยวกับความรู้และแนวคิดทางด้านจิตวิทยา

ทำได้ตั้งหลายอย่างแต่ทำไมลึก ๆ กลับรู้สึกเหมือน 'ไม่มีอะไรดีจริงสักอย่าง' ?หากคุณเป็นคนหนึ่งที่บินได้ ว่ายน้ำได้ วิ่งได้...
18/09/2026

ทำได้ตั้งหลายอย่างแต่ทำไมลึก ๆ กลับรู้สึกเหมือน
'ไม่มีอะไรดีจริงสักอย่าง' ?

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่บินได้ ว่ายน้ำได้ วิ่งได้
แต่ไม่เคยไปถึงจุดที่เป็น ‘ที่สุด’ ในด้านไหนเลย
โลกใบนี้อาจทำให้คุณรู้สึกอึดอัดอยู่บ่อย ๆ

เพราะเราเติบโตมาในสังคมที่มักให้คุณค่ากับ ‘ความเชี่ยวชาญขั้นสุด’ การเป็นที่สุดในเรื่องนั้น ๆ จนทำให้มนุษย์เป็ดหลายคนแอบรู้สึกนอยด์ รู้สึกไม่มีจุดขาย และเผลอคิดไปเองว่า

ความสามารถกลาง ๆ ของเรา อาจไม่มีคุณค่ามากพอในสายตาใครเลย
เรามักนิยามคนที่มีความสามารถหลายด้าน
แต่ก็ไปไม่สุดสักด้านว่า #มนุษย์เป็ด

คนที่เป็นมนุษย์เป็ดมักจัดอยู่ในกลุ่ม Multipotentialites (คนที่สนใจและมีศักยภาพหลายด้าน) ซึ่งไม่ใช่ข้อเสีย หรือต่อให้ความเป็นเป็ดของเราไม่เข้าข่าย Multipotentialites ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นเป็ดของเรานั้นมันแย่

การที่เราเป็นเป็ดอาจไม่ใช่เพราะเราไม่ใช่คนเก่ง
แต่เรามีความสนใจที่หลากหลาย
ศักยภาพที่เรามีก็ทำได้ในหลายเรื่อง
เมื่อเราตั้งไม้บรรทัดที่วัดคุณค่าของเราไว้กับความเก่ง
สมการคุณค่างในตัวเองของเราจึงเป็น "เก่ง = มีคุณค่า"

เมื่อเราไม่ใช่คนเก่ง เราจึงไม่ใช่คนที่มีคุณค่า
คุณค่าของตัวเราจะมากน้อย ขึ้นอยู่ว่า เก่งมากแค่ไหน

สมองเรามักเผลอคิดว่า "ต้องเก่งที่สุดเท่ากับมีคุณค่า"
ทั้งที่จริงแล้ว คุณค่าในตัวเองเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความเชี่ยวชาญ หรือความเป็นที่สุด

ซึ่งถือว่าเป็น Cognitive Distortion รูปแบบหนึ่ง - ความคิดเบี่ยงเบนแบบ "สุดโต่ง/ขาวหรือดำ" (All-or-Nothing Thinking)
คุณค่าในตัวเองไม่ได้ผูกติดกับ Performance หรือความเป๊ะปังเพียงอย่างเดียว

คุณค่าในตัวเองของมนุษย์เรานั้นมีหลายมิติ
ขึ้นอยู่กับว่า "เรามองคุณค่าของเราในมิติไหน"

เราอาจจะเป็นพนักงานประจำในบริษัทเอกชน
ใช้ AI พอเป็น ทำกราฟฟิคได้นิดหน่อย
มีปัญหาอะไรเล็กน้อย ก็หาความรู้ได้ตลอด
เอามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

เมื่อคุณไม่ได้เป็นที่สุดสักเรื่องในสิ่งที่ทำ
แล้ววัดคุณค่าในตัวเองด้วยความเก่ง
เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ที่คุณจะรู้สึกว่า

"คุณค่าในตัวฉันมันน้อยจังเลย"
"ฉันก็คงไม่ได้มีค่าในสายตาคนอื่นมากเท่าไหร่"
หากเราเปลี่ยนไม้บรรทัดในการวัดคุณค่าของเรา
มองดูถึงสิ่งที่เรามี มากกว่ามองแค่ระดับความสามารถ
หากสิ่งที่คุณทำก็มอบสิ่งดี ๆ ให้กับคุณได้

ทำงานได้ดี จนได้รับคำชมความไว้วางใจ
ความสามารถก็ไม่ได้มีด้านเดียว อาจจะต่อยอดได้
เจอปัญหาอะไรก็หาทางแก้ได้เสมอ
เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา ลงมือทำเองได้

สิ่งที่เราได้รับจากสิ่งที่ทำ
คือการสะท้อนคุณค่าในตัวเองอย่างหนึ่ง
เมื่อเปลี่ยนไม้บรรทัด เราก็เห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น
เราไม่จำเป็นต้องวัดคุณค่าในตัวเราเพียงมุมมองเดียว

เช่นเดียวกัน เราก็ไม่จำเป็นจะต้องทำได้ดีแค่เรื่องเดียว
เราสามารถที่จะทำอะไรเป็นได้หลาย ๆ อย่าง
เราสามารถมีทักษะได้หลายด้านได้

แล้วนำความสามารถที่หลากหลายนั้น
มาเกื้อกูลกันเพื่อสร้างชีวิตที่ดีให้กับเรา
คนที่เก่งเป็นที่สุดก็มีเสน่ห์ในแบบหนึ่ง
คนที่เก่งแบบเป็ดก็มีเสน่ห์ในแบบของเป็ด

โลกยุคนี้ต้องการคนที่ปรับตัวเก่ง
การเป็นเป็ดทำให้เราคุยกับคนได้หลายกลุ่ม
มีคอนเนคชั่นหลากหลาย แก้ปัญหาได้รอบด้าน

บางทีคุณค่าเกิดขึ้นเมื่อเรา "ยอมรับและสวมกอด"
ทักษะที่เรามี แทนการวิ่งตามสิ่งที่เราไม่มี
ยอมรับความเป็นเป็ด สร้างคุณค่าในแบบเป็ดที่มีคุณภาพ
ไม่จำเป็นต้องเป็นที่สุดในเรื่องไหน แค่เป็นเวอร์ชันที่เรา "ภูมิใจในความหลากหลายของตัวเองก็พอ"

สร้างเป้าหมายของตัวเอง
เดินในเส้นทางของตัวเอง
ไปถึงความสำเร็จของตัวเอง
มีความภาคภูมิใจ ที่เป็นตัวของเราเอง

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
#ปรึกษานักจิตวิทยา : https://shorturl.asia/NX3Qz
#มนุษย์เป็ด #คุณค่าในตัวเอง

16/09/2026

10 วิธีการทางจิตวิทยา : ประคับประคองความสัมพันธ์เมื่อคนรักเผชิญโรคซึมเศร้า
อ่านต่อในคอมเมนต์

14/09/2026

นักจิตไม่เพียงสะท้อนตัวตนของเคส
นักจิตสามารถเป็นคนที่ยืนยันในตัวตนของเคสได้
เมื่อมีความสัมพันธ์ที่เชื่อใจและแข็งแรงมากพอ
ท่ามกลางความพยายามและความตั้งใจของเคส
อาจจะไม่ถูกมองเห็นจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น
ครอบครัว , คนรัก , เพื่อนที่ทำงาน และอื่น ๆ

นักจิตคือคนนึงที่อยู่กับการเดินทางของเคสมาตลอด
ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน ได้ทราบว่าเขามีปัญหาอะไร
ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกแบบไหน
มองโลกด้วยมุมมองแบบไหน
จนได้เข้าใจการพัฒนาตัวตนของเคส

แน่นอนว่าเคสทุกคนอยากดีขึ้น
เมื่อมองเห็นปลายทางที่อยากให้ไปถึง
ภาพของปลายทางนั้นคือจุดชี้วัดว่าเคสทำสำเร็จหรือยัง
แต่ในกระบวนการการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ นั้นไม่ง่าย
นักจิตจึงต้องใช้ความสัมพันธ์ที่มีต่อเคส
ร่วมกับประสบการณ์ทางความสัมพันธ์

ว่าเราเคยคุยเรื่องอะไรกันมาบ้าง
เราอยู่กับความรู้สึกอะไรกับเคสมาบ้าง
มองเห็นความพยายามและการเติบโตของเขาอย่างไร

เพื่อทำการยืนยันในตัวตนของเคส
โดยมีทั้งความเชื่อใจและหลักฐานที่จับต้องได้จริง ๆ
ระหว่างทางที่พยายาม อาจจะเจอเรื่องที่ยิ้มได้
ท้อใจบ้างในบางครั้ง สงสัยว่าคนอื่นเห็นฉันอย่างไร
เมื่อไหร่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปถึงจุดนั้นได้

การยืนยันในพัฒนาการทางตัวตนของนักจิต
ไม่ใช่การปลอบใจ และเป็นมากกว่าการให้กำลังใจ

มันคือการที่เราคือคนนึงที่อยู่กับคุณมาโดยตลอด
มองเห็นทุกสิ่งที่คุณตั้งใจและพยายาม

เพื่อให้คุณได้เห็นถึงการเติบโตของตัวเอง
แม้ว่ายังไม่เข้าเส้นชัย แต่ที่ทำมาทั้งหมดคือเรื่องที่ดีแล้ว

คุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกับตัวคุณเอง
คุณกำลังเติบโตไปในทางที่ดีกับความรู้สึกของคุณ
ทุก ๆ การเปลี่ยนแปลง เราจะยืนยันสิ่งนั้นให้คุณเสมอ
ทุก ๆ ความรู้สึก เราจะยืนยันการมีอยู่ของความรู้สึกนั้น

เพื่อให้คนรับรู้ว่ามีคนมองเห็นคุณเสมอ
มีพื้นที่สำหรับความรู้สึกและตัวตนคุณเสมอ
จนคุณสามารถที่จะยืนยันในตัวตนของคุณได้

มาตรฐานวิชาชีพ คือสิ่งที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรมีผลทางกฎหมายอย่างชัด มีกระบวนการรับรองชัดเจนเวลามีดราม่าอะไรในวงการสุขภ...
09/09/2026

มาตรฐานวิชาชีพ คือสิ่งที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร
มีผลทางกฎหมายอย่างชัด มีกระบวนการรับรองชัดเจน
เวลามีดราม่าอะไรในวงการสุขภาพจิต หรือ การที่เห็นคนที่กระทำผิดถูกจับได้หรือถูกต่อต้าน

สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดคือ
การเอาประสบการณ์(ส่วนตัว)มาเป็นเหตุผล

แล้วก็จะรู้สึกว่า มันผิดประเด็นไปแล้ว
เพราะเรากำลังคุยกันเรื่องมาตรฐาน และมันผิดต่อมาตรฐานที่ว่านี้ยังไง ไม่ใช่ว่าลงมือทำแล้วเป็นยังไง
มาตรฐานวิชาชีพมีความหมายหลายอย่าง
ส่วนหนึ่งคือปกป้องผู้รับบริการ ตามอำนาจทางกฎหมาย
เท่าที่กฎหมายในประเทศ หรือ พื้นที่นั้น ๆ จะปกป้องได้

แล้วทำไมเราถึงอิงประสบการณ์ไม่ได้ล่ะ
ถ้าคน ๆ นั้นทำออกมาได้ดี ?
ถ้าตอบแบบรวดเร็ว คำตอบก็คือ "หากทำแบบนั้น มันก็ไม่มีมาตรฐานที่จะเป็นวิชาชีพได้"

แต่มากไปกว่านั้นมันไม่ใช่แค่ทักษะหรือความสามารถ
แต่ยังรวมไปถึงความเข้าใจในองค์ความรู้ และวิธีการปฏิบัติต่อผู้รับบริการ

ในแวดวงวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตบำบัด ฯ พวกเราต่างรู้ดีว่า เราไม่สามารถที่จะทำเคสออกมาได้ดีแบบ 100%

แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง และค้นหาวิธีการในการส่งต่อเคส หรือ การรับมือในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ต่าง ๆ โดยไม่เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง
นักวิชาชีพเวลาทำอะไรผิดพลาดร้ายแรง หรือ เอาเปรียบผลประโยชน์ของเคส ยังมีสมาคมและกฎหมายคอยซัพพอร์ต "นี่คือหลักการสากล"

แต่ผู้ที่ดำเนินการปรึกษาทางจิตวิทยา หรือ การบำบัดที่ไม่ใช่นักวิชาชีพ ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า จะมีอะไรปกป้องพวกเขาได้หากได้รับผลกระทบที่ไม่ควรได้รับ

นี่คือประเด็นสำคัญและนับเป็นภารกิจ/ความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของวิชาชีพนักจิตวิทยา ที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเขิงวิชาชีพต่อสังคม พร้อมทั้งปกป้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะเกิดเหตุ
ไม่มีความสมบูรณ์แบบในสมาคมนักจิตวิทยา
แม้จะเป็นประเทศอสหรัฐเมริกาเองก็ตาม
แต่เราทำอะไรเมื่อเจอข้อบกพร่อง
สิ่งนั้นสำคัญกว่าการสร้างความสมบูรณ์แบบ

เพราะโลกก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน
มนุษย์เติบโตอย่างมีอิสรภาพอย่างไร้ขอบเขต
การก้าวให้ทันการเติบโตนี้ ก็เป็นหน้าที่ของสมาคม
สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงหน้าที่และพันธกิจ
ที่จะต้องพัฒนากันอย่างต่อเนื่องของวงการจิตวิทยา

ผมไม่ได้ต้องการที่จะตำหนิใคร สิ่งเดียวที่สื่อสารในเรื่องนี้คือหลักการอันเป็นสากล และจุดยืนของตัวเอง

เราสามารถมีความเห็นอกเห็นใจ รับฟังเหตุผลที่ผิดพลาด และให้โอกาสเพื่อให้เกิดการปรับปรุงได้

แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรละเลยสิ่งที่ผิดต่อมาตรฐานวิชาชีพ เลือกที่จะมองข้าม หรือเห็นผิดเป็นถูกเพียงเพราะประสบการณ์ของใครคนใดคนหนึ่ง
ปล.ไว้สุขภาพผมดีขึ้น น่าจะได้เล่าอะไรเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพจิตในแบบที่ตัวผมเองก็ไม่เคยทำมาก่อน

02/09/2026

เวลาทำโพสต์บน Facebook ทีไร
ต้องคอยสำรวจตัวเองว่า

นี่เราเผลอทำอะไรที่อยากได้ engagement มากไปไหม
การทำอะไรได้แล้วมี engagement ที่ดีก็มีข้อดี
ผมมองว่าสิ่งที่เราสื่อสารก็เข้าถึงใครหลาย ๆ คนมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันนั้น

ถ้าการทำเพื่อได้ engagement นั้น
ทำให้สูญเสียตัวตนและจุดยืนของตัวเองไป
มันคงไม่ใช่สิ่งที่ดีกับผมในระยะยาว

อีกทั้งอาจจะทำให้ผมสร้าง content ที่ไม่มีคุณภาพ
สร้างความเข้าใจที่ไม่กระจ่างแจ้ง หรืออาจจะเป็นแค่โพสต์ที่ได้แสงกับตัวเอง แต่ไม่มีประโยชน์กับคนอ่าน
พยายามเสมอที่จะไม่เป็นแบบนั้น เพราะตั้งใจว่า
ทุกสิ่งที่ทำจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ได้อ่าน

ถ้าละทิ้งตัวตนและจุดยืนของตัวเอง
ซึ่งผมให้ความสำคัญมาก

ผมคงไม่ใช่นักจิตวิทยาที่มีความจริงใจมากพอ
ที่จะถ่ายทอด สื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้คนได้

นี่ไม่ใช่ตัวตนของผมเลย และคงไม่ใช่นักจิตที่คนอยากเดินเข้ามาคุยใน session.

02/09/2026

เวลามีคนบอกว่า "AI จริงใจกว่ามนุษย์"
ผมจะรู้สึกเห็นต่างมาก ๆ

แต่เข้าใจได้ในบริบทที่
"การคุยกับ AI ได้รับความรู้สึกที่จริงใจกว่า"
เพราะคนเรามี #การรับรู้ ว่า AI ไม่โกหก ไม่เข้าข้าง
แล้วบางครั้ง AI ก็พูดอะไรเรียล ๆ ที่ใกล้เคียงมนุษย์
ซึ่ง ' บางที ' ความรู้สึกนี้ของคนเรา เป็น bias ของเราเอง

ในทางกลับกัน เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า
ในสังคมเราการเจอความไม่จริงใจจากเพื่อนมนุษย์
ก็ทำให้เกิดความผิดหวัง และคิดว่ามันเกิดขึ้นได้ยาก
ที่ผมรู้สึกเห็นต่าง เพราะศึกษาเรื่อง AI มานานมากแล้ว
ตั้งแต่สมัยเรียน ป.ตรี เลยก็ว่าได้

เพราะในช่วงที่ผมใกล้จะเรียนจบ มีประเด็นเรื่องเทคโนโลยีภาพเสมือน , จินตภาพ และ AI กับสุขภาพจิตในวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงสุขภาพจิตของอเมริกาแล้ว

จนมาถึงปัจจุบัน ผมก็ค้นพบว่า การเลือกพึ่งพา AI ส่วนนึงมาจากสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนไป , ความโดดเดี่ยวภายในจิตใจ หรือกลไกการป้องกันตนเอง
ยกตัวอย่างเช่น เรามีปัญหากับที่บ้าน และเราก็มีการคิดเชิงเหตุผลที่ดี แต่เป็นคนที่กดทับทางความรู้สึก ไม่กล้าที่จะยอมรับความรู้สึกตัวเอง เพราะลึก ๆ เชื่อว่า ตัวเองนั้นดีไม่พอที่จะถูกมองเห็นในความสัมพันธ์

เราก็จะหลีกเลี่ยงที่จะปรึกษาเพื่อน ไม่ใช่เพราะเพื่อนไม่ดี แต่การที่เพื่อนมายอมรับความรู้สึกของเรา ทำให้เราเกิดความสงสัยในตัวเองว่า " ฉันดีพอและถูกต้องมากพอแล้วเหรอ ที่เพื่อนจะมาเห็นใจ และยอมรับความคิดกับความรู้สึกของฉัน"

ทีนี้เราก็จะเกิดความสงสัยในตนเอง (self doubt) อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เราสงสัยตนเองมากไปจนลดทอนคุณค่าในตนเอง เราจึงเผลี่ยนความคิดว่า " เพื่อนอาจจะเข้าข้างเราเพราะเราเป็นเพื่อน , เพื่อนฟังความข้างเดียวจากเรา"

ด้วยพื้นฐานที่เราเข้าใจกันดีว่า มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก ซึ่งอาจจะเกิดอคติกันได้ และให้ความเห็นที่ไม่ตรงไปตรงมา เราจึงเลือกพึ่งพา AI มากกว่า เพราะอย่างน้อยในความคิดเราเราก็เชื่อว่ามันไม่โกหกเพราะมันไม่มีความรู้สึก
มุมมองนี้ ความเชื่อนี้ ทําให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราได้รับความจริงใจ เมื่อเราเข้าไปปรึกษา AI

ในงานวิจัยที่ใช้ AI ในการให้บริการด้านสุขภาพจิต
พวกเราก็จะค้นพบว่า AI ยังทําหน้าที่ได้ไม่ดีขนาดนั้น

รวมไปถึง AI ที่เราใช้งานกันทั่วไปเข้าไปปรึกษา สั่งงาน หาข้อมูลในเรื่องราวต่าง ๆ ทุกการตอบโต้ มีการโปรแกรมวิธีการตอบโต้ มีการเก็บข้อมูลของเราในการเรียนรู้และจดจําลักษณะของตัวเรา

ซึ่งสิ่งนี้ ก็สามารถพูดได้ว่า Aiยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะสร้างความจริงใจจริง ๆ แบบที่มนุษย์ทํากัน แต่มีทักษะการสื่อสารที่ทำให้มนุษย์เราสามารถรู้สึกว่าฉันได้รับความจริงใจได้
แล้วเรื่องนี้มันมีความสําคัญยังไงล่ะ มันก็สําคัญตรงที่ว่าหากความรู้สึกจริงใจที่เราได้รับนั้นมาจาก bias ของเราเอง พร้อมทั้ง defense mechanism ที่อยู่ในใจของเรา

นั่นหมายความว่าแม้ว่าเราจะได้รับความรู้สึกจริงใจ แต่การนําสิ่งนั้นไปใช้อาจแฝงไปด้วย bias ที่เราไม่รู้ตัว
จากประสบการณ์ที่พูดคุยกับผู้รับบริการหลาย ๆ คน
ผมได้ค้นพบว่าบางครั้งเราเข้าใจผิดและเจ็บปวดอย่างซ้ำซ้อน จาก AI มากเช่น

พร้อมทั้ง การฝืนปกป้องความเชื่อว่า AI พูดถูกแล้ว
มันไม่อคติหรอก มันไม่โกหกเราหลอก

AI จะพูดจริงไหม พูดได้ถูกต้องหรือเปล่า นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ประเด็นสําคัญจริง ๆ คือเราได้ทบทวนตัวเองมากขนาดไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว การจะพูดคุยกับมนุษย์จริง ๆ หรือปรึกษากับ AI เรายังคงต้องรับผิดชอบในการทํางานกับตัวเอง ที่จะสํารวจโลกภายในของตัวเองอยู่ดี

หากเราเชื่อ AI โดยไม่ได้รีเช็คหรือทํางานกับตัวเองเลย
มันก็เหมือนกับการที่เราปรึกษาคนอื่นและฟังแต่คนอื่นเชื่อคนอื่นแต่ไม่ได้ย้อนกลับมาฟังเสียงในใจของตัวเองจริงจริง ไม่ได้ทบทวนและรับฟังความคิดของตัวเอง

สุดท้ายนี้ AI คือเครื่องมือนึง ที่อาจจะช่วยให้ความเห็นและสะท้อนตัวตนของเราได้บางมุม เช่นเดียวกับเพื่อนที่เราปรึกษาในชีวิตจริง

แต่สิ่งที่จะยืนยันทุกสิ่งทุกอย่างได้ นั่นก็คือการทํางานกับโลกภายในของตัวเอง ความจริงใจที่ควรจะมีที่สุดก็คือ การจริงใจต่อตนเอง

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา

เป็นนักบำบัด ทำไมถึงเลี้ยงลูกไม่ดี ?นี่คือคำถามของเคสผมคนนึงหลังจากที่เขาได้ลองดูซีรีย์ s*x educationโอทิส มิลเบิร์น ตัว...
01/09/2026

เป็นนักบำบัด ทำไมถึงเลี้ยงลูกไม่ดี ?
นี่คือคำถามของเคสผมคนนึง
หลังจากที่เขาได้ลองดูซีรีย์ s*x education

โอทิส มิลเบิร์น ตัวเอกของเรื่อง
มีแม่เป็นนักบำบัด (เรื่องทางเพศและความสัมพันธ์)

ในซีรีย์โอทิสค่อนข้างชัดเจนมากว่า
มีภาวะวิตกกังวลที่รุนแรงกับการมี s*x
ที่ทำให้มี s*x ไม่ได้และรุนแรงถึงไม่สามารถช่วยตัวเองได้

ในแง่ความสัมพันธ์ โอทิส มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า มีลักษณะปฏิสัมพันธ์แบบ anxious attachment style ซึ่งเห็นได้ชัดมากกับนางเอก
เกริ่นมาเพียงเท่านี้ อาจมีหลายคนคิดว่า
ทำไมการเป็นลูกนักบำบัดถึงมีภาวะวิตกกังวลสูง
และไม่ได้ secure attachment style

บางครั้งนักจิตวิทยาและนักบำบัด
ก็มีภาพความคาดหวังจากผู้คนที่มาตรฐานสูง

คาดหวังว่าจะใช้ชีวิตได้ดีมีความสุข
คาดหวังว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ดี
คาดหวังว่าจะเลี้ยงลูกได้ดี
คาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดี
ในความเป็นจริง ไม่ใช่นักจิตวิทยาหรือนักบำบัด ทุกคนจะมีชีวิตที่ดีหรือสวยงาม

เพราะพื้นฐานทุกคนยังคงเป็นมนุษย์ธรรมดา
ที่เจอปัญหาในชีวิตได้ เจอความทุกข์ได้
อาจพลาดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

ที่สำคัญเลย องค์ความรู้ที่ทุกคนเรียนมา
เป้าหมายคือการทำงานในฐานะวิชาชีพ
เพื่อทำความเข้าใจหรือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
การเป็นพ่อหรือแม่ ไม่ใช่สิ่งที่มีสูตรสำเร็จตายตัว
เพราะเด็กแต่ละคนเกิดมาก็มีพัฒนาการต่างกัน
มีการแสดงออกในช่วงทารกต่างกัน

แม้แต่ตัวนักจิตวิทยาหรือนักบำบัด
ก็ต้องเรียนรู้การเป็นพ่อแม่ตามสถานการณ์
เพื่อให้เหมาะสมกับการเกิดมาของลูกตนเอง

แล้วตัวนักจิตวิทยาหรือนักบำบัด
ก็สามารถผิดพลาด หรือ ทำออกมาไม่ดีได้เช่นกัน
ในตัวซีรีย์ ก็จะเปิดเผยให้เราเห็นว่า
โอทิส มีปมเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อแม่

ทั้งการเห็นพ่อมี s*x กับคนอื่น (เคสของพ่อ)
เห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง
เติบโตมากับแม่ที่อารมณ์ไม่มั่นคง

การที่เราเป็นนักจิตวิทยาหรือนักบำบัด
ไม่ได้การันตีว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับเรา

บางครั้งทิฐิในการเป็นนักจิตวิทยาหรือนักบำบัด
อาจเป็นสิ่งที่กดดันตัวเองในฐานะพ่อแม่
แล้วส่งต่อความกดดันนั้นสู่ลูกด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา นักบำบัด หรือ คนทั่วไป
หากเราเรียนรู้ที่จะทำงานกับตัวเอง เข้าใจตัวเอง
เราก็จะรู้จักตัวเองและใช้ชีวิตได้มีทิศทางมากขึ้น

สำหรับการเป็นพ่อคนแม่คนผมเชื่อว่าไม่ง่าย
ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ต้นทุนทางความรู้ ทรัพยากรก็จำเป็นสำหรับการเลี้ยงลูก
แต่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจลูก พร้อมทั้งเติบโตในฐานะพ่อแม่
ที่จะปรับตัวให้สอดคล้องกับพัฒนาการและตัวตนของลูก

ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
#ปรึกษานักจิตวิทยา : https://shorturl.asia/NX3Qz
#สุขภาพจิต #จิตวิทยา #การเลี้ยงลูก #รู้จักตัวเอง #เข้าใจตัวเอง

ไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวังอาจเป็นคำพูดที่พูดง่ายแต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเหมือนกับการที่ถูกบอกให้ปล่อยวางซึ่งง่ายที่จะรู้ว่าค...
28/08/2026

ไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง
อาจเป็นคำพูดที่พูดง่าย
แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

เหมือนกับการที่ถูกบอกให้ปล่อยวาง
ซึ่งง่ายที่จะรู้ว่าคืออะไร
แต่ยากในการลงมือทำ
บางครั้งคนที่พูดก็ยังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า
การที่มนุษย์เราจะไม่คาดหวัง
การที่มนุษย์เราจะปล่อยวางได้

ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง
ในเมื่อมันไม่ใช่สิ่งที่แค่คิดก็ทำได้

เหมือนคิดว่าจะยกมือก็ยกขึ้นได้
เหมือนคิดว่าจะแบมือก็แบมือได้
เหมือนคิดว่าหลับตาก็หลับตาได้
"ความคาดหวัง" เปรียบเหมือน "แรงขับเคลื่อนชีวิต"

ในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ความคาดหวังไม่ใช่เพียงเป้าหมายในอนาคต แต่คือ รากฐานของการสร้างตัวตน (Identity Construction) และกลไกหลักที่ใช้ควบคุมแรงขับขับเคลื่อนจิตใจมนุษย์

รวมไปถึงการเรียนรู้และซึมซับมาตรฐานทางสังคม ค่านิยม การได้รับการยอมรับ เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ตนเอง จนตัวตนเราแข็งแรง
จะเห็นได้ว่า ความคาดหวัง
เชื่อมโยงกับโลกภายในตัวตนของเรามาก
ตั้งแต่การสร้างรากฐานทางตัวตนในวัยเด็ก

เมื่อเราทุกข์ใจจากความคาดหวัง
แล้วไม่สามารถที่จะละทิ้งความคาดหวังนั้นได้

การกลับมาสำรวจความคาดหวังของตัวเอง
ทำความรู้จักกับโลกภายในของตัวเองอีกครั้ง
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญในขณะที่เราทุกข์ใจ
เพราะบางครั้งที่เราทุกข์ใจ
อาจไม่ใช่เพราะเราเลือกที่จะคาดหวัง
แต่เพราะเรากำลังคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
โดยที่เราเองก็อาจจะไม่รู้ตัว

เมื่อเราผิดหวังในสิ่งที่เราคาดหวังไว้สูง
แทนที่เราจะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
เรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง

เรากลับใช้กลไกการป้องกันตนเอง
แล้วให้ตัวเองยึดกับความคาดหวังเดิม
จนเราอยู่ในลูปขอความผิดหวังซ้ำ ๆ

จนในท้ายที่สุด เราก็ทุกข์ใจจากความคาดหวัง
โดยเป็นความคาดหวังจากเราเอง
ที่เราเลือกที่จะยึดติด จากโลกภายในของเราเอง
แต่มันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่เราจะเป็นแบบนี้
บางครั้งกลไกทางจิตใจของโลกภายใน
ก็ซับซ้อนและทรงพลังกว่าที่คิด

การจะปล่อยความคาดหวังไป
แล้วเผชิญหน้าความจริงก็ไมม่ใช่เรื่อง
ที่ทุกคนบนโลกจะทำได้
แต่เมื่อถึงจุดนึงที่เราทุกข์ใจซ้ำไปซ้ำมา
เราคงต้องตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า
เรากำลังอยู่ในลูปของความผิดหวัง

ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากตัวเราหรือไม่
เพราะถ้าใช่ การเริ่มเข้าใจโลกภายในตัวเอง
ซึ่งเป็นรากฐานของลูปความผิดหวัง
คงเป็นสิ่งแรกที่เริ่มทำกับตัวเอง

ไม่ใช่การเร่งตัวเองที่จะหยุดคาดหวัง
ความทุกข์ใจที่ผิดหวังก็หนักมากพอแล้ว
การยุติความคาดหวังที่ปราศจากความเข้าใจ
ต่อโลกภายในของตัวเอง

คงทำให้รู้สึกแย่กับตัวเองไม่น้อยเหมือนกัน
Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
#ปรึกษานักจิตวิทยา : https://shorturl.asia/NX3Qz
#สุขภาพจิต #จิตวิทยา

การที่คนเราเกิด Emotional breakdown ไม่ได้หมายความว่า คน ๆ นั้นจะต้องป่วยเป็นโรคทางจิตเวชเสมอไป แต่เป็นภาวะวิกฤตทางอารมณ...
18/08/2026

การที่คนเราเกิด Emotional breakdown ไม่ได้หมายความว่า
คน ๆ นั้นจะต้องป่วยเป็นโรคทางจิตเวชเสมอไป

แต่เป็นภาวะวิกฤตทางอารมณ์ ที่เกิดจากความเครียดสะสมหรือเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง จนระบบประสาทและจิตใจไม่สามารถรับมือได้ ส่งผลให้บุคคลนั้นไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ชั่วคราว

ซึ่งการบอกว่าใครป่วยเป็นโรคจิตเวชอะไร
เพียงแค่เห็นพฤติกรรมของคน ๆ นั้นอย่างเดียว
คงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว จะทำให้สังคมเราน่าอยู่มากขึ้น
ในทางจิตวิเคราะห์ Emotional breakdown เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ สิ่งที่มักจะเจอได้บ่อยก็คือ Collapse of Defenses Mechanism (ความล้มเหลวของกลไกการป้องกันตนเอง)

ปกติ Ego จะใช้กลไกอย่างการเก็บกด (Repression) , การปฏิเสธความจริง (Denial) , หรือการเปลี่ยนพลังงาน (Sublimation) เพื่อเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ แต่เมื่อเจอความเครียดระดับสูงหรือสะสมยาวนาน กลไกเหล่านี้จะเปราะบางและสลายไป ทำให้ความเครียดเข้าถึงจิตใจโดยตรง

นั่นคือสภาวะที่ Ego ของเราหมดหนทางรับมือต่อปัญหา ความคิดที่อยู่ในหัว หรือ สภาวะความรู้สึกที่เราเก็บกดมาอย่างยาวนาน จนเครื่องมือที่ดีที่สุดอย่าง Defenses Mechanism ก็ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป
นั่นเป็นเพราะเราถูกกระตุ้นทางอารมณ์ และ ความคิดมากเกินไป
จน Ego ถูกบั่นทอนและหมดเรี่ยวแรงในการรับมือ

ในกรณีที่เรามีบาดแผลทางจิตใจ และถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ
Ego จะต้องใช้ Defenses Mechanism เข้าช่วย
เพื่อประคับประคองสภาวะทางจิตใจของเรา
ให้ทำสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ให้มากที่สุด
สถานการณ์เหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน
ที่ถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ อยู่เรื่อย ๆ จนในที่สุด
นำมาสู่สภาวะ Emotional breakdown

ในทางจิตวิเคราะห์จะมีแนวทางรับมือ เยียวยา และฟื้นฟูจิตใจประมาน 5 ขั้นตอนดังนี้ครับ
1.การสร้างพื้นที่รองรับอารมณ์ (Creating a Holding Environment): ในระยะวิกฤตที่จิตใจพังทลาย นักบำบัดจะทำหน้าที่เป็น "ผู้รองรับอารมณ์" (Containment) ที่ปลอดภัย ช่วยโอบรับความรู้สึกอันท่วมท้นของผู้รับการบำบัด เพื่อให้รู้สึกว่าอารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวจนรับมือไม่ได้

2.การสำรวจกลไกปกป้องจิตใจ (Exploring Defense Mechanisms): ร่วมกันวิเคราะห์ว่ากลไกเดิมที่เคยใช้ (เช่น การเก็บกดความรู้สึก หรือการปฏิเสธความจริง) ทำไมถึงล้มเหลวในปัจจุบัน และมีอารมณ์ใดบ้าง (เช่น ความโกรธ ความเศร้า หรือความรู้สึกผิด) ที่ถูกซ่อนไว้ใต้กลไกเหล่านั้น

3.การเชื่อมโยงกับบาดแผลในอดีต (Uncovering Early Patterns): ค้นหาว่าเหตุการณ์กระตุ้นในปัจจุบัน ไปสะกิดปมความสัมพันธ์ในวัยเด็ก (Childhood Trauma) หรือความกลัวการถูกทอดทิ้งในอดีตอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพรวมของรูปแบบอารมณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

4.การวิเคราะห์การถ่ายโอนทางอารมณ์ (Transference & Resistance): สังเกตความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้รับการบำบัดกับนักบำบัด" เนื่องจากผู้รับการบำบัดมักจะฉายความรู้สึก ความคาดหวัง หรือความกลัวจากคนในอดีตมาที่ตัวนักบำบัดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการเยียวยา

5.การสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Insight & Ego Integration): ช่วยให้เกิด Insight (การตระหนักรู้แจ้ง) เพื่อโอบรับอารมณ์และตัวตนส่วนที่เคยถูกกดทับกลับเข้ามา ทำให้ Ego มีความยืดหยุ่น รู้จักตั้งขอบเขต (Boundaries) และสามารถรับมือกับความเครียดในอนาคตได้ดีขึ้น
จะเห็นได้เลยว่า Emotional breakdown เกิดขึ้นได้กับทุกคน
และการเยียวยา รับมือ และฟื้นฟูสภาวะทางจิตใจนั้น
ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องสำรวจโลกภายในให้ชัดเจน

เรื่องนี้คือเรื่องซีเรียสที่ผมคิดว่าควรอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันอย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายความว่า เพื่อให้ผู้อ่านไปตัดสินคนอื่นอีกทีว่า "เธอเป็น Emotional breakdown นะเนี่ย" "เธอควรไปพบนักจิตหรือจิตแพทย์เลยนะ"

ผมเพียงแต่หวังว่า เราจะอ่อนโยนและใจดีต่อคนในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาดูอะไรบน social media เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราเห็นมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันเป็นปกติ เพียงแต่ในวันนี้ช่องทางการนำเสนอเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวยินยอมหรือไม่ที่สิ่งนั้นเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ แต่ท้ายที่สุด ไม่ควรมีใครถูกตัดสินในฐานะมนุษย์ว่าป่วยเป็นอะไรหรือมีปัญหาอะไร เพื่อที่สังคมของเราจะเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น และไม่สร้างบาดแผลซ้ำหรือซ้ำเติมใคร เวลาที่ใครคนนึงกำลังเจ็บปวดและทุกข์ทรมานจากการดำเนินชีวิต

ปล. หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น ผมก็ไม่ได้ละเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกฎหมายดูแลและรับผิดชอบอยู่ที่เจ้าตัวจะต้องเผชิญหน้าต่อผลกระทบที่ตามมา และนี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอ ที่เวลามีใครทำอะไรไม่ดีหรือไม่ถูกใจ จะต้องมาถูกตำหนิต่อว่า และสิ่งเหล่านี้ก็วนลูปซ้ำ ๆ บนโลกอินเตอร์เน็ต

Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
#ปรึกษานักจิตวิทยา : https://shorturl.asia/NX3Qz
#สุขภาพจิต #จิตวิทยา

13/08/2026

การมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง
อาจไม่ใช่เพราะ self esteem ไม่ดี

แต่เป็นเพราะเราติดอยู่กับมุมมองเดิมในวัยเด็ก
ที่มีความเชื่อต่อการรับรู้คุณค่าในตัวเองของเรา

การที่เราสร้าง self esteem ได้ใหม่ในวัยผู้ใหญ่
หากไม่ได้ปรับความเชื่อจากวัยเด็ก
ที่ฝั่งรากลึกอยู่ในจิตใจ

เราก็คงเชื่อไม่ได้จริง ๆ ว่าเรานั้นเป็นคนที่มีคุณค่า

ที่อยู่

279 ม. หมู่บ้านบุรีรมย์ ประชาอุทิศ 76/1 ทุ่งครุ
Bangkok
10140

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 23:00
พุธ 09:00 - 23:00
พฤหัสบดี 09:00 - 23:00
ศุกร์ 09:00 - 00:00
เสาร์ 09:00 - 23:00
อาทิตย์ 09:00 - 23:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา:

ทางลัด

แชร์