AchaX เพราะเรื่องบางเรื่อง มีความสำคัญต่อสถาบันครอบครัว

วิตามินC,แคลเซี่ยม,วิตามินรวม,ธาตุเหล็ก+วิตามินซี แม็กนิเซี่ยม นำเข้า ทานง่ายใช้ดี เห็นผล เพื่อสุขภาพโปรโมชั่นเพียง หลอด...
30/03/2019

วิตามินC,แคลเซี่ยม,วิตามินรวม,ธาตุเหล็ก+วิตามินซี แม็กนิเซี่ยม นำเข้า ทานง่ายใช้ดี เห็นผล เพื่อสุขภาพ
โปรโมชั่นเพียง หลอดละ 150 บ. (5หลอดส่งฟรีเคอร์รี่)

23/03/2019

วิตามินสำหรับท่านชาย นำเข้าจากต่างประเทศ จำหน่ายจัดส่งทั่วไทย

วิตามินสำหรับท่านชาย นำเข้าจากต่างประเทศ จำหน่ายจัดส่งทั่วไทย
23/03/2019

วิตามินสำหรับท่านชาย นำเข้าจากต่างประเทศ จำหน่ายจัดส่งทั่วไทย

4 วิตามิน องครักษ์พิทักษ์ความหล่อ และฟิตเผยแพร่: 6 ส.ค. 2556 17:07   โดย: Marsmagทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่...
23/03/2019

4 วิตามิน องครักษ์พิทักษ์ความหล่อ และฟิต
เผยแพร่: 6 ส.ค. 2556 17:07 โดย: Marsmag
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สังเกตุง่ายๆ จากสิ่งใกล้ตัวนั่นก็คือร่างกายของเรานั่นเอง ยิ่งด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นกลับยิ่งทวีความเสื่อมในหลายๆ เรื่องให้ยิ่งถดถอยลงไปเรื่อยๆ แถมไม่มีวี่แววว่าจะเพิ่มขึ้นหรือแข็งแรงขึ้นตามอายุที่มากขึ้นเอาซะเลย และด้วยวัยที่อายุปาเข้าไปเลข 4 ด้วยแล้วยิ่งต้องระวังให้ดี

เอาเป็นว่านอกจากจะทุ่มเทเวลาให้การทำงานแล้ว เราควรหาเวลามาทุ่มเทให้กับร่างกายด้วยอีกส่วนหนึ่ง อย่ามัวรอให้มันสายเกินไปเลย หันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินวิตามินและสารอาหารจากธรรมชาติเพื่อให้คุณดูหล่อสมวัยห่างไกลโรคภัยกันดีกว่า แล้วคุณจะพบว่าการไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐที่แท้จริง...

4 วิตามินและสารอาหารสำคัญที่ต้องครบ

สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวไว้ว่า แต่ละช่วงวัยต้องการสารอาหารที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแตกต่างกัน โดยเฉพาะชายวัย 40 ปีขึ้นไป ที่มีการเสื่อมถอยของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด จำเป็นต้องได้รับวิตามินและสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอ เพื่อชะลอความเสื่อมถอยและสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ร่างกาย

4 วิตามินที่ควรค่าแก่ผู้ชายมีอะไรกันบ้าง???

1. วิตามินบี 12

วิตามินบี 12 พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และต้องอาศัยน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารช่วยในการดูดซึม

ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมักได้รับวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติและมีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหาร แม้ว่าร่างกายจะสามารถสังเคราะห์วิตามินบี 12 ได้เองภายในลำไส้ แต่หากไม่ได้รับจากอาหารก็อาจเสี่ยงขาดวิตามินได้

วิตามินบี 12 จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์ในไขกระดูก ระบประสาท และระบบทางเดินอาหาร ทั้งทำงานร่วมกับโฟเลตในการผลิตเม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์ และทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาในการสังเคราะห์ดีเอ็นเออีกด้วย

ขาดแล้วเสี่ยง :

หากขาดวิตามินชนิดนี้แล้วอาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางเป็นพิษชนิดเพอร์นิเชียส (Pernicious Anemia) ทำให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์ ความสามารถในการขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายลดลงอาจส่งผลให้ผิวซีด เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจติดขัด ท้องอืด และน้ำหนักตัวลดลง

นอกจากนี้อาจมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชาตามปลายมือปลายเท้า กินอาหารไม่รู้รส ความจำเสื่อม ทั้งอาจเกิดการยับยั้งการสังเคราะห์กรดไขมันที่สมองและเนื้อเยื่อประสาท ทำให้เซลล์ประสาทมีโครงสร้างผิดปกติ

แหล่งที่มาจากธรรมชาติ :

วิตามินบี 12 ไม่พบในพืช มีเฉพาะในเนื้อสัตว์ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก สำหรับผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติควรขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเสริมวิตามินในรูปแบบเม็ด

2. วิตามินดี

การขาดวิตามินดีเกิดขึ้นได้เมื่ออายุมากขึ้น โดยวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ชี้ให้เห็นว่าการย่อยและการดูดซึมไขมันที่ผิดปกติในผู้สูงวัย อาการเบื่ออาหาร มีปัญหาเกี่ยวข้องกับตับ ไต หรือมีกิจวัตรประจำวันที่อยู่แต่ในอาคาร ไม่ถูกแสงแดดเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของการขาดวิตามินดี

วารสาร The Lancet ศึกษาในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจาก 11 ประเทศในทวีปยุโรป พบว่า มีจำนวนผู้ชายจำนวน 36 เปอร์เซ็นต์ที่มีวิตามินดีในเลือดต่ำ เสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี โดยจะพบมากในช่วงหน้าหนาวที่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายเกือบทั้งหมด ทำให้ผิวหนังไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานาน

ขาดแล้วเสี่ยง :

ในวัยผู้ใหญ่หากขาดวิตามินดีจะทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน (Osteomalacia) โดยกระดูกจะอ่อน ไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่เกิดบริเวณกระดูกขา กระดูกสันหลัง และกระดูกเชิงกราน ทำให้รูปร่างผิดปกติ เช่น หลังโก่ง เจ็บปวดตามข้อ ปวดกระดูก กระดูกเปราะและหักง่าย นอกจากนี้อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก เป็นเหน็บชาและอาจทำให้เกิดอาการชักได้

แหล่งที่มาจากธรรมชาติ :

วิตามินดีพบได้ในน้ำมันตับปลา โยเกิร์ต และแสงแดดยามเช้า โดยการสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังเมื่อร่างกายได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ตอนเช้าเวลาประมาณ 06.00 - 09.00 น. และตอนเย็นเวลา 16.30 -18.00 น. หากจะให้ดีควรออกกำลังกายในยามเช้าด้วย

3. แคลเซียม

หลังอายุ 40 ปี อัตราการสลายของกระดูกในผู้ชายจะเพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 0.5 เปอร์เซ็นต่อปี เป็น 0.5 - 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ไม่เพียงเท่านี้ การกินอาหารและทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่เหมาะสมอาจเร่งให้ร่างกายสลายแคลเซียมจากกระดูกเพิ่มขึ้นหรือดูดซึมแคลเซียมจากอาหารลดลง เช่น กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไป ทำให้ร่างกายกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น กินอาหารรสเค็มจัด ส่งผลให้โซเดียมขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย

นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มบางชนิดเป็นประจำอาจเร่งการสูญเสียแคลเซียมด้วย เช่น กรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้กระดูกสลายแคลเซียมเพิ่มขึ้น แอลกอฮอล์ กาเฟอีนในกาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมและกระตุ้นให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น

ขาดแล้วเสี่ยง :

มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) แม้ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนน้อยกว่าผู้หญิง เพราะอัตราการสลายมวลกระดูกหลังอายุ 50 ปีต่ำกว่า แต่ข้อมูลจากวารสารสาธารณสุขศาสตร์ 2524 มหาวิทยาลัยพายัพ แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่กระดูกสะโพกหักเนื่องจากโรคกระดูกพรุนจะมีความรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิง โดยภายหลังกระดูกหัก 2 ปีจะมีอัตราเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าถึง 2 เท่า

อาการของโรคกระดูกพรุนที่ปรากฎคือ เจ็บบริเวณกระดูก กระดูกสันหลังยุบตัว หลังงอ และหากหกล้ม อาจทำให้กระดูกหักจนถึงขั้นเสียชีวิต

นอกจากนี้การขาดแคลเซียมอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ชาหรือเกิดอาการชัก

แหล่งที่มาจากธรรมชาติ :

สามารถพบได้ใน งาดำ ปลาป่น ปลาซิวแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ใบชะพลู ใบยอ ยอดแค ยอดสะเดา ถั่วลันเตา มะเขือพวง ใบขี้เหล็ก ใบตำลึง

4. ใยอาหาร

หนังสือ R&D เพื่อการบริโภคผักและผลไม้ : บนเส้นทางสู่คุณภาพชีวิตให้ข้อมูลว่า การกินผักและผลไม้ของคนไทยในระดับที่ช่วยป้องกันโรคยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (400-600 กรัมต่อวัน) โดยคนไทยกินผักและผลไม้เฉลี่ยคนละ 275 กรัมต่อวันเท่านั้น และผู้ชายกินผักผลไม้น้อยกว่าผู้หญิง อีกทั้งยังพบปริมาณการกินลดลงตามอายุ อายุยิ่งมากยิ่งได้รับใยอาหารจากผักผลไม้ลดลง สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากอาการท้องอืด อึดอัด ไม่สบายท้องหลังกินผัก เพราะแบคทีเรียในลำไส้ย่อยกากใยในอาหารและปล่อยแก๊สออกมา จึงทำให้บางคนเกิดอาการท้องอืดจนพานไม่ชอบกินผัก

แต่หากกินผักแล้วเกิดอาการอึดอัด แน่นท้อง ควรทำดังต่อไปนี้

1. เลือกกินผักสุกย่อยง่ายก่อน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มปริมาณผักสด

2. ลดการกินผักที่ทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ ได้แก่ หัวหอม กระเทียม ถั่ว และผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ หัวผักกาด กินผักเหล่านี้น้อยลงจะช่วยลดอาการท้องอืดได้ หรือหากมีอาการท้องอืด แน่นท้อง พืชสมุนไพร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา กระชาย สามารถช่วยขับลมและบรรเทาอาการต่างๆ ได้

3. หลังมื้ออาหารควรเดินช้าๆ 10-15 นาที จะช่วยให้ลำไส้เล็กบีบตัว อาหารจะผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น แบคทีเรียในลำไส้สร้างแก๊สลดลง ช่วยป้องกันอาการท้องอืด

ขาดแล้วเสี่ยง :

โรคท้องผูกเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้ที่กินใยอาหารไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง เพียงกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ร่วมกับดื่มน้ำอย่างเหมาะสม โรคดังกล่าวก็สามารถหายได้

การกินผักผลไม้รวมถึงธัญพืชต่างๆ เพื่อให้ได้ใยอาหารอย่างเพียงพอ ไม่เพียงช่วยป้องกันโรคท้องผูก แต่ยังลดโอกาสที่จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคริดสีดวงทวาร โรคลำไส้โป่งพอง โดยใยอาหารจะเพิ่มปริมาณและช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว เร่งการขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกายเร็วขึ้น

นอกจากนี้หากร่างกายได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ ประกอบกับกินอาหารไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจได้

อย่างไรก็ตาม การกินผัก ผลไม้ รวมถึงธัญพืชต่างๆ ไม่เพียงให้ใยอาหาร แต่ยังให้วิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารหลายชนิด ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระชะลอวัยที่สำคัญต่อร่างกาย

แหล่งที่มาจากธรรมชาติ :

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ปริมาณใยอาหารในพืช และแบ่งประเภทธัญพืช ผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูงไว้ดังนี้

กลุ่มที่มีใยอาหารสูง : ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วแดงหลวง ถั่วเหลือง งาดำ รำข้าว 1 ขีดมีใยอาหารสูงถึง 19-28 กรัม

กลุ่มใยอาหารปานกลาง : ได้แก่ ผักและผลไม้บางชนิด โดยผัก 1 ขีดที่มีใยอาหาร 4 ถึง 14 กรัม ได้แก่ มะเขือพวง สะเดา ใบชะพลู ผักกระเฉด หัวปลี เห็ดหูหนู ใบกะเพรา ใบโหระพา แครอต ส่วนผลไม้หนัก 1 ขีด ที่มีใยอาหารน้อยกว่า 4 กรัม เช่น ละมุด ฝรั่ง มะม่วงดิบ

รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม...

ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับชายไทยอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

1. วิตามินบี 12 ผู้ชายอายุ 40-70 ปีขึ้นไป มีความต้องการวิตามินบี 12 (2.4) ไมโครกรัมต่อวัน

2. วิตามินดี ผู้ชายอายุ 40-50 ปี ต้องการวิตามินดี (5 ไมโครกรัมต่อวัน), 51-70 ปี (10 ไมโครกรัมต่อวัน) และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป (15ไมโครกรัมต่อวัน)

3. แคลเซียม ผู้ชายอายุ 40-50 ปี ต้องการแคลเซียม (800 มิลลิกรัมต่อวัน) และอายุ 51-70 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียม (1,000 มิลลิกรัมต่อวัน)

4. ใยอาหาร ผู้ชายอายุ 40-70 ปีขึ้นไป ต้องการใยอาหาร 25-30 กรัมต่อวัน

ข้อมูล: นิตยสารชีวจิต

ทำความรู้จักกับเหล่าวิตามิน ตัวช่วยให้ร่างกายแข็งแรงตั้งแต่หัว ไปจนถึงไอ้หนูของคุณ!1. Zinc (สังกะสี)วิธีรับประทาน : ทานต...
23/03/2019

ทำความรู้จักกับเหล่าวิตามิน ตัวช่วยให้ร่างกายแข็งแรงตั้งแต่หัว ไปจนถึงไอ้หนูของคุณ!

1. Zinc (สังกะสี)
วิธีรับประทาน : ทานตอนท้องว่างจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีที่สุด อาจทานก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชม. / 2-3 ชม.ก็ได้
แหล่ง Zinc จากธรรมชาติ : ผักปวยเล้ง, เมล็ดฟักทอง, กระเทียม และหอยนางรม เป็นต้น
Zinc หรือ สังกะสี เป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตฮอร์โมน ‘testosterone’ ซึ่งเป็นส่วนประหลักที่ทำให้เกิดอารมณ์/ความต้องการทางเพศของทั้งชาย และหญิง ทำให้โอกาสการเป็น ‘หมัน’ ลดลง

2. วิตามิน E
วิธีรับประทาน : ทานร่วมกับอาหารเช้า
แหล่งวิตามิน E จากธรรมชาติ : ถั่ว, ธัญพืช, กีวี่, มะม่วง, มะเขือเทศ, น้ำมันสกัดจากพืช และผักใบเขียว เป็นต้น
วิตามิน E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทรงอานุภาพ ช่วยในเรื่องของระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของอสุจิแข็งแรง และช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น

3. วิตามิน C
วิธีรับประทาน : ทานร่วมกับอาหารเช้า / หากทานมากกว่า 1 โดส ให้แบ่งทาน 2 ครั้ง เช้า-เย็น
แหล่งวิตามิน C จากธรรมชาติ : ขี้เหล็ก, มะนาว, ส้ม, มะละกอสุก และสตรอเบอร์รี่ เป็นต้น
วิตามิน C จะทำงานร่วมกับวิตามิน E ช่วยในเรื่องของการไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ รวมถึงอวัยวะเพศ วิตามิน C ยังช่วยให้อสุจิแข็งแรง ไม่จับตัวกันเป็นกลุ่มก้อน

4. วิตามิน B รวม
วิธีรับประทาน : ทานก่อน/พร้อมอาหาร
แหล่งวิตามิน B จากธรรมชาติ : ผักใบเขียว, นม, ถั่ว, ปลา, ตับ เป็นต้น
วิตามิน B รวมทั้งหลายจะช่วยในเรื่องความต้องการทางเพศ ทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดี คล้ายๆ กับวิตามิน E

5. L-Arginine (แอล-อาร์จีนิน)
วิธีรับประทาน : ทานร่วมกับนมถั่วเหลือง เช้า / ก่อนนอน
แหล่ง L-Arginine จากธรรมชาติ : อาหารทะเล, ถั่วชนิดต่างๆ, ผักโขม และไข่แดง
L-Arginine เป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างไนตริคออกไซด์ (Nitric Oxide) ที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว เพิ่มความไวต่อความรู้สึก และใช้ในการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ที่มา - FHM Thailand
www.fhm.in.th
www.facebook.com/fhmthailand

ที่อยู่

แยกบางคู่วัด
Bangkok
12000

เบอร์โทรศัพท์

0635566363

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AchaXผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์