Papassorn Clinic ฝังเข็ม ยาสมุนไพรจีน

Papassorn Clinic ฝังเข็ม ยาสมุนไพรจีน ฝังเข็มรักษาโรค ฝังเข็มความงาม จัดตำรับยาจีนรักษาโรคตามศาสตร์การแพทย์จีน 中医诊所,中医治未病,中医抗衰老,中医美容,针灸美容,中医养生。

Papassorn Clinic
ฝังเข็มรักษาโรค ฝังเข็มเพื่อความงาม ยาสมุนไพรจีน

รักษาโดยแพทย์จีน
เปิดวันอังคาร - วันอาทิตย์
ตั้งแต่เวลา 9:00น. - 19:00น.
หยุดวันจันทร์
โทร. 0612453565

ดำเนินงานโดย พจ.ภภัสสร พชรกิตติพร
- Bachelor Degree of Chinese Medicine
Hubei University of Chinese Medicine
- Traditional Chinese Medicine Of Cosmetic Technique
Shanghai University of Traditional Chinese Medicine
- Chinese Medicine
Guangzhou University of Traditional Chinese Medicine

ศาสตร์แพทย์แผนจีน : อาการเจ็บแบบไหน ปวดแบบไหน บอกอะไรได้บ้าง ร่างกายพูดไม่ได้ แต่ "ความเจ็บปวด" คือเสียงเตือนของมัน 🚨ตาม...
17/09/2026

ศาสตร์แพทย์แผนจีน : อาการเจ็บแบบไหน ปวดแบบไหน บอกอะไรได้บ้าง

ร่างกายพูดไม่ได้ แต่ "ความเจ็บปวด" คือเสียงเตือนของมัน 🚨

ตามหลักแพทย์แผนจีน ความเจ็บปวดแต่ละแบบสะท้อนปัญหาที่ต่างกัน มาดูกันว่าเจ็บแบบไหน ร่างกายกำลังจะบอกอะไรเรา

🔍 1. ปวดเมื่อยล้า
👉 เป็นแบบนี้ : ตัวไม่มีแรง กล้ามเนื้อปวดเมื่อยเหมือนทำงานหนักมาทั้งวัน พักแล้วดีขึ้น
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : ร่างกายเหนื่อยเกินไป พลังหมด ต้องพักฟื้น
👉 พบบ่อยที่ : หลัง เอว แขน ขา

🔍 2. ปวดแน่น อึดอัด
👉 เป็นแบบนี้ : ปวดพร้อมรู้สึกแน่นอึดอัดในตัว ยิ่งเครียดหรือโมโหยิ่งปวดชัด
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : พลังชี่ (ลมปราณ) ในตัวติดขัด ระบายไม่ออก👉 พบบ่อยที่ : หน้าอก ชายโครง ท้อง

🔍 3. ปวดหนักอึ้ง
👉 เป็นแบบนี้ : ปวดแบบหนักๆ เหมือนมีผ้าเปียกพันหัวหรือตัวไว้ วันฝนตกหรืออากาศชื้นจะแย่ลง
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : มีความชื้นสะสมในร่างกายมากเกินไป
👉 พบบ่อยที่ : ศีรษะ แขน ขา

🔍 4. ปวดตื้อๆ เบาๆ
👉 เป็นแบบนี้ : ปวดไม่รุนแรงแต่ปวดเรื่อยๆ พอใช้มือกดไว้หรือดื่มน้ำอุ่นจะรู้สึกดีขึ้น
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : พลังในร่างกายพร่อง ร่างกายต้องการความอบอุ่น
👉 พบบ่อยที่ : ปวดท้องเรื้อรัง ปวดท้องน้อย

🔍 5. ปวดย้ายที่ไปมา
👉 เป็นแบบนี้ : ตำแหน่งที่ปวดไม่แน่นอน เดี๋ยวปวดที่นี่เดี๋ยวปวดที่นั่น
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : ร่างกายโดนลมเสีย (风邪เฟิงเสีย)
เข้ามารบกวน
👉 พบบ่อยที่ : ข้อต่อ แขน ขา

🔍 6. ปวดเวลาโดนหนาว
👉 เป็นแบบนี้ : พอเจอความเย็นจะปวดขึ้นมาทันที ประคบร้อนหรือแปะแผ่นความร้อนแล้วดีขึ้นเร็ว
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : ความเย็นเข้าไปทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ดี
👉 พบบ่อยที่ : ข้อต่อ ท้อง

🔍 7. ปวดตุบๆ เป็นจังหวะ
👉 เป็นแบบนี้ : ปวดเต้นเป็นจังหวะคล้ายชีพจร บางทีมีอาการร้อนๆ บวมๆ ร่วมด้วย
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : มีการอักเสบ หรือ "ไฟ 火” ในร่างกายสูงเกินไป👉 พบบ่อยที่ : ปวดฟัน จุดที่เป็นหนอง ไมเกรน

🔍 8. ปวดแปลบเหมือนเข็มแทง
👉 เป็นแบบนี้ : ปวดแปลบๆ เหมือนถูกเข็มแทงหรือมีดกรีด เจ็บที่จุดเดียวชัดเจน ไม่กระจาย
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : มีเลือดคั่งอุดตันอยู่ตรงนั้น เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
👉 พบบ่อยที่ : แผลเก่า หน้าอก ซี่โครง

🔍 9. ปวดเป็นก้อนแข็ง
👉 เป็นแบบนี้ : คลำเจอก้อนแข็งหรือตุ่ม กดแล้วเจ็บ ไม่อยากให้ใครมาแตะ
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : มีเสมหะและเลือดคั่งจับตัวกันเป็นก้อน
👉 พบบ่อยที่ : เต้านม ข้างลำคอ

🔍 10. ปวดบิดเกร็งรุนแรง
👉 เป็นแบบนี้ : ปวดขึ้นมาแบบทันที เหมือนมีใครบิด หรือ บีบท้องแรงๆ ทนไม่ไหว
👉 แพทย์แผนจีนมองว่า : มีสิ่งอุดตัน ( เช่นนิ่ว ) อยู่ในทางเดิน ถือเป็นอาการฉุกเฉิน!
👉 พบบ่อยที่ : หน้าอก (เจ็บแน่นหน้าอก) เอวและท้อง ( นิ่วในไต / ถุงน้ำดี)

💡 อย่าลืมว่า
ความเจ็บปวด คือ สัญญาณเตือนจากร่างกาย ถ้าปวดเรื้อรังนานๆ หรือปวดรุนแรงกะทันหัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ

⚠️ เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไปตามแนวแพทย์แผนจีน ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์

ทำไมผู้หญิงบางคนยิ่งหน้ามัน ยิ่งเป็นสิวง่าย?ในมุมมองของแพทย์แผนจีน อาการเหล่านี้อาจถูกอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับ ภาวะ “ชื้นร...
26/08/2026

ทำไมผู้หญิงบางคนยิ่งหน้ามัน ยิ่งเป็นสิวง่าย?

ในมุมมองของแพทย์แผนจีน
อาการเหล่านี้อาจถูกอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับ ภาวะ “ชื้นร้อน”

ซึ่งไม่ได้ดูแค่ปัญหาที่ผิวภายนอก
แต่พิจารณาร่วมกับการใช้ชีวิต การพักผ่อน อาหาร และสภาพร่างกายโดยรวม

อาการที่มักถูกนำมาสังเกต ได้แก่

• ใบหน้ามันง่าย รูขุมขนดูกว้าง สิวอุดตัน หรือ สิวขึ้นซ้ำ

• รู้สึกตัวหนัก อ่อนล้าง่าย ง่วงง่าย แม้นอนแล้วก็ยังรู้สึกเพลีย

• ปากขม ปากเหนียว หรือมีกลิ่นปากชัด โดยเฉพาะช่วงเช้า

• ขับถ่ายไม่ค่อยคล่อง อุจจาระเหนียว หรือถ่ายแล้วไม่สบายท้อง

• ฝ้าลิ้นค่อนข้างหนา เหนียว หรือมีสีออกเหลือง

ปัจจัยตามแนวคิดแพทย์แผนจีนอาจทำให้เกิดภาวะชื้นร้อนได้ เช่น

1. การทำงานของม้ามและกระเพาะไม่สมดุล ทำให้การจัดการของเหลวในร่างกายไม่ดี

2. การกินหวาน มัน ของทอด อาหารเผ็ด หรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อย

3. การนอนดึกเป็นประจำ ทำให้ร่างกายพักฟื้นไม่เต็มที่

4. ความเครียด ความวิตกกังวล หรืออารมณ์ที่กดดันต่อเนื่อง

สิ่งที่ไม่ควรทำคือ เมื่อรู้สึกว่าร่างกาย “ร้อน” แล้วรีบดื่มเครื่องดื่ม หรือ ชาสมุนไพรฤทธิ์เย็นมากเกินไป

เพราะในมุมมองแพทย์แผนจีน “ชื้นร้อน” ไม่ได้แปลว่าเป็นความร้อนอย่างเดียว

การเน้นลดร้อนโดยไม่ดูระบบย่อยและการปรับสมดุล อาจไม่ตรงกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

แนวทางดูแลในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ

• ลดเครื่องดื่มเย็นจัด ของหวาน ของทอด และอาหารเผ็ด

• เลือกอาหารที่ย่อยง่ายและสมดุลมากขึ้น

• พยายามเข้านอนให้เร็วขึ้นและนอนให้เป็นเวลา

• ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว ปาต้วนจิ่น โยคะ หรือท่าบริหารช้าๆ ให้มีเหงื่อเล็กน้อย

• อย่ามองแค่การเปลี่ยนสกินแคร์ แต่ลองสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย

การดูแลสุขภาพควรมีวินัย
เริ่มจากสังเกตร่างกายตัวเอง
แล้วค่อยๆ ปรับอาหาร การนอน และการเคลื่อนไหวให้สมดุลมากขึ้น

หมายเหตุ
เนื้อหานี้เป็นการสรุปแนวคิดตามศาสตร์แพทย์แผนจีน
ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค หากมีสิวเรื้อรัง
อาการทางระบบทางเดินอาหาร หรืออาการผิดปกติต่อเนื่อง
ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

🌿 3 วิธีดูแลตัวเองหลังอาหารลดความง่วง ให้ 中焦 จงเจียว ทำงานอย่างเบาสบายตามแนวคิดแพทย์แผนจีน  เคยไหมคะ…กินข้าวเสร็จแล้วหนั...
25/08/2026

🌿 3 วิธีดูแลตัวเองหลังอาหาร
ลดความง่วง ให้ 中焦 จงเจียว ทำงานอย่างเบาสบาย
ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน

เคยไหมคะ…
กินข้าวเสร็จแล้วหนังตาหนัก ง่วง มึน สมองไม่ค่อยปลอดโปร่ง หรือรู้สึกแน่นๆ หนักๆ ในท้อง

ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน
อาการหลังอาหารลักษณะนี้อาจอธิบายได้จากการที่ จงเจียว (中焦)
ซึ่งสัมพันธ์กับการทำงานของม้ามและกระเพาะ
ต้องรับภาระในการย่อย ลำเลียง และแปรสภาพอาหาร

หากกินมากเกินไป นั่งนิ่งทันที หรือใช้สมองต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก
ร่างกายอาจรู้สึกหนักและไม่สดชื่นได้ง่าย

ลองเริ่มจาก 3 วิธีง่ายๆ นี้ค่ะ

① หลังอาหาร อย่าเพิ่งนั่งนิ่งนาน

หลังรับประทานอาหาร ลองพักสักประมาณ 10 นาที
แล้วค่อยๆ เดินช้าๆ 10–15 นาที

ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก
แค่ขยับร่างกายอย่างอ่อนโยน ให้การไหลเวียนดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ในแนวคิดแพทย์แผนจีน การเคลื่อนไหวเบาๆ หลังอาหารช่วยสนับสนุนการเคลื่อนของชี่ และไม่ทำให้การทำงานของจงเจียวรู้สึกติดขัดจนเกินไป

หลักสำคัญคือ “เบา ช้า และสบาย”
ไม่ใช่วิ่งหรือออกแรงหนักทันทีหลังมื้ออาหาร

② อย่ารีบหยิบโทรศัพท์ทันที — ให้ใจได้พักบ้าง

หลายคนกินเสร็จปุ๊บ มือก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที
ดูข่าว ตอบข้อความ เลื่อนโซเชียล หรือทำงานต่อ

ลองเปลี่ยนเป็น…

นั่งตัวตรงหรือเอนพิงสบาย ๆ
หลับตา 3–5 นาที
ไม่ดูโทรศัพท์
ไม่คิดเรื่องงาน
หายใจตามธรรมชาติช้าๆ

ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน เมื่อ “神เสิน” หรือจิตใจสงบ ชี่ก็มีแนวโน้มเคลื่อนไหวเป็นระเบียบมากขึ้น

ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีหลังอาหาร
จึงอาจเป็นเหมือนการให้ทั้งสมอง และระบบย่อยได้พักพร้อมกัน

③ มื้อกลางวัน อิ่มประมาณ 70% ก็พอ

คำว่า “อิ่ม 70%” ไม่ได้หมายถึงต้องคำนวณอาหารอย่างเคร่งครัด

สังเกตง่ายๆ คือ
ไม่หิวแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าสามารถกินต่อได้อีกเล็กน้อย

ตรงนี้แหละค่ะที่ควรวางช้อน

หากกินจนแน่นมาก กระเพาะและระบบย่อยต้องทำงานหนักขึ้น ร่างกายจึงอาจรู้สึกอึดอัด หนัก ง่วง หรือไม่สบายตัวหลังอาหารได้ง่าย

แพทย์แผนจีน จึงให้ความสำคัญกับคำว่า

“เหลือพื้นที่ให้ม้ามและกระเพาะได้ทำงาน”

กินพอดี เคี้ยวช้าๆ และหยุดก่อนที่จะรู้สึกแน่นเกินไป

✨สรุปง่ายๆ หลังอาหารให้จำ 3 อย่าง

ขยับเบาๆ — พักใจ — กินแต่พอดี

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อน
หลายครั้งการดูแลร่างกายเริ่มต้นจากการไม่เพิ่มภาระให้ระบบย่อยมากเกินไป

มื้ออาหารที่ดี ไม่ได้จบลงตอนเราวางช้อน
แต่รวมถึง วิธีที่เราดูแลตัวเองในช่วงหลังอาหารด้วย

🌿 กินอย่างพอดี
🌿 เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน
🌿 ให้ใจได้พัก
🌿 ให้ม้ามและกระเพาะมีพื้นที่ทำงาน

เมื่อร่างกายไม่หนักเกินไป หลังอาหารก็มีโอกาสรู้สึกเบา สบาย และสดชื่นมากขึ้น

( บทความนี้ต่อจากเนื้อหา "ง่วงหลังมื้ออาหารในศาสตร์แพทย์แผนจีน"
วันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 )

เนื้อหานี้เป็นการอธิบายตามแนวคิดการแพทย์แผนจีน
เพื่อการให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ หากมีอาการง่วงผิดปกติหลังอาหารเป็นประจำ รุนแรง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ง่วงหลังมื้ออาหารในศาสตร์แพทย์แผนจีน อธิบายอย่างไร?ไม่ได้ แปลว่า กินมากเสมอไปแต่อาจเกี่ยวข้องกับ “ความชื้น” ที่รบกวน 中焦 ...
24/08/2026

ง่วงหลังมื้ออาหาร
ในศาสตร์แพทย์แผนจีน อธิบายอย่างไร?
ไม่ได้ แปลว่า กินมากเสมอไป

แต่อาจเกี่ยวข้องกับ
“ความชื้น” ที่รบกวน 中焦 จงเจียว
กินอิ่มแล้วง่วง…เกิดจากอะไร?

1. หลังมื้ออาหาร ร่างกายเป็นแบบนี้ไหม?
พอกินข้าวเสร็จ หนังตาหนัก ง่วงง่าย รู้สึกมึน ตื้อ สมองไม่ปลอดโปร่ง เหมือนมีหมอกปกคลุมอยู่ในศีรษะ

2. อย่าเพิ่งโทษข้าว หรือรีบพึ่งกาแฟ
หากเกิดอาการง่วงหลังอาหารบ่อยๆ ตามแนวคิดการแพทย์แผนจีน สาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่ “กินมากเกินไป” เพียงอย่างเดียว
แต่อาจสัมพันธ์กับ
การลำเลียงแปรสภาพอาหารของม้ามและกระเพาะที่ไม่คล่องตัว

3. ในศาสตร์แพทย์แผนจีน อธิบายอย่างไร?
อาการลักษณะนี้อาจอธิบายได้ด้วยภาวะ

湿困中焦 “ความชื้นรบกวนจงเจียว”

เมื่อความชื้นสะสม รบกวนการทำงานของ 中焦 จงเจียว
การย่อย การลำเลียง และการแปรสภาพสารอาหาร อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ส่งผลให้ร่างกายรู้สึก หนัก ง่วง มึน และไม่สดชื่นหลังอาหาร

เข้าใจกลไก

หลังมื้ออาหาร
อาหารเข้าสู่กระเพาะ

ม้ามและกระเพาะช่วยย่อย ลำเลียง และแปรสภาพสารอาหาร

เกิดสารสำคัญ และพลังที่ร่างกายนำไปใช้

清气 พลังชี่บริสุทธิ์
ควรเคลื่อนขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
แต่เมื่อมี “ความชื้น” รบกวน

การลำเลียง และแปรสภาพติดขัด

พลังชี่บริสุทธิ์เคลื่อนขึ้นได้ไม่ดี

จึงอาจรู้สึก ง่วง มึน หนักศีรษะ และสมองไม่ปลอดโปร่ง

中焦 จงเจียว คืออะไร?
ในทฤษฎีการแพทย์แผนจีน 中焦 (จงเจียว)
หมายถึงระบบการทำงานบริเวณส่วนกลางของร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับ ม้ามและกระเพาะอาหาร เป็นสำคัญ

จงเจียวมีบทบาทในการ
* รับอาหาร และเครื่องดื่ม
* ย่อย แปรสภาพ
* ลำเลียงสารอาหาร
* ส่งส่วนที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

จึงอาจเปรียบ จงเจียว ได้กับ

“ศูนย์กลางแห่งการย่อย การแปรสภาพ และการลำเลียง”

清气 พลังชี่บริสุทธิ์ คืออะไร?

清气 (ชิงชี่) ในบริบทนี้ หมายถึง
พลังหรือสารสำคัญส่วนที่บริสุทธิ์และมีประโยชน์ ซึ่งเกิดจากการแปรสภาพอาหาร เครื่องดื่มตามแนวคิดแพทย์แผนจีน

เมื่อระบบทำงานสมดุล
พลังชี่บริสุทธิ์จะเคลื่อนขึ้น เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงร่างกาย สนับสนุนความสดชื่นแจ่มใส

แต่หากความชื้นเข้ารบกวนจงเจียว การเคลื่อนขึ้นของพลังชี่บริสุทธิ์อาจติดขัด จึงอาจเกิดความรู้สึก ง่วง มึน หนัก และไม่ปลอดโปร่ง

4. จงเจียวเปรียบเสมือน “สถานีลำเลียง” ของร่างกาย

รับอาหาร → ย่อย แปรสภาพ → กระจายสารอาหาร

พร้อมกับช่วยให้
พลังชี่บริสุทธิ์เคลื่อนขึ้น
หากถูกความชื้นถ่วงไว้ การทำงานของระบบนี้อาจไม่คล่องตัว ทำให้หลังอาหารรู้สึก ง่วง หนัก มึน และสมองไม่แจ่มใส

จำไว้ว่า
ง่วงหลังอาหารบ่อยๆ
ไม่ได้แปลว่า กินมากเสมอไป

ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน
บางครั้งอาจสัมพันธ์กับ
จงเจียวที่ทำงานไม่คล่องตัวจากความชื้นที่รบกวน

ดูแลม้ามและกระเพาะให้ทำงานสมดุล
ช่วยสนับสนุนการย่อย การลำเลียง และการไหลเวียนของพลังในร่างกาย

เนื้อหานี้อธิบายตามกรอบทฤษฎีการแพทย์แผนจีน
ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค หรือ คำอธิบายทางกายวิภาคตามการแพทย์สมัยใหม่

🌿 อยากมีผิวพรรณสดใส ต้องเริ่มจากภายในทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของ “ไต ชี่ และเลือด” ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน🌿 ผู้หญิงเมื่อ “ไ...
13/08/2026

🌿 อยากมีผิวพรรณสดใส ต้องเริ่มจากภายใน
ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของ “ไต ชี่ และเลือด” ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

🌿 ผู้หญิงเมื่อ “ไตพร่อง ชี่และเลือดก็จะไม่เพียงพอ“

🌿 ไต ชี่ และเลือด เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ชี่ (气) เปรียบเสมือนพลังที่ช่วยขับเคลื่อนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแพทย์จีนมองว่า “หยวนชี่” หรือพลังดั้งเดิม มีรากฐานมาจากไต

เลือด (血) มีหน้าที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ผิวพรรณ และอวัยวะต่างๆ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ
“ไตจิง” หรือสารจำเป็นของไต

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่เรียกว่า
“จิงและเลือดมีแหล่งกำเนิดเดียวกัน” (精血同源) กล่าวคือ จิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำเนิดเลือด ขณะที่เลือดก็ช่วยหล่อเลี้ยงจิง ทั้งสองจึงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

✨ เมื่อไตพร่อง
ร่างกายอาจแสดงความไม่สมดุลออกมา

ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน
อาจพบลักษณะต่างๆ เช่น

สีหน้าไม่สดใส
หน้าซีดหรือหมองคล้ำ
ผิวพรรณแห้ง
ผมแห้งหรือร่วงง่าย
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
นอนหลับไม่สดชื่น หรือประจำเดือนผิดปกติ
ภูมิคุ้มกันลดลงป่วยง่าย

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงไม่ควรใช้เพียงอาการใดอาการหนึ่งมาตัดสินว่าตนเองมีภาวะ “ไตพร่อง”

🌿 แล้วควรดูแลตัวเองอย่างไร?

พื้นฐานสำคัญคือ
รับประทานอาหารให้หลากหลายและเหมาะสม
พักผ่อนให้เพียงพอ จัดการความเครียด และออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ

ส่วนการดูแลตามศาสตร์แพทย์แผนจีน
การฝังเข็ม
การใช้ยาสมุนไพรจีน
ควรพิจารณาตามภาวะของแต่ละบุคคล
และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนจีน

💚 เพราะความสดใสของผู้หญิง ไม่ได้มาจากการดูแลภายนอกเพียงอย่างเดียว
การดูแลสุขภาพจากภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน

หมายเหตุ
เนื้อหานี้เป็นการให้ความรู้ตามแนวคิดของศาสตร์แพทย์แผนจีน ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ปวดคอ นวดได้ไหม?ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่าเป็น“ปัญหากล้ามเนื้อ”หรือ “ความเสี่ยงเกี่ยวกับเส้นประสาท / ไขสันหลัง / หลอดเลือด...
08/08/2026

ปวดคอ นวดได้ไหม?

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่าเป็น
“ปัญหากล้ามเนื้อ”หรือ “ความเสี่ยงเกี่ยวกับเส้นประสาท / ไขสันหลัง / หลอดเลือด”

ก่อนนวดต้องประเมินให้ดีก่อน
อย่าให้ยิ่งนวด ยิ่งทำให้อาการแย่ลง

อู่สิง (五行) กับแพทย์แผนจีน ทฤษฎีธาตุทั้ง 5 ในแพทย์แผนจีนศาสตร์ อู่สิง (五行, Wǔxíng) เป็นทฤษฎีพื้นฐานของแพทย์แผนจีนที่ใช้อ...
14/07/2026

อู่สิง (五行) กับแพทย์แผนจีน
ทฤษฎีธาตุทั้ง 5 ในแพทย์แผนจีน

ศาสตร์ อู่สิง (五行, Wǔxíng) เป็นทฤษฎีพื้นฐานของแพทย์แผนจีนที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ของธรรมชาติและร่างกายมนุษย์ โดยเชื่อว่าทุกสิ่งประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 ได้แก่

ไม้ (木) • ไฟ (火) • ดิน (土) • ทอง (金) • น้ำ (水)

เมื่อธาตุทั้งห้าสมดุล ร่างกายจะแข็งแรง แต่หากเสียสมดุล ย่อมก่อให้เกิดความผิดปกติและโรค

🌳 ธาตุไม้ (木)
อวัยวะ : ตับ (肝) ถุงน้ำดี (胆)
อวัยวะรับสัมผัส : ดวงตา
อารมณ์ : ความโกรธ
รสชาติ : รสเปรี้ยว
สี : สีเขียว
ฤดูกาล : ฤดูใบไม้ผลิ
หน้าที่
- ควบคุมการไหลเวียนของชี่
- เก็บเลือด
- ดูแลเส้นเอ็นและการเคลื่อนไหวของร่างกาย

🔥 ธาตุไฟ (火)
อวัยวะ : หัวใจ (心) ลำไส้เล็ก (小肠)
อวัยวะรับสัมผัส : ลิ้น
อารมณ์ : ความยินดี
รสชาติ : รสขม
สี : สีแดง
ฤดูกาล : ฤดูร้อน
หน้าที่
- ควบคุมการไหลเวียนของเลือด
- หล่อเลี้ยงจิตใจ (神)
- ควบคุมการนอนหลับและสติสัมปชัญญะ

🌾 ธาตุดิน (土)
อวัยวะ : ม้าม (脾) กระเพาะอาหาร (胃)
อวัยวะรับสัมผัส : ปาก ริมฝีปาก
อารมณ์ : ความวิตกกังวล
รสชาติ : รสหวาน
สี : สีเหลือง
ฤดูกาล : ปลายฤดูร้อน
หน้าที่
- ย่อยและดูดซึมอาหาร
- สร้างชี่และเลือด
- หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ

⚪ ธาตุทอง (金)
อวัยวะ : ปอด (肺) ลำไส้ใหญ่ (大肠)
อวัยวะรับสัมผัส : จมูก
อารมณ์ : ความเศร้า
รสชาติ : รสเผ็ด
สี : สีขาว
ฤดูกาล : ฤดูใบไม้ร่วง
หน้าที่
- ควบคุมการหายใจ
- ควบคุมผิวหนังและขน
- กระจายและรับชี่เข้าสู่ร่างกาย

💧 ธาตุน้ำ (水)
อวัยวะ : ไต (肾) กระเพาะปัสสาวะ (膀胱)
อวัยวะรับสัมผัส : หู
อารมณ์ : ความกลัว
รสชาติ : รสเค็ม
สี : สีดำ / น้ำเงินเข้ม
ฤดูกาล : ฤดูหนาว
หน้าที่
- เก็บสารจิง (精)
- ควบคุมการเจริญเติบโต
- ควบคุมกระดูก สมอง และการสืบพันธุ์

ความสัมพันธ์ของธาตุทั้งห้า

วงจรส่งเสริม (相生)
🌳 ไม้ → 🔥 ไฟ → 🌾 ดิน → ⚪ ทอง → 💧 น้ำ → 🌳 ไม้
เป็นวงจรที่ธาตุแต่ละชนิดช่วยหล่อเลี้ยงและส่งเสริมกัน ทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล

วงจรควบคุม (相克)
🌳 ไม้ → 🌾 ดิน → 💧 น้ำ → 🔥 ไฟ → ⚪ ทอง → 🌳 ไม้
เป็นกลไกควบคุมตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ธาตุใดธาตุหนึ่งมีมากหรือน้อยเกินไป

การประยุกต์ใช้ในแพทย์แผนจีน
🩺 การวินิจฉัยโรค
- วิเคราะห์ความสมดุลของธาตุทั้งห้า
- ประเมินการทำงานของอวัยวะและระบบชี่

💉 การรักษา
- ฝังเข็ม
- ยาสมุนไพรจีน
- รมยา (艾灸)
- ครอบแก้ว

🥗 อาหารบำบัด
- เลือกรับประทานอาหารตามธาตุและฤดูกาล
- ปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายใน

🧘 การดูแลสุขภาพ
- ปรับอารมณ์
นอนหลับให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายเหมาะสม
- ใช้ชีวิตสอดคล้องกับฤดูกาล

🛡️ การป้องกันโรค
- รักษาสมดุลของชี่ เลือด หยิน และหยาง
- ส่งเสริมสุขภาพก่อนเกิดโรค ตามหลัก "治未病"

ข้อคิดตามหลักแพทย์แผนจีน
"เมื่อธาตุทั้งห้าสมดุล ชี่และเลือดไหลเวียน อวัยวะทำงานประสานกัน ร่างกายและจิตใจย่อมแข็งแรงอย่างเป็นธรรมชาติ"

จุดที่กดแล้วเจ็บ...หรือที่หลายคนเรียกว่า Trigger Pointในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เรียกว่า 阿是穴 อาซื่อเสวี่ยจุดกดเจ็บที่ใช้ในก...
14/06/2026

จุดที่กดแล้วเจ็บ...
หรือที่หลายคนเรียกว่า Trigger Point

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เรียกว่า 阿是穴 อาซื่อเสวี่ย

จุดกดเจ็บที่ใช้ในการตรวจและรักษามาอย่างยาวนาน

หลายคนที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หรือกล้ามเนื้อตึงเรื้อรัง อาจเคยได้ยินคำว่า "Trigger Point" หรือ "จุดกดเจ็บ"

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน จุดลักษณะนี้เรียกว่า อาซื่อเสวี่ย (阿是穴) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการปวดมาอย่างยาวนาน

อาซื่อเสวี่ย (阿是穴) คืออะไร?

อาซื่อเสวี่ย เป็นจุดที่ไม่มีตำแหน่งตายตัวบนร่างกาย และไม่ได้มีชื่อกำหนดไว้เหมือนจุดฝังเข็มทั่วไป

มักพบในบริเวณที่

• กดแล้วเจ็บ

• กล้ามเนื้อตึงหรือแข็งเป็นก้อน

• มีความไวต่อการกดมากกว่าปกติ

• เป็นตำแหน่งที่ผู้ป่วยรู้สึกปวดมากที่สุด

จุดเหล่านี้ต้องอาศัยการตรวจและการคลำร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย จึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ที่มาของชื่อ "อาซื่อ"

คำว่า "阿是" มีที่มาจากการตอบสนองของผู้ป่วย

เมื่อแพทย์กดถูกตำแหน่งที่มีปัญหา ผู้ป่วยมักอุทานว่า

"อา! ใช่ตรงนั้น"

จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ "อาซื่อเสวี่ย"

คัมภีร์ 《备急千金要方》 ได้กล่าวไว้ว่า

"เมื่อผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวด ให้ค้นหาตำแหน่งที่กดแล้วเกิดความเจ็บปวดหรือมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตำแหน่งจุดลมปราณมาตรฐาน เมื่อพบแล้วสามารถใช้การฝังเข็มหรือรมยาเพื่อรักษาได้"

แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องการรักษาจุดกดเจ็บเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การฝังเข็มมาอย่างยาวนาน

มุมมองของแพทย์แผนจีน

ตามหลักการแพทย์แผนจีน อาการปวดมักสัมพันธ์กับการไหลเวียนของชี่ (气) และเลือด (血) ที่ไม่คล่องตัว

ดังคำกล่าวที่ว่า

"不通则痛" Bù tōng zé tòng (ปู้ ทง เจ๋อ ท่ง)

"เมื่อการไหลเวียนติดขัด ย่อมเกิดความเจ็บปวด"

การฝังเข็มบริเวณอาซื่อเสวี่ยจึงมีเป้าหมายเพื่อ

✓ คลายการตึงตัวของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

✓ ส่งเสริมการไหลเวียนของชี่และเลือด

✓ ลดอาการปวด

✓ ฟื้นฟูการทำงานของเนื้อเยื่อ

✓ ช่วยให้ร่างกายกลับสู่ภาวะสมดุล

อาซื่อเสวี่ย 阿是穴 ไม่ใช่เพียงจุดที่เจ็บ

แม้อาซื่อเสวี่ยจะเป็นจุดสำคัญในการรักษาอาการปวด แต่ในการรักษาจริง แพทย์แผนจีนมักพิจารณาร่วมกับเส้นลมปราณ (经络) และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน

เพราะร่างกายไม่ได้ทำงานแยกส่วนออกจากกัน

การรักษาจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตำแหน่งที่ปวดเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความสมดุลและความเชื่อมโยงของร่างกายโดยรวมด้วย

อาซื่อเสวี่ย (阿是穴) คือจุดกดเจ็บที่แพทย์แผนจีนใช้ในการตรวจและรักษามาอย่างยาวนาน

และหากอธิบายให้เข้าใจง่ายในปัจจุบัน หลายคนอาจคุ้นเคยกับจุดลักษณะนี้ในชื่อ "Trigger Point"

อย่างไรก็ตาม ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน อาซื่อเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงจุดที่เจ็บ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินและการรักษาที่มองความเชื่อมโยงของร่างกายทั้งระบบ เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่ภาวะสมดุลอย่างเหมาะสมอีกด้วย

六邪 (ลิ่วเสีย)  6 ปัจจัยก่อโรคสำคัญในศาสตร์การแพทย์แผนจีนลม • หนาว • ร้อน • ชื้น • แห้ง • ไฟ六邪 ลิ่วเสีย คือ สาเหตุหลักของ...
02/06/2026

六邪 (ลิ่วเสีย)
6 ปัจจัยก่อโรคสำคัญในศาสตร์การแพทย์แผนจีน

ลม • หนาว • ร้อน • ชื้น • แห้ง • ไฟ

六邪 ลิ่วเสีย คือ สาเหตุหลักของการเกิดโรคในแพทย์แผนจีน
ได้แก่ ปัจจัยภายนอก 6 ชนิดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย
ทำให้เกิดความไม่สมดุลและเจ็บป่วย ประกอบด้วย

1. ลม (风) : มีลักษณะเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงง่าย มักทำให้เกิดอาการปวดตามตัว คัดจมูก คันผิวหนัง หรือโรคที่เป็นๆ หายๆ

2. ความหนาว (寒) : มีลักษณะทำให้หดเกร็ง ชะลอการไหลเวียนเลือดและลมปราณ มักทำให้เกิดอาการหนาวสั่น ปวดเมื่อยตามข้อต่อ ปวดท้อง

3. ความร้อน (暑) : เกิดเฉพาะฤดูร้อน มีลักษณะทำให้แห้งแล้ง สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการวิงเวียน อาเจียน เหงื่อออกมาก เพลีย

4. ความชื้น (湿) : มีลักษณะหนักหน่วง ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก มักทำให้เกิดอาการตัวหนัก เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว ตกขาว

5. ความแห้ง (燥) : มีลักษณะดูดซึมความชื้น ทำให้เยื่อบุต่างๆ แห้งกร้าน มักทำให้เกิดอาการคอแห้ง ผิวแห้ง ไอแห้ง ปัสสาวะน้อย

6. ไฟ / ความร้อนจัด (火) : มีลักษณะเผาผลาญ รุนแรง มักทำให้เกิดอาการอักเสบ แดง ร้อน ปวด แผลร้อนใน หรืออาการรุนแรงอื่นๆ

สิ่งสำคัญคือ 六邪 ลิ่วเสีย ไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ
แต่หมายถึงพลังงาน หรือสภาวะที่รบกวนการทำงานปกติของร่างกาย
และมักรวมกันเป็นคู่ๆ
(เช่น ลมผสมความชื้น, ความหนาวผสมความชื้น) ทำให้อาการซับซ้อนขึ้น

วิธีป้องกัน 6 สาเหตุโรค

1. ป้องกันลม : หลีกเลี่ยงลมแรง / อย่าโดนลมหลังเหงื่อออก / สวมเสื้อคลุมปิดคอไหล่

2. ป้องกันความหนาว : รักษาความอบอุ่น / กินอาหารร้อน / เลี่ยงน้ำเย็นจัด

3. ป้องกันความร้อน : อยู่ในที่ร่ม / ดื่มน้ำสม่ำเสมอ / เลี่ยงแดดจัด 11.00-15.00 น.

4. ป้องกันความชื้น : อย่าอยู่ที่อับชื้น / ตากแดดบ้าง / รับประทานขิง ขับความชื้น

5. ป้องกันความแห้ง : ดื่มน้ำพอเพียง / รับประทานผลไม้ / เลี่ยงลมร้อนและอากาศแห้ง

6. ป้องกันไฟ / ร้อนจัด : รับประทานรสจืด เลี่ยงเผ็ดร้อน / นอนพักเพียงพอ / ดื่มน้ำใบเตยหรือเก๊กฮวย

การรู้เท่าทันและป้องกัน 6 สาเหตุโรค จะช่วยให้ร่างกายสมดุล แข็งแรง ห่างไกลโรค และมีสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน

ศาสตร์แห่งชี่ ( 气 ) พลังชีวิตตามคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิงในศาสตร์การแพทย์แผนจีน "ชี่" ( 气, Qi )  ถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำรง...
31/05/2026

ศาสตร์แห่งชี่ ( 气 )

พลังชีวิตตามคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง

ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน "ชี่" ( 气, Qi ) ถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต เป็นพลังงานพื้นฐานที่ขับเคลื่อนการทำงานของอวัยวะ เลือด สารน้ำ และกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย

คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง (黄帝内经) กล่าวว่า

"气者,人之根本也"

หรือ

"ชี่ คือรากฐานแห่งชีวิตมนุษย์"

เมื่อชี่สมบูรณ์ ร่างกายจะมีพลัง แข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี อวัยวะทำงานเป็นปกติ แต่เมื่อชี่พร่องหรือไหลเวียนไม่ดี สุขภาพก็จะเริ่มเสียสมดุลและเกิดโรคได้ง่าย

แหล่งกำเนิดของชี่

ชี่ในร่างกายเกิดจากการรวมตัวของพลังสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

1. ชี่ก่อนกำเนิด ( 先天之气 )

เป็นพลังพื้นฐานที่ได้รับจากบิดามารดาตั้งแต่กำเนิด สะสมอยู่ที่ไต เปรียบเสมือนทุนชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

2. ชี่หลังกำเนิด ( 后天之气 )

เกิดจากการย่อยและดูดซึมอาหารของม้ามและกระเพาะอาหาร เป็นพลังที่ร่างกายสร้างขึ้นใหม่ทุกวัน

3. ชี่จากธรรมชาติ ( 自然之气 )

ได้รับจากการหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอด

ดังนั้น ชี่จึงเกิดจากการผสมผสานของ

สารจิงจากไต (Jing) + สารอาหารจากอาหาร (Gu Qi) + อากาศบริสุทธิ์ (Kong Qi)

หน้าที่สำคัญของชี่

1. ขับเคลื่อน (推动作用)

ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานของอวัยวะ เลือด และระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

2. ให้ความอบอุ่น (温煦作用)

รักษาอุณหภูมิและความอบอุ่นของร่างกาย

3. ปกป้องร่างกาย (防御作用)

เป็นด่านป้องกันเชื้อโรคและปัจจัยก่อโรคจากภายนอก

4. ควบคุมและยึดเหนี่ยว (固摄作用)

ช่วยควบคุมเลือด สารน้ำ และสารสำคัญไม่ให้สูญเสียออกจากร่างกายมากเกินไป

5. เปลี่ยนแปลงและลำเลียง (气化作用)

เปลี่ยนอาหาร น้ำ และสารต่าง ๆ ให้เป็นพลังงาน พร้อมลำเลียงไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย

ประเภทของชี่

1. หยวนชี่ (元气, Yuan Qi)

พลังดั้งเดิมจากไต เป็นรากฐานของชีวิตและการเจริญเติบโต

2. จงชี่ (宗气, Zong Qi)

พลังที่เกิดจากการหายใจและอาหาร สะสมบริเวณทรวงอก ช่วยการทำงานของปอดและหัวใจ

3. อิ๋งชี่ (营气, Ying Qi)

พลังหล่อเลี้ยงที่ไหลเวียนไปพร้อมเลือด เพื่อบำรุงอวัยวะและเนื้อเยื่อ

4. เว่ยชี่ (卫气, Wei Qi)

พลังป้องกัน ทำหน้าที่เสริมภูมิคุ้มกันและปกป้องร่างกายจากปัจจัยก่อโรค

ชี่ของอวัยวะจั้งฝู่ (脏腑之气, Zang Fu Zhi Qi)

เป็นพลังเฉพาะของอวัยวะแต่ละส่วน เช่น
ชี่ของหัวใจ ชี่ของปอด ชี่ของตับ และชี่ของม้าม

อาการเมื่อชี่พร่อง (气虚, Qi Xu)

เมื่อพลังชี่ไม่เพียงพอ ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการต่าง ๆ เช่น

• อ่อนเพลียง่าย (Ruan Duo Li)

• หายใจสั้น (Qi Duan)

• เหงื่อออกง่าย (Zi Han)

• เป็นหวัดบ่อย (Yi Han)

• ลิ้นซีด มีรอยฟัน (She Dan You Chi Yin)

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่พบได้บ่อยในผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนัก เครียดเรื้อรัง หรือมีระบบย่อยอาหารอ่อนแอ

วิธีดูแลและบำรุงชี่

ศาสตร์แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการ "养气" หรือการบำรุงชี่ ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่

• รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

• หลีกเลี่ยงการอดอาหารและการนอนดึก

• ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น ไท่จี๋ ชี่กง หรือเดินเร็ว

• ฝึกหายใจลึกเพื่อเสริมการทำงานของปอด

• รับประทานอาหารบำรุงม้ามและชี่ เช่น ข้าวกล้อง ฟักทอง มันเทศ พุทราจีน เห็ดหอม และเมล็ดบัว

ชี่ (Qi) คือพลังพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนทุกระบบของร่างกาย
การมีชี่ที่สมบูรณ์ไม่เพียงช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยรักษาสมดุลของอวัยวะทั้งห้า เลือด สารน้ำ และจิตใจ

ดังคำกล่าวในคัมภีร์แพทย์แผนจีนว่า

"养气即养生"
"บำรุงชี่ คือการบำรุงชีวิต"

气(Qi)

《黄帝内经》中的生命能量

在中医理论中,“气”(Qi)被认为是生命活动的根本,是推动人体脏腑、气血、津液及各种生理活动运行的基础能量。

《黄帝内经》曰:

“气者,人之根本也。”

意思是:

“气,是人类生命的根本。”

当人体气充足时,身体精力旺盛、体质强健、免疫力良好,脏腑功能协调正常;而当气虚或气机运行不畅时,身体平衡便会被打破,各种疾病也更容易发生。

气的来源

人体之气主要由三部分组成:

1. 先天之气

源于父母赋予的生命精华,藏于肾中,是与生俱来的生命基础,可视为人体的“生命资本”。

2. 后天之气

来源于脾胃对食物的消化吸收,是人体每日不断生成的重要能量来源。

3. 自然之气

来源于肺吸入的自然界清新空气。

因此,人体之气由以下三部分共同化生

肾精 + 水谷精微 + 清气

气的五大功能

1. 推动作用

推动脏腑、经络、气血及各种生理活动正常运行。

2. 温煦作用

维持人体体温,温养脏腑和组织器官。

3. 防御作用

抵御外邪入侵,增强机体抗病能力。

4. 固摄作用

防止血液、津液及各种重要物质异常流失。

5. 气化作用

促进食物、水液等物质转化为人体所需的能量,并输送至全身。

气的分类

1. 元气

源于肾精,是人体生命活动和生长发育的根本动力。

2. 宗气

由呼吸之气与水谷精气结合而成,积聚于胸中,辅助肺与心的功能。

3. 营气

运行于脉中,与血同行,负责濡养脏腑和组织。

4. 卫气

运行于脉外,具有保卫机体、抵御外邪的作用。

5. 脏腑之气

指各个脏腑自身所具有的功能之气,
如心气、肺气、肝气、脾气等。

气虚的表现

当人体气不足时,常见以下症状:

• 容易疲劳乏力

• 呼吸短促

• 容易自汗

• 容易感冒

• 舌淡胖大,边有齿痕

这些表现常见于长期劳累、睡眠不足、精神压力大或脾胃功能较弱的人群。

如何养气

中医十分重视“养气”,即通过日常生活调养来培补人体正气。

建议:

• 三餐定时,规律饮食

• 避免过度节食及熬夜

• 适度运动,如太极拳、气功、快走等

• 练习深呼吸,增强肺功能

• 多食健脾益气食物,如糙米、南瓜、山药、红枣、香菇、莲子等

气(Qi)是维持人体生命活动最基本的能量,是滋养和推动全身各系统运作的重要基础。

气充足,不仅能够增强体质,还能维持五脏、气血、津液以及精神情志之间的平衡。

正如中医经典所言:

“养气即养生。”

养护人体之气,
就是养护生命之本。

ที่อยู่

Biztown
Bangkok
10130

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 19:00
อาทิตย์ 09:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Papassorn Clinic ฝังเข็ม ยาสมุนไพรจีนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Papassorn Clinic ฝังเข็ม ยาสมุนไพรจีน:

ทางลัด

แชร์